Dead Area: ล่าข้ามเขตอันตราย

    ตอนที่ 46 - อุบัติเหตุ

    ตอนที่ 46 – อุบัติเหตุ

     

                “ขอน้ำหน่อย” พสุยื่นแก้วเปล่าๆ ให้พันธกร ให้เขาไปหยิบน้ำดื่มมาใส่แก้วให้ พันธกรรับมาพลางทำเสียงรำคาญในปาก พสุได้ยินดังนั้นเลยบอกออกมา “อ้าว? เป็นไปตามกฎที่เล่นไพ่ไง นายต้องเป็นเบ๊ฉันหนึ่งวัน ก็ฉันเป็นผู้ชนะนี่”

                “คร้าบ” พันธกรบอกอย่างรำคาญ แล้วเดินถือแก้วไปเปิดตู้เย็นในบ้านของณปภาเพื่อเอาน้ำเย็นมารินใส่แก้วให้พสุดื่ม ท่ามกลางเสียงขำขันของพวกผู้ชาย พวกผู้หญิงที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย กมลก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้น? ภัทรเลยอธิบายเรื่องเกมไพ่ออกมา

                “โห บทลงโทษหนักนะ” กมลวิจารณ์ขึ้นมา แต่ภัทรไม่ได้เห็นว่ามันจะหนักตรงไหนเลย? แค่เป็นคนรับใช้คนชนะหนึ่งวันเท่านั้นเอง ส่วนวรรณสาก็สงสารพันธกรเหลือเกิน เธอบอกให้ภัทรเลิกบทลงโทษนี้ได้ไหม?

                “ไม่ได้สา บทลงโทษ เรากำหนดไว้แล้ว” ภัทรบอกออกมา “แบบนี้ยิ่งดี เวลาเล่นไพ่ ทุกคนจะได้ตั้งใจเล่นกันไง ถ้ามีบทลงโทษแบบนี้น่ะนะ”

                แล้วพันธกรก็เดินกลับมาพร้อมแก้วใส่น้ำเปล่าเย็นๆ เขายื่นให้พสุ พสุก็รับมาดื่มและก็ขอร้องให้พันธกรคดข้าวสวยให้อีกจาน จนพันธกรต้องยืนเท้าเอว 

                “ได้ทีขี่แพะไล่นะ” พันธกรชี้ไปที่พสุ “นายไม่เกรงใจเพื่อนเลยหรือไงวะ?”

                “ก็มันเป็นกติกาที่กำหนดไว้แล้ว” พสุบอกหน้าตาเฉย “เราก็ต้องทำตามกติกาน่ะสิ ไป ตักข้าวให้ฉันเดี๋ยวนี้ นี่คือคำสั่ง ไอ้ลูกน้อง”

                พันธกรส่ายหน้าออกมา ทำเอาบรรดาพวกทรัพย์สินพากันหัวเราะ ก่อนที่พันธกรจะเดินไปคดข้าวสวยจากหม้อไฟฟ้ามาให้พสุ ณปภาที่เห็นพวกเด็กๆ เล่นกันแบบนั้น เธอก็ยิ้มออกมาอย่างสนุกไปด้วย พันธกรจงใจตักข้าวให้พสุเยอะเป็นพิเศษ เพื่อเป็นการแกล้งเขาไปในตัวเลย

                “เฮ้ย เอานิดเดียวก็พอ ขนาดนี้จะกินหมดได้ไง?” พสุบอกออกมา ทำเอาพันธกรถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ครั้นจะเอาข้าวที่ตักไปแล้วเอาคืนหม้อไม่ได้ เขาเลยกวาดข้าวที่ตักส่วนเกินมาให้พสุลงบนจานของตัวเอง

                “ฮ่าๆๆๆ!!” พสุหัวเราะร่าออกมาเสียงดังลั่น “สาแก่ใจจริงๆ เว้ย! คอยดู ฉันจะใช้นายให้เยอะๆ เลย”

                “ไอ้ดิน” พันธกรถึงกับยืนเท้าเอวอีกครั้ง “มันจะเกินไปแล้วนะเว้ย”

                “ได้ไงล่ะ? มันเป็นกติกา ก็บอกแล้ว” พสุบอกออกมายิ้มๆ “เพราะงั้น นายต้อง...”

                แล้วพสุก็หยุดพูดไปเลย เมื่อมองเห็นแม่ของตนเองเดินเข้ามาในเขตบ้านของณปภา พสุลุกขึ้นจากโต๊ะทันทีและจะเดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง พันธกรเห็นแม่ของพสุแล้วก็หันไปหาพสุ ก็พบว่าเขาขึ้นไปชั้นสองเสียแล้ว

                แม่ของพสุเดินตรงเข้ามาหาณปภาที่กำลังทำความสะอาดครัว พร้อมกับกล่าว “ฉันจะมาเอาลูกคืนค่ะ”

                “ตามสบายสิคะ” ณปภาเลยโบ้ยไปทางบันไดทางขึ้นชั้นสอง พันธกรเดินเข้ามาหาแม่ของพสุทันที ก่อนจะบอก

                “คือ คุณแม่ครับ ไอ้ดินมัน...”

                “ไม่ต้องมานับญาติกับฉัน!!” แม่ของพสุตวาดใส่พันธกรเสียงดังลั่น ทำเอาบรรดาเด็กทหารม.ปลายพากันตกใจ แล้ววรรณสากับทวินนาก็เริ่มไม่พอใจแม่ของพสุที่มาด่าว่าพันธกร ทวินนาตัดสินใจยืนขึ้นจากเก้าอี้เลย

                “พูดกันดีๆ ก็ได้นี่คะ” ทวินนาถึงกับบอกออกมาเลย แม่ของพสุเหลียวมองเธอตาขวาง และก็สวดใส่ทันที

                “เพราะพวกแกนั่นแหละ ดินถึงอยากออกไปสนามรบ” แม่ของพสุว่าเสียงเบา แต่ก็ยังตำหนิพวกเขาอยู่ “ถ้าพวกแกไม่มาที่นี่ ดินคงไม่เป็นแบบนี้”

                “ขอโทษนะคะ” ณปภาเดินเข้ามาเพื่อช่วยพวกเด็กทหารม.ปลาย “แต่พวกเขาเป็นคนช่วยเราไว้จากพวกเอไอ ถ้าไม่มีพวกเขา ป่านนี้เราก็ไม่รอดกันแล้ว”

                “ช่วยเหลือเหรอ? ไม่เห็นจะช่วยอะไรได้ คนที่ช่วยก็เป็นผู้ใหญ่ในอาณาเขตนั่นแหละ!” แม่ของพสุว่าแล้วหันไปทางบันไดทางขึ้นชั้นสองก่อนจะเรียกพสุ “ดิน! ลงมาเดี๋ยวนี้นะ”

                แต่พสุไม่ได้ตอบโต้ลงมา แม่ของเขาก็เลยเดินขึ้นบันไดไปหาบนชั้นสองเลย พันธกรที่เกรงว่าจะมีเรื่อง เขาก็รีบวิ่งตามไป ภัทรกับชัชชัยก็ตามไปด้วย แม่ของพสุเดินเข้ามาบนชั้นสองพลางเมียงมองห้อง แล้วก็เจอห้องที่พักของพวกผู้ชาย พสุอยู่ในห้องนั้น พอพสุเห็นแม่ เขาก็เบือนหน้าหนี

                “แม่จะมาพาลูกกลับบ้าน” แม่ของพสุกล่าวเจตจำนงออกมา พสุถึงกับหันมาหาแม่ของตัวเอง

                “ก็ไหนห้ามไม่ให้ผมเรียกว่า ‘แม่’ แล้วไง?” พสุเตือนความจำของแม่ตัวเอง “แล้วก็ตัดขาดผมไปแล้วด้วย จะเอาผมกลับไปทำไม?”

                “ดิน!!” แม่ของเขาตวาดดังลั่น  ทำเอาพันธกรที่ยืนอยู่หน้าห้องถึงกับตกใจ ขณะที่ภัทรและชัชชัยก็ตกใจเหมือนกัน พสุเริ่มจะเถียงกับแม่แล้ว

                “แม่ก็เป็นคนพูดแล้วไม่คืนคำไม่ใช่เหรอ?” พสุบอกออกมาแล้วก็ทำสีหน้าชิงชัง “ในเมื่อแม่กล่าวไปแล้วว่าจะตัดขาดกับผม ผมก็จะทำตามนั้น แม่ไม่ต้อง...”

                พสุถึงกับหยุดพูดไปทันที เมื่อฝ่ามือขวาของแม่ตบใส่หน้าเขา เขายกมือกุมแก้มขึ้นมา แล้วน้ำตาก็ไหลหยดร่วงลงมาหยดหนึ่ง ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องนอนไป ท่ามกลางเสียงร้องห้ามของแม่ของพสุ แต่เขาไม่สนใจแล้ว เขาเดินลงมาด้านล่างเสียงดังปึงปังแล้วก็เดินออกจากบ้านของณปภาไปเลย ทำเอาพวกเด็กทหารม.ปลายที่กำลังกินข้าวกันอยู่ถึงกับงุนงง

                แล้วแม่ของพสุก็วิ่งลงบันไดมาบ้างพลางเรียกร้องพสุ แต่ด้วยความไม่ระวัง ทำให้เธอก้าวพลาด ส่งผลให้เธอล้มหน้าคว่ำตกบันไดลงมา ณปภาเห็นดังนั้นก็ตกใจ กลุ่มพวกเด็กทหารม.ปลายก็ต่างตกใจเช่นกัน ปราชญากับวรรณสาเป็นสองคนแรกที่ได้สติก่อน ทั้งสองเข้ามาพยุงร่างของแม่ของพสุที่สลบไปแล้วจากแรงกระแทกที่ศีรษะ

                “อย่า พี่ปราช! อย่าจับตัวแรง เธออาจจะกระดูกหักก็ได้” วรรณสารีบห้ามเอาไว้ก่อนที่ปราชญาจะยกร่างของแม่พสุออกไป แล้วเธอก็สังเกตเห็นแผลเป็นรอยแตกบริเวณหน้าผากของแม่พสุ เธอรีบวิ่งขึ้นบันไดไปด้านบนเพื่อจะไปเอากระเป๋าปฐมพยาบาล เธอคว้ามันลงมาทันที และรีบใช้ยาในกระเป๋ารักษาแม่ของพสุที่ยังสลบไม่ได้สติ

                หลังจากวรรณสาทำการปฐมพยาบาลขั้นต้นไปแล้ว แต่แม่ของพสุก็ต้องรีบไปโรงพยาบาล วรรณสาขอร้องให้พวกพันธกรช่วยกันแบกร่างของแม่ของพสุอย่างระวังและนำไปส่งโรงพยาบาลที แต่ณปภาบอกว่าไม่ต้อง เธอตรงไปที่โทรศัพท์ในบ้าน ก่อนจะเรียกรถพยาบาลมา แล้วรถพยาบาลก็มาภายในเวลาห้านาที พันธกรกับชัชชัยช่วยกันยกร่างที่ไม่ได้สติของแม่พสุใส่เข้าไปในรถพยาบาล วรรณสาเองก็จะเข้าไปด้วย

                “สาจะไปไหนน่ะ?” พันธกรเอ่ยถาม วรรณสาจึงตอบ

                “สาจะไปเฝ้าดูอาการของแม่ของดิน” เธอตอบพันธกร พันธกรจึงอาสาจะไปด้วย วรรณสาก็พยักหน้าอย่างอนุญาต แล้วทั้งสองคนก็ขึ้นรถพยาบาลไปพร้อมกับแม่ของพสุด้วย นางพยาบาลในรถที่เห็นว่ามีการปฐมพยาบาลขั้นต้นเรียบร้อยแล้วก็ถามว่าใครเป็นคนทำ?

                “อ๋อ หนูเองค่ะ” วรรณสาบอกขึ้นมา ทำเอานางพยาบาลมองเธออย่างทึ่งๆ ก่อนจะกล่าว

                “เธอมัน...กลุ่มเด็กทหารม.ปลายที่ปกป้องพวกเราจากการโจมตีนี่” นางพยาบาลว่าอย่างนึกขึ้นได้ ก่อนจะมาจับมือกับวรรณสา “ขอบคุณมากนะที่ช่วยพวกเราไว้ แล้วเธอทำบาดแผลได้ เธอทำได้ยังไง?”

                “อ๋อ หนูเป็นแพทย์สนามน่ะค่ะ” วรรณสาบอกออกมา ทำเอานางพยาบาลมองเธออย่างทึ่งเข้าไปอีก แล้วรถพยาบาลก็แล่นเข้ามาจอดในบริเวณโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว บุรุษพยาบาลที่รู้หน้าที่ รีบเข็นเตียงคนไข้ออกมาเตรียมพร้อม แล้วก็มีการถ่ายโอนร่างของแม่ของพสุจากบนรถพยาบาลไปใส่เตียงคนไข้อย่างรวดเร็วและนำไปส่งห้องฉุกเฉิน วรรณสากับพันธกรวิ่งตามไปด้วย แต่กลับถูกเข้าห้ามห้องฉุกเฉิน

                “จะเป็นอะไรมากหรือเปล่าก็ไม่รู้?” วรรณสาว่าออกมาอย่างเป็นห่วงแม่ของพสุ “ตกลงมาจากบันไดแรงขนาดนั้น เออ แล้วดินต้องรู้เรื่องนี่นี้ด้วยนะ พัน ไปบอกหน่อยสิ”

                พันธกรก็อยากจะตอบวรรณสาออกมาว่า พสุอยู่ที่ไหน? แล้วเขาจะรู้ได้อย่างไร? แต่เขาก็พยักหน้าพลางวิ่งออกจากโรงพยาบาลไปเพื่อออกตามหาพสุ เขาวิ่งวนไปทั่วอาณาเขต จนในที่สุดก็เจอพสุจนได้ เขาอยู่ที่จุดชมวิวที่ชัชชัยเคยมายืนดู

                “ไอ้ดิน!” พันธกรร้องเรียกเขา พสุหันมาหาพันธกร ก่อนจะหันหน้าหนีไป

                “ไอ้ดิน! แกต้องฟัง แม่แก...” แล้วพันธกรก็บอกเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง เมื่อพสุได้ยินอย่างนั้น เขาก็ตกใจทันทีและรีบวิ่งตามพันธกรไปยังโรงพยาบาลทันที

                “แม่!!” พสุวิ่งเข้ามาหน้าห้องฉุกเฉินพร้อมกับพันธกร ส่วนวรรณสา เธอกำลังนั่งเฝ้าอยู่หน้าห้อง พันธกรถามวรรณสาว่ามีหมอออกมาพูดถึงอาการแม่ของพสุหรือยัง? วรรณสาก็ส่ายหน้า

                “นี่จะร่วมชั่วโมงแล้วนะ” พันธกรบอกออกมาพลางดูนาฬิกาข้อมือ “หมอยังไม่ออกมาอีกเหรอ? เกิดอะไรไม่ดีขึ้นหรือเปล่า?”

                ฝ่ายพสุก็รู้สึกผิดต่อแม่เหลือเกิน ถ้าเขาไม่เดินลงบันไดหนีแม่ไป แม่คงไม่ตกบันไดลงมาแบบนี้ เขายกมือกุมหน้าตัวเอง แล้วปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา จนพันธกรต้องเอามือตบบ่าปลอบใจ

                “น่า แม่แกไม่เป็นไรมากหรอก บาดแผลก็มีที่หัวที่เดียว” พันธกรพูดให้พสุสบายใจ แต่เหมือนจะไม่ได้ผล พสุยังคงปาดน้ำตาออกไปเรื่อยๆ พลางบ่นพึมพำ

                “ฉันไม่น่าไปแข็งข้อกับแม่เลย” เขาพูดออกมา “ถ้าแม่เกิดเป็นอะไรขึ้นมา ฉันจะทำยังไง? พ่อก็เสียไปแล้ว ถ้าแม่มาไปอีกคน ฉัน...”

                แล้วพสุก็ร้องไห้ออกมา พันธกรก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของพสุ ตอนนี้เขาคงรู้สึกผิดจริงๆ เข้าไปแล้ว พสุยกมือกุมขมับอย่างเครียดๆ ขณะที่วรรณสามองทั้งสองหนุ่ม และแล้ว หมอก็ออกมาจากห้องฉุกเฉิน ทั้งพันธกร วรรณสาและพสุต่างลุกขึ้นยืนขึ้น แล้วถามว่าอาการของแม่พสุเป็นอย่างไรบ้าง?

                “อืม....” คุณหมอทำสีหน้าเคร่งเครียดก่อนจะตอบ “กะโหลกศีรษะแตก และมีเลือดออกในสมอง อาการตอนนี้ถือว่าเข้าขั้นโคม่า”

                พสุได้ยินอย่างนั้น เขาก็แทบจะทรุดเข่านั่งลงไปกับพื้นทันที พันธกรกับวรรณสาก็ช็อกพอๆ กัน และแล้วพสุก็เงื้อมหมัดขึ้น ก่อนจะใช้หมัดต่อยพื้นแข็งๆ ของโรงพยาบาลจนมือเขาแตกเลือดออก แต่เขาก็ยังคงกระหน่ำต่อยซ้ำๆ จนมีเลือดเปรอะเปื้อนไปทั่วพื้น

                “เฮ้ย! ไอ้ดิน” พันธกรรีบเข้ามาห้ามเพื่อนเอาไว้แล้วก็กล่าวเสียงดัง “ทำแบบนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรขึ้นมาหรอก! เลิกทำร้ายตัวเองได้แล้ว ที่แม่แกเป็นแบบนี้ ไม่ใช่เพราะแกนะ!!”

                “ไม่ มันเป็นเพราะฉัน!” พสุร้องตะโกนออกมา ทำเอาคนไข้คนอื่นๆ หันมามอง “เพราะฉันเองที่หนีแม่ไป แล้วแม่ก็เดินตกบันได ถ้าฉันไม่ทำแบบนั้น ป่านนี้ แม่คงไม่เป็นแบบนี้”

                แล้วพสุก็ร้องไห้ออกมา พันธกรก็ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาปลอบใจพสุได้อีกแล้ว เพราะคำพูดของแม่นั่นดูเคร่งเครียดทีเดียว แล้วพันธกรก็บอกให้พสุกลับไปพักผ่อนที่บ้านก่อน แต่พสุไม่ยอม

                “ไม่! ฉันจะเฝ้าที่หน้าห้องนี่แหละ” เขาตอบอย่างไม่ยอม พันธกรจึงส่ายหน้าและอาสาออกมาเอง

                “ไม่เป็นไร ฉันจะเฝ้าเอง แกกลับไปเถอะ” พันธกรบอก “แล้วถ้ามีอะไร ฉันจะรีบมารายงานบอกทันที”

                พสุส่ายหน้าออกมาพลางยกมือกุมศีรษะเหมือนกับว่าปวด แล้วเขาก็ยอมกลับบ้านไป พอพสุออกไปจากโรงพยาบาลแล้ว วรรณสาก็อาสาจะอยู่เฝ้ากับพันธกรด้วย

                “ไม่จำเป็นหรอก สา สากลับบ้านคุณน้าภาไปเถอะ” พันธกรบอก แต่เธอปฏิเสธทันควัน

                “เราเป็นพวกเดียวกันนะ” วรรณสาว่าออกมา “จะไปไหนก็ต้องไปด้วยกันสิ”

                วรรณสาพูดน้ำเสียงจริงจัง พันธกรที่สังเกตดังนั้น เขาก็คิดว่าห้ามวรรณสาไม่ได้แล้ว เขาเลยพยักหน้า อนุญาตให้วรรณสาอยู่ร่วมกับเขาได้ หลายชั่วโมงผ่านไป คุณหมอก็ยังไม่ยอมออกมาเสียที

                แต่แล้วคุณหมอก็เปิดประตูออกมาจนได้ และบุรุษพยาบาลก็พาร่างของแม่พสุที่นอนบนเตียงคนไข้ออกมาจากห้องฉุกเฉิน พันธกรกับวรรณสารีบยืนขึ้นและวิ่งเข้าไปหาทันที ก็พบว่าที่ศีรษะของแม่ของพสุที่ตอนนี้สลบไม่ได้สติ มีผ้าพันแผลอยู่อย่างหนาแน่น พันธกรรีบถามอาการของแม่ของพสุว่าเป็นอย่างไรบ้าง?

                “หมอทำการผ่าตัดแล้วล่ะ เรียบร้อยแล้ว” ฝ่ายหมอบอกออกมา “ไม่เป็นไร ตอนนี้ เธอปลอดภัยแล้ว อาจจะต้องใช้เวลาฟื้นตัวสามถึงเจ็ดวัน”

                พันธกรถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก วรรณสาก็ด้วย แล้วพันธกรก็รีบวิ่งออกไปจากโรงพยาบาลเพื่อจะไปแจ้งข่าวให้พสรู้ทันที แต่กลับเจอพสุที่วิ่งเข้ามาในโรงพยาบาลมาเสียก่อน

                “ไอ้ดิน” พันธกรเจอหน้าพสุ เขาก็บอกขึ้นมาทันที “แม่แกปลอดภัยแล้ว หมอทำการผ่าตัดแล้ว ตอนนี้จะไปห้องพักฟื้น”

                “จริงเหรอ?” พสุถอนหายใจอย่างโล่งอกพลางยกมือไหว้ “ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยแม่เอาไว้ ช่วยได้จริงๆ ด้วย สาธุ”

                แล้วทั้งสามคนก็เดินตามเตียงของแม่ของพสุไปยังห้องพักฟื้นบนชั้นสาม พวกบุรุษพยาบาลพากันย้ายร่างจากเตียงคนไข้ในห้องฉุกเฉินไปสู่เตียงนอนพักฟื้น ห้องนี้เป็นห้องรวม มีกลิ่นค่อนข้างแรงนิดหน่อยจากคนไข้คนอื่นๆ แต่พันธกรกับวรรณสาและพสุไม่ได้สนใจเรื่องนั้น พวกเขาทั้งสามสนใจแต่แม่ของพสุมากกว่า

                “แม่...” พสุกุมมือแม่ของตัวเองเอาไว้ ก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมาหยดหนึ่ง เขารีบปาดน้ำตาออกไปและพยายามทำตัวให้เข้มแข็ง พันธกรจับบ่าของพสุเอาไว้ แล้วก็บอก

                “หมอบอกแม่แกปลอดภัยแล้ว อาจต้องใช้เวลารักษาฟื้นตัวสามถึงเจ็ดวัน แสดงว่าไม่ได้เป็นอะไรมากเท่าไหร่” พันธกรบอกให้พสุสบายใจ “เพราะฉะนั้น แกเลิกเป็นห่วงได้แล้ว”  

                “จะให้ฉันเลิกห่วงได้ไง? ไอ้พัน?” พสุหันมาหาเขา น้ำตานองใบหน้า “นี่แม่ฉันนะ นี่ไม่รู้ว่าถ้าฟื้นขึ้นมาจะเหมือนเดิมหรือเปล่า?”

                พันธกรถอนหายใจออกมา ขณะที่วรรณสาเองก็ถอนหายใจออกมาด้วย แล้วพันธกรกับวรรณสาก็เดินออกมาจากห้องพักรวม เพื่อปล่อยให้พสุอยู่กับแม่สองต่อสอง

                “หวังว่าเรื่องคราวนี้จะเป็นเรื่องเตือนใจไม่ให้มันเข้าสู่สมรภูมิสงครามอีกนะ” พันธกรบอกออกมา วรรณสาก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย

                “แม่เขาคงห้ามแน่นอนอยู่แล้ว” วรรณสากล่าว “และคราวนี้ สาเชื่อว่า เขาจะฟังแม่”

                แล้วทั้งสองก็เดินออกจากโรงพยาบาลและกลับไปบ้านของณปภาไป เมื่อมาถึงบ้าน ทุกคนก็ถามกันใหญ่ว่าเกิดอะไรขึ้น? เห็นหายไปตั้งหลายชั่วโมง มีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นหรือเปล่า? พันธกรก็เลยอธิบายออกไป

                “โอ๊ย โล่งอก” ณปภาที่ได้ฟังพันธกรเล่าออกมาก็ยกมือกุมอกอย่างเย็นใจลง “แต่เลือดออกในสมองนี่มัน...”

                “หมอเขาผ่าตัดเรียบร้อยแล้วครับ” พันธกรย้ำอีกที เพื่อบอกให้รู้ว่าแม่ของพสุปลอดภัยแล้วจริงๆ “ตอนนี้ไอ้ดินอยู่กับแม่มันที่โรงพยาบาล”

                “โรงพยาบาลเป็นห้องรวมแล้วก็ไม่มีที่ให้นอนค้างนี่” ณปภาบอกออกมา “แล้วเขาจะทำยังไง?”

                ฝ่ายพสุ เขาก็กุมมือของแม่ที่นอนสลบไสลไม่ได้สติเอาไว้ เขายกมือของแม่มาแตะที่คางตัวเอง ก่อนจะบอกออกมา

                “แม่ ดินจะไม่ขัดใจแม่อีกแล้ว” เขาว่าออกมา “ต่อไปนี้ แม่จะว่าอะไร ดินจะฟังทุกอย่าง นะแม่ ให้อภัยดินด้วย อย่าโกรธดินเลย ดินจะไม่ออกสู่สนามรบอีกแล้ว”

                พสุยังคงจับมือแม่ของตัวเองอยู่อย่างนั้น ในห้องที่มีกลิ่นแรง แต่เขาไม่ได้สนใจอีกแล้ว เขากุมมือแม่เอาไว้ เนิ่นนาน

                ที่ตอนเย็นของบ้านณปภา ทุกคนก็มานั่งกินข้าวกันเหมือนเดิม พันธกรตักผัดผักเข้าปากไปพร้อมกับข้าว ขณะที่วรรณสาทานไม่ค่อยลง เธอค่อนข้างจะเป็นห่วงแม่ของพสุ

                “อ้าว? สา กินไปนิดเดียวเอง” ภัทรเอ่ยขึ้นมาเมื่อเห็นจานของวรรณสาที่ยังมีข้าวอยู่เต็ม “เป็นอะไรหรือเปล่า?”

                “เป็น” วรรณสาบอกออกมา “สาเป็นห่วงแม่ของดิน”

                “อ้าว? ก็ไหนบอกว่าปลอดภัยแล้ว?” ภัทรถามขึ้นมาอีกครั้ง วรรณสาก็ส่ายหน้า

                “เรื่องเกิดขึ้นกับสมองนะ ไม่รู้ว่าพอรู้สึกตัวจะเป็นเหมือนคนเดิมหรือเปล่า?” วรรณสาบอก “เฮ้อ สาสงสารดินจังเลย เขาคงรู้สึกผิดมากเลยทีเดียว”

                “รู้สึกผิดตอนนี้ก็สายไปแล้ว” ปฏิคมพูดขึ้นมาท่ามกลางวงอาหาร “ความจริงมันน่าจะคิดได้ตั้งนานแล้ว”

                วรรณสาหันไปมองปฏิคมอย่างไม่พอใจ ปฏิคมเองเห็นสายตานั้น เขาก็ถอนหายใจออกมา แล้วก็ตักต้มข่าไก่กินเข้าไป ฝ่ายณปภาก็เดินเข้ามาหาพันธกร และถามว่าตอนนี้พสุยังคงอยู่โรงพยาบาลหรือเปล่า? เธอจะไปเยี่ยมเสียหน่อย

                “น่าจะอยู่นะครับ” เขามองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง “ยังไม่มืดเลย น่าจะอยู่แหละ น้าภาจะไปเยี่ยมหรือครับ?”

                “จ้ะ” ณปภายอมรับออกมาตามตรง ก่อนจะเดินขึ้นไปชั้นบนแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าลงมาใหม่ แล้วก็บอกให้พวกเด็กทหารม.ปลายทิ้งจานไว้ได้เลย เดี๋ยวเธอจะกลับมาล้างให้เอง แล้วเธอก็เดินออกจากบ้านไป

                “เรามาช่วยกันล้างจานกันดีกว่า น้าภาจะได้ไม่งานหนักมากเกินไปนัก” วรรณสาชักชวนคนอื่นๆ แต่มีเพียงพันธกรกับทรัพย์สินเท่านั้นที่อยู่ช่วย ส่วนคนอื่นๆ หนีขึ้นห้องนอนไปหมด วรรณสาถอนหายใจก่อนจะยกชามกับจานไปที่อ่างล้างจาน วรรณสาเป็นคนล้างจาน ส่วนทรัพย์สินกับพันธกรเป็นคนเช็ดจานจนแห้ง แล้วก็เอาไปคว่ำในที่วางจาน

                ทางด้านพวกวาสุกรี พวกเขาก็ถอนหายใจออกมาเมื่อคิดถึงเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับแม่ของพสุ “ตอนนี้ก็มั่นใจได้แล้วล่ะว่า น้องดินคงไม่มาร่วมสนามรบกับเราแล้ว”

                “ใช่” ปราชญาก็เห็นด้วย “เขาต้องฟังแม่แน่ๆ และไม่กล้าขัดใจแม่ของเขาอีกแล้ว”

                แล้วทรัพย์สินกับพันธกรก็ขึ้นมาหลังจากล้างจานเสร็จแล้ว วาสุกรีก็เปิดหนังสือทำโจทย์คณิตศาสตร์ไป ส่วนคนอื่นๆ ก็อยู่เฉยๆ อย่างไม่มีอะไรทำ ปฏิคมเลยออกปากชวนทุกคนให้ไปเที่ยวเล่นที่ตลาดกันดีไหม? แต่พันธกรปฏิเสธ

                “เออ แกไม่ไปก็ไม่เป็นไร” ปฏิคมบอก “พี่ปราช พี่วา ไอ้ชัย ไอ้ภัทร ไปไหม?”

                “น้องๆ ไปกันเถอะ พี่จะอยู่อ่านหนังสือ” วาสุกรีตอบขึ้นมายิ้มๆ ปฏิคมเลยชักชวนปราชญา ชัชชัย ภัทรและทรัพย์สินให้ออกไปตลาดด้วยกัน แต่ทรัพย์สินไม่อยากไป จึงมีแต่ปฏิคม ปราชญา ชัชชัยและภัทรเท่านั้นที่จะออกไปเดินตลาด

                พันธกรกำลังนั่งนิ่งอย่างใช้ความคิด แต่ทันใดนั้นเอง ก็กลับมีเสียงสัญญาณเตือนดังขึ้นอีกแล้ว เสียงมันดังไปทั่วอาณาเขต ชาวบ้านที่พอได้ยินเสียงสัญญาณเตือน ในตลาดก็พากันเก็บของหนีเข้าบ้านทันที พวกปฏิคมที่กำลังเดินตลาดกันอยู่ ได้ยินเสียงสัญญาณเตือน พวกเขาก็รีบวิ่งกลับมายังบ้านของณปภาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ออกรบ

                “ไอ้พัน!” ปฏิคมร้องเรียกเพื่อนที่อยู่ในห้องเก็บอาวุธ พันธกรโยนปืนกลของปฏิคมให้ตัวเขาเอง ส่วนเขาก็จับปืนพกของเขา ปราชญาส่ายหน้าออกมา กระสุนสไนเปอร์ของเขาหมดไปแล้ว เหลือแต่ปืนที่ไม่มีกระสุน มันก็ไม่มีค่าอะไรแล้ว แต่พันธกรก็ยกอาวุธของพวกเอไอส่งให้ปราชญา เป็นปืนยิงกระสุนเลเซอร์นั่นเอง

                “เอานี่ไปใช้ก่อน พี่” พันธกรบอกอย่างรีบเร่ง ก่อนจะถือปืนพกวิ่งไปด้านล่าง ส่วนที่โรงพยาบาลเกิดความโกลาหลขึ้น บรรดาบุรุษและนางพยาบาลรีบเข็นเตียงคนไข้ออกไปจากห้องพักรวม และเอาไปหลบซ่อนที่ชั้นใต้ดินที่ปลอดภัย พสุที่ได้ยินเสียงสัญญาณเตือนดังขึ้นมา เขาก็ช่วยกับพวกพยาบาล นำเตียงของคนไข้คนอื่นๆ เข็นไปหลบยังชั้นใต้ดินด้วย

                ฝ่ายผู้สังเกตการณ์บนหอคอย เขาใช้กล้องส่องทางไกลดู ก่อนจะตะโกนออกมาว่า “ฉิบหายแล้ว มากันตรึมเลย จะทำยังไงดี?”

                พวกผู้ใหญ่ในอาณาเขตถืออาวุธปืนออกมาทันที พร้อมๆ กับพวกเด็กทหารม.ปลาย ทั้งหมดมายืนประจันหน้ากันที่หน้าประตูอาณาเขตเพื่อรอรับศึกสงคราม ทรัพย์สินที่รู้ดีว่าตอนนี้ เขาไม่มีแผนอะไรในสมองเลย เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเหมือนกันถ้าพวกเอไอบุกเข้ามา พวกเขาทำได้เพียงแค่ต่อสู้เท่านั้น