พระตำหนักฮุ่ยหลิง
ภายในพระตำหนักบัดนี้สว่างไสวด้วยเทียนนับร้อยเล่มเสียงความโกลาหลบัดนี้สงบลงแล้ว บนเตียงในห้องขององค์หญิงน้อยทารกน้อยนอนหลับตาพริ้มในอ้อมกอดของต้วนฮองเฮา พระพักตร์ฮองเฮาเปื้อนคราบน้ำตา สีพระพักตร์เต็มไปด้วยความวิตกกังวล ฝ่าาทรงประทับยืนอยู่ข้างๆ ฮองเฮา
หัวหน้าหมอหลวงหลินกัว คุกเข่าทูลรายงานต่อฝ่าาและฮองเฮา “อาการขององค์หญิงน้อยแม้ว่าตอนนี้จะพ้นอันตรายแล้วแต่พระอาการโรคหอบอาจกำเริบบ่อยขึ้นเรื่อยๆ เวลานี้ใกล้เข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้วอากาศเริ่มเย็นลงเกรงว่าพระโอสถที่เสวยอยู่จะไม่สามารถรักษาได้ .. เอ้อ ...กระหม่อมอยากทูลเสนอพ่ะย่ะค่ะ”
“ว่ามา” ฝ่าาตรัสเบาๆ แต่น้ำเสียงทุ้มหนัก
“หากองค์หญิงน้อยจะเติบโตในพื้นที่อากาศหนาวเย็นน้อยกว่าที่นครเปี้ยนจิงนี้ พระอาการโรคหอบจะบรรเทาลงและอาจรักษาให้หายได้พ่ะย่ะค่ะ” ฝ่าายืนนิ่งพระพักตร์เคร่งเครียด ยังไม่ตรัสอะไร
หมอหลวงเห็นเช่นนั้นพลันรู้สึกร่างกายเย็นเฉียบขึ้นมาทันทีหรือตนจะพูดอะไรผิดไปแล้ว คิดดังนั้นจึงรีบโขกศีรษะซ้ำๆร้องขอชีวิต “ฝ่าาโปรดประทานอภัยด้วยเถิดกระหม่อมไร้ความสามารถ ฝ่าาโปรดเมตตาเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
ฝ่าามองดูหัวหน้าหมอหลวงแล้ว ได้แต่ทอดถอนพระทัย โบกมือให้หมอหลวงออกไป ซื่อกงขันทีคนสนิทเห็นเช่นนั้นรีบเข้าไปพยุงหัวหน้าหมอหลวงหลินกัวให้ลุกขึ้น “ขอบพระทัยฝ่าาที่ทรงพระกรุณาเช่นนั้นกระหม่อมชอทูลลา” หมอหลวงผู้เฒ่ายังโขกศีรษะอีกสามครั้งแล้วรีบสาวเท้าออกไป
“เยว่ซิน เ้าเห็นว่าอย่างไร?” ฮองเฮาส่ายพระพักตร์มิได้ตรัสอะไรหากแต่มองพระธิดาน้อยในอ้อมกอด ฝ่าาจึงตรัสต่อไป
“ตามคำแนะนำของหมอหลวง หากต้องไปอยู่ดินแดนทางใต้ที่อบอุ่นกว่า เ้าคิดว่าให้อี้อันไปอยู่ที่ต้าหลี่ดีหรือไม่? อย่างน้อยฮ่องเต้ต้าหลี่ก็เป็ลุงแท้ๆของอี้อัน เราคงวางใจได้ว่าเ้าลูกเต่าตัวน้อยนี้จะไม่ถูกทอดทิ้ง ที่ตาลีฟู อากาศอุ่นกว่าที่เมืองหลวง และยังมีทะเลสาบเอ๋อร์ไห่ อาจช่วยให้ลูกเราแข็งแรงขึ้น”
“ลูกเราจะต้องจากไปอยู่ไกลถึงปานนั้นหรือเพคะ เขายังเล็กนัก” กล่าวแล้วฮองเฮาสะอื้นไห้กอดทารกน้อยแน่นขึ้น ฝ่าาขยับเข้ามาใกล้ฮองเฮา ตบที่ไหล่พระนางเบาๆเป็เชิงปลอบใจ สีหน้าพระองค์ดูทุกข์เศร้าไม่แพ้ฮองเฮาเลย
หน้าประตูเมืองนครเปี้ยนจิง
ในเช้าวันที่อากาศแจ่มใสที่สุดไม่มีเมฆฝนใดๆ แล้ว ที่หน้าประตูเมืองหลวงเปี้ยนจิง ที่ด้านนอกประตูเมืองมีขบวนเสด็จคณะเล็กๆประกอบด้วย รถม้า 2 คัน คันแรกแม่นมเฉิน คันที่สอง หมอหลวงสุย เหล่าองค์รักษ์ม้า10 นาย นางกำนัล 5 คน ทหารเดินเท้า 100นายพร้อมรถขนเสบียงและของใช้จำเป็ ตั้งแถวยืนเตรียมพร้อมออกเดินทาง
ที่ประตูเมืองฝ่าาแต่งชุดผานซานสีเหลืองอ่อนมีลูกเต่าน้อยในห่อผ้านอนหลับสนิทอยู่ที่ไหล่พระบิดา ต้วนฮองเฮายืนอยู่ใกล้ๆมองดูพระธิดาน้อยที่กำลังหลับสนิทอย่างเป็สุข ซับน้ำตาไปพลางส่ายหน้าช้าๆ ไปพลางข้างกายฮองเฮามีองค์ชายสามเหยียนชิว และองค์หญิงเหออัน สองพี่น้องยืนอยู่ใกล้ๆ ด้านหลังฝ่าามีบรรดาเหล่าขุนนางระดับชั้นต่างๆ ยืนคอยส่งเสด็จองค์หญิงน้อยเดินทางไปต่างแคว้น
“อาิ เราฝากเ้าลูกเต่าน้อยตัวนี้ด้วยนะ พานางไปส่งเสด็จลุงของนางที่แคว้นต้าหลี่อย่างปลอดภัยด้วยนะ”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าากระหม่อมจะนำองค์หญิงน้อยส่งให้ถึงแคว้นต้าหลี่อย่างปลอดภัย” แม่ทัพเสวี่ยิตอบย้ำพระบัญชานั้นวันนี้เขาแต่งกายชุดปกติไม่ได้สวมเกราะเหล็ก เขารับตัวทารกน้อยที่กำลังหลับไหลออกมาจากอกฝ่าามาอุ้มพาดไหล่อย่างทะนุถนอมดุจเดียวกันก่อนจะคุกเข่าลงทำความเคารพ “กระหม่อมทูลลาฝ่าาและฮองเฮา ขอทั้งสองพระองค์ทรงถนอมพระวรกายด้วย”
แม่ทัพเสวี่ยิกล่าวแล้วลุกขึ้นอย่างฉับไวหันหลังกลับไปยังขบวนที่ตั้งแถวรออยู่ ต้วนฮองเฮาร่ำไห้ผวาจะเข้าไปดึงลูกน้อยกลับคืนมาแต่ฝ่าารั้งพระนางเอาไว้ พระนางได้แต่ร่ำไห้ราวจะขาดใจ พระองค์เองก็ะเืพระทัยนัก ตบไหล่ฮองเฮาเบาๆ ส่วนพี่ทั้งสองยืนมองน้องสาวกำลังออกเดินทางไกลทั้งน้ำตาแม่ทัพเสวี่ยิส่งองค์หญิงน้อยให้แม่นมเฉินอุ้มเดินไปขึ้นรถม้า แม่ทัพเสวี่ยิเอี้ยวตัวมานิดนึงสายตามองไปยังบุตรชายเสวี่ยซิง ที่มาส่งบิดาด้วยเช่นกัน เมื่อบิดาชำเลืองมาเด็กน้อยเสวี่ยซิง คุกเข่าลงประสานมือก้มแตะพื้นทำความเคารพผู้เป็บิดา
แม่ทัพเสวี่ยิโหนตัวขึ้นม้าแล้วขบวนเสด็จองค์หญิงน้อยก็เริ่มออกเดินทางจากต้าซ่งไปแคว้นต้าหลี่ ขบวนออกเดินทางอย่างเร่งรีบเพราะเมืองต้าหลี่ข้างหน้านั้นยังไปอีกไกลประกอบกับอาการขององค์หญิงน้อยยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น จึงชักช้าไม่ได้
พระบิดาพระมารดา พี่ชาย พี่สาวยืนส่งขบวนเดินทางจนลับสายตาแล้วจึงขึ้นรถพระที่นั่งกลับวัง ต่างมีความรู้สึกลึกๆว่าเวลานี้ชีวิตตนมีบางอย่างขาดหายไป พระบิดาแม้ภายนอกจะนิ่งเฉยแต่ภายในเศร้าพระทัย ส่วนพระมารดาร่ำไห้อย่างเงียบๆ องค์ชายสามรู้สึกเศร้าที่ลูกเต่าน้อยที่เคยเกาะหลังอยู่ทุกวันเวลานี้ลูกเต่าตัวนั้นได้หายไปแล้ว องค์หญิงเหออันนั่งซึมด้วยความอาลัยน้องสาวตัวน้อยที่ต้องเดินทางไกลและไม่รู้ว่าวันข้างหน้ายังจะได้พบกันอีกหรือไม่?
ขบวนมุ่งหน้าสู่ต้าหลี่
ขบวนเสด็จองค์หญิงน้อยเร่งเดินทางอย่างต่อเนื่องผ่านเมืองซีอาน เจียงโจว เมืองฉู่จิ้ง หยุนหนาน บัดนี้ล่วงเข้าวันที่ 30 ทหารม้าเร็วได้ส่งพระราชสาส์นจากฮ่องเต้แห่งต้าซ่งถึงไปฮ่องเต้แห่งต้าหลี่ล่วงหน้าหลายวันแล้ว ตลอดเส้นทางการเดินทางในอาณาจักรต้าซ่ง ขบวนเสด็จองค์หญิงได้รับการดูแลจากนายอำเภอเมืองต่างๆเป็อย่างดี ไม่พบอุปสรรคจากโจรผู้ร้ายใดๆ อุปสรรคที่สำคัญก็คือเส้นทางอันยาวไกล
ระหว่างการเดินทางทารกน้อยยังสามารถลุกขึ้นมาวิ่งเล่นซุกซนได้บ้าง แต่ครั้นตกกลางคืนอากาศเย็นลงองค์หญิงน้อยมักมีอาการไข้สูง และในที่สุดขบวนเสด็จกำลังจะผ่านด่านชายแดนเข้าสู่แคว้นต้าหลี่
แคว้นต้าหลี่ก็เช่นกันฮ่องเต้แห่งต้าหลี่สั่งการให้เ้าเมืองต่างๆอำนวยความสะดวกอย่างดีที่สุดให้กับขบวนเสด็จองค์หญิงน้อยจากต้าซ่ง ... แต่ชะตาคนฟ้าได้กำหนดไว้แล้ว .
คืนนี้ขบวนเสด็จฯ เร่งเดินทางมาจนถึงเนินเขาลูกหนึ่ง ก่อนที่แสง อาทิตย์จะลับแผ่นดินไปภาพตรงหน้าคือ นครต้าหลี่ ที่ล้อมด้วยกำแพงเมืองสูง ขบวนเสด็จไม่อาจมาทันกำแพงเมืองปิดจึงต้องพักแรมณ ที่เนินเขานี้เอง
มีเสียงแม่นมเฉินกล่าวเบาๆด้านข้างแม่ทัพเสวี่ย “จากตรงนี้อีกเพียง 200 หลี่จะเข้าเขตกำแพงพระราชวังต้าหลี่” แม่ทัพเสวี่ยิ ตัดสินใจ “คืนนี้ขบวนฯ พักแรมที่นี่ดูเหมือนวันนี้องค์หญิงน้อยจะเหนื่อยมากกว่าทุกวัน เช่นนั้นพรุ่งนี้ก่อนฟ้าสางค่อยเริ่มเดินทางต่อเถิด” แม่นมเฉินพยักหน้าตอบรับ
ทว่าแต่ก่อนฟ้าจะสางตามที่นัดหมายไว้องค์หญิงน้อยที่แม่นมเฉินนอนกอดไว้ขยับตัวดิ้นไปมา ปรากฏว่าทารกน้อยไข้ขึ้นสูงมากแม่นมเฉินร้องเรียกหาหมอหลวงสุยเสียงดังก้องไปทั่วทั้งขบวนพักแรม
แม่นมเฉินใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวองค์หญิงน้อยอยู่ครู่ใหญ่ อาการดิ้นขององค์หญิงน้อยค่อยสงบลงแต่อาการหายใจติดขัดยังมีอยู่ “ท่านแม่ทัพเสวี่ย ฟ้าใกล้สางแล้ว เราออกเดินทางเลยดีหรือไม่?”
แต่แม่ทัพเสวี่ยิตัดสินใจบอกกับแม่นมเฉินว่า “อาการขององค์หญิงน้อยดูแย่ลงเรื่อยๆ รถม้าก็ช้าไป เกรงว่าจะไม่ทันการณ์ข้าจะนำองค์หญิงน้อยควบม้าไปส่งที่วังต้าหลี่เอง แม่นมเฉินวางใจได้ ส่วนท่านหัวหน้าองค์รักษ์ ท่านรีบนำความไปแจ้งแก่ฮ่องเต้แห่งต้าหลี่ก่อนเพื่อเปิดทางให้องค์หญิงน้อย .. ออกเดินทางทันที จงไปถึงให้เร็วที่สุด”
“รับทราบ” องครักษ์รับคำสั่งจากแม่ทัพเสวี่ยิแล้วโดดขึ้นม้าควบออกไปราวลูกธนูแล่นออกจากคัน
“ข้าจะตามท่านแม่ทัพไปอารักขาองค์หญิงด้วย” แม่ทัพเสวี่ยิ หันไปกล่าว “เช่นนั้นท่านควบม้าตามมา” แม่ทัพเสวี่ยิกล่าวพลางใช้ผ้าแพรผืนใหญ่มาห่อหุ้มทารกน้อยที่นอนซมด้วยพิษไข้ขึ้นมาแนบอกเอาผ้าแพรพาดไหล่ผูกองค์หญิงน้อยไว้กับตัวอย่างแ่ามีแม่นมเฉินคอยช่วยจัดผ้า และทันทีที่ผูกผ้าเสร็จแม่ทัพเสวี่ยิโดดขึ้นม้าควบออกไปทันที ส่วนแม่นมเฉินหลังจากช่วยผูกผ้ารัดทารกน้อยไว้กับแม่ทัพเสวี่ยแล้วก็โดดขึ้นม้าขององครักษ์นายหนึ่งอย่างรวดเร็วแม่นยำควบตะบึงม้าตามแม่ทัพเสวี่ยิออกไปติดๆสร้างความประหลาดใจแก่หมอหลวงสุย “นางขี่ม้าเป็ด้วยหรือนี่!”
แล้วขบวนเสด็จฯทั้งหมดก็เร่งเก็บสัมภาระแล้วออกเดินทางตามไปทันที
องค์หญิงน้อยในผ้าแพรรัดแนบอกแม่ทัพเสวี่ยเริ่มขยับตัวดิ้นไปมา เสียงหายใจน้อยๆดังขึ้นเรื่อยๆ บางคราเหมือนมีอาการหายใจติดขัด แม้ต้องควบม้าแล่นไปให้เร็วที่สุดแต่ก็ต้องก้มมาตบหลังทารกน้อยที่อยู่ในอ้อมกอดเบาๆ เพื่อให้ทารกน้อยมีสติ “อดทนไว้นะองค์หญิงน้อย ใกล้เข้าเมืองต้าหลี่แล้ว ท่านต้องไม่ยอมแพ้นะ” มือข้างหนึ่งลูบหลังทารกน้อยเบาๆ ถึงทารกน้อยจะไม่ได้ยินคำที่แม่ทัพเสวี่ยิกระซิบแต่แม่ทัพเสวี่ยรู้สึกได้ว่าทารกน้อยมีแรงฮึดน้อยๆ พยายามหายใจหนักๆราวกับกำลังขัดขืนต่อสู้กับพญามัจจุราชอยู่ ...ใช่แล้ว ..องค์หญิงน้อยท่านต้องเอาชนะ่เวลาที่ยากลำบากนี้ ต้องผ่านมันไปให้ได้
.....อา องค์หญิงน้อย...
ขณะควบม้าอยู่แม่ทัพเสวี่ย ต้องคลายปมผ้าแพรออกแล้วปรับเป็การอุ้มแนบลำตัว ทารกน้อยในอ้อมกอดเริ่มสงบลงชั่วครู่แม่นมเฉินควบม้ามาขนาบข้างมองดูทารกน้อย “เกิดอะไรขึ้นหรือท่านแม่ทัพ”
“องค์หญิงมีไข้สูงขึ้นเรื่อยๆ เกรงว่าพระวรกายจะต้านไม่ไหว”
“เร็วเข้า ประตูเมืองต้าหลี่อยู่ข้างหน้านี้แล้ว ไม่ไกลเป็ประตูวังแล้ว”แม่ทัพเสวี่ยิกล่าวเสียงดังกับม้าคู่ใจ
ประตูนครต้าหลี่อยู่เบื้องหน้า
ทหารรักษาประตูเมืองเมื่อเห็นม้าสองตัววิ่งฮ้อตะบึงมาข้างหน้าราวกับว่าพวกเขากำลังรอการมาของม้าสองตัวนี้พวกเขารีบไล่ผู้คนที่กำลังยืนรอตรวจเอกสารเข้าเมือง และนำไม้กั้นประตูออกเปิดประตูบานใหญ่ออก ม้าสองตัวยังคงควบไปข้างหน้าองค์หญิงน้อยเริ่มกลับมาหายใจติดขัดแรงขึ้น ดิ้นแรงขึ้น ม้าสองตัวยังตะบึงแล่นผ่านบ้านเรือนผ่านถนนที่คับคั่งไปด้วยผู้คน แม่นมเฉินควบม้าออกนำหน้าม้าแม่ทัพเสวี่ยิเพื่อเปิดทางพลางะโด้วยเสียงอันดังตลอดทาง“ทุกคนหลบไป” ชาวเมืองที่กำลังสัญจรอยู่นั้นพากันแตกตื่นใเสียงม้าฮ้อตะบึงกับเสียงะโต่างพากันวิ่งหลบหนีกันเป็พัลวัน
ที่สุดม้าสองตัวแล่นผ่านมาถึงประตูชั้นนอกพระราชวังต้าหลี่ทหารเวรเฝ้าประตูเห็นม้าสองตัวตะบึงมาแต่ไกล เปิดประตูกว้างรอ
ม้าสองตัวยังคงแล่นฝ่าอากาศต่อไปถึงประตูชั้นรองพระราชวังต้าหลี่ ทหารเวรเฝ้าประตูหลบให้กับม้าสองตัวที่ควบมาอย่างเร็ว
ด้านหน้าที่เห็นไกลๆนั้น เป็พระราชวังแห่งต้าหลี่ อยู่เหนือบันไดสูงเด่นเป็สง่า แม่ทัพเสวี่ยเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติของม้าของตนและก่อนที่จะม้าประจำตัวแม่ทัพเสวี่ยจะล้มขณะที่เท้าทั้งสี่ของมันยังฮ้อตะบึง มันเงยหน้าอ้าปากร้องเสียงดัง แล้วมีอาการกระตุกชัก ก่อนจะขาดใจตาย ร่างมันล้มครูดไปกับพื้นเป็ทางยาวกว่า 30 เชียะ... มันขาดใจตายไปต่อหน้าเขา
แม่ทัพเสวี่ยิดีดกายออกจากตัวม้าได้ทันก่อนที่มันจะล้มลงขาดใจตาย เขามองมันด้วยแววตาเศร้าแต่เพียงแค่แว่บเดียวเท่านั้น เพราะบัดนี้องค์หญิงน้อยมีอาการชักเกร็งทั้งตัวเขาไม่มีเวลามาอาลัยอาวรณ์ม้าคู่ใจที่ออกศึกมาั้แ่ครั้งารวบรวมแผ่นดินจนกลายมาเป็อาณาจักรต้าซ่งอันรุ่งเรืองดังทุกวันนี้ เขาทะยานออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วด้านหน้าของเขาคือพระราชวังต้าหลี่
ที่เห็นอยู่ไกลๆมีบุรุษผู้สูงศักดิ์และสตรีสูงศักดิ์สองคนยืนอยู่ลานพระราชวังหลวง ดูว่าทั้งสองมีอาการกระวนกระวายจนเห็นได้ชัดข้างกายมีเด็กชายอายุราว 12 ปียืนอยู่ด้วย ข้างๆ มีชายชราผมและเคราขาวสวมชุดขุนนางของแคว้นต้าหลี่นอกนั้นมีสตรีรับใช้จำนวนมากยืนรออยู่ เขามั่นใจว่านั่นคงเป็ฮ่องเต้ต้วนกว่างจงและฮองเฮาแห่งต้าหลี่
แม้จะเหนื่อยแทบขาดใจแต่เขาหยุดวิ่งไม่ได้เพราะองค์หญิงน้อยมีอาการชักเกร็งหนักขึ้นแม่ทัพเสวี่ยวิ่งขึ้นบันไดเข้าไปหากลุ่มคนเ่าั้สุดท้ายเขาก็มาส่งองค์หญิงน้อยถึงมือเสด็จลุงจนได้
แม่ทัพเสวี่ยิวิ่งขึ้นมาถึงบันไดขั้นสุดท้ายด้วยกายที่เหนื่อยล้าหายใจหอบแต่กระนั้นยังสามารถวิ่งมาคุกเข่าต่อหน้าบุรุษและสตรีผู้สูงศักดิ์ ถอดผ้าแพรที่รัดทารกน้อยยกให้กับชายสูงอายุที่วิ่งเข้ามารับตัวทารกน้อย เขาประสานมือคำนับแบบต้าซ่ง พูดด้วยอาการหอบเต็มที่ “กระหม่อมแม่ทัพเสวี่ยิจากนครเปี้ยนจิงถวายบังคมฮ่องเต้แคว้นต้าหลี่....” ฮ่องเต้ต้วนสั่งให้หมอหลวงรับทารกน้อยมาอุ้ม “ไม่ต้องมากพิธี เร็วเข้าหมอหลวง” ฮ่องเต้ต้วนรีบตัดบทเพราะเห็นว่าทารกน้อยที่มาถึงมีอาการไม่สู้ดี นางกำนัลรีบรับองค์หญิงน้อยมาอุ้ม หมอหลวงไช่ นำองค์หญิงน้อยเข้าไปในโถงท้องพระโรงมีเตียงเล็กๆ และอุปกรณ์การรักษาตั้งอยู่ติดกัน
ทารกน้อยที่เริ่มตัวเขียวมีชักเกร็งหนึ่งครั้ง ร้องเสียงดังหนึ่งครั้งแล้ว แน่นิ่งไป!!...
ทุกคนต่างตกตะลึงช็อกกับเหตุการณ์ตรงหน้านานเท่าไหร่ไม่รู้แม่นมเฉินที่บัดนี้อยู่ไม่ไกลจากองค์หญิงน้อยได้สติก่อนใครลงไปคุกเข่าตีก้นทารกน้อยแรงๆ ร้องไห้เสียงดัง “องค์หญิงน้อย ตื่นเพคะ อย่าหลับ ตื่นขึ้นมาเพคะเรามาถึงบ้านเสด็จแม่ของพระองค์แล้ว จะหลับไปอย่างนี้ไม่ได้นะ ตื่นขึ้นมาเพคะ” แม่นมเฉินระล่ำระลักทั้งเขย่าตัวทั้งร้องเรียกทารกน้อยราวกับคนเสียสติ
หมอหลวงผู้ชรารีบเข้ามาจีบชีพจรที่ข้อมือน้อยๆที่วางแนบลำตัวสักอึดใจ แล้วเงยหน้ามองฮ่องเต้และฮองเฮา ส่ายหน้าหมดหวังทั้งห้องโถงเงียบกริบ แล้วได้มีเสียงสะอื้นเบาว่า “โธ่เอ๋ย . โธ่เอ๋ย...หลานป้า” ฮองเฮาแห่งต้าหลี่ร่ำไห้เสียงดังทุกคนในที่นั่นแทบหยุดหายใจกับภาพตรงหน้า แม่ทัพเสวี่ยิที่อุ้มทารกน้อยผู้นี้ในอ้อมกอดมาตลอด1 เดือน จนนาทีสุดท้ายเขาอุ้มไว้แนบอกพามาส่งถึงที่หมายจนได้ แม่นมเฉินยังคงเขย่าทารกน้อยร้องเรียก “องค์หญิงน้อยตื่นเถิดเพคะ ตื่นสิ”
แม่ทัพเสวี่ยมองภาพเบื้องหน้า ฮ่องเต้แห่งต้าหลี่กำลังประคองปลอบพระทัยฮองเฮา ทางด้านแม่นมเฉินร้องเรียกพลางเขย่าทารกน้อยอย่างบ้าคลั่ง เขาค่อยขยับกายคุกเข่าลงข้างเตียงสีหน้าหมองคล้ำพยายามกลั้นน้ำตาไว้ ก้มลงกระซิบข้างหูองค์หญิงน้อย ดูเหมือนเป็คำสั้นๆ
. ...เขาพูดอะไรกับร่างทารกน้อยผู้นี้???
เพียงอึดใจนั้นเอง องค์หญิงน้อยสะดุ้งเฮือกแล้วกลับมาหายใจอีกครั้ง ทุกคนในที่นั้นตกตะลึงกันเป็ครั้งที่สอง ครั้งนี้พลันเป็ความยินดีแม้นางกำนัลที่รายล้อมอยู่วงนอกสุดยังถอนหายใจโล่งใจออกมาเสียงจ๊อกแจ๊กก็บังเกิดขึ้นอีกครั้ง เสียงฮองเฮาแห่งต้าหลี่สั่งการหมอหลวงไช่ให้เร่งทำการรักษาความวุ่นวายรอบนี้กลับเต็มไปด้วยความหวัง และความยินดี
.....เื่ร้ายแรงที่สุดของวันนี้ มันได้ผ่านไปแล้ว
ท้องพระโรงพระราชวังต้าหลี่
ฮ่องเต้ต้วนกว่างจงประทับบนบัลลังก์กลางท้องพระโรง ข้างๆมีฮองเฮาม่านลี่ประทับอยู่ ทั้งสองพระองค์ทรงฉลองพระองค์อย่างเป็ทางการ ด้านขวาที่ประทับมีเด็กหนุ่ม 3 คนอายุแตกต่างกันเล็กน้อยทุกคนยืนสงบนิ่งอยู่ มีนางกำนัลซ้ายขวา ฝั่งละ 10 คนขุนนางทั้งหมดของแคว้นต้าหลี่ แสดงถึงการให้เกียรติแขกผู้มาเยือนอย่างสูงสุด
“ถวายบังคมฮ่องเต้แห่งต้าหลี่ ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปีถวายพระพรฮองเฮาแห่งต้าหลี่ ขอทรงพระเจริญพันปี พัน พันปี” คณะส่งเสด็จองค์หญิงอี้อัน ณ ท้องพระโรงนี้มีแม่ทัพเสวี่ยิ แม่นมเฉินรองหมอหลวงสุย เหล่าองค์รักษ์ 10 นายต่างคุกเข่าทำการคาวะตามพิธีการ
“ตามสบายเถิด พวกท่านลุกขึ้นเถิด” ฮ่องเต้แห่งต้าหลี่ตรัสกับคณะที่มาส่งองค์หญิงน้อย เมื่อวานนี้ด้วยความใกับพระอาการขององค์หญิงน้อยทำให้แม่ทัพเสวี่ยิไม่ทันสังเกตทุกคนรอบข้างมาวันนี้สถานการณ์เป็ปกติแล้วทำให้เขามีโอกาสพินิจทุกสิ่งรอบข้างแม่ทัพเสวี่ยิพบว่า ฮ่องเต้ต้วนกว่างจง พระชนม์ 43 พรรษาพระวรกายสูงเพรียว ไม่ผอมไม่อ้วนหากแต่ดูภูมิฐานยิ่งนักพระพักตร์เรียวได้รูป พระพักตร์ละม้ายคล้ายฮองเฮาต้วนแห่งต้าซ่ง ที่ทั้งพระเชษฐาและพระขนิษฐาดูจะคล้ายกันมากที่สุดคงเป็แววตาที่เปี่ยมความเมตตานี่แหละ ส่วนพระชนม์คงใกล้เคียงฝ่าาซ่งไท่จง ทางด้านฮองเฮาม่านลี่ พระชนม์ราว 40 พรรษา เป็สตรีอวบมีน้ำมีนวล ทั้งใบหน้างดงาม กิริยาสงบนิ่งช่างเหมาะสมกับนามที่ว่า สตรีผู้งดงามนิ่มนวล ยิ่งนัก
เด็กหนุ่มทั้ง3 คนที่อยู่ด้านขวาสุดของที่ประทับ คงเป็องค์ชายใหญ่ ต้วนอี้หลง อายุ 15ปี เริ่มเป็หนุ่มแล้วสินะ ได้ข่าวว่าทรงเชี่ยวชาญทั้งวรยุทธ์และวิชาอักษรศาสตร์
ต่อมาคงเป็องค์ชายรองต้วนอี้ฉือ อายุ 13 ปี ได้ยินข่าวว่ารอบรู้อักษรศาสตร์ ดาราศาสตร์ ปรัชญา คนต่อมาคงเป็ องค์ชายสาม ต้วนอี้จิน อายุ 12ปี เด็กน้อยคนนี้ไม่เพียงเชี่ยวชาญด้านวิชายุทธ์ แต่ยังสนใจเื่การค้าขายด้วย
กระนั้นองค์ชายทั้งสามล้วนรูปงาม รูปร่างสูงดูองอาจนัก คิ้วเข้ม ดวงตาคม จมูกเป็สัน รูปปากบางที่สำคัญโอรสทั้งสามของต้าหลี่มีแววตานิ่งสงบแต่ดูเป็มิตรยิ่งนักเวลามองแขกที่มาเยือนเบื้องหน้า มิได้มีอาการดูแคลน หรือมีสายตาหยามเหยียดใดๆเขารู้สึกได้ทันทีว่า องค์หญิงน้อยผู้พรัดถิ่นมาแดนไกลเช่นนี้คงจะได้รับความรักความเมตตาจากครอบครัวนี้อย่างแน่นอน
“เราขอบใจพวกท่านที่ต้องเดินทางกันอย่างยากลำบากพาหลาน สาวเรามาส่ง โดยเฉพาะท่าน ท่านแม่ทัพเสวี่ยิ เราขอบใจท่านได้ยินว่าเพื่อมาส่งอี้อันให้ทัน ทำให้ท่านต้องเสียม้าคู่ใจไป เราเสียใจด้วย”
“หามิได้ กระหม่อมรับปากฝ่าาของกระหม่อมแล้วจึงต้องส่งองค์หญิงน้อยให้ถึงเสด็จลุง กระหม่อมต้องทำให้สำเร็จให้ได้”
“ดี .. ดีมาก เราเองไม่มีของมีค่าอะไรจะตอบแทนน้ำใจดีของท่านและคณะ”พระสุรเสียงเรียบนิ่ง แต่พระพักตร์นั้นยิ้มแย้มก่อนจะตรัสต่อไป “เดือนก่อน เราซื้อม้าดีจากพ่อค้าม้าชาวอวิ๋หนัน มา 5 ตัว พ่อค้าคนนี้เป็นักเพาะพันธุ์ม้าศึกชั้นดี เรายกให้ท่าน 1 ตัวถึงคุณค่าทางใจจะเทียบไม่ได้กับม้าคู่กายที่ร่วมทำศึการ้อยสนามรบ แต่เราเชื่อว่าฝีเท้าม้าตัวนี้ดีเพียงพอจะเป็เพื่อนร่วมรบของแม่ทัพเสวี่ยิได้อย่างแน่นอน”
แม่ทัพเสวี่ยิตะลึงกับน้ำพระทัยที่กว้างขวางของฮ่องเต้ต้าหลี่พระองค์นี้ “เอ้อ.. ขอบพระทัยฝ่าาทรงพระกรุณายิ่ง”
“สำหรับหมอหลวง องค์รักษ์ และผู้ติดตามทั้งหมดพักอยู่ต้าหลี่ให้หายเหนื่อยก่อนแล้วค่อยเดินทางกลับต้าซ่ง เราจะมอบรางวัลให้ถือเสียว่าเป็การขอบใจที่พาหลานสาวเรามาส่ง”
“ส่วนเ้า ..ซือซือ .. วันนี้ได้กลับมาบ้านแล้วนะ”
“หม่อมฉัน เฉินซือซือ ถวายบังคมฝ่าาเพคะ” แม่นมเฉินที่คุกเข่าประสานมืออยู่หน้าพระพักตร์กล่าว
“ลำบากเ้าแล้วซือซือ เ้าช่วยเยว่ซินเลี้ยงดูลูกๆ ของนางั้แ่คนโต เอ๊ ..ชื่ออะไรนะ.“ ฮ่องเต้ต้วน นิ่วพระพักตร์ทบทวนความจำ ฮองเฮาม่านลี่ทรงเอียงกายเข้ามากระซิบ
“อ้อ ใช่...ใช่ องค์ชายสามเหยียนชิว อีกคนลูกสาวองค์หญิงเหออัน แล้วก้อคนเล็ก อี้อัน ฮ่า ฮ่าสองคนนั่นเขาเป็เด็กดีไม่ซุกซนเท่าคนเล็กนี้ ได้ยินว่าพระบิดาเรียกคนเล็กนี่ว่าเ้าลูกเต่าน้อย ด้วยนี่... “ พูดจบก็พระสรวลต่ออย่างอารมณ์ดีพลอยทำให้ทุกคนร่วมหัวเราะไปด้วย“ไม่รู้ว่ามาโตที่ต้าหลี่จะเป็ลูกเต่าที่สงบเสงี่ยม หรือลูกเต่าที่ซุกซนกว่าเดิมอีกนะ” ตรัสแล้วฮ่องเต้ต้วนชะงักเล็กน้อยราวกับนึกอะไรได้
“เอ่อ ..แม่ทัพเสวี่ยิ เราเห็นเ้ากระซิบที่ข้างหูอี้อัน ท่านพูดอะไรหรือนางถึงตื่นขึ้นมา” ฮ่องเต้แห่งต้าหลี่ ตรัสถามแม่ทัพเสวี่ยิ
“กระหม่อมร้องเรียก องค์หญิงน้อยตื่นเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“งั้นหรือ! .. แค่นั้นเองหรือ?”
“เป็ความสัตย์จริงพ่ะย่ะค่ะ....” ฮ่องเต้แห่งต้าหลี่พินิจมองแม่ทัพเสวี่ยิเงียบๆแต่สุดท้ายมิได้ตรัสอะไรอีก แท้จริงแล้วแม่ทัพเสวี่ยิกล่าวมีคำกล่าวหนึ่งที่มีเพียงเขากับองค์หญิงน้อยเท่านั้นที่ได้ยิน
“องค์หญิงน้อย.. ทรงกลับมาได้แล้ว พ่ะย่ะค่ะ” แล้วอึดใจทารกน้อยก็สะดุ้งเฮือกขึ้นมา…..
ขบวนเสด็จส่งองค์หญิงเป็แขกพักอยู่ที่ต้าหลี่กลางวันที่อบอุ่น ส่วนกลางคืนไม่หนาวเย็นมากหมอหลวงแคว้นต้าหลี่และรองหมอหลวงแคว้นต้าซ่งร่วมกันปรึกษาคิดสูตรปรุงยาสำหรับรักษาโรคหอบอย่างต่อเนื่อง เดิมองค์หญิงน้อยแม้จะประชวรบ่อยๆ แต่มีอุปนิสัยอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ช่างเจรจา เสวยพระกระยาหารได้พอสมควร แต่ครั้นเมื่อองค์หญิงน้อยหมดลมหายใจไปแล้วและฟื้นขึ้นมา ทุกคนรอบข้างต่างลงความเห็นว่าผิดปกติไป แม่นมเฉินมององค์หญิงน้อยด้วยความกังวลใจนัก
ทุกวันเมื่อองค์หญิงน้อยตื่นขึ้นจะคงนอนนิ่ง เมื่อจับให้นั่งจะนั่งนิ่งไม่ลุกขึ้นเดิน อีกทั้งไม่เปล่งวาจาใดๆ ไม่หัวเราะ ไม่ร้องไห้จากที่เคยช่างเจรจากลับนิ่งเงียบ และหากจ้องมองที่ดวงตาองค์หญิงน้อยจะพบว่า....ลึกลงไปในแววตานั้น มันว่างเปล่า ไร้การรับรู้ใดๆ บางครั้งดูเลื่อนลอยห่างออกไปไกลแสนไกล.....