ตอนที่ 15 ศัตรูรอบด้าน
ณ ตระกูลเว่ย
ภายในห้องโถงของตระกูลเว่ยชายสวมชุดทหารกำลังยืนด้วยท่าทางเคารพ และเล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้ชายแก่ด้านหน้าฟัง เื่ที่ชายสวมชุดทหารเล่าให้ชายแกฟังก็คือเื่ที่เกิดขึ้นภายในคฤหาสน์ตระกูลหลินในวันนี้
ส่วนชายแก่ที่กำลังฟังชายสวมชุดทหารอยู่ เขาก็คือผู้นำตระกูลเว่ย
อันดับแรกต้องเข้าใจก่อนว่า ตระกูลเว่ยเป็ตระกูลที่ทรงอำนาจมากที่สุดในตระกูลทรยศทั้งหมด หรือพูดง่ายๆ ตระกูลเว่ยก็เปรียบเหมือนเสาหลักที่ตั้งตัวเป็ตระกูลต่อต้านตระกูลหลิน แถมยังเป็ตระกูลที่เข้าร่วมกับรัฐบาลกลางตระกูลแรกอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ สถานะของตระกูลเว่ยในใจของรัฐบาลกลางจึงสูงกว่าตระกูลอื่นๆ และคนที่เคลื่อนไหวจนทำให้ตระกูลเว่ยนำหน้าตระกูลทรยศอื่นๆ ก็คือผู้นำตระกูลเว่ยคนนี้
หลังจากฟังชายสวมชุดทหารเล่าเหตุการณ์ทั้งหมด ผู้นำตระกูลเว่ยก็เงียบเพื่อใช้ความคิดของเขา ตอนนี้ในหัวของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย มันเกิดเื่อะไรขึ้นกับหลินฟาน? ทำไมมันถึงกล้าขนาดนี้? ทำไมมันถึงได้ขายหุ้นของหลินกรุ๊ป?
ทุกสิ่งไม่ลงตัวไปหมด ผู้นำตระกูลเว่ยไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมหลินฟานถึงได้กล้าทำเื่พวกนี้ ระหว่างนั้นเอง ระหว่างที่ผู้นำตระกูลเว่ยกำลังคิดด้วยความสงสัยอยู่เต็มหัวของเขา ชายแก่สวมชุดพ่อบ้านก็เดินเข้ามาในห้องและโค้งตัวลงเล็กน้อย ก่อนที่จะพูดขึ้นว่า
“ เรียนนายท่าน มีข่าวมาจากทางยุโรปว่าองค์กรนักฆ่ากำลังกว้านซื้ออาวุธจำนวนมาก และมีข่าวจากประเทศไทยว่าองค์กรนักฆ่ากำลังกว้านซื้ออาหารจำนวนมาก และข่าวจากองค์กรนักฆ่าก็บอกว่าพวกองค์กรซื้อเพราะจะส่งมาให้ตระกูลหลินครับ “
ผู้นำตระกูลเว่ย ???
นี่มันจะก่อากับรัฐบาลกลางงั้นเหรอ! สิ่งนี้เป็ความคิดที่ปรากฏออกมาในหัวของผู้นำตระกูลเว่ยเป็ความคิดแรก แต่พอคิดไปคิดมา ผู้นำตระกูลเว่ยก็รู้ว่าเื่นี้ไม่น่าเป็ไปได้ถึงหลินฟานจะบ้า แต่ก็ไม่น่าจะบ้าจนขนาดก่อา
อีกอย่าง หลี่ิและผู้นำตระกูลทั้ง 4 ก็คงไม่เห็นด้วยแน่ๆ หาก้าก่อากับรัฐบาลกลาง ส่วนเหตุผลนะหรือ เื่นั้นมันก็แน่นอนอยู่แล้วเพราะสู้ไปยังไงก็ไม่ชนะไงล่ะ รัฐบาลมีทั้งขีปนาวุธและนิวเคลียร์ หากรัฐบาลกลางใช้ของพวกนี้ต่อให้มีกองทัพมากมายหรือแข็งแกร่งขนาดไหน เื่นั้นมันก็ไร้ค่าอยู่ดี
จมอยู่ในความคิดสักพักผู้นำตระกูลเว่ยก็พยักหน้าให้พ่อบ้าน จากนั้นก็พูดขึ้นว่า
“ ทำงานได้ดีมาก ออกไปได้ “
“ ครับ “
พ่อบ้านค่อยๆ เดินออกไป
เมื่อพ่อบ้านเดินออกไปชายสวมชุดทหารก็ไม่รอช้า เขารีบถามขึ้นว่า
“ ท่านผู้นำตระกูล ตระกูลหลินคิดจะก่อางั้นเหรอ “
“ ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าหลินฟานมัน้าทำอะไร แต่ที่ฉันมั่นใจคือมันไม่มีความคิดที่จะก่อากับรัฐบาลกลางแน่ๆ สู่ไปยังไงก็ไม่ชนะ ตระกูลหลินมีเพียงกำลังรบธรรมดาไม่มีทั้งขีปนาวุธและนิวเคลียร์ ถ้าไม่โง่จริงๆ ก็คงไม่บ้าก่อาขึ้นมาหรอก “
ผู้นำตระกูลเว่ยตอบตามสิ่งที่คิด
เว้น่ไปสักพัก ผู้นำตระกูลเว่ยก็พูดขึ้นอีกว่า
“ ตอนนี้พวกที่โดนน้ำกรดสาดใส่หน้าอยู่ไหน? “
ชายสวมชุดทหารตอบทันทีว่า
“ ตอนนี้ผมเอาตัวทั้งคู่มารักษาภายในตระกูลเว่ยของเราแล้วครับ
“ ชายที่โดนเล่นงานครั้งนี้เป็เพียงคนจากตระกูลสายรอง ทำให้พวกเราไม่เสียหายอะไรมากนัก ส่วนผู้หญิงก็เป็เพียงดาราดังที่ใช้ความสามารถสร้างตัวเองขึ้นมา เธอไม่มีครอบครัวที่มีอำนาจ หรือคนมีอำนาจหนุนหลังอยู่ เื่ของเธอเราก็ไม่จำเป็ต้องกังวลครับ
“ แต่พวกเราจำเป็ต้องจัดการเื่ครั้งนี้ให้ถูกต้อง ด้วยเื่ครั้งนี้ ผู้าุโอีกหลายคนในตระกูลต้องพยายามกดดันท่านให้โต้ตอบตระกูลหลินแน่นอน หากท่านไม่ทำอะไรพวกเขาคงเลิกสนับสนุนท่าน และตำแหน่งของท่านในฐานะผู้นำตระกูลเว่ยก็จะไม่มั่นคงอีกต่อไป “
น้ำของชายสวมชุดทหารเต็มไปด้วยความกังวล
ทางด้านของผู้นำตระกูลเว่ย เมื่อเขาได้ยินรายงานก็พยักหน้าให้ชายสวมชุดทหาร เื่ครั้งนี้ชายสวมชุดทหารทำได้ดีจริงๆ หากชายสวมชุดทหารปล่อยตัวดาราหญิงที่โดนราดน้ำกรดใส่หน้ากลับไป เธอต้องทำเื่นี้ให้เป็ข่าวใหญ่แน่และคนที่จะเจ็บก็ไม่ใช่ตระกูลหลิน ไม่ใช้หลินฟาน แต่จะเป็ตระกูลเว่ยเพราะสมาชิกของตระกูลเว่ยเป็คนเทน้ำกรดใส่เธอ
เื่เทน้ำกรดหลินฟานอาจจะเป็คนสั่ง แต่คนเทยังไงก็เป็คนของตระกูลเว่ย หากคลิปโดนตัดต่อนิดหน่อยและทำให้่สำคัญบาง่หายไป คนที่ผิดเต็มๆ ก็คือชายตระกูลเว่ยที่เอาน้ำกรดไปราดหน้าดาราหญิงคนนั้น
ผู้นำตระกูลเว่ยพูดขึ้นว่า
“ ครั้งนี้นายทำงานได้ดีมาก ปิดปากดาราหญิงคนนั้นซะ ทำแบบให้เงียบที่สุดเท่าที่จะสามารถเงียบได้ พวกเราจะยอมให้เธอไปสร้างปัญหาให้กับพวกเราไม่ได้เด็ดขาด
“ จากนั้นก็เรียกผู้นำตระกูลต่อต้านคนอื่นๆ มาคุยกันที่คฤหาสน์ตระกูลเว่ย พวกเราต้องเตรียมแผนรับมือให้เร็วที่สุด พวกเราจะรอพึ่งแต่รัฐบาลกลางไม่ได้ หลินฟานมันกล้าทำขนาดนี้ อีกไม่น่ามันคงโจมตีตระกูลต่อต้านอย่างพวกเราแน่
“ ส่วนเื่น้ำกรดครั้งนี้เราจะประกาศให้คนในตระกูลรู้ว่าพวกเราจะเอาคืนแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ตอนนี้พวกเราต้องระวังตัวเอาไว้ก่อนเพราะศัตรูของพวกเราไม่ได้มีเพียงแค่ตระกูลหลิน และตระกูลภักดีทั้ง 4 แต่พวกตระกูลต่อต้านที่เหมือนจะอยู่ข้างพวกเรา พวกเราตระกูลเว่ยก็ต้องระวังพวกมันเอาไว้
“ ตอนนี้ตระกูลเว่ยของเรามีอำนาจมากที่สุดในใจของรัฐบาลกลาง พวกตระกูลต่อต้านตระกูลอื่นๆ ต่างก็อิจฉาพวกเราและ้าตำแหน่งตรงนี้ พวกมันต่างก็ค่อยทำให้ชื่อเสียงของเราเสียหายตลอดเวลา พวกเราจะเดินเกมพลาดไม่ได้เด็ดขาด “
สิ่งที่ผู้นำตระกูลเว่ยพูดออกมาถูกต้องแล้ว
ตระกูลเว่ยไม่ได้มีศัตรูเพียงตระกูลหลิน และตระกูลที่ยังภักดีทั้ง 4 แต่ตระกูลเว่ยยังต้องระวังพวกตระกูลต่อต้านตระกูลอื่นๆ เอาไว้ด้วย หรือพูดง่ายๆ ตอนนี้ตระกูลเว่ยมีศัตรูรอบด้าน ไม่สามารถไว้ใจใครได้เลย
“ ครับ “
ชายสวมชุดทหารรับคำสั่งแล้วก็ออกจากห้องไป
….
ณ สนามมณฑลหลินหนาน
“ ไม่ได้กลับมาจีนซะนานเลย “
ผู้หญิงคนหนึ่งพูดกับตัวเองเบาๆ ขณะที่เธอกำลังลากกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่อยู่ด้านหลัง ผู้หญิงคนนี้เป็คนที่หุ่นดีมาก หน้าตาเองก็ดีเช่นกัน เพียงลงมาจากเครื่องบินผู้ชายจำนวนมากก็หันมองเธอกันแล้ว
อีกอย่าง ไม่ใช่เพียงแค่หน้าตาและรูปร่างที่ดี ทั้งท่าทางการเดิน ทั้งเครื่องแต่งกาย ทุกอย่างก็ดูดีไปหมด
ระหว่างที่หญิงสาวคนนั้นกำลังจะเดินผ่าน ชายสองคนที่แต่งตัวดูดีก็เริ่มพูดกัน
“ ไปขอเบอร์เธอสิ เธอต้องเป็ดาราหรือนางแบบแน่ๆ ฉันเห็นเธอลงมาจากเครื่องที่มาจากอเมริกาเธอต้องเป็ดาราจากประเทศนั้นแน่! “
“ เจียมตัวเองหน่อยเถอะ แกไม่เห็นหรือไงว่านาฬิกาที่เธอสวมอยู่ก็ราคาหลายแสนหยวนเข้าไปแล้ว เสื้ออีก กางเกงอีก รองเท้าอีก ทั้งตัวเธอคงมีค่าหลักล้านหยวนได้เลยมั้ง แค่เครื่องแต่งกายยังขนาดนี้แกคิดว่าเธอจะรวยขนาดไหน เธอจะมาสนใจพวกเราที่เป็เพียงคนจากตระกูลระดับกลางงั้นเหรอ “
“ เหอ! คนเราเขาไม่ดูกันที่เงิน “
“ เหอ! ฉันขอถามหน่อยว่าแกทำงานเพื่ออะไร ตระกูลแกทำธุรกิจเพื่ออะไร ไม่ใช่เพื่อเงินงั้นเหรอ เวลาป่วยต้องใช้เงินไหม เวลาจะซื้อของกินต้องใช้เงินไหม คิดดีๆ ก่อนจะพูดอะไรออกมา “
“ … “
ชายอีกคนไม่รู้จะตอบอะไร เพราะเมื่อเขาคิดดูแล้วเขาก็ทำงานเพื่อเงินจริงๆ เมื่อรู้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์แน่นอน ชายทั้งสองก็หลีทางให้หญิงสาวด้วยท่าทางเกร็งๆ ถึงจะหลีกทางแต่ดวงตาทั้งสี่ของพวกเขาก็ยังจ้องมองหญิงสาวแบบตาไม่กะพริบ
หญิงสาวเดินได้อยู่สักพัก แต่ไม่นานเธอก็เห็นคนที่กำลังรอเธออยู่
“ คุณปู่!!! “
โอหยางซินะโพร้อมโบกมือ
โอหยางห่าวที่ยืนอยู่ก็ยิ้มให้แล้วพยักหน้า โอหยางซินไม่รอช้าเธอรีบลากกระเป๋าเดินทางไปทางปู่ของเธอทันทีด้วยความเร่งรีบ
เมื่อเดินใกล้ถึงโอหยางห่าง บอดี้การ์ดชุดดำก็เดินเข้ามาแล้วขอกระเป๋าจากโอหยางซินไปถือเอง โอหยางซินมอบกระเป๋าให้บอดี้การ์ดอย่างรวดเร็ว
โอหยางห่าวถามขึ้นว่า
“ ชีวิตในอเมริกาเป็ยังไงบ้าง? “
“ ค่ะ… มันก็ดีเหมือนกัน แต่ก็สู้กับจีนไม่ได้เพราะที่นั่นมีการดูถูกเชื้อชาติและคนก่อเื่บ่อยๆ มีทั้งปล้น มีทั้งฆ่า มีทั้งกราดยิง “
โอหยางซินตอบ
โอหยางห่าวพยักหน้า
“ พวกคนจากอเมริกาชอบไปยุ่งไปแทรกแซงเื่ของคนอื่นอยู่บ่อยๆ แต่พวกนั้นไม่หันหลังดูตัวเองเลยว่าประเทศตัวเองกำลังอยู่ในสถานการณ์แบบไหน
“ เื่อาวุธก็เหมือนกัน ตัวเองมีนิวเคลียร์ได้และบอกว่ามีเพื่อรักษาสันติภาพโลก แต่พ่อประเทศเราหรือประเทศอื่นๆ มีนิวเคลียร์ พวกนั้นกลับบอกว่าพวกเราเป็ภัยคุกคามของโลก ทั้งๆ ที่พวกเรามีไม่ถึง 1 ใน 10 ที่อเมริกาอยู่ “
น้ำเสียงของโอหยางห่าวไม่พอใจระหว่างพูดออกมา
เมื่อโอหยางซินเห็นปู่ของเธอกำลังจะอารมณ์เสีย เธอก็พูดขึ้นว่า
“ ช่างเื่ต่างประเทศเถอะค่ะ พูดไปพวกเราก็ทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้หนูอยากรู้มากกว่าว่ามีเื่อะไรเกิดขึ้นกับตระกูลโอหยาง คุณปู่ถึงได้เรียกหนูกลับมาประเทศจีนแบบเร่งด่วนอย่างนี้ “
“ พวกเราไปคุยในรถกันเถอะ “
โอหยางห่าวเริ่มออกเดิน
เหตุผลที่โอหยางห่าวไม่คุยทางมือถือก็เพราะว่ากลัวโดนดักฟัง เพราะงั้นเขาเลยยังไม่ได้บอกอะไรกับโอหยางซินเกี่ยวกับวันโลกาวินาศที่กำลังจะมาถึง
โอหยางซินเดินตามปู่ของเธอไปติดๆ
เมื่อนั่งอยู่ในรถโอหยางห่าวก็ทำหน้าจริงจังแล้วเริ่มเปิดประเด็นเื่ที่ได้ยินมาจากหลินฟาน เขาเล่าทั้งหมดที่เขาได้ยินมา ในตอนนี้ในตระกูลโอหยางยังไม่มีใครรู้สักคนว่าจะเกิดวันโลกาวินาศขึ้น ทุกคนรู้เพียงแต่ต้องขายสมบัติมีค่าแล้วเปลี่ยนเป็อาหารแห้งหรืออาหารกระป๋อง การกระทำแบบนี้เป็เครื่องบ่งบอกได้อย่างดีว่าโอหยางห่าวไว้ใจโอหยางซินมากขนาดไหน
เมื่อเล่าเื่ทั้งหมดให้ฟังจบ โอหยางห่าวก็ถามขึ้นว่า
“ หลานมีความคิดเห็นยังไงเกี่ยวกับเื่นี้? “