ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 44 ทูตแห่งยมโลก

            ภายในถ้ำมืดสนิท ไอวิญญาณรุนแรงมากก่อให้เกิดผลึกน้ำแข็งหนาขึ้นที่ผนังถ้ำโดยรอบ

            เสิ่นเสวียนเดินเข้าไปในนั้นอย่างระมัดระวังสอดส่องอันตรายที่แอบแฝงอยู่ตลอดเวลา

            ในยมโลก พลังยุทธ์ต่ำสุดคือขั้นหยวนก่อกำเนิดซึ่งเป็นอันตรายต่อเขาในตอนนี้มากขนาดไหนแค่คิดก็พอจะรู้ได้ ครั้งนี้เขาต้องการตามหาทางเข้ายมโลกเท่านั้นไม่ได้จะเข้าไปจริงๆ

            ตราบใดที่เจอทางเข้าแล้ว ภายหน้ายังมีโอกาสเข้าไปอย่างแน่นอน

            ไม่กล่าวไม่ได้เลยว่าไอพลังของงูหน้าผีแข็งแกร่งมากในแดนวิญญาณแห่งนี้เรียกได้ว่าเป็นอันดับหนึ่ง มีไอพลังของมันปกคลุมร่างเอาไว้ เสิ่นเสวียนเจอกับสัตว์วิเศษที่แข็งแกร่งถึงสามตัวแต่ก็ผ่านไปได้อย่างราบรื่นหนึ่งในนั้นอยู่ในขั้นหกแล้วด้วยซ้ำ ทว่ามันไม่กล้าจู่โจมใส่เขา

            สำหรับพวกมันแล้ว การมีชีวิตต่อไปในแดนวิญญาณคือสิ่งสำคัญที่สุดหากไม่จำเป็นจริงๆ พวกมันไม่มีทางทำให้ตนเองบาดเจ็บอย่างเด็ดขาด หากต้องลงมือคือสังหารในกระบวนท่าเดียวไม่มีทางต่อสู้กันยืดเยื้อเป็นอันขาด เห็นได้ชัดว่าพวกมันไม่มีพลังต่อกรกับงูหน้าผีจึงเลือกที่จะล่าถอยไป

            เสิ่นเสวียนใช้พลังจิตวิญญาณสำรวจเส้นทางเข้ามาเรื่อยๆในที่สุดเขาก็เจอต้นกำเนิดของไอวิญญาณ เมื่อสัมผัสได้ถึงจุดต้นกำเนิดนี้เสิ่นเสวียนรู้สึกดีใจมากเขาก้าวเท้าอย่างรวดเร็วลึกเข้าไปในถ้ำ

            ตลอดทางเขาเดินผ่านมาได้อย่างราบรื่นกระทั่งมาถึงสถานที่เสาะหาจิตวิญญาณ

            สีฟ้า!

            ที่แห่งนี้มีม่านสีฟ้าขนาดใหญ่ขวางหน้าอยู่

            ม่านสีฟ้าผืนนี้ปกคลุมไปด้วยหมอกควันและยังมีน้ำแข็งก่อตัวขึ้นรอบๆ อีกด้วย

            “ปิดผนึกเอาไว้แน่นหนายิ่งนัก”

            เสิ่นเสวียนมองม่านสีฟ้าตรงหน้าพลางถอนหายใจ

            เขาเคยเห็นผนึกของยมโลกมาก่อนพลังผนึกของโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรยังเทียบกับที่นี่ไม่ได้แม้แต่ครึ่งเดียว คิดจะทำลายผนึกนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

            อย่าว่าแต่ขั้นหยวนก่อกำเนิดเลยแม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นอมตะอยากจะทำลายผนึกนี้ยังเป็นเรื่องยาก

            “ไม่แปลกใจเลยพลังฟ้าดินของที่นี่แข็งแกร่งมากขนาดนี้ จะมีผนึกเช่นนี้อยู่ก็ไม่แปลกอะไร”

            เสิ่นเสวียนพยักหน้า ในเมื่อเจอจุดหมายที่ต้องการแล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องเสียเวลาอยู่ที่นี่อีกเขาจึงหันหลังแล้วเดินกลับออกไปทางเดิม

            ทว่าในพริบตาที่เขาหันหลังมีแรงดึงดูดปรากฏขึ้นภายในม่านสีฟ้าด้านหลัง กระชากร่างของเขาเข้าไป

            ฟ้าดินหมุนวน ภาพเบื้องหน้ามีแต่สีฟ้าไม่รู้ว่าต้องเคว้งคว้างอยู่นานเท่าไร ร่างกายเหมือนเสียการทรงตัวไป จากนั้นก็หล่นกระแทกพื้นอย่างรุนแรง

            ตุบ!

            ร่างของเสิ่นเสวียนร่วงหล่นจากที่สูงลงไปบนพื้นดำมืด

            “นี่คือ?”

            เสิ่นเสวียนยังคงมึนงง เกิดอะไรขึ้นเมื่อครู่เขาหันหลังจะออกจากถ้ำแล้วก็โดนดูดเข้ามาที่นี่

            ที่นี่คือที่ไหน

            “ยมโลกอย่างนั้นหรือ”

            เสิ่นเสวียนประคองร่างที่เจ็บปวดให้ลุกขึ้นยืนแล้วมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง

            ไอพลังมิติหนาแน่นอยู่รอบๆและยังมีไอวิญญาณล่องลอยอยู่ในอากาศ คล้ายกับยมโลกเป็นอย่างมาก

            “ท่านเซียนสายตาเฉียบแหลม”

            เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นในหูของเสิ่นเสวียน

            เมื่อได้ยินเสียงนี้ เสิ่นเสวียนรู้สึกเครียดขึ้นมาฉับพลันตอนนี้เขาอยู่ในขั้นแก่นทองคำระดับต้นเท่านั้น ในเมืองอวี่ฮว่าอาจไม่เลวนัก แต่กลับเปราะบางมากเมื่อเทียบกับที่อื่น

            เจ้าของเสียงนั้นหาใช่คนที่เขาจะก้าวล่วงได้ในตอนนี้

            พลังเสียดแทงและพลังทำลายล้างที่ผสมผสานอยู่ในน้ำเสียงนั้นอย่างน้อยก็ต้องมีพลังอยู่ในขั้นอมตะแล้ว

            และนี่ยังเป็นการประเมินแบบเข้าข้างตนเองอีกด้วย

            แต่เขาผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายแล้วแม้เขาจะตื่นตกใจ แต่ภายนอกกลับแสร้งทำเป็นไม่มีอะไร

            “นี่คือวิธีการต้อนรับแขกของเจ้าอย่างนั้นหรือไม่กล้าเปิดเผยแม้แต่ใบหน้าของตนเอง”

            เสิ่นเสวียนกล่าวจบแล้ว ทุกอย่างกลับเงียบสงัด

            แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง

            “ท่านเซียนอย่าได้แปลกใจการเปิดเผยตัวตนของข้าน้อยต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง”

            ระหว่างที่เสียงนั้นกล่าวร่างเงาสูงใหญ่ค่อยๆ หลอมรวมเป็นรูปร่างขึ้นเบื้องหน้าเสิ่นเสวียน

            ร่างสูงราวหนึ่งจั้งปรากฏขึ้นเขามีร่างเป็นมนุษย์ มีหัวเป็นม้า ในมือถือสามง่ามเอาไว้ ทั่วทั้งร่างมีไอพลังสีดำแผ่กระจายออกมา

            ทันทีที่เขาปรากฏตัวขึ้น ทำให้ไอพลังของเสิ่นเสวียนหดหายไปทันที

            “เจ้าคือ...หม่าเมี่ยน?[1]”

            เสิ่นเสวียนมองคนตัวใหญ่ตรงหน้าเขาครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวอย่างไม่มั่นใจนัก

            “ท่านเซียนยังจำข้าน้อยได้ข้าน้อยรู้สึกโชคดีไปทั้งสามชาติ!”

            เมื่อได้ยินว่าเสิ่นเสวียนจำตนเองได้ทำให้หม่าเมี่ยนรู้สึกดีใจเหมือนเด็กสามขวบ เพราะรูปร่างของเขาในตอนนี้เปลี่ยนไปจากเดิมมากเลยทีเดียว

            เสิ่นเสวียนไม่ได้ผ่อนคลายลงเพราะท่าทางของอีกฝ่ายอย่าเห็นว่าทางนั้นส่งยิ้มมาให้แล้วจะวางใจได้ ในตอนนั้นที่เขาก่อความวุ่นวายครั้งใหญ่ขึ้นเหมือนจะโจมตีโดนอีกฝ่ายครั้งหนึ่งโดยไม่ทันได้ระวัง ตอนนี้พลังของพวกเขาต่างกันขนาดนี้หากอีกฝ่ายคิดจัดการเขา เขาไม่มีทางหนีรอดไปได้เลย

            วิธีเดียวที่มีคือเข้าไปซ่อนในมิติของผังเมืองซานเหอแต่ก็ไม่แน่ว่าจะได้ผล

            ผู้มีพลังขั้นอมตะคนหนึ่งมีนับร้อยวิธีที่จะบดขยี้ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นแก่นทองคำคนหนึ่ง

            “ข้าน้อยรับคำสั่งจากท่านอู๋ฉางให้เข้ามาช่วยเหลือท่านเซียน”

            หม่าเมี่ยนก้มหัวให้เสิ่นเสวียนด้วยท่าทีของความภักดี

            “ท่านอู๋ฉางสัมผัสได้ว่ามีคนใช้ท่าร่างของเขาทำสิ่งชั่วร้ายต่อท่านเซียนแต่ท่านอู๋ฉางไม่ได้อยู่ที่นี่ จึงสั่งให้ข้าน้อยมาช่วยท่านเซียนเป็นพิเศษ”

            “นับว่าเจ้านั่นยังมีน้ำใจอยู่บ้างเจ้าจำได้ไหมว่าข้าคือใคร”

            “จำได้ ชื่อเสียงของท่านเซียนเลื่องลือไปสามโลกใครๆ ต่างรู้จัก”

            “เจ้ายังจำได้ไหมว่าแต่ก่อนข้าเคยโจมตีเจ้ามาก่อน”

            “ข้าจำได้ ได้โดนท่านเซียนโจมตีนับเป็นเกียรติของข้าแล้วและหลังจากที่โดนโจมตีทำให้ข้าน้อยได้รับโอกาสและโชค เลื่อนขั้นเป็นเซียนวิญญาณ”

            ได้ยินเสิ่นเสวียนกล่าวเช่นนี้ทำให้หม่าเมี่ยนพูดไปเรื่อยและหลังจากครั้งนั้น หนิวโถว[2] ก็มิอาจลืมตาอ้าปากได้อีกเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาผ่านมาเจ็ดร้อยปีแล้ว หนิวโถวเพิ่งเลื่อนขั้นเป็นเซียนวิญญาณได้สำเร็จ กล่าวได้ว่าที่เขากลายเป็นเซียนวิญญาณได้นั้นเกี่ยวข้องกับเสิ่นเสวียนโดยตรง

            เมื่อได้ยินคำของหม่าเมี่ยนเสิ่นเสวียนเชื่อสามส่วนสงสัยอีกเจ็ดส่วน ด้วยนิสัยของเขาแล้ว เขาไม่มีทางรู้สึกดีต่อคนที่โจมตีตนเองอย่างเด็ดขาด

            โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตในยมโลกที่แต่ละคนเสาะแสวงหาแต่การแก้แค้น

            เขายังจำได้ชัดเจนว่าตอนนั้นตนเองเข้ามาขโมยดอกบัวเจ็ดสีของราชันตี้ฉางแห่งยมโลกแล้วโดนเจ้านั่นเรียกพญายมทั้งสิบมาไล่ล่าเขาถึงสามร้อยปี

            สุดท้ายเขาต้องใช้ศาสตราเซียนขั้นสูงชิ้นหนึ่งชดใช้สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดแม้แต่เบื้องบนยังเป็นแบบนี้ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงเบื้องล่างเลย

            “ข้าน้อยยอมติดตามท่านเซียนเพื่อความสำเร็จอันยิ่งใหญ่”

            เห็นเสิ่นเสวียนยังไม่ค่อยเชื่อตนเองหม่าเมี่ยนจึงคุกเข่าลงตรงหน้าของเสิ่นเสวียน แต่แม้ว่าเขาจะคุกเข่าลงไปแล้ว ด้วยร่างที่ใหญ่โตทำให้หัวยังคงสูงกว่าเสิ่นเสวียนอยู่ไม่น้อยทว่ากลับทำให้เสิ่นเสวียนมองเห็นความจริงใจในแววตาของเขา

            ความจริงใจนี้อาจคงอยู่ไม่นานแต่ตอนนี้ดูเหมือนเขาก็ไม่มีทางเลือกเช่นกัน และอีกอย่าง มีผู้ช่วยมาเพิ่มเช่นนี้โดยไม่ต้องเสียอะไรเลยรับเขาไว้ก็แล้วกัน

            “เห็นแก่ความจริงใจของเจ้าข้าจะเชื่อในตัวเจ้า แต่ร่างอวตารของเจ้ามิอาจออกจากยมโลกได้ใช่ไหม”

            “แม้ข้าน้อยออกไปไม่ได้แต่ข้าน้อยจะค่อยๆ เคลื่อนย้ายร่างจริงมาที่นี่ ส่วนนี่คือยันต์เรียกตัวของข้าน้อยก่อนที่ร่างจริงของข้าจะมาถึงท่านสามารถเรียกข้าได้สามครั้ง ไม่ว่าท่านเซียนจะอยู่ที่ใดในโลกนี้เพียงแค่เรียกข้าน้อยจะปรากฏตัวขึ้นทันที”

            หม่าเมี่ยนเหมือนจะเตรียมการทุกอย่างมาเป็นอย่างดีรอเพียงแค่เสิ่นเสวียนติดกับเท่านั้น แล้วเขาก็ส่งมอบยันต์วิญญาณขนาดเท่าฝ่ามือให้เสิ่นเสวียน

            เสิ่นเสวียนรับแผ่นยันต์มาพลางพยักหน้าด้วยความพอใจ

            “ท่านเซียนต้องการสั่งสิ่งใดอีกหรือไม่หากข้าน้อยทำได้จะไปจัดการอย่างแน่นอน”

            หม่าเมี่ยนดีใจเป็นอย่างมากเขารู้ดีถึงกำลังแฝงของเสิ่นเสวียน ไม่แน่ว่าภายหน้าอาจทำให้เขาก้าวหน้าขึ้นอย่างก้าวกระโดดได้จริงๆ

            “ถ้าอย่างนั้นช่วยข้าหลอมรวมสิ่งนี้แล้วกัน”

            ระหว่างที่กล่าว คลื่นพลังมิติสั่นสะเทือนอยู่ใจกลางฝ่ามือของเสิ่นเสวียนแล้วหลินจือโมราก็ปรากฏขึ้น

            ...............................................................

            [1] หม่าเมี่ยน เป็นยมทูตในตำนานของชาวจีน มีร่างเป็นคน หัวเป็นม้ามือถือตะขอเหล็กและโซ่ บางครั้งก็ถือสามง่ามเป็นอาวุธ มักปรากฏตัวคู่กับหนิวโถว

            [2] หนิวโถว เป็นยมทูตในตำนานของชาวจีน มีร่างเป็นคน หัวเป็นวัวมีอาวุธคือง้าว สามง่าม และโซ่

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน