นางมารน้อยหวนคืน

    ตอนที่ 49 ต้นกำเนิดชีวิต

    มู่เทียนเซี่ยแววตาเย็นเยียบ ไอสังหารแผ่ออกมา มือที่ถือมีดสั้นอยู่ยิ่งกำแน่นขึ้น


    ขณะที่นางกำลังคิดว่าจะอาศัยโอกาสนี้สังหารเซียวฉีดีหรือไม่ จู่ ๆ ม่านพลังสีน้ำเงินตรงหน้าก็สั่นสะเทือน ทำให้สตรีผู้มีแผนร้ายตกใจจนต้องรีบเก็บมีดสั้นในมือลง


    “ศิษย์พี่เซียว เมื่อครู่เกิด...เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?”


    “ไม่มีอะไร” เซียวฉีมีท่าทางตื่นเต้นไม่น้อย “ผู้อาวุโสที่เป็นคนวางค่ายกลนี้เอาไว้ มีตบะบารมีสูงส่งกว่าข้ามาก แต่ไม่เป็นไร เพราะพลังวิญญาณที่ค่ายกลนี้กักเก็บเอาไว้ลดลงไปมากแล้ว อีกทั้งข้าหาตราของค่ายกลเจอแล้ว คาดว่าอีกประมาณหนึ่งชั่วยามก็จะสามารถทำลายค่ายกลนี้ได้แล้วละ!”


    มู่เทียนเซี่ยเม้มริมฝีปากเบา ๆ “ศิษย์พี่เซียว ท่านพักสักหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ?”


    “ข้าไม่เป็นไร…ศิษย์น้องมู่ เจ้าไปพักผ่อนตรงนั้นก่อนเถอะ” เซียวฉีสัมผัสได้ถึงแววตาไม่พอใจของมู่เทียนเซี่ย แต่เขากลับคิดไปว่าเพราะตนละเลยนาง อีกฝ่ายก็เลยน้อยใจ


    “เจ้าวางใจเถอะ ไม่นานข้าก็จะสามารถทำลายค่ายกลนี้ได้แล้ว”


    “เจ้าค่ะ ศิษย์พี่เซียว” มู่เทียนเซี่ยรับคำเบา ๆ ก่อนเดินไปที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งด้วยความหงุดหงิด


    ‘เหตุใดอารองถึงยังไม่มาอีก หากเซียวฉีทำลายค่ายกลนี้ได้สำเร็จ ของวิเศษที่อยู่ด้านในจะตกถึงนางสักเท่าไรกันเชียว?’


    ยิ่งเห็นแผ่นหลังแข็งแรงที่ตั้งอกตั้งใจทำลายค่ายกลนั่น คุณหนูมู่ก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดขึ้นไปอีก


    ขณะที่เซียวฉีพยายามทำลายค่ายกล




    ----------




    ม่านพลังอีกด้านหนึ่ง


    มู่เชียนจิ่วและจงหลิงก็กำลังทำลายค่ายกลอยู่เช่นกัน


    “พี่เสียวจิ่ว ข้าเองเจ้าค่ะ” จงหลิงถกแขนเสื้อขึ้น ก่อนจะชูของวิเศษในมือ และฟาดลงไปอย่างแรง


    ด้านบนของม่านพลังพลันมีแสงไหลเวียน ทว่าเพียงพริบตาจงหลิงก็ถูกพลังวิญญาณที่สะท้อนกลับมาซัดจนกระเด็นออกไป!


    *อั่ก!* 


    จงหลิงชนเข้ากับต้นไม้ต้นหนึ่งอย่างแรงจนกระอักเลือดออกมา ยังไม่ทันรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นก็ตาเหลือกสลบไสลไปเสียแล้ว


    มุมปากของมู่เชียนจิ่วกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะรีบมาดูอาการของจงหลิง นางยกมือขึ้นเปิดเปลือกตาของอีกฝ่าย “เอ่อ...สลบไปแล้ว”


    “ลูกพี่ขอรับ นางโง่หรือเปล่าขอรับ!” ซู่เหยโผล่ศีรษะออกมาพลางบ่นอย่างอ่อนใจ


    “แค่ก ๆ เด็กคนนี้แค่ใสซื่อไปหน่อยก็เท่านั้น” มู่เชียนจิ่วตบที่หน้าของจงหลิงเบา ๆ หลังจากแน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ายน่าจะไม่ตื่นขึ้นมาง่าย ๆ จึงพานางกลับมาอยู่ใกล้ ๆ ม่านพลังอีกครั้ง


    ซู่เหยขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ


    โง่กับใสซื่อ ความหมายของมันต่างกันมากอย่างนั้นหรือ?


    “ค่ายกลนี้น่าสนใจจริง ๆ” มู่เชียนจิ่ววางมือข้างหนึ่งลงบนม่านพลัง 


    แต่จู่ ๆ ฝ่ามือก็ทะลุผ่านเข้าไป!


    “หืม?”


    ซู่เหยเห็นดังนั้นก็เอ่ยออกมาด้วยความภูมิใจ “ลูกพี่ พรสวรรค์ของข้าเป็นเช่นไรบ้างขอรับ!”


    “พรสวรรค์นี้ของเจ้า…” มู่เชียนจิ่วหายใจถี่กระชั้นด้วยความตื่นเต้น “สุดยอดไปเลย!”


    สามารถทะลวงผ่านม่านพลังได้ มิน่าล่ะ สำนักมากมายถึงอยากได้กระรอกหาสมบัติไปไว้ในครอบครอง พรสวรรค์เช่นนี้ช่างน่าสะพรึงยิ่งนัก!


    ความจริงแล้วต่อให้ไม่มีซู่เหย ด้วยความแตกฉานเรื่องค่ายกลของอดีตบรรพจารย์น้อยอวิ๋นแล้ว ค่ายกลนี้ไม่อาจขวางนางได้อยู่ดี แต่พรสวรรค์เช่นนี้ของซู่เหยก็สามารถลดความยุ่งยากลงไปได้มากทีเดียว


    “ลูกพี่ พวกเรารีบเข้าไปกันเถอะขอรับ!” ซู่เหยกระโดดขึ้นไปบนศีรษะของผู้เป็นนาย 


    “จริงสิ แล้วนางล่ะขอรับ?”


    มู่เชียนจิ่วลังเลเล็กน้อย สุดท้ายก็พาจงหลิงเข้ามาในม่านพลังด้วยกัน


    นางกลัวว่าหากทิ้งเด็กคนนี้เอาไว้ด้านนอก คงไม่แคล้วได้ถูกสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านมาแถวนี้คาบไปกินเสียก่อน


    อย่างไรเสียเด็กคนนี้ก็คงไม่ตื่นขึ้นมาเร็ว ๆ นี้ กว่าจงหลิงจะตื่นขึ้นมา ของวิเศษในถ้ำก็คงถูกนางค้นหาจนหมดแล้ว


    หลังจากเข้ามาในม่านพลัง มู่เชียนจิ่วก็เห็นถ้ำอยู่เบื้องหน้า…


    จะว่าไปแล้วถ้ำแห่งนี้ก็ดูซอมซ่อไม่เบา


    เรียกว่าเป็นถ้ำธรรมดาทั่วไปก็ได้ เพียงแต่ด้านบนของปากถ้ำมีป้ายแขวนเอาไว้ เขียนว่า ‘ถ้ำสถิต’


    ถ้ำสถิตอะไรกัน


    ดูเหมือนว่าผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าผู้นั้นคงเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า ‘ถ้ำสถิต’ แล้วกระมัง


    อืม ดูจากสภาพถ้ำแล้ว เรียกได้ว่าเข้าใจผิดไปมากโขเลยทีเดียว


    “ลูกพี่ นี่เป็นที่ที่คนอยู่จริง ๆ หรือขอรับ?” ซู่เหยมองหน้านายหญิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม


    มู่เชียนจิ่วกระแอมออกมาเล็กน้อย “เอ่อ…คงใช่กระมัง”


    “เช่นนั้นก็เข้าไปดูกันเถอะขอรับ” ซู่เหยรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ที่นี่เมื่อเทียบกับบรรดาถ้ำสถิตที่มันเคยเจอมา ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว


    ด้วยประสบการณ์ชีวิตของมัน เจ้าของถ้ำแห่งนี้จะต้องยากจนข้นแค้นเป็นแน่


    อย่าถามว่าเพราะเหตุใดมันถึงคิดเช่นนี้ นี่เป็นสัญชาตญาณของซู่เหยกระรอกหาสมบัติอายุหลายพันปี ห้ามโต้แย้งโดยเด็ดขาด!


    “ไปกันเถอะ” มู่เชียนจิ่วเองก็ไม่คาดหวังอะไรมากนัก ถือเสียว่ามาหาความสนุกก็แล้วกัน


    ถึงอย่างไรการมาแดนลับครั้งนี้ นางก็หาของวิเศษได้ตั้งหลายอย่างแล้ว สิ่งที่น่าเสียดายสิ่งเดียวก็คือ ยังไม่ได้พบมู่เทียนเซี่ยก็เท่านั้น


    มู่เชียนจิ่วพาซู่เหยเดินเข้าไปด้านในถ้ำ ด้านในมีเพียงโต๊ะหินหนึ่งตัว บนโต๊ะมีขวดเล็ก ๆ สองขวด และกล่องหยกหนึ่งกล่องวางอยู่


    “แค่นี้เองหรือ?” กระรอกน้อยทอดถอนใจ “ยากจนจังเลย” 


    (¯▽¯;)


    มู่เชียนจิ่วแม้จะเตรียมใจมาแล้ว แต่เมื่อเห็นถ้ำที่มีสภาพอัตคัดไม่มีชิ้นดีเช่นนี้ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดใจ


    “ลองดูก่อนดีกว่าว่าเขาทิ้งอะไรเอาไว้บ้าง”


    หญิงสาวหยิบขวดเล็ก ๆ บนโต๊ะขึ้นมา ก่อนจะนิ่งงันไปอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นก็เขย่าเบา ๆ 


    “ไม่ใช่โอสถอย่างนั้นหรือ?”


    “แล้วเป็นอะไรหรือขอรับ?” ในที่สุดซู่เหยก็มีเรื่องให้เริ่มเกิดความรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาบ้างแล้ว


    มู่เชียนจิ่วเปิดฝาขวดออก พลันนั้นกลิ่นหอมสดชื่นลอยออกมา ทำให้นางรู้สึกกระปรี้กระเปร่าทันที 


    “นี่คือต้นกำเนิดชีวิต!”


    “เป็นของดีหรือไม่ขอรับ?” ซู่เหยไม่รู้จักต้นกำเนิดชีวิตมาก่อน แม้ว่ามันจะเป็นกระรอกหาสมบัติ ทว่าสมบัติทั่วดินแดนอย่างน้อยก็มีหลายแสนชิ้น หรืออาจจะมากกว่านั้น


    ของวิเศษที่มันเคยเห็นมามีเพียงไม่กี่หมื่นชิ้นเท่านั้น ดังนั้นการที่มันไม่รู้จักของบางอย่างบ้างก็นับว่าไม่แปลกอะไร


    มู่เชียนจิ่วพยักหน้า ก่อนจะรีบเปิดขวดอีกใบดู “ขวดนี้ก็เหมือนกัน!”


    ต้นกำเนิดชีวิตสองขวดนี้ เป็นของดีที่สามารถนำไปขายได้ในราคาสูง นอกจากนี้ต้นกำเนิดชีวิตยังเป็นหนึ่งในส่วนผสมหลัก ในการหลอมโอสถคืนวิญญาณเก้าชีวิต!


    โอสถคืนวิญญาณเก้าชีวิตเป็นโอสถขั้นเก้า การหลอมนั้นยากเย็นอย่างมาก


    มู่เชียนจิ่วเก็บขวดสองใบด้วยความระมัดระวัง ของสองขวดนี้หากนำไปประมูล จะต้องขายได้เงินก้อนโตอย่างแน่นอน! 


    ดังนั้นนางจึงขอถอนคำพูดก่อนหน้านี้


    ผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าท่านนี้ไม่เพียงไม่ใช่คนยากจน แต่ยังร่ำรวยมากอีกด้วย!


    ทว่าเหตุใดถึงมาอยู่ในสถานที่ซอมซ่อเช่นนี้?


    อาจเป็นเพราะอีกฝ่ายชอบความสมถะก็ได้ 


    นอกจากเหตุผลนี้ มู่เชียนจิ่วก็คิดหาเหตุผลที่ดีกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว


    “ลูกพี่ขอรับ รีบดูในกล่องสิขอรับว่ามีอะไรอยู่” ซู่เหยคิดว่า ขนาดในขวดยังมีของดีเช่นนี้ กล่องหยกที่ประณีตตรงหน้าก็ต้องมีของที่ดีกว่าอยู่แน่นอน!


    มู่เชียนจิ่วถูมือไปมา ก่อนจะเปิดกล่องหยกออกทันที 


    ด้านในเป็นปิ่นหงส์อันหนึ่ง ปิ่นหงส์สีแดงสดราวกับโลหิต ส่องประกายวิบวับ ช่างงดงามยิ่งนัก!


    “เป็นของวิเศษหรือขอรับ?” ซู่เหยถามด้วยแววตาใคร่รู้


    “ไม่ใช่” มู่เชียนจิ่วลูบตัวปิ่นอยู่ครู่หนึ่ง นางสัมผัสไม่ได้ถึงพลังวิญญาณใด ๆ เลยแม้แต่น้อย แต่นางกลับรู้สึกว่า รูปทรงของปิ่นดูคล้ายกับกุญแจดอกหนึ่งเสียมากกว่า


    ช่างเถอะ เก็บไปก่อนก็แล้วกัน


    ทว่าขณะที่มู่เชียนจิ่วกำลังเก็บปิ่นหงส์เข้าไปในแหวนเก็บสมบัติ กลับพบว่าไม่สามารถเก็บปิ่นเข้าไปได้!


    “เก็บไม่ได้?” หญิงสาวลองอยู่หลายครั้งก็ยังไม่สามารถเก็บสมบัติชิ้นนี้เข้าไปในแหวนได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นนางจึงรู้สึกดีใจขึ้นมาทันที เช่นนี้ก็หมายความว่า ปิ่นหงส์นี่อาจเป็นของที่มีความพิเศษก็ได้!


    มู่เชียนจิ่วยกมือขึ้นลูบศีรษะของตนเอง เมื่อสัมผัสโดนผมเส้นเล็ก ๆ ที่เพิ่งงอกออกมาก็ได้แต่ทอดถอนใจ หากตอนนี้นางมีผมละก็คงปักปิ่นอันนี้ได้ เฮ้อ~~ อีกนานแค่ไหนผมนางถึงจะยาวเสียที


    ซู่เหยสอดส่ายสายตาเข้าไปในส่วนลึกของถ้ำ จนเห็นว่ามีเตียงศิลาหลังหนึ่งตั้งอยู่ “ลูกพี่ ตรงนั้นเหมือนมีคนอยู่ขอรับ!”


    “หืม?” มู่เชียนจิ่วเก็บปิ่นเข้าอกเสื้อ จากนั้นก็พาสมุนน้อยเดินไปทางเตียงศิลา 


    เมื่อเข้าไปใกล้พวกเขาจึงได้เห็นชัด ๆ ว่า ร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงคือศพของใครสักคน


    ร่างไร้วิญญาณบนเตียงศิลาเป็นบุรุษใบหน้าคมเข้ม นับว่าหล่อเหลาก็ว่าได้ ตำแหน่งหัวใจของเขามีบาดแผลเล็ก ๆ อยู่


    “ดูท่าคงจะเป็นเจ้าของถ้ำแห่งนี้”


    ซู่เหยกระโดดขึ้นไปบนเตียงศิลา และจับจ้องแหวนเก็บสมบัติของบุรุษผู้นั้น “ลูกพี่ อันนี้...!”


    มู่เชียนจิ่วค้อมกายคารวะบุรุษผู้นั้นอย่างนอบน้อม ก่อนจะถอดแหวนเก็บสมบัติของเขาออกมา


    “ผู้อาวุโส ของเหล่านี้ล้วนเป็นของนอกกาย เกิดมาแต่ตัวตายไปก็เอาไปไม่ได้ ข้าจะช่วยท่านเอาพวกมันออกไปใช้ทำประโยชน์เอง ท่านวางใจได้เลยเจ้าค่ะ”


    ซู่เหย “...” (⊙_⊙)??


    .


    .


    .

    คล้ายกับเรื่องนางมารน้อยหวนคืน ที่คุณอ่าน