"เยี่ยม!!"
ในช่วง 3 วันที่ผ่่านมา ด้วยการฟื้นฟูสภาพร่างกายทั้งจากทักษะฟื้นฟูขั้น 3 ของหมอนิ่ม อัตราฟื้นฟูตนเองของเขาและหยดเลือดจากราชันพิภพแกรนดาฟที่คอยเติมเต็มเลือดที่สูญเสียไป ทำให้สภาพร่างกายของเขาในเวลานี้ฟื้นฟูคืนมาเกือบปกติแล้ว
ทว่ามันก็ยังเป็นเรื่องน่าเศร้าใจที่ตั้งแต่การข้ามขั้นสิ้นสุดลง ค่าสถานะทั้ง 3 ด้านของเขากลับถูกลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง และต้องใช้เวลามากถึง 1 สัปดาห์เพื่อให้ทุกอย่างย้อนคืนสภาพดังเดิม
แต่ในคราวเคราะห์ก็ยังมีโชควาสนา เพราะการเสียเลือดที่มากเกินไป ทำให้หยดเลือดที่เขาได้รับมาจากราชันพิภพแกรนดาฟ เพิ่มอัตราการผลิตตัวเองมากขึ้นนับ 10 เท่า ส่งผลให้ปริมาณหยดเลือดที่เพิ่มขึ้นนั้นมีมากถึง 500 กว่าหยด
ทำให้สถานะทางพละกำลังและความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 250 เท่า ส่วนค่าสติปัญญาและอัตราฟื้นฟูตนเองก็เพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 500 จุด และ 500% ตามลำดับเช่นกัน
เหนือความคาดหมาย!!
และด้วยค่าสถานะที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดจึงทำให้ระดับขั้นการวิวัฒนาการของเขาเหนือล้ำไปจากเดิมอย่างไม่คาดฝัน ทว่าก็ยังน่าเสียดายที่ค่าสถานะที่มีในตอนนี้ยังขาดอีกส่วนหนึ่งที่สูญเสียไปและเขายังคงจะต้องรอคอยถึง 1 สัปดาห์ ที่จะได้ค่าสถานะที่แท้จริงกลับคืนมา
นอกจากนี้ตลอด 3 วันที่ผ่านมา ไม่เพียงสถานะที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ระดับลมปราณของเขาก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะช่วงเวลาดังกล่าวนอกจากการรอคอยร่างกายฟื้นคืนกลับมาเพียงอย่างเดียวแล้ว เวลาส่วนใหญ่ที่เหลือเขาจึงหมดไปกับการเพิ่มระดับลมปราณ
แม้จะลองงมหาหนทางเองในทีแรก ทว่าพอผ่านไปช่วงหนึ่งเขาจึงจับเคล็ดและเริ่มฝึกฝนอย่างจริงจังจนสำเร็จได้ในที่สุด ทำให้ปัจจุบันระดับลมปราณของเขาเพิ่มขึ้นเป็นขั้น 4 และยังได้รับพ้อยเพิ่มขึ้นอีก 75 พ้อยเป็นรางวัลในการยกระดับ
75 พ้อยที่ได้รับมานั้น มาจากการเพิ่มขึ้นของลมปราณ โดยทุกครั้งที่เพิ่มขึ้น จะได้รับพ้อยคูนสองเสมอ เช่น จากขั้น 1 ที่ได้ 5 พ้อย ไปขั้น 2 จะได้รับเพิ่มอีก 10 พ้อย และเช่นเดียวกันคือจาก 2 ไป 3 จะได้พ้อยเพิ่มขึ้นอีก 20 พ้อยแบบนี้ไปเรื่อยๆ ทำให้เขาที่มีระดับขั้น 4 ได้รับพ้อยมากถึง 75 พ้อย (5+10+20+40) ต่อค่าสถานะทางร่างกาย 1 อย่าง หรือจริงๆแล้วเขาได้รับพ้อยรวมกันทั้งสิ้น 225 พ้อยนั่นเอง
โดยระดับของลมปราณเขารู้ได้จาก เสียงแจ้งเตือนที่ดังขึ้นในหัวทุกครั้งที่มีการเลื่อนขั้น
แต่ว่าหลังจากขั้น 4 ไปแล้ว เขารู้สึกได้ว่าการเพิ่มระดับเพื่อไปยังขั้นต่อไปนั้นมันยากเย็นแสนเข็ญเป็นอย่างมาก ซึ่งตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงหนทางที่จะก้าวต่อไป ทว่าสิ่งที่เขาได้รับมาในตอนนี้ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้วจริงๆ
หลังจากนั้นเขายังแบ่งเวลามาศึกษาตำราก้าวย่างเมฆนภาเพิ่มเติม ทำให้ระดับขั้นของวิชาก้าวย่างเมฆนภา รวดเร็วดั่งสายลม ขั้นต้น ยกระดับเป็นขั้นสูงได้สำเร็จ
เอาเข้าจริงๆ ในช่วง 3 วันที่ผ่านมานอกจากหมอนิ่มที่คอยเข้ามาใช้ทักษะฟื้นฟูขั้น 3 ให้กับเขาทุกๆ 3 ขั่วโมงแล้ว ก็มีหยก มุก แก้ม หมวยและนานะ ที่คอยพลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเอาอาหารมาให้ โดยเฉพาะหยกที่มักจะตามเข้ามาด้วยทุกครั้งเพราะความเป็นห่วงเขา
"ร่างกายฟื้นคืนกลับมาได้ 8 ใน 10 ส่วนแล้ว ที่เหลือคงต้องรอเวลาให้ครบ 1 สัปดาห์ จึงถือว่ากลับมาสมบูรณ์แบบดังเดิม"
ด้วยสภาพของเขา หากให้นั่งแช่ในที่นี้นานๆเกรงว่าจะขาดใจตายให้ได้ เพราะภายในห้องนอกจากคับแคบแล้ว ยังเต็มไปด้วยหยดเลือด และแอ่งเลือดแอ่งใหญ่ใต้ร่างเขา
ทำให้ครั้งแรกที่ทุกคนเข้ามา เขาจึงสั่งให้กันช่วยพาคนเข้ามาทำความสะอาดภายในห้องแห่งนี้ให้ ไม่งั้นเขาคงต้องกั้นหายใจเพื่อไม่ให้ตัวเองเผลอสูดดมกินเน่าเหม็นเข้าไปจนสลบ
"อะ พี่""ว่าไง""พี่หายแล้วๆ"แค่เพียงเดินออกมาจากห้อง หยกที่เฝ้ารออยู่ด้านนอก พลันวิ่งเข้ามากอดเขาทันที เนื่องจากที่ผ่านมา อาการของเขานั้นสาหัสพอสมควร แต่ด้วยการรักษาธรรมดาย่อมไม่อาจฟื้นฟูเขาให้กลับมาได้ดังเดิมง่ายๆ
ด้วยเหตุนี้เขาจึงให้เหตุผลกับทุกๆคนไป และขังตัวเองในห้องเพียงลำพัง นอกจากเวลาอาหารและช่วงการรักษาเท่านั้นที่เขาจะยอมให้คนอื่นๆเข้ามาได้
"รวมพล!!""โอ้ว!!"เมื่อกันเห็นหัวหน้าตัวเองเดินออกมา เขาพลันรีบตะโกนเรียกรวมพลกองกำลังทันที และทุกคนที่ได้ยินต่างตะโกนตอบรับและส่งสัญญาณแจ้งคนอื่นๆที่อยู่ไกลออกไปให้รับทราบเช่นกัน
เพียงเวลาไม่ถึง 5 นาที ทุกอย่างก็พร้อมเพียง เพราะเบื้องหน้าของเขาในยามนี้ปรากฏกองกำลังร่วม 300 กว่าคนยืนเรียงแถวตอนลึกกันอย่างเป็นระเบียบน่าชื่นชม
"พรุ่งนี้เราจะเดินทางกลับ"
สำหรับการเดินทางมาในครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จเกินความคาดหมายจริงๆ โดยเฉพาะเป้าหมายหลัก ซึ่งเขาได้ยึดครองมันได้แล้วตามที่หวัง นอกจากนี้ยังถือว่าเขาได้รับแจกพอร์ตก้อนโตอีกด้วย เพราะภายในยังมีรถถังที่พร้อมใช้งานมากถึง 20 กว่าคัน ถึงแม้การบังคับของมันจะเป็นปัญหาก็ตาม
ทว่าปัญหาที่เขากังวล กลับไร้ความหมาย เมื่อในกลุ่มผู้รอดชีวิตที่เขาช่วยออกมาได้ กลับมีบุคลากรที่ชำนาญการบังคับรถถังมากถึง 8 คน แถมคนอื่นๆที่ช่วยมายังมีทั้งวิศวะกร หมอ และอื่นๆอีกจำนวนหนึ่ง ที่สามารถยืนยันได้อย่างดีว่าพวกเขาคือบุคลากรทรงคุณค่าของโกดังผลิตรถถังแห่งนี้
แม้ทีแรกเขาจะสงสัยว่าทำมั้ยถึงไม่ขับรถถังเหล่านี้หลบหนีออกไป จนกระทั่งมีหนึ่งในผู้รอดชีวิตมาชี้แจ้งให้เขาทราบจึงทำให้ได้รู้ว่า น้ำมันที่มีในโกดังแห่งนี้ไม่พอเพียงที่จะเติมเป็นเชื้อเพลิงให้กับรถถังพาพวกเขาหลบหนีออกไปได้
นอกจากนั้นทรัพยากรต่างๆภายในโกดัง ตลอดจนรถถังยังถือเป็นสินทรัพย์ทรงคุณค่าของประเทศ ที่น้อยคนจะสามารถเรียกใช้งานมันได้อย่างต้องการ พวกเขาที่เป็นเพียงผู้น้อยจึงไม่มีความกล้ามากพอจะเอามันออกไปโดยไร้คำอนุมัติจากเบื้องบน เพราะเกรงกลัวจะติดโทษและถูกสั่งจำคุก
พอเขาได้ฟังเลยอดส่ายหัวไม่ได้ ถึงใจหนึ่งจะน่าชื่นชมในความจงรักภักดี แต่อีกใจหนึ่งก็อดสมเพสพวกเขาที่ไม่รู้จักยืดหยุ่นตามสถานการณ์ เขาเลยเล่าสถานการณ์ภายนอกให้พวกเขาฟัง
เมื่อพวกเขารู้เรื่องแล้ว ต่างแสดงสีหน้าตึงเครียดและปรากฏความกังวลขึ้นมา เดิมทีหลังจากโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง พวกเขาที่อยู่อาศัยที่โกดังผลิตรถถังแห่งนี้ ต่างได้รับแจ้งถึงคำอนุมัติสั่งใช้งานรถถังเหล่านี้ได้
ทว่าด้วยปริมาณน้ำมันที่จำกัดและไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้พวกเขาต้องเรียกร้องไปยังส่วนกลางให้นำน้ำมันมาส่งแทน
โดยกำหนดการคือ 5 วัน แต่เมื่อครบกำหนด พวกเขากลับไร้การติดต่อและหน่วยสนับสนุนต่างๆตามที่คาดไว้ ประจวบเหมาะกับที่สัตว์ต่างๆภายในผืนป่าเกิดการกลายพันธุ์ ทำให้เวลานั้นพวกเขาทำได้เพียงหนีตาย
กำลังคนมากถึง 30 กว่าคนที่เคยอยู่ด้วยกันกลับวิ่งหนีแตกกระเจิงกันไปคนละทิศละทาง เสียงกรีดร้อง เสียงสวดอ้อนวร ต่างๆที่เกิดขึ้น กลับไร้ซึ่งการตอบรับแต่อย่างใด ทำให้พวกเขาที่ยังเหลือรอดตัดสินใจขังตัวเองภายในโกดังที่แข็งแกร่งแห่งนี้ จนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน
ยิ่งไปกว่านั้นด้วยสถานการณ์ที่ชุลมุนวุ่นวายและยากที่จะควบคุมไหว ทำให้พื้นที่บริเวณนี้ต่างเต็มไปด้วยอันตราย การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นของพวกสัตว์กลายพันธุ์ที่วิวัฒนาการและยกระดับความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น ทำให้พวกเขาที่อยู่ภายในโกดังต่างเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
พอวันเวลาผ่านไป แม้ความสงบจะเริ่มเกิดขึ้น เมื่อผืนป่าบริเวณนี้ได้คัดเลือดผู้ปกครองขึ้นมาแล้ว แต่พวกเขาก็ยังไร้ซึ่งทางออก ยิ่งอาหารใกล้จะหมดลง ยิ่งทำให้พวกเขาทุกคนต่างเริ่มวิตกกังวล ถึงขนาดที่ีมีคนกล้าลองออกไปเสี่ยงดู แม้ว่าสุดท้ายก้าวแรกของเขาที่ออกจากโกดังคือการถูกงูกลายพันธุ์ตัวใหญ่ยักษ์เขมือบครั้งเดียวหมดตัวก็ตาม
ด้วยสถานการณ์ที่เข้าตาจนและพวกเขาทุกคนต่างใกล้ถึงขีดจำกัดที่ตัวเองจะรับไหวแล้ว ทำให้ความจงรักภักดีที่เคยมีพลันเจือจางและลดหายไปจนหมด หลงเหลือเพียงความต้องการมีชีวิตรอดเท่านั้น
จนกระทั่งแสงสว่างที่เขานำมา ทำให้พวกเขาเสมือนพบกับผู้นำทางที่แท้จริง ด้วยเหตุนี้แต่ละคนจึงพร้อมสมัครใจเข้าร่วมกับเขาอย่างพร้อมเพียง และยินดีรับตราพันธะสัญญาอย่างไร้ซึ่งการอิดออดแม้แต่น้อย
"รบกวนพวกคุณช่วยเช็คสภาพรถถังก่อนออกเดินทางในวันพรุ่งนี้อีกครั้งด้วย""ครับ แต่ว่าเรื่องน้ำมัน"
"เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วง คุณกวิน""เข้าใจแล้วครับ"
สำหรับเขาเรื่องน้ำมันไม่ใช่ปัญหา เพราะเขาสามารถผลิตมันได้ด้วยทักษะธาตุน้ำมันที่เขามี มันช่างสะดวกสบายเกินไปแล้ว ส่วนปัญหาจริงๆที่เขาน่าจะต้องกังวลหลังจากนี้คือ อะไหล่สำหรับเอาไว้ซ่อมแซมพวกรถถังเหล่านี้ต่างหาก
แม้ว่าเขาจะมีโกดังผลิตรถถังและผู้ชำนาญการมากมาย ทว่ามันก็ยังนับเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะทำอะไรได้ หากไร้ซึ่งสิ่งของที่จำเป็น เช่นอะไหล่หรือส่วนประกอบเฉพาะที่สำคัญ
จริงๆ ปัญหาข้อนี้เขาก็คิดเผื่อไว้บ้างแล้วถึงได้เล็งไปที่แหล่งโซนอุตสาหกรรมเหล่านั้นไว้ และเท่าที่จำได้คือหนึ่งในโรงงานแถวนั้นมีโรงงานที่ผลิตอะไหล่เหล่านี้อยู่ด้วย หากเขายึดครองมันได้ ปัญหาเหล่านี้ย่อมคลี่คลายลงไปได้เปราะหนึ่ง
"ถือว่าภารกิจครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี หลังกลับไปถึงฐานทุกคนจะได้รับรางวัลกันคนละ 2 เท่า""ส่วนวันนี้มาฉลองกันให้เต็มที่""เฮ!!!!!!"
ใช่ ทุกอย่างมันไม่เสียเปล่า แม้การศึกครั้งนี้จะมีคนบาดเจ็บและมีบ้างที่พิการ ทว่าโดยรวมแล้วกลับไม่มีใครต้องตายแม้แต่คนเดียว แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่น่าจดจำ
การศึกสงครามหากไร้ซึ่งการสูญเสียคงเป็นเรื่องยาก แม้ส่วนใหญ่จะปลอดภัยแต่ก็มีบางส่วนที่ต้องพิการ ไม่ขาก็แขนที่ขาดด้วนไป ดีหน่อยอาจเสียแขนหรือขา หากเลวร้ายพวกเขาถูกพิษเข้า ต่อให้ไม่ตายตอนนี้ก็คงจะต้องสิ้นใจภายในไม่กี่วัน
ด้งนั้นเขาจึงสั่งให้หมอนิ่มเร่งรักษาและขจัดพิษให้คนเหล่านี้ก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนพวกที่บาดเจ็บเล็กๆน้อยๆก็ค่อยทยอยรักษาทีหลัง จึงทำให้ช่วยชีวิตของคนเหล่านี้ไว้ได้ทัน
ส่วนพวกที่พิการ เสียแขนหรือขา หรือทั้งสองไป แม้ว่าจะถูกเยียวยาจนกลับมามีชีวิตได้แล้ว แต่การที่พวกเขาจะย้อนกลับไปเป็นปกติดังเดิมได้นั้น ก็ยังเป็นเรื่องที่ยากเย็น เพราะทักษะที่หมอนิ่มมีก็ยังไม่อาจฟื้นฟูส่วนที่ขาดไปให้งอกเงยกลับมาดังเดิมได้
ซึ่งคนกลุ่มนี้เขารับปากไว้แล้วว่าจะดูแลพวกเขาเป็นอย่างดี สำหรับพวกที่มีครอบครัว ทุกคนภายในครอบครัวจะได้รับอาหารเพิ่มขึ้น 2 เท่า เพื่อเป็นรางวัลและค่าชดเชย
ในช่วงหัวค่ำ
งานเลี้ยงฉลองได้ถูกจัดขึ้น อาหารการกินและเนื้ออสูรกลายพันธุ์ที่ผ่านการคัดกรองแล้วว่ากินได้ ถูกนำมาปรุงแต่งเป็นอาหารน่าทานจัดวางเรียงรายเต็มไปหมด และงานเลี้ยงฉลองย่อมขาดแอลกอฮอร์ไปไม่ได้ เพราะพื้นที่หนึ่งในงานถูกจัดวางไว้ด้วยเหล้า เบียร์ และไวน์มากมายให้ทุกคนได้ลิ้มลอง
เฮฉลองฮาฮาโย่วๆ ตึงๆๆๆ
ทั้งเสียงเพลง เสียงร้องและท่าทางประกอบ ต่างสอดคล้องกับท่วงทำนองเพลงที่กำลังบรรเลงอยู่ในขณะนี้ สีหน้าของทุกคนต่างอิ่มเอมไปด้วยความสุข และผ่อนคลายที่ยากจะได้รับมาตั้งแต่โลกเปลี่ยนแปลงไป
ส่วนเสียงเฉลิมฉลองที่ดังลั่นป่าแห่งนี้ หากเป็นปกติพวกเขาควรจะหวาดกลัวและพยายามทำตัวเองให้เงียบที่สุด ทว่าด้วยการกวาดล้างพื้นที่รอบๆบริเวณร่วม 10 กว่ากิโลเมตร ทำให้ทุกๆคนสามารถยืนยันได้ว่าพวกเขาจะปลอดภัย แถมรถถังร่วม 20 คันที่จอดเรียงรายพร้อมรบข้างที่จัดงานยังทำให้พวกเขาทุกคนรู้สึกอุ่นใจและผ่อนคลายได้ในที่สุด
เฮๆๆๆแม้จะดูเอะอะโวยวาย แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เมามายอย่างที่คิด พวกเขาล้วนกินและดื่ม แต่ก็ยังคุมตัวเองได้อยู่ ถึงจะบอกว่าอุ่นใจแต่ด้วยหลายๆอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้พวกเขาทุกคนมีชีวิตไม่ต่างจากแขวนไว้บนเส้นดาย ด้วยเหตุนี้เครื่องดื่มของมึนเมาทั้งหลายจึงลดลงไปไม่มากนัก
ช่วงเช้า
"แล้วโกดังนี้ละ เราจะทำยังไงพี่"หยกที่ยืนด้านข้าง หันมาถามเขา ที่เวลานี้กำลังเหม่อมองออกไปยังกองกำลังที่ขมักเขม่นขนข้าวของจำเป็นต่างๆ ขึ้นรถ รวมทั้งเช็คความพร้อมไว้เสร็จสรรพเพื่อมุ่งหน้ากลับฐานหลบภัย
"ไม่ต้องห่วงหรอก ไม่มีใครกล้าเข้ามาที่แห่งนี้แน่นอน"
"หรือต่อให้กล้าเข้ามาก็ยังเป็นเรื่องยากอยู่ดีที่จะทำอะไรได้"
คำพูดกำกวมที่เขาเอ่ยออกมา ส่งผลให้ทุกๆคนที่ยืนล้อมรอบต่างงงงวย และไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร เป้าหมายที่มาคือโกดังแห่งนี้ หากพวกเขาทิ้งมันไว้และขนรถถังไปเฉยๆ มันจะดีจริงหรือ
"มา!!"ควับๆๆพวกเขาพากันตกใจ เมื่ออยู่ดีๆเขาก็ตะโกนขึ้นมาเสียงดังอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
แซกๆๆหลังเสียงตะโกนผ่านไปเพียงไม่กี่นาที ปรากฏการเคลื่อนไหวมากมายรอบบริเวณโกดังแห่งนี้ เสียงแหวกหญ้าและต้นไม้ ดังสลับไปสลับมา ชวนขวัญผวา แต่ละคนที่ได้ยินต่างหันมามองหน้ากันเองและค่อยๆเขยิบเข้ามาใกล้กันอย่างไม่รู้ตัว
ฟ่อๆๆๆ"เชี่*แล้ว""งานเข้า"ปรากฏงูกลายพันธุ์หลายพันตัว เลื้อยเข้ามา ไม่เพียงแค่นั้นในฝูงงูเหล่านั้นยังมีขั้น 4 ทั้ง 2 ตัวที่พวกเขาเคยปะทะมาด้วยมุ่งหน้ามาทางนี้เช่นเดียวกัน
"ทะ ทำไงดี""พวกมันมาจากไหนกันวะ"
กันสบถเสียงดังด้วยความตื่นตัว ไม่เพียงเขาแม้แต่นานะและคนอื่นๆยังแสดงสีหน้าเคร่งเครียดและหวั่นวิตก เพราะเวลานี้พวกเขาต่างถูกพวกมันล้อมไว้หมดทุกทิศทางแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นแต่ละคนยังอยู่ในสภาพที่แทบจะเรียกได้ว่า ไม่พร้อมรบด้วยซ้ำ
ฟุบก๊าซซซซซตูม
ยังไม่หมดแค่นั้น เมื่องูกลายพันธุ์ตัวใหญ่ยักษ์ที่เคยปะทะกับเขา กระโจนร่างอออกมาจากฝูงงูและขยายขนาดร่างกายกลายเป็นใหญ่โตได้ฉับพลัน หล่นกระแทกพื้นดิน เกิดฝุ่นควันฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
ภาพที่เห็นทำให้พวกเขาทุกคนรู้สึกไม่ต่างจากวิญญาณแทบหลุดจากร่าง ด้วยไม่คิดว่าตัวบอสมันจะมาด้วย ที่สำคัญเหมือนสภาพของมันจะดูฟิตปั๋งจนน่ากลัว
"ถอย"เขาแหวกคนของตัวเองเดินออกมาเผชิญหน้ากับบอสของงูกลายพันธุ์ คนอื่นๆที่เห็นต่างมองเขาด้วยสายตานับถือ แววตาที่สั่นไหวในทีแรกแปรเปลียนเป็นแรงผลักดันและความกระหายสงคราม พวกเขามีความเชื่อมันว่าหากคนๆนี้ยังอยู่ หากคนๆนี้ยังเป็นผู้นำพวกเขา ทุกศึกและทุกอย่างย่อมสำเร็จได้เสมอ
ทว่าเวลาต่อมา พวกเขาต่างพากันยืนงงเป็นไก่ตาแตก บ้างของล่วง บางล้มก้นกระแทกพื้น บ้างถึงขั้นสลบทั้งยืน เมื่อสิ่งที่เห็นมันกลับพลิกคว่ำจนตามกันไม่ทัน
"ว่าไง หายดีแล้วสินะ"ฟ่อๆภาพที่ทุกๆคนเห็นคือ เขากำลังลูบหัวพญาอสรพิษเขี้ยวมรกตที่ก้มลงมาแลบลิ้นแพล่บๆใส่หน้าเขา โดยที่ใบหน้าของมันกำลังทำท่าทางเสมือนเคลิบเคลิ้มเสียไม่มี
"เอาละ เรื่องโกดังแห่งนี้ ไม่ต้องห่วง เพราะว่า""ตอนนี้มียามเหล่านี้คอยดูแลแทนแล้วยังไงละ"
End