มู่เทียนเซี่ยแววตาเย็นเยียบ ไอสังหารแผ่ออกมา มือที่ถือมีดสั้นอยู่ยิ่งกำแน่นขึ้น
ขณะที่นางกำลังคิดว่าจะอาศัยโอกาสนี้สังหารเซียวฉีดีหรือไม่ จู่ ๆ ม่านพลังสีน้ำเงินตรงหน้าก็สั่นสะเทือน ทำให้สตรีผู้มีแผนร้ายตกใจจนต้องรีบเก็บมีดสั้นในมือลง
“ศิษย์พี่เซียว เมื่อครู่เกิด...เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?”
“ไม่มีอะไร” เซียวฉีมีท่าทางตื่นเต้นไม่น้อย “ผู้อาวุโสที่เป็นคนวางค่ายกลนี้เอาไว้ มีตบะบารมีสูงส่งกว่าข้ามาก แต่ไม่เป็นไร เพราะพลังวิญญาณที่ค่ายกลนี้กักเก็บเอาไว้ลดลงไปมากแล้ว อีกทั้งข้าหาตราของค่ายกลเจอแล้ว คาดว่าอีกประมาณหนึ่งชั่วยามก็จะสามารถทำลายค่ายกลนี้ได้แล้วละ!”
มู่เทียนเซี่ยเม้มริมฝีปากเบา ๆ “ศิษย์พี่เซียว ท่านพักสักหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ?”
“ข้าไม่เป็นไร…ศิษย์น้องมู่ เจ้าไปพักผ่อนตรงนั้นก่อนเถอะ” เซียวฉีสัมผัสได้ถึงแววตาไม่พอใจของมู่เทียนเซี่ย แต่เขากลับคิดไปว่าเพราะตนละเลยนาง อีกฝ่ายก็เลยน้อยใจ
“เจ้าวางใจเถอะ ไม่นานข้าก็จะสามารถทำลายค่ายกลนี้ได้แล้ว”
“เจ้าค่ะ ศิษย์พี่เซียว” มู่เทียนเซี่ยรับคำเบา ๆ ก่อนเดินไปที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งด้วยความหงุดหงิด
‘เหตุใดอารองถึงยังไม่มาอีก หากเซียวฉีทำลายค่ายกลนี้ได้สำเร็จ ของวิเศษที่อยู่ด้านในจะตกถึงนางสักเท่าไรกันเชียว?’
ยิ่งเห็นแผ่นหลังแข็งแรงที่ตั้งอกตั้งใจทำลายค่ายกลนั่น คุณหนูมู่ก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดขึ้นไปอีก
ขณะที่เซียวฉีพยายามทำลายค่ายกล
----------
ม่านพลังอีกด้านหนึ่ง
มู่เชียนจิ่วและจงหลิงก็กำลังทำลายค่ายกลอยู่เช่นกัน
“พี่เสียวจิ่ว ข้าเองเจ้าค่ะ” จงหลิงถกแขนเสื้อขึ้น ก่อนจะชูของวิเศษในมือ และฟาดลงไปอย่างแรง
ด้านบนของม่านพลังพลันมีแสงไหลเวียน ทว่าเพียงพริบตาจงหลิงก็ถูกพลังวิญญาณที่สะท้อนกลับมาซัดจนกระเด็นออกไป!
*อั่ก!*
จงหลิงชนเข้ากับต้นไม้ต้นหนึ่งอย่างแรงจนกระอักเลือดออกมา ยังไม่ทันรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นก็ตาเหลือกสลบไสลไปเสียแล้ว
มุมปากของมู่เชียนจิ่วกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะรีบมาดูอาการของจงหลิง นางยกมือขึ้นเปิดเปลือกตาของอีกฝ่าย “เอ่อ...สลบไปแล้ว”
“ลูกพี่ขอรับ นางโง่หรือเปล่าขอรับ!” ซู่เหยโผล่ศีรษะออกมาพลางบ่นอย่างอ่อนใจ
“แค่ก ๆ เด็กคนนี้แค่ใสซื่อไปหน่อยก็เท่านั้น” มู่เชียนจิ่วตบที่หน้าของจงหลิงเบา ๆ หลังจากแน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ายน่าจะไม่ตื่นขึ้นมาง่าย ๆ จึงพานางกลับมาอยู่ใกล้ ๆ ม่านพลังอีกครั้ง
ซู่เหยขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ
โง่กับใสซื่อ ความหมายของมันต่างกันมากอย่างนั้นหรือ?
“ค่ายกลนี้น่าสนใจจริง ๆ” มู่เชียนจิ่ววางมือข้างหนึ่งลงบนม่านพลัง
แต่จู่ ๆ ฝ่ามือก็ทะลุผ่านเข้าไป!
“หืม?”
ซู่เหยเห็นดังนั้นก็เอ่ยออกมาด้วยความภูมิใจ “ลูกพี่ พรสวรรค์ของข้าเป็นเช่นไรบ้างขอรับ!”
“พรสวรรค์นี้ของเจ้า…” มู่เชียนจิ่วหายใจถี่กระชั้นด้วยความตื่นเต้น “สุดยอดไปเลย!”
สามารถทะลวงผ่านม่านพลังได้ มิน่าล่ะ สำนักมากมายถึงอยากได้กระรอกหาสมบัติไปไว้ในครอบครอง พรสวรรค์เช่นนี้ช่างน่าสะพรึงยิ่งนัก!
ความจริงแล้วต่อให้ไม่มีซู่เหย ด้วยความแตกฉานเรื่องค่ายกลของอดีตบรรพจารย์น้อยอวิ๋นแล้ว ค่ายกลนี้ไม่อาจขวางนางได้อยู่ดี แต่พรสวรรค์เช่นนี้ของซู่เหยก็สามารถลดความยุ่งยากลงไปได้มากทีเดียว
“ลูกพี่ พวกเรารีบเข้าไปกันเถอะขอรับ!” ซู่เหยกระโดดขึ้นไปบนศีรษะของผู้เป็นนาย
“จริงสิ แล้วนางล่ะขอรับ?”
มู่เชียนจิ่วลังเลเล็กน้อย สุดท้ายก็พาจงหลิงเข้ามาในม่านพลังด้วยกัน
นางกลัวว่าหากทิ้งเด็กคนนี้เอาไว้ด้านนอก คงไม่แคล้วได้ถูกสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านมาแถวนี้คาบไปกินเสียก่อน
อย่างไรเสียเด็กคนนี้ก็คงไม่ตื่นขึ้นมาเร็ว ๆ นี้ กว่าจงหลิงจะตื่นขึ้นมา ของวิเศษในถ้ำก็คงถูกนางค้นหาจนหมดแล้ว
หลังจากเข้ามาในม่านพลัง มู่เชียนจิ่วก็เห็นถ้ำอยู่เบื้องหน้า…
จะว่าไปแล้วถ้ำแห่งนี้ก็ดูซอมซ่อไม่เบา
เรียกว่าเป็นถ้ำธรรมดาทั่วไปก็ได้ เพียงแต่ด้านบนของปากถ้ำมีป้ายแขวนเอาไว้ เขียนว่า ‘ถ้ำสถิต’
ถ้ำสถิตอะไรกัน
ดูเหมือนว่าผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าผู้นั้นคงเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า ‘ถ้ำสถิต’ แล้วกระมัง
อืม ดูจากสภาพถ้ำแล้ว เรียกได้ว่าเข้าใจผิดไปมากโขเลยทีเดียว
“ลูกพี่ นี่เป็นที่ที่คนอยู่จริง ๆ หรือขอรับ?” ซู่เหยมองหน้านายหญิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
มู่เชียนจิ่วกระแอมออกมาเล็กน้อย “เอ่อ…คงใช่กระมัง”
“เช่นนั้นก็เข้าไปดูกันเถอะขอรับ” ซู่เหยรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ที่นี่เมื่อเทียบกับบรรดาถ้ำสถิตที่มันเคยเจอมา ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว
ด้วยประสบการณ์ชีวิตของมัน เจ้าของถ้ำแห่งนี้จะต้องยากจนข้นแค้นเป็นแน่
อย่าถามว่าเพราะเหตุใดมันถึงคิดเช่นนี้ นี่เป็นสัญชาตญาณของซู่เหยกระรอกหาสมบัติอายุหลายพันปี ห้ามโต้แย้งโดยเด็ดขาด!
“ไปกันเถอะ” มู่เชียนจิ่วเองก็ไม่คาดหวังอะไรมากนัก ถือเสียว่ามาหาความสนุกก็แล้วกัน
ถึงอย่างไรการมาแดนลับครั้งนี้ นางก็หาของวิเศษได้ตั้งหลายอย่างแล้ว สิ่งที่น่าเสียดายสิ่งเดียวก็คือ ยังไม่ได้พบมู่เทียนเซี่ยก็เท่านั้น
มู่เชียนจิ่วพาซู่เหยเดินเข้าไปด้านในถ้ำ ด้านในมีเพียงโต๊ะหินหนึ่งตัว บนโต๊ะมีขวดเล็ก ๆ สองขวด และกล่องหยกหนึ่งกล่องวางอยู่
“แค่นี้เองหรือ?” กระรอกน้อยทอดถอนใจ “ยากจนจังเลย”
(¯▽¯;)
มู่เชียนจิ่วแม้จะเตรียมใจมาแล้ว แต่เมื่อเห็นถ้ำที่มีสภาพอัตคัดไม่มีชิ้นดีเช่นนี้ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดใจ
“ลองดูก่อนดีกว่าว่าเขาทิ้งอะไรเอาไว้บ้าง”
หญิงสาวหยิบขวดเล็ก ๆ บนโต๊ะขึ้นมา ก่อนจะนิ่งงันไปอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นก็เขย่าเบา ๆ
“ไม่ใช่โอสถอย่างนั้นหรือ?”
“แล้วเป็นอะไรหรือขอรับ?” ในที่สุดซู่เหยก็มีเรื่องให้เริ่มเกิดความรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาบ้างแล้ว
มู่เชียนจิ่วเปิดฝาขวดออก พลันนั้นกลิ่นหอมสดชื่นลอยออกมา ทำให้นางรู้สึกกระปรี้กระเปร่าทันที
“นี่คือต้นกำเนิดชีวิต!”
“เป็นของดีหรือไม่ขอรับ?” ซู่เหยไม่รู้จักต้นกำเนิดชีวิตมาก่อน แม้ว่ามันจะเป็นกระรอกหาสมบัติ ทว่าสมบัติทั่วดินแดนอย่างน้อยก็มีหลายแสนชิ้น หรืออาจจะมากกว่านั้น
ของวิเศษที่มันเคยเห็นมามีเพียงไม่กี่หมื่นชิ้นเท่านั้น ดังนั้นการที่มันไม่รู้จักของบางอย่างบ้างก็นับว่าไม่แปลกอะไร
มู่เชียนจิ่วพยักหน้า ก่อนจะรีบเปิดขวดอีกใบดู “ขวดนี้ก็เหมือนกัน!”
ต้นกำเนิดชีวิตสองขวดนี้ เป็นของดีที่สามารถนำไปขายได้ในราคาสูง นอกจากนี้ต้นกำเนิดชีวิตยังเป็นหนึ่งในส่วนผสมหลัก ในการหลอมโอสถคืนวิญญาณเก้าชีวิต!
โอสถคืนวิญญาณเก้าชีวิตเป็นโอสถขั้นเก้า การหลอมนั้นยากเย็นอย่างมาก
มู่เชียนจิ่วเก็บขวดสองใบด้วยความระมัดระวัง ของสองขวดนี้หากนำไปประมูล จะต้องขายได้เงินก้อนโตอย่างแน่นอน!
ดังนั้นนางจึงขอถอนคำพูดก่อนหน้านี้
ผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าท่านนี้ไม่เพียงไม่ใช่คนยากจน แต่ยังร่ำรวยมากอีกด้วย!
ทว่าเหตุใดถึงมาอยู่ในสถานที่ซอมซ่อเช่นนี้?
อาจเป็นเพราะอีกฝ่ายชอบความสมถะก็ได้
นอกจากเหตุผลนี้ มู่เชียนจิ่วก็คิดหาเหตุผลที่ดีกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว
“ลูกพี่ขอรับ รีบดูในกล่องสิขอรับว่ามีอะไรอยู่” ซู่เหยคิดว่า ขนาดในขวดยังมีของดีเช่นนี้ กล่องหยกที่ประณีตตรงหน้าก็ต้องมีของที่ดีกว่าอยู่แน่นอน!
มู่เชียนจิ่วถูมือไปมา ก่อนจะเปิดกล่องหยกออกทันที
ด้านในเป็นปิ่นหงส์อันหนึ่ง ปิ่นหงส์สีแดงสดราวกับโลหิต ส่องประกายวิบวับ ช่างงดงามยิ่งนัก!
“เป็นของวิเศษหรือขอรับ?” ซู่เหยถามด้วยแววตาใคร่รู้
“ไม่ใช่” มู่เชียนจิ่วลูบตัวปิ่นอยู่ครู่หนึ่ง นางสัมผัสไม่ได้ถึงพลังวิญญาณใด ๆ เลยแม้แต่น้อย แต่นางกลับรู้สึกว่า รูปทรงของปิ่นดูคล้ายกับกุญแจดอกหนึ่งเสียมากกว่า
ช่างเถอะ เก็บไปก่อนก็แล้วกัน
ทว่าขณะที่มู่เชียนจิ่วกำลังเก็บปิ่นหงส์เข้าไปในแหวนเก็บสมบัติ กลับพบว่าไม่สามารถเก็บปิ่นเข้าไปได้!
“เก็บไม่ได้?” หญิงสาวลองอยู่หลายครั้งก็ยังไม่สามารถเก็บสมบัติชิ้นนี้เข้าไปในแหวนได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นนางจึงรู้สึกดีใจขึ้นมาทันที เช่นนี้ก็หมายความว่า ปิ่นหงส์นี่อาจเป็นของที่มีความพิเศษก็ได้!
มู่เชียนจิ่วยกมือขึ้นลูบศีรษะของตนเอง เมื่อสัมผัสโดนผมเส้นเล็ก ๆ ที่เพิ่งงอกออกมาก็ได้แต่ทอดถอนใจ หากตอนนี้นางมีผมละก็คงปักปิ่นอันนี้ได้ เฮ้อ~~ อีกนานแค่ไหนผมนางถึงจะยาวเสียที
ซู่เหยสอดส่ายสายตาเข้าไปในส่วนลึกของถ้ำ จนเห็นว่ามีเตียงศิลาหลังหนึ่งตั้งอยู่ “ลูกพี่ ตรงนั้นเหมือนมีคนอยู่ขอรับ!”
“หืม?” มู่เชียนจิ่วเก็บปิ่นเข้าอกเสื้อ จากนั้นก็พาสมุนน้อยเดินไปทางเตียงศิลา
เมื่อเข้าไปใกล้พวกเขาจึงได้เห็นชัด ๆ ว่า ร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงคือศพของใครสักคน
ร่างไร้วิญญาณบนเตียงศิลาเป็นบุรุษใบหน้าคมเข้ม นับว่าหล่อเหลาก็ว่าได้ ตำแหน่งหัวใจของเขามีบาดแผลเล็ก ๆ อยู่
“ดูท่าคงจะเป็นเจ้าของถ้ำแห่งนี้”
ซู่เหยกระโดดขึ้นไปบนเตียงศิลา และจับจ้องแหวนเก็บสมบัติของบุรุษผู้นั้น “ลูกพี่ อันนี้...!”
มู่เชียนจิ่วค้อมกายคารวะบุรุษผู้นั้นอย่างนอบน้อม ก่อนจะถอดแหวนเก็บสมบัติของเขาออกมา
“ผู้อาวุโส ของเหล่านี้ล้วนเป็นของนอกกาย เกิดมาแต่ตัวตายไปก็เอาไปไม่ได้ ข้าจะช่วยท่านเอาพวกมันออกไปใช้ทำประโยชน์เอง ท่านวางใจได้เลยเจ้าค่ะ”
ซู่เหย “...” (⊙_⊙)??
.
.
.