[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】

เล่มที่ 9 บทที่ 244 วันเกิด พริบตาเดียว มหาปรมาจารย์! (1)

        “พี่ มาเร็วๆ!”

        ลู่เซิ่งเพิ่งเดินเข้าบ้าน ลู่ชิงเหอก็โบกมือเรียกเขา

        ทั่วทั้งห้องนั่งเล่นอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของอาหาร

        โต๊ะกลมขนาดใหญ่ที่ลู่ต้าไห่ผู้เป็นพ่อสั่งทำพิเศษเพื่อเลี้ยงแขก วางเรียงรายไปด้วยอาหารหลากหลายชนิด

        เนื้อสัตว์ประหลาดที่เป็นอาหารหลักยังคงมีอยู่ แถมยังมีอาหารทั่วไปอีกมากมาย ซึ่งล้วนเป็นของที่ลู่เซิ่งชอบกิน

        “ซื้อจากร้านบะหมี่ที่แกชอบกินที่สุดเลยนะ ร้านนี้ขายดีมาก พ่อไปต่อคิวตั้งแต่เช้าถึงซื้อมาได้...”

        ลู่ต้าไห่กำลังเปิดไวน์แดง พลางพูดกับลู่เซิ่งด้วยรอยยิ้ม “ลองชิมดูสิว่ายังอร่อยเหมือนเดิมหรือเปล่า”

        ลู่เซิ่งเอื้อมมือไปหยิบ แต่เจิ้งอวี้เฟินผู้เป็นแม่ก็ถือบะหมี่ร้อนๆ ชามหนึ่งออกมาจากครัว

        “ไปล้างมือก่อน ถึงจะเป็นนักสู้ก็ต้องล้างมือก่อนกินข้าวนะ! ซี้ดๆ ร้อนๆ...”

        เจิ้งอวี้เฟินรีบวางบะหมี่ลงบนโต๊ะ แล้วก็ถูนิ้วมือ พลางพูดด้วยรอยยิ้ม “คนเกิดวันนี้กินบะหมี่อายุยืนก่อนเลย”

        ลู่เซิ่งมองไปที่ชามบะหมี่

        น้ำซุปใส เส้นบะหมี่ขาว โปะด้วยไข่ดาวสองฟอง โรยด้วยต้นหอมสีเขียวอ่อนๆ ข้างบนยังมีตัวอักษร “สุขสันต์วันเกิด” ด้วย

        ลู่ชิงเหอโผล่หน้ามาจากด้านข้าง ชี้ไปที่ตัวอักษรเหล่านั้น แล้วก็อวดอย่างภาคภูมิใจ “ฉันแกะสลักจากแครอทเอง เก่งใช่ไหมล่ะ?”

        “เก่งมาก”

        ลู่เซิ่งขยี้หัวลู่ชิงเหอ นานๆ ทีถึงจะชมเธอ

        “รีบไปล้างมือ รีบมากิน เดี๋ยวบะหมี่จะอืดหมด”

        เจิ้งอวี้เฟินไล่ทั้งสองคนเข้าไปในห้องน้ำ

        รอจนลู่เซิ่งกับลู่ชิงเหอล้างมือเสร็จออกมา ลู่ต้าไห่ก็เปิดไวน์แดงแล้วเทใส่แก้วให้ทุกคน

        “วันนี้แกกับแม่ก็ดื่มด้วยกันหน่อย ไวน์แดงนี่แพงมากนะ คนจากโรงศิลปะการต่อสู้หงชวนส่งมาให้...”

        ลู่ต้าไห่บอกกับลู่ชิงเหอ

        ลู่ชิงเหอร้องขึ้น “พ่อ ไวน์แดงต้องพักไว้ก่อนนะ ถ้าไม่พักไว้ก่อนจะไม่อร่อย...”

        “จะมีพิธีรีตองอะไรนักหนา...”

        ลู่ต้าไห่พึมพำ

        ลู่เซิ่งหยิบแก้วไวน์แดงตรงหน้าลู่ชิงเหอขึ้นมา แล้วก็ยื่นนิ้วเคาะเบาๆ ที่ข้างแก้ว

        “กริ๊ง”

        เสียงใสราวระฆังดังขึ้น ราวกับมีคลื่นที่มองไม่เห็นกระจายออกไป

        “พักเรียบร้อยแล้ว”

        ลู่เซิ่งส่งแก้วไวน์แดงคืนให้ลู่ชิงเหอ

        “จริงเหรอเนี่ย?”

        ลู่ชิงเหอยกแก้วขึ้นดื่มอย่างไม่ค่อยเชื่อ

        วินาทีต่อมาดวงตาของเธอก็เบิกกว้าง อุทานออกมาเบาๆ “พี่ พี่สุดยอดไปเลย!”

        “การพักไวน์แดงก็แค่ทำให้ไวน์แดงได้รับอากาศ ดูดซับออกซิเจน และเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นอย่างเต็มที่

        ซึ่งการสั่นสะเทือนก็สามารถทำได้เช่นกัน แค่ควบคุมแรงให้ดีก็พอ...”

        ลู่เซิ่งอธิบายพลางพักไวน์ให้พ่อกับแม่ด้วย

        ลู่ต้าไห่มองอยู่ข้างๆ พลางพูดด้วยรอยยิ้ม “นี่เขาเรียกว่าอะไร นี่เขาเรียกว่าศิลปะการต่อสู้เปลี่ยนชีวิต”

        “กินข้าว!”

        แม่เจิ้งอวี้เฟินออกคำสั่ง ทุกคนในครอบครัวก็เริ่มกินกัน

        แต่สมาธิของลู่ชิงเหอกลับถูกดึงดูดด้วยการกระทำและคำพูดของลู่เซิ่งเมื่อครู่อย่างสมบูรณ์

        ดวงตาจับจ้องอยู่ที่แก้วไวน์แดงตรงหน้าตลอดเวลา ครุ่นคิดอย่างหนักจนกินอะไรไม่ลง

        ลู่ต้าไห่เตือนเธอหลายครั้งก็ไม่ได้ผล สุดท้ายก็เลยไม่สนใจเธออีกต่อไป เพราะวันนี้ลู่เซิ่งเป็นตัวเอก

        ลู่เซิ่งนั่งมองอยู่ข้างๆ ก็รู้สึกขำ

        เมื่อครู่นี้เขาทำเหมือนง่ายๆ สบายๆ แต่ถ้าอยากจะให้แรงสั่นสะเทือนแทรกซึมเข้าไปในไวน์โดยที่ไม่ทำให้แก้วแตก อย่างน้อยก็ต้องมีฝีมือด้านศิลปะการต่อสู้ระดับเขตแดนล้ำลึกขึ้นไปถึงจะทำได้

        ลู่ชิงเหอก็เลยเอาแต่คิด

        “เลยวันเกิดไปแล้ว อายุย่างยี่สิบแล้วนะ ก็คิดเรื่องมีแฟนได้แล้วละ...”

        “แม่...”

        “แม่แกพูดถูกแล้ว ถ้าเจอคนที่ชอบก็กล้าๆ หน่อย ตอนนั้นพ่อก็หน้าด้านตามจีบแม่แก จนมีแกไงล่ะ”

        “แก่แล้วยังไม่เจียม!”

        “ฮิๆ...”

        ลู่เซิ่งฟังลู่ต้าไห่กับเจิ้งอวี้เฟินพูดคุยกัน นานๆ ทีถึงจะตอบไปสองสามคำ

        ส่วนลู่ชิงเหอที่อยู่ข้างๆ ก็เอาแต่นิ้วดีดแก้วไวน์อยู่เรื่อยๆ เหมือนคนเสียสติ

        คนในครอบครัวอยู่กันอย่างอบอุ่นและมีความสุข

        ความอ่อนโยนในใจของลู่เซิ่งก็ผ่อนคลายลงอย่างสมบูรณ์ ได้มีความสุขกับช่วงเวลาที่เงียบสงบนี้

        ทันใดนั้นสายตาของลู่เซิ่งก็เปลี่ยนไป

        มือที่คีบบะหมี่ของเขาหยุดชะงักไปชั่วขณะ

        แต่ก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว คีบบะหมี่เข้าปาก

        ลู่เซิ่งค่อยๆ กินบะหมี่ในปากจนหมด แล้วก็ยกชามซุปขึ้นซดไปอึกใหญ่

        จากนั้นก็เช็ดปาก แล้วพูดขึ้นว่า “พ่อครับ แม่ครับ ผมนึกขึ้นมาได้ว่ามีธุระนิดหน่อย ต้องออกไปข้างนอกหน่อยครับ”

        “หา?”

        ลู่ต้าไห่กับเจิ้งอวี้เฟินต่างก็รู้สึกประหลาดใจ

        “มีธุระอะไรทำไมไม่กินข้าวให้เสร็จก่อนค่อยไปล่ะ?”

        “เพื่อนส่งของมาให้ ผมลืมไปเลยเมื่อกี้ คงจะรอจนใจจะขาดแล้ว...”

        ลู่เซิ่งอธิบาย

        “ก็ได้”

        เจิ้งอวี้เฟินมองออกไปนอกหน้าต่าง ตอนนี้ฟ้ามืดสนิทแล้ว ไฟถนนสว่างไสว

        “จะให้พ่อขับรถไปส่งไหม?”

        “ไม่ต้องหรอกครับ แค่แถวๆ หมู่บ้าน เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว”

        ลู่ต้าไห่เหมือนนึกอะไรออก รอยยิ้มก็เริ่มมีเลศนัย

        “เออๆ รีบไป รีบไป อย่าให้เขารอนาน”

        พอหันกลับมา ก็กระซิบกระซาบข้างหูเจิ้งอวี้เฟิน “วันนี้วันเกิดเสี่ยวเซิ่งนะ เธอว่าเพื่อนอะไรจะวิ่งโร่มาแถวๆ หมู่บ้านมาหาเขา แถมยังมาส่งของให้อีก...”

        “อ๋อ!”

        ดวงตาของเจิ้งอวี้เฟินก็เป็นประกายขึ้นมาทันที

        “รีบไป! รีบไป...”

        เธอเริ่มเร่งลู่เซิ่ง

        ลู่เซิ่งรู้สึกขำในใจ แต่ก็ยินดีที่จะให้ทั้งสองคนเข้าใจผิด

        มองลู่ชิงเหอที่ยังอยู่ในสภาวะ “เข้าฌาน” แล้วก็หันหลังเดินออกไปข้างนอก

        พอออกจากประตู ยังไม่ทันจะเดินไปถึงนอกบ้าน

        ข้างหลังก็มีเสียงฝีเท้าดัง “ตึงๆๆ” มา

        “พี่ อย่าลืมรีบกลับมานะ รอเป่าเค้กอยู่ เป็นเค้กที่ฉันเลือกเองเลยนะ!”

        “อืม”

        ลู่เซิ่งตอบรับโดยไม่หันหลังกลับ เดินออกจากประตูบ้านไปอย่างรวดเร็ว

        ลู่ชิงเหอไม่ได้พูดอะไรอีก พึมพำว่า “ทำแบบนี้ได้ยังไง” แล้วก็ปิดประตูเดินกลับเข้าไป

        ลู่เซิ่งมองไปที่ทิศทางของประตูบ้านอย่างเงียบๆ ดวงตาอ่อนโยน

        จากนั้นเขาก็หันหลังกลับ เดินไปทางประตูทางเข้าหมู่บ้านทีละก้าว

        ทุกครั้งที่เขาก้าวเดิน ความอ่อนโยนในดวงตาก็ลดลงไปหนึ่งส่วน แล้วถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาอย่างล้ำลึก

        ไฟถนนทอดยาวเงาของลู่เซิ่งออกไป

        เขากลมกลืนไปกับความมืด

        “วันนี้วันเกิดฉันนี่นา...น่ารำคาญจริงๆ”

        ...

        “พอๆ กลับกันได้แล้ว”

        ผังหวายอวี้มองออกไปข้างนอก ท้องฟ้ามืดสนิท ไฟถนนสว่างขึ้นทีละดวง เธอส่ายหน้าอย่างหมดอาลัยตายอยาก “เสียเวลาเปล่าไปอีกวันแล้ว”

        เธอจ่ายเงินแล้วลุกขึ้นยืนออกจากที่นั่ง

        “นั่งติดกันมาเป็นอาทิตย์ ก้นแทบแบนแล้ว...”

        ผังหวายอวี้เดินออกจากร้านกาแฟ มองไปที่ทิศทางของประตูทางเข้าหมู่บ้านโดยไม่รู้ตัว

        ทุกอย่างปกติดี

        เธอเดินไปตามถนนยาวไปอีกทาง

        ที่นี่เป็นย่านที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์ ถึงแม้ว่าสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานจะครบครัน แต่ก็อยู่ในที่เปลี่ยว ถนนก็เลยไม่ค่อยมีคนตอนกลางคืน

        มีแค่รถที่ขับผ่านไปเป็นครั้งคราว ทำให้เกิดเสียงหวีดหวิว

        รถยนต์คันนั้น...

        ฝีเท้าที่กำลังเดินไปข้างหน้าของผังหวายอวี้ก็หยุดชะงักลงกะทันหัน

        เธอหันหลังกลับอย่างรวดเร็ว เดินกลับทางเดิม

        เหมือนจะมีรถเพิ่มมาคันหนึ่งตรงประตูทางเข้าหมู่บ้าน...ถ้าเธอไม่ได้ตาฝาดไปเมื่อกี้

        ผังหวายอวี้เดินกลับไปอย่างรวดเร็วตรงที่เธอเหลือบไปเห็นเมื่อกี้

        แน่นอนว่าใต้ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ข้างกำแพง รถตู้สีดำคันหนึ่งจอดอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบๆ

        ผังหวายอวี้เดินเข้าไปอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

        ในขณะที่เธอกำลังจะเข้าไปใกล้รถ แสงเย็นยะเยือกก็พุ่งออกมาจากหน้าต่างรถตู้ที่เปิดอยู่โดยไม่มีเสียง

        ผังหวายอวี้หลบแสงเย็นนั้นไปได้

        จากนั้นก็เอื้อมมือไปจับมือที่ถือมีดโดยไม่แสดงสีหน้าใดๆ

        มือที่ถือมีดบิดเบี้ยวเหมือนงู แล้วก็หดกลับไปอย่างรวดเร็ว

        ในดวงตาของผังหวายอวี้ฉายแววโหดเหี้ยมออกมา ร่างกายของเธอก็พุ่งเข้าไปในรถทางหน้าต่างเหมือนเสือดาว

        รถสั่นอย่างรุนแรงสองสามครั้ง มีเสียงครางเบาๆ ดังออกมา

        จากนั้นทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความสงบ

        ประตูรถเปิดออก

        ผังหวายอวี้ที่มีสีหน้าถมึงทึงเดินลงมาจากรถ

        ในมือของเธอมีมีดสั้นยาวประมาณหนึ่งศอก แสงเย็นยังคงส่องประกายระยิบระยับภายใต้แสงสลัว แสดงให้เห็นถึงฝีมือที่ไม่ธรรมดา

        “นักสู้เงาจากโรงศิลปะการต่อสู้มหายุทธ์...”

        สีหน้าของผังหวายอวี้ดูไม่ดีนัก เธอโยนมีดสั้นกลับเข้าไปในรถอย่างไม่ใส่ใจ

        “คราวนี้ลำบากแล้ว”

        เสียงในต่างหูเริ่มทุ้มต่ำลง

        “ถึงแม้ว่านักสู้เงาพวกนี้จะถูกยกขึ้นมาอย่างแข็งขันด้วยเคล็ดลับลับเฉพาะของมหาศักดิ์สิทธิ์แห่งโรงศิลปะการต่อสู้มหายุทธ์ แต่ก็ถือได้ว่าอยู่ในระดับเจ็ดเท่านั้น ไม่คู่ควรกับคำว่าปรมาจารย์

        แต่ด้วยความช่วยเหลือของตำราลับมหายุทธ์ที่มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งโรงศิลปะการต่อสู้มหายุทธ์สร้างขึ้นมา นักสู้เงาทั้งยี่สิบสี่คนก็มีโอกาสฆ่ามหาปรมาจารย์ได้!

        คราวนี้พวกเขาส่งมาทั้งหมดกี่คน?”

        “ไม่รู้”

        ผังหวายอวี้ส่ายหน้า “แต่ต้องมีมากกว่าหนึ่งแน่นอน นักสู้เงาของโรงศิลปะการต่อสู้มหายุทธ์ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว จะต้องมีไม่ต่ำกว่าหก

        นั่นคือมาตรฐานขั้นต่ำในการเริ่มตำราลับมหายุทธ์”

        “งั้นเธอต้องรีบแล้ว ไม่งั้นจะไม่ทัน...”

        “ฉันรีบที่สุดแล้ว”

        ผังหวายอวี้พูดออกมา

        วินาทีต่อมา ร่างกายที่เพรียวบางของเธอก็บินขึ้นเหมือนนกใหญ่ กระโดดข้ามกำแพงแล้วตกลงไปในหมู่บ้าน

        จากนั้นก็เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วขึ้นลงในเงามืดของหมู่บ้าน พุ่งไปในทิศทางเดียว

        ผังหวายอวี้เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วในหมู่บ้านขนาดใหญ่

        บนทางเท้าของหมู่บ้านมีคนเดินผ่านไปมาเป็นครั้งคราว แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นร่องรอยของเธอ

        เธอเบาและว่องไว ดวงตาคมกริบเหมือนเหยี่ยว ค้นหาไปรอบๆ

        ในที่สุด เธอก็เห็นร่างคน

        เป็นชายร่างสูงใหญ่ สวมเสื้อแจ็กเกตสีเทา เดินช้าๆ อยู่บนถนน

        ในขณะที่ผังหวายอวี้พบร่างนั้น อีกฝ่ายก็เห็นเธออย่างชัดเจนเช่นกัน

        จากเงามืดรอบๆ ตัวชายคนนั้น สายตาเย็นเยียบสิบกว่าคู่จ้องมาที่เธอพร้อมกัน

        สีหน้าของผังหวายอวี้ก็ดูไม่ดีอย่างยิ่ง

        “สิบเอ็ด...”

        รวมกับคนที่เธอทำให้สลบไปเมื่อกี้ ก็เป็นสิบสองคน

        โรงศิลปะการต่อสู้มหายุทธ์ถึงกับส่งนักสู้เงามาถึงสิบสองคนเพื่อครอบครัวธรรมดาๆ และปรมาจารย์วัยเยาว์!

        “บ้าเอ๊ย!”

        ผังหวายอวี้กัดฟันพุ่งเข้าไป

        แต่ในขณะนั้น ชายในชุดสีเทาที่กำลังเดินอยู่ก็หยุดฝีเท้า หันหน้ามามองเธอ

        สายตาที่ทะลุความมืด ราวกับสายฟ้าฟาดผ่านท้องฟ้า

        ร่างของผังหวายอวี้ก็หยุดชะงักลงกะทันหัน ราวกับถูกอะไรบางอย่างโจมตี ยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่ขยับเขยื้อน

        ชายในชุดสีเทามองเธออย่างเงียบๆ สักพัก แล้วก็เก็บสายตา กลับไปเดินไปข้างหน้าอย่างไม่รีบร้อน

        เสียงในต่างหูดังขึ้นถามอย่างร้อนรน

        “หวายอวี้ เกิดอะไรขึ้น?”

        ผังหวายอวี้ยืนอยู่ที่เดิมอย่างเหม่อลอย ในดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและหวาดกลัวที่ลบไม่ออก

        ครู่หนึ่งต่อมา เธอจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดออกมาทีละคำ “ยอดจตุดาราแห่งมหายุทธ์...เข้าสู่ระดับมหาปรมาจารย์แล้ว”

        “อะไรนะ?!”

คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】 ที่คุณอ่าน