คัมภีร์จักรพรรดิพิชิตฟ้า 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 26 ตำหนักจิ่วเทียนเต้า


            เยี่ยเฟิงเดินวนภายในเรือนหลังเล็กหนึ่งรอบ เมื่อหันหลังก็ตกใจ เงาของคนสองคนที่ไม่รู้ว่าปรากฏตัวภายในเรือนหลังเล็กตั้งแต่เมื่อใด เหตุใดเขาถึงไม่สังเกตเห็นเลย

            ชายหนุ่มหนึ่งคนและผู้เฒ่าหนึ่งคน เยี่ยเฟิงจำได้ว่าทั้งสองคนเป็นพวกเดียวกับหญิงสาว

            “คุณหนูล่ะ?” ผู้เฒ่าเอ่ยปากถามทันที พร้อมทั้งทำสีหน้าเอาเรื่อง

            เยี่ยเฟิงขมวดคิ้วหัวเราะก่อนบอกว่า

            “น่าขันยิ่งนัก คุณหนูของเจ้าหายไป แต่เจ้ากลับมาตามหาที่เรือนของข้าหรือ? สมองของเจ้าใช้การไม่ได้แล้วกระมัง”

            น้ำเสียงและสีหน้าของอีกฝ่ายทำให้เยี่ยเฟิงไม่สบอารมณ์ ต่อให้คนพวกนี้จะฐานะไม่ธรรมดา แต่ท่าทียโสโอหังนั่น ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจอย่างมาก

            “เจ้า... บนตัวของพวกข้ามีหยกที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งสัมผัสถึงกันได้ คุณหนูอยู่ที่นี่ รีบมอบนางออกมาเสีย ไม่เช่นนั้น...” ชายหนุ่มผู้นั้นชี้นิ้วต่อว่าเยี่ยเฟิง ทำท่าเหมือนจะลงมือได้ตลอดเวลาหากเจรจาไม่สำเร็จ

            “ข้าอยากถามเจ้า ตอนที่คุณหนูของพวกเจ้าถูกพิษผงคร่าวิญญาณพวกเจ้าไปอยู่ที่ใด ตอนนางถูกผู้แข็งแกร่งไล่ล่า บาดเจ็บสาหัสเกือบตายพวกเจ้าไปอยู่ที่ใดกัน ตอนนี้พวกเจ้าดันออกมาตามหานาง พวกเจ้าไม่อายบ้างหรือ” เยี่ยเฟิงโกรธเคือง เขาไม่คิดจะยอมอีกฝ่ายแม้แต่น้อย

            ต่อมาเขาแค่นหัวเราะ

            “เดิมทีข้ายังลังเล อยากช่วยชีวิตนาง แต่ในเมื่อพวกเจ้ามีความสามารถขนาดนั้น พวกเจ้าก็ช่วยนางเองก็แล้วกัน นางอยู่ภายในห้อง รีบไปพาตัวนางแล้วไสหัวไปเสีย”

            “อะไรนะ คุณหนูได้รับพิษผงคร่าวิญญาณหรือ?”

            สีหน้าของชายหนุ่มกับผู้เฒ่าเปลี่ยนไปทันที เดิมทีพวกเขามีกันสี่คน หนึ่งในผู้เฒ่าของพวกเขาคือผู้ที่มีพลังยุทธ์สูงสุด แต่เพราะได้รับพิษผงคร่าชีวิต จึงได้เสียชีวิตไปเมื่อสามชั่วยามที่แล้ว พิษชนิดนี้แทบจะไม่มียารักษา

            เยี่ยเฟิงไม่ได้สนใจ แต่กลับหันไปมองสำรวจเรือนหลังเล็ก เขากำลังคิดว่าจะวาดค่ายกลไร้ร่องรอยที่ใหญ่กว่านี้ได้อย่างไร เพื่อป้องกันเหตุฉุกเฉิน

            เมื่อชายหนุ่มกับผู้เฒ่าเห็นเยี่ยเฟิงเป็นเช่นนี้ ทั้งสองไม่ได้พูดอะไร รีบวิ่งเข้าไปในห้องทันที

            เยี่ยเฟิงไม่ได้สนใจ เขากำลังวัดขนาดของเรือนหลังเล็กเงียบๆ และทำเครื่องหมายไว้ตามจุดต่างๆ

            ขณะนั้นชุนฮวากับชิวเยว่เข้ามาที่เรือนหลังเล็ก เมื่อเห็นเยี่ยเฟิงกำลังยุ่งอยู่ ทั้งสองจึงรีบเดินไป “คุณชาย เกิดเรื่องใดขึ้น นายท่านเหมือนกำลังตามหาท่านอยู่ ตอนนี้ยังเฝ้าอยู่หน้าประตูใหญ่จวนตระกูลเยี่ย บอกว่าจะจับท่านมัดแล้วค่อยตี!”

            ชุนฮวากับชิวเยว่ร้อนใจเหลือเกิน จึงรีบมาแจ้งเรื่องนี้แก่เยี่ยเฟิง ก่อนหน้านี้มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เยี่ยเฟิงถูกจับมัดแล้วถูกตีเช่นนี้ ทำให้เขาต้องนอนอยู่บนเตียงหลายเดือน ภาพเหล่านั้นสาวใช้ทั้งสองยังจำติดตา

            เยี่ยเฟิงหัวเราะ “ไม่เป็นไร พวกเจ้าสองคนมาช่วยข้าทำเครื่องหมายตรงนี้”

            “คุณชาย ท่านไม่เป็นห่วงแม้แต่น้อยเลยหรือ เกิดนายท่านจับท่านถอดเสื้อผ้าจนหมด...” สองสาวใช้ยังคงกังวล

            เยี่ยเฟิงบีบนวดขมับ ในใจเขานึกขำ ถอดเสื้อผ้าหรือ คำพูดนี้เมื่อพูดออกมาจากปากหญิงสาวทำให้ต้องคิดเตลิดไปไกล

            เขาหัวเราะบอกว่า

            “ไม่เป็นไร อีกไม่นานท่านปู่คงหายโกรธ ไม่ต้องเป็นห่วง”

            “อืม...” ชุนฮวากับชิวเยว่พยักหน้าอย่างไม่มั่นใจ

            ขณะนั้นผู้เฒ่ากับชายหนุ่มเมื่อสักครู่เดินออกมาพร้อมสีหน้าหนักใจ พวกเขายืนสำรวจเยี่ยเฟิง แต่เยี่ยเฟิงไม่สนใจแม้แต่น้อย มองข้ามทั้งสองคน แล้วชี้ไปตามจุดต่างๆ เพื่อให้สาวใช้สองคนทำเครื่องหมายเอาไว้

            ชุนฮวากับชิวเยว่หันมาเจอคนแปลกหน้าสองคนยืนอยู่ในเรือนหลังเล็กก็ตกใจ แล้วรีบหลบไปใกล้เยี่ยเฟิงก่อนเอ่ยปากถาม

            “คุณชาย พวกเขาคือผู้ใด?”

            พวกนางเป็นสาวใช้ของเยี่ยเฟิง แต่ไม่เคยเจอคนพวกนี้มาก่อน อีกอย่างดูจากท่าทางของอีกฝ่ายก็ไม่ค่อยเป็นมิตรสักเท่าใด

            เยี่ยเฟิงส่ายหน้า

            “ไม่ต้องสนใจพวกเขา พวกเรามาทำงานต่อดีกว่า”

            ผู้เฒ่ามองเยี่ยเฟิงด้วยความสงสัย นี่คือคนเสเพลผู้นั้นจริงหรือ? คนที่เอาแต่เข้าไปที่หอจุ้ยฮวา อีกทั้งเป็นคนที่หยุดทำตัวเสเพลไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว เขาคือคนที่สามารถควบคุมพิษของผงคร่าวิญญาณ และรักษาอาการบาดเจ็บสาหัสเหล่านั้นได้จริงหรือ?

            หากเป็นพวกเขา พวกเขาคงไม่มีวันทำได้ แต่เยี่ยเฟิงดูเหมือนคนอายุสิบเจ็ดสิบแปดปีเท่านั้น ตกลงเขาใช้วิธีใดถึงทำได้สำเร็จกันแน่?

            คุณหนูยังไม่ตาย แต่อาการบาดเจ็บของนางทำให้พวกเขาร้อนใจเหลือเกิน หากหญิงสาวเป็นอะไรไป พวกเขาเองก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อ สิ่งสำคัญไม่ใช่เรื่องเป็นตายของพวกเขา แต่เป็นความปลอดภัยของหญิงสาวตรงหน้าต่างหาก

            แม้พวกเขาจะมีพลังยุทธ์สูงส่ง แต่เมื่อเผชิญหน้ากับอาการบาดเจ็บและพิษผงคร่าวิญญาณในร่างกายนาง กลับทำอะไรไม่ได้เลย

            เมื่อสักครู่ตอนอยู่ในห้อง หญิงสาวบอกว่าบางทีเยี่ยเฟิงอาจจะมีวิธี

            แต่หญิงสาวก็บอกอีกเช่นกัน ด้วยนิสัยของเยี่ยเฟิง เขาไม่น่าจะช่วยนาง เพราะแววตาของเยี่ยเฟิงเฉยชามากนัก ซึ่งคนธรรมดาดูไม่ออก แต่นางดูออก ในแววตาส่วนลึกของเยี่ยเฟิง สิ่งที่ทำให้เขาสนใจจนอยากจะช่วยนางได้มีน้อยเหลือเกิน

            แน่นอน นี่ก็เป็นสิ่งที่หญิงสาวสงสัยเช่นกัน เยี่ยเฟิงอายุไม่มาก แต่เขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง ถึงทำให้เขาเป็นแบบนี้?

            เยี่ยเฟิงหันมองชายหนุ่มกับผู้เฒ่าครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยความรำคาญ

            “พวกเจ้ายืนอยู่ที่นั่นทำไม ข้าบอกให้พวกเจ้าพานางไปอย่างไรเล่า เรือนหลังเล็กของข้าคงรับพวกเจ้าไว้ไม่ได้ พวกเจ้ารีบไปเสียเถอะ”

            พูดจบก็หันหลังเดินเข้าไปในห้อง มองดูหญิงสาวครู่หนึ่ง 

            “เจ้าน่าจะยังอยู่ได้อีกสองวัน ข้าช่วยเจ้ามาถึงตอนนี้ถือว่าปรานีมากแล้ว อาศัยตอนนี้ที่ยังพอมีเวลา เจ้ารีบให้พวกเขาพาเจ้าไปหายาแก้พิษเถอะ อย่าได้มาตายบนเตียงของข้า ไม่เช่นนั้นคงอัปมงคล”

            คำพูดเหล่านี้เอ่ยกับหญิงสาวคนหนึ่งถือว่ารุนแรงพอสมควร หากเป็นยามปกติ เยี่ยเฟิงไม่มีทางพูดจาเช่นนี้ แต่ท่าทีของผู้เฒ่ากับชายหนุ่มทำให้เขาโกรธเคืองไม่น้อย

            ชายหนุ่มกับผู้เฒ่าที่เข้าห้องมาพร้อมกันหน้าถอดสีทันทีที่ได้ยิน เขาโมโหจนถึงขั้นเกือบจะลงมือกับเยี่ยเฟิงอยู่แล้ว ยังดีที่ถูกผู้เฒ่าห้ามไว้เสียก่อน

            หญิงสาวมีฐานะเช่นใด เยี่ยเฟิงถึงได้กล้าพูดจาเช่นนี้กับนาง หากเป็นเมื่อก่อน ด้วยคำพูดเช่นนี้ของเยี่ยเฟิง คนทั้งตระกูลเยี่ยคงต้องตายตามเขาไปด้วย

            หญิงสาวนอนตะลึงอยู่บนเตียง น้ำตาตรงหางตาสั่นไหว ยามปกตินางเคยอัดอั้นใจเช่นนี้เมื่อใดกัน

            แม้ผู้เฒ่าจะโกรธเคืองมาก แต่เขาคือผู้มากประสบการณ์ เขารู้ว่าในตอนนี้ควรต้องอดกลั้นและดูเหมือนทุกอย่างต้องพึ่งเยี่ยเฟิงเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรไม่มีสิ่งใดสำคัญกว่าชีวิตของหญิงสาวอีกแล้ว

            ชุนฮวากับชิวเยว่จ้องมองหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงเยี่ยเฟิงด้วยความสงสัย แม้ใบหน้าของนางจะขาวซีด แต่กลับทำให้ทั้งสองคนตกตะลึง และนึกอิจฉาอยู่บ้าง

            บนโลกใบนี้มีหญิงสาวที่งดงามถึงเพียงนี้เชียวหรือ

            “ข้าขอโทษ ขอให้ท่านโปรดช่วยคุณหนูของข้าด้วย ท่านอยากได้เงินทองเท่าไรว่ามาได้เลย!” ผู้เฒ่ากล่าว

            มุมปากของเยี่ยเฟิงยกขึ้น 

            “ข้าคงรับไว้ไม่ไหว อีกอย่างข้าคงไม่มีความสามารถขนาดนั้น ส่วนเงินทอง หากข้าอยากได้ ข้าสามารถรวยมหาศาลได้ภายในวันเดียว พวกเจ้าไปเสียเถอะ ข้ายังมีงานต้องทำ”

            ในใจหญิงสาวอึดอัดยิ่งนัก หากนางขยับตัวได้ คงไปจากที่นี่นานแล้ว นางจะไม่ยอมขอร้องผู้อื่นเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อเด็ดขาด

            “ไม่ต้องขอร้องเขา พวกเราไป” เห็นได้ชัดว่าหญิงสาวต้องการให้ชายหนุ่มกับผู้เฒ่าพานางจากไป

            “คุณหนู!”

            ผู้เฒ่าร้อนใจ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น และไม่ใช่เวลาที่จะมาใช้อารมณ์ ตอนนี้ต่อให้เยี่ยเฟิงต้องการให้เขาคุกเข่าลง เขาก็ได้แต่ทำตาม เพราะเขารู้ดี ในเมื่อเยี่ยเฟิงสามารถควบคุมพิษผงคร่าวิญญาณได้ บางทีเขาอาจจะมีวิธีแก้พิษก็ได้ และสิ่งที่เขารับรู้มา ยาแก้พิษชนิดนี้มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นยาแก้พิษที่หาแทบไม่ได้เลย

            หากออกไปจากที่นี่ นอกจากข้างนอกจะมีอันตรายในทุกทิศทางแล้ว ชีวิตของหญิงสาวก็อาจจะไม่สามารถรักษาไว้ได้

            อีกอย่างตั้งแต่มาถึงที่นี่ผู้เฒ่าก็รู้สึกได้ทันทีว่าที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น ด้วยพลังมายาที่เข้มข้นจนน่าตกใจ เขาแอบสำรวจแล้ว พบว่าตอนนี้พลังยุทธ์ของเยี่ยเฟิงอยู่ที่ภพเปิดตันเถียนขั้นสอง กลิ่นอายของเขาถูกปกปิดมิดชิด ผู้เฒ่าต้องสำรวจอยู่หลายครั้งกว่าจะแน่ใจ ดังนั้นเขาจึงมั่นใจว่าเยี่ยเฟิงไม่ธรรมดา

            ชุนฮวากับชิวเยว่ที่ยืนอยู่ข้างกันมึนงงไปหมด พวกนางไม่รู้ที่มาที่ไปของเรื่องนี้ แต่พวกนางดูออกว่าหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงอาการบาดเจ็บสาหัสมาก

            “คุณชาย ท่านดูสิ นางบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ ท่านช่วยนางด้วยเถอะ!” ชุนฮวาดึงแขนเสื้อเยี่ยเฟิงพร้อมเอ่ยปากขอร้อง ชิวเยว่ก็พยักหน้าเห็นด้วย

            สตรีมักจะใจอ่อน เมื่อเจอเรื่องแบบนี้ล้วนอยากให้การช่วยเหลือทั้งสิ้น

            เยี่ยเฟิงถอนหายใจมองดูทั้งสองคนพลางส่ายหน้า

            “พวกเจ้าเนี่ยนะ ต้องรู้ว่าทำดีใช่ว่าจะได้ดี เพราะฉะนั้นบางเวลาต้องรู้จักใจร้ายเสียบ้าง พวกเราดูแลตัวเองให้ดีก็พอแล้ว เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองไม่ต้องไปยุ่ง”

            “ท่านมีข้อเรียกร้องใดบอกมาได้เลย ขอเพียงพวกเราสามารถทำได้” ผู้เฒ่ารีบเอ่ยปากบอก

            ชายหนุ่มอยากจะเอ่ยปากพูดหลายครั้ง แต่ถูกผู้เฒ่าห้ามปรามไว้ เวลาเช่นนี้ห้ามล่วงเกินเยี่ยเฟิงเด็ดขาด นิสัยของเยี่ยเฟิงคาดเดาได้ยาก หากล่วงเกินเขาเข้า เช่นนั้นคงไม่มีโอกาสแม้แต่น้อย

            เยี่ยเฟิงหันมองผู้เฒ่า แค่นหัวเราะบอกว่า

            “เจ้าอยากช่วยนางหรือ? งั้นจงไปหาหัวใจของสัตว์อสูรระดับหกมาหนึ่งดวง!”

            ผู้เฒ่าชะงักไปทันที หัวใจของสัตว์อสูรระดับหกหรือ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สัตว์อสูรระดับห้าที่โตเต็มวัยเปรียบเสมือนผู้แข็งแกร่งในภพพิศวง อีกอย่างหัวใจของสัตว์อสูรระดับหกคือยาแก้พิษหนึ่งเดียวของผงคร่าวิญญาณ เขาจะไปหาสัตว์อสูรระดับหกจากที่ใด ยังไม่ต้องบอกว่าเขาจะฆ่ามันได้หรือไม่ แต่สิ่งสำคัญคือด้านตะวันออกในดินแดนหยวนเทียนไม่มีสัตว์อสูรระดับหกอยู่ด้วยซ้ำ

            เยี่ยเฟิงหันมองผู้เฒ่า จากนั้นเก็บรอยยิ้มบนใบหน้า

            “อยากให้ข้าช่วยนางก็ได้ แต่ก็ต้องดูว่าพวกเจ้ามีค่ามากพอให้ข้าช่วยนางหรือไม่”

            เมื่อผู้เฒ่าได้ยิน แววตาเขามีความดีใจแวบผ่าน จึงรีบเอ่ยถาม

            “มีเงื่อนไขอะไร ท่านว่ามาได้เลย”

            เยี่ยเฟิงขมวดคิ้ว “พลังยุทธ์ของพวกเจ้าทั้งสองอยู่เหนือภพพิศวงใช่หรือไม่?”

            ผู้เฒ่าพยักหน้า “ข้าอยู่เหนือภพพิศวงไปหนึ่งภพเล็ก ภพจ้านเซวียนขั้นหนึ่ง” แล้วชี้ไปที่ชายหนุ่มที่อยู่ข้างกัน “เขาอยู่ในภพพิศวงขั้นสูงสุด”

            เยี่ยเฟิงพยักหน้า สีหน้าของเขานิ่งเฉยมาก ทว่าในใจกลับตกตะลึงไม่น้อย ภพจ้านเซวียน ระดับภพนี้เขาเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก

            ต่อมาเขาเอ่ยปากบอกว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าต้องการให้พวกเจ้าประจำอยู่ที่ตระกูลเยี่ยครึ่งปี หากท่านปู่ของข้าต้องนำทัพออกรบ พวกเจ้าต้องรับประกันว่าท่านจะกลับมาอย่างปลอดภัย”

            พูดจบเขาหันมองทั้งสอง ผู้เฒ่าขมวดคิ้วแน่น เวลาครึ่งปียาวนานเกินไป หากเป็นเวลาหนึ่งเดือนเขาจะรับปากทันที แต่เวลาที่ยาวถึงครึ่งปี หากพวกเขาไม่กลับไป เกรงว่าฝ่ายนั้นคงนั่งไม่ติด ผู้เฒ่าหันมองหญิงสาว ตัวเขานั้นไม่เป็นไร แต่หากหญิงสาวต้องอยู่ที่นี่ด้วย เขาคงไม่กล้ารับปาก

            เยี่ยเฟิงขมวดคิ้ว เขาเหมือนรู้ว่าผู้เฒ่ากำลังคิดสิ่งใด จึงหันมองหญิงสาวบนเตียง 

            “หากอาการของนางหายดีเมื่อใด สามารถจากไปได้เลย ข้าไม่ห้าม”

            แววตาชายหนุ่มมีความโกรธเคือง หากไม่ใช่เพราะผู้เฒ่าแอบห้ามไว้ เขาคงฆ่าเยี่ยเฟิงไปแล้ว

            ผู้เฒ่าครุ่นคิดอยู่สักครู่ ก่อนจะกัดฟันพยักหน้า “ขอเพียงช่วยคุณหนูได้ ข้ารับปากท่าน”

            เยี่ยเฟิงเอ่ยปากถามต่อ

            “คนที่ตามฆ่าพวกเจ้าคือใคร? พลังยุทธ์อยู่ในระดับใด?”

            แววตาผู้เฒ่ามีเผยแววสังหารออกมา เขาพูดเสียงเย็น

            “พวกเขาเป็นคนของตำหนักจิ่วเทียนเต้า มีผู้ที่อยู่ในภพจ้านเซวียนเพียงคนเดียว และอยู่ในภพจ้านเซวียนขั้นหนึ่งเหมือนกับข้า ส่วนอีกสามคนอยู่ในภพพิศวงขั้นสูงสุด!”

            เดิมทีสีหน้าของเยี่ยเฟิงสงบนิ่งมาก แต่หลังจากได้ยินผู้เฒ่าบอกว่าพวกนั้นเป็นคนของตำหนักจิ่วเทียนเต้า เขาร้อนใจขึ้นมาทันที กลิ่นอายบนตัวเขาเปลี่ยนไปกะทันหัน จิตสังหารที่รุนแรงแผ่ซ่านออกมาทันที เขาหันมองผู้เฒ่า แล้วพูดเสียงดัง

            “เจ้าว่าอะไรนะ? พวกเขาคือคนของตำหนักจิ่วเทียนเต้าหรือ?”

            ความเปลี่ยนแปลงของเยี่ยเฟิงทำให้คนทั้งห้องตกใจ ส่วนคนของฝั่งหญิงสาวลึกลับตกใจยิ่งกว่า เยี่ยเฟิงรู้จักตำหนักจิ่วเทียนเต้าด้วยหรือ? ไม่อย่างนั้นทำไมเขาจึงถามออกมาเช่นนี้? อีกอย่างจิตสังหารเขายังแผ่ซ่านไปทั่ว ในแววตาเหมือนเต็มไปด้วยความโกรธแค้น เหมือนเขากับตำหนักจิ่วเทียนเต้ามีความแค้นต่อกันใหญ่หลวง

            ผู้เฒ่าพยักหน้า จากนั้นถามอย่างสงสัย

            “หรือว่าท่านรู้จักพวกเขาด้วย?”

            เยี่ยเฟิงไม่ตอบ ผ่านไปสักครู่ จิตสังหารบนตัวเขาค่อยๆ หายไป มือที่กำแน่นเริ่มคลายออก

            วินาทีนี้ความเจ็บปวดและความแค้นภายในใจของเขาทั้งหมด เหมือนถูกกระชากออกมาอย่างรุนแรง ภาพในภพแรกเหมือนปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาอีกครั้ง วินาทีที่เขากระโดดลงผาดับวิญญาณ ผู้แข็งแกร่งคนหนึ่งของตำหนักจิ่วเทียนเต้าบนดินแดนอวิ๋นซวี ใช้กระบี่ตัดหัวอาจารย์ของเขา

            เยี่ยเฟิงไม่ได้พูดสิ่งใด สีหน้าเขาเศร้าสลด จากนั้นเดินออกจากห้องอย่างหมดอาลัยตายอยาก ในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความโศกเศร้าที่ยากจะปกปิดได้

            ชุนฮวากับชิวเยว่รีบตามออกไป แต่กลับไม่รู้จะปลอบเยี่ยเฟิงอย่างไรดี และไม่รู้ว่าเยี่ยเฟิงเป็นอะไรไป เหตุใดเขาจึงกลายเป็นเช่นนี้ภายในเสี้ยววินาที