ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่35 ปัญหาที่ซับซ้อน

            เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยามชายชุดดำก็ได้สติขึ้นมาในครานี้ตัวมันไร้ซึ่งการพันธนาการ และไม่ถูกสกัดไว้ มันกวาดสายตามองไปรอบๆก็พบว่าตนยังอยู่ในห้องที่มีชายหนุ่มที่น่ากลัวสุดแสนประมาณอยู่ ก็เกิดการประหวั่นลนลานขึ้นตัวมันเกิดการสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้เมื่อนึกย้อนถึงเรื่องก่อนหน้า

             

            ชายชุดดำไม่อยากเจอการเหตุการณ์เช่นนั้นอีก จึงกล่าวขอร้องชายหนุ่มพร้อมโขกศีรษะอย่างบ้าคลั่ง! “นายท่านได้โปรดเถอะ!..ปล่อยข้าไปเถอะ!....ปล่อยข้าไป!! ข้าจะบอกท่านทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตามเพียงแค่ท่านถามมาข้าจะตอบทั้งหมด!และหากท่านต้องการให้ข้ารับใช้สิ่งใด ข้าก็น้อมรับคำสั่งทุกอย่าง!”

             

            หนิงเฟยหลงทอดสายตาลงมองอย่างเวทนาจึงว่า“ข้าเพียงต้องการอยากรู้ว่าใครคือผู้สั่งการหรือจ้างวานเจ้าตอบข้าเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว หากเจ้าตอบตามความจริงไม่เพียงแต่ข้าจะปล่อยเจ้าไป ยังจะมอบเงินจำนวนหนึ่งให้เจ้านำไปใช้เสียอีก”ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนนุ่ม แววตาที่อ่อนโยน ต่างจากก่อนหน้าลิบลับ

             

            มันไม่คิดจะบีบคั้นใครจนบ้าคลั่งฉะนั้นมันจึงต้องแสดงท่าทีที่อ่อนโยนออกมาบ้าง คลายความกดดันลงเพื่อให้ชายชุดดำรู้สึกปลอดโปร่งมากขึ้น

             

            ชายชุดพอได้ฟังน้ำเสียงที่อ่อนนุ่ม ก็บังเกิดความสบายใจขึ้นอยู่หลายส่วนแต่ก็ยังไม่ได้รู้สึกถึงความปลอดภัย แต่นั่นก็เพียงพอให้มันเลิกประหวั่นลนลานกล่าวตอบคำถามของชายหนุ่มได้แล้ว “ก่อนอื่นเลยต้องบอกถึงกลุ่มของพวกเราชื่อกลุ่มเงาสังหาร เป็นกลุ่มสังหารที่รับจ้างใต้ดินส่วนใหญ่รับทำงานอยู่ชานนครหลวงเหอผิง ไม่ค่อยได้รับจ้างเข้ามาภายในนี้เท่าไหร่เพียงแต่เมื่อครึ่งเดือนก่อน มีชายผู้หนึ่งมาว่าจ้างพวกเราให้มาทำภารกิจในนครหลวงนี้”

             

            “อย่างนั้นเจ้าจำหน้ามันได้หรือไม่?” ชายหนุ่มเอ่ยถาม

             

            “ชายผู้นั้นไม่ได้เปิดเผยหน้าตาข้าจึงไม่ทราบได้”ชายชุดดำกล่าวตอบตามสัจจริง แล้วจึงว่าต่อ

             

            “ในคราแรกพวกเรานั้นได้ปฏิเสธไปชายผู้นั้นจึงกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างกับพี่ใหญ่แล้วก็เพิ่มจำนวนเงินที่ว่าจ้างให้กับพวกเรา พี่ใหญ่จึงตอบรับ”

             

            หนิงเฟยหลงฟังถึงตอนนี้คิ้วของมันก็กระตุกขึ้น แล้วพลางเอ่ยลอยๆขึ้น“กระซิบกระซาบหรือ?”

             

            ชายชุดดำเห็นว่าชายหนุ่มไม่ได้กล่าวอันใดกับมันจึงกล่าวต่อ“และเมื่อสามวันก่อนก็ได้นำพวกเราเข้าเมืองหลวงมา เพื่อรอคอยเฝ้าจับตาท่านกับคุณหนูเอาไว้ครั้นเมื่อท่านออกจากเขตชั้นที่สอง เราจึงเริ่มจัดการลงมือเริ่มจากที่ร้านซาลาเปาได้ใส่พิษบางชนิดเข้าไป แต่ใครจะทราบว่าพิษนั้นใช้กับท่านไม่ได้ผลข้านั้นก็ไม่อาจเข้าใจได้”

             

            หนิงเฟยหลงไม่ได้มีอากับกิริยาใดเมื่อได้รู้ว่าตนเองนั้นถูกพิษแต่พิษนั้นไม่ได้ผลนั่นเพราะมันคาดว่ามิติปริศนาคงช่วยเหลือมันไว้ไม่ให้เกิดอันตรายดังนั้นความตื่นตระหนกหรือความแปลกใจอันใดจึงไม่เกิดขึ้น “แล้วอย่างไรต่อ”

             

            “แล้วพวกเราก็ตัดสินใจว่าจะรอท่านจนกว่าจะเดินออกจากถนนหลักเข้าสู่ตรอกจึงจะลงมือแต่สิ่งที่พวกเราไม่คาดก็เกิดขึ้น เมื่อน้องสาวของท่านเกิดอยากจะท่องเที่ยวต่อเองแอบออกจากหอสมบัติมาพวกเราจึงได้จังหวะจับตัวน้องสาวของท่านทว่าก็มีองครักษ์ลับของท่านปรากฏตัวข้างกายของคุณหนูพวกเราไม่อาจลงมือได้ถนัดเสียเวลาไปมาก จวบจนองครักษ์เของท่านเข้ามาเสริมอีกคนแล้วเราก็ต้องแบ่งกำลังกันจัดการ ส่วนที่เหลือนั้นข้าเองก็ไม่ได้รับรู้อันใด”ชายชุดดำกล่าวจบแล้วก็โขกหัวคำนับชายหนุ่มอีกครั้ง

             

            ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างหนักหน่วงคราหนึ่ง แล้วก็เดินไปเปิดหน้าต่างออก และก็ยังไม่ได้กล่าวอะไรท่าทางเหมือนครุ่นคิดบางอย่างอยู่มันมองออกไปนอกหน้าต่างก็พบว่าเวลานี้ดวงอาทิตย์จะตกดินแล้ว แล้วมันก็ทอดถอนหายใจอีกครั้งแต่ก็ยังไม่ได้กล่าวอะไรเช่นเดิม อยู่อย่างนี้จนกระทั่งชงเป่าได้เคาะประตูขึ้น

             

            “คุณชาย คุณหนูฟื้นแล้วขอรับ จะให้เชิญไปห้องทานอาหารเลยหรือไม่?และท่านจะให้ข้านำอาหารมาให้ด้วยหรือไม่?” ชงเป่าได้รับคำสั่งจากหนิงเฟยหลงไว้ว่าหากหนิงอันอันฟื้นตื่นมาให้รีบแจ้ง และเนื่องจากเวลานี้ถึงเวลาทานอาหารเย็นแล้วจึงกล่าวถามออกมา

             

            หนิงเฟยหลงจึงละสายตาจากท้องฟ้าที่จ้องมองอยู่เนิ่นนานแล้วจึงร้องเรียกให้ชงเป่าเข้ามา “พี่ชงเป่าต่อแต่นี้ให้องครักษ์สองนายประกบติดนางตลอด ตอนนี้ข้ายังไม่อยากอาหาร ท่านไปจัดการเรื่องของ‘อันอัน’ ก่อน”

             

            ชงเป่ารับคำแล้วจึงก้าวออกจากห้องปิดประตูอย่างมิชิดแล้วจึงสั่งการองครักษ์จัดแจงคนตามคำสั่งของคุณชาย

             

             หนิงเฟยหลงได้รู้แล้วว่าตัวมันถูกพิษถึงแม้อาการจะไม่ได้กำเริบมาโดยตรงแต่ก็ส่งผลกระทบต่อจิตใจไม่น้อย “ไม่น่าเล่าเราถึงหงุดหงิดง่าย ประจวบกับการที่ข้ามีปราณหยินภายในตัวพอดิบพอดีนี่มันจะบังเอิญเกินไปแล้วกระมัง” ตอนนี้ชายหนุ่มได้รู้ความจริงอย่างหนึ่งแล้วและที่มันนิ่งเงียบไปนั่นเพราะมันกำลังครุ่นคิดว่า การลงมือของกลุ่มเงาสังหารนี้ทำไปเพื่อสิ่งใดกันผู้ว่าจ้างคือใคร? และผู้สังการเบื้องหลังนั้นได้ลงมือแต่เมื่อใด?

             

            ชายหนุ่มไม่ล่วงรู้เลยว่า ตั้งแต่ที่เดินทางมานครหลวงจะเกิดเรื่องวุ่นวายมากมายเพียงนี้มันคิดคำนึงไปถึงการกระทำทุกสิ่ง เหตุการณ์ทุกอย่างตั้งแต่ที่มันสังหารเจ้าหน้าที่หอสมบัติการปรากฏตัวของกลุ่มเงาสังหาร การไล่ล่าบนท้องถนนเพราะเหตุใดทั้งหมดทั้งมวลนี้ถึงไม่ปรากฏทหารรักษาพระนครเลยแม้แต่ผู้เดียวเหมือนว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ทางกองทหารรักษาพระนครจะมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย

             

            แม้กระทั่งมือปราบในเมืองหลวงก็ไม่เว้นเห็นเพียงแต่การช่วยเหลือของกองทหารค่ายพยัคฆ์ที่ลงมือช่วยเหลือเท่านั้นเรื่องนี้มันซับซ้อนเกินไป และเกี่ยวพันกับอำนาจทางกองทัพหลายฝ่ายไม่แน่ว่าเรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่การว่าจ้างจับตัวธรรมดา แต่อาจมีผู้มีอำนาจขุนนางใดอยู่เบื้องหลังก็เป็นได้ หรือว่านี่คือการเตือนถึงคลื่นลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัว!

             

            หนิงเฟยหลงขบคิดถึงเรื่องนี้ ก็รู้สึกว่า ยิ่งมาก็ยิ่งวุ่นวายยิ่งมาก็ยิ่งซับซ้อน ประหนึ่งว่าการเดินทางอยู่ในเขาวงกต ที่ไม่มีแสงไฟไฉนเลยจะหาทางออกได้ เมื่อเรื่องนี้ยังไม่กระจ่างชัดมันก็ไม่สามารถสรุปสิ่งใดได้ได้แต่เพียงต้องทำตามคำพูดตน

             

            ทว่าก่อนที่จะปล่อยชายชุดดำไป ชายหนุ่มก็ได้ถามขึ้นอีกสามประโยค “พี่ใหญ่ของเจ้าคือใครกลุ่มเงาสังหารยังมีอยู่หรือไม่? และเจ้าอยากรับใช้เราหรือไม่?”ในเมื่อนครหลวงเกิดความวุ่นวายเช่นนี้ การที่มีกองกำลังคุ้มครองตนเองย่อมเป็นสิ่งที่ดี

             

            ชายชุดดำนิ่งอึ้งไปเล็กน้อยกับคำถามที่ว่า “เจ้าจะรับใช้เราหรือไม่?”ถ้าตอบว่ารับใช้จะเป็นอย่างไร? ไม่รับใช้จะเป็นอย่างไร?มันแหงนขึ้นมองไปที่ใบหน้าของชายหนุ่มอีกครั้งก็เห็นใบหน้าที่เรียบเฉยกับแววตาที่นิ่งสงบ ในใจก็รู้สึกสับสนอยู่วูบหนึ่ง แล้วจึงว่า “พี่ใหญ่ของกลุ่มเงาสังหารคือ‘จางเต๋อชิง’ มีฉายาว่าหมัดเหล็กทมิฬตัวของเขาเตี้ยนัก แต่ฝีมือกลับสูงส่งยิ่ง และยังอยู่ครึ่งก้าวแก่นแท้พลัง”มันเอ่ยด้วยความภาคภูมิใจที่มีผู้นำเก่งกาจ

             

            “ส่วนกลุ่มเงาสังหารนั้นยังมีอยู่ แม้ครั้งนี้พี่ใหญ่จะออกมาลงมือเอง พร้อมกับยอดฝีมือภายในกลุ่มเงาสังหารทว่ายังมีผู้คนในกลุ่มที่ไม่ได้ร่วมภารกิจในครั้งนี้ด้วย ในกลุ่มมีจำนวนทั้งสิ้นสามสิบสองคนตอนนี้คาดว่าน่าจะตายจากเหตุลอบจับกุมท่านไปแล้วสิบสองคน เพราะฉะนั้นบัดนี้เหลือเพียงยี่สิบคนเท่านั้น”ชายชุดดำกล่าวถึงตรงนี้ ก็หันมองหน้าชายหนุ่มนัยน์ตาเกิดเพลิงโทสะขึ้นชั่วครู่ แล้วก็แปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าที่เศร้าสลด

             

            หนิงเฟยหลงเห็นเช่นนั้นก็เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจกับสีหน้าของมันแต่อย่างใดเพียงกล่าวอย่างเป็นปกติว่า “ตัวเรานั้นไม่ได้สังหารพวกเจ้าทั้งหมดหรอกหรืออันที่จริงแล้วเราไม่ได้ลงมือสังหารใครเลยเพื่อนทั้งสองของเจ้าเราเพียงสกัดจุดไว้ ส่วนพี่ใหญ่ของเจ้าเราแค่ข่มขู่ก็เท่านั้นทว่าในเวลานั้นกลับมีมือธนูจากที่ใดไม่ทราบได้ ลงมือกับพวกมัน” ชายหนุ่มไม่ได้ชายตามองชายชุดดำอีกมันหมุนตัวกลับไปมองนอกหน้าต่าง

             

            ชายชุดดำได้ฟังที่คุณชายผู้นี้กล่าวก็ยิ่งสับสน ใครกันที่เป็นมือธนูนั่น! แย่แล้ว!! ถ้าเช่นนั้นกลุ่มของมันจะไม่โดนกวาดล้างหรือ!!!!

             

            ชายชุดดำเกิดความตื่นตระหนก! เมื่อนึกถึงกลุ่มของตนที่คาดว่ายามนี้จะมีอันตราย! จึงเอ่ยขึ้นอย่างรีบร้อน “นายท่าน! ถ้าหากท่านรับปากว่าจะช่วยพี่น้องของข้าที่เหลือข้าจะรับคำท่าน ยอมเป็นผู้รับใช้ของท่าน!”เสียงที่ออกมาค่อนข้างดังและแหบพร่า ทว่าล้วนออกมาจากใจจริงของมัน

             

            แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่ม ที่เหม่อมองท้องฟ้าอยู่เกิดความปิติยินดี ที่จะได้ข้ารับใช้แต่อย่างใดสีหน้านั้นยังคงปราศจากความยินดียินร้าย ผ่านไปชั่วครู่จึงเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา “นี่ข้าขอร้องเจ้าเป็นผู้รับใช้หรือนี่....”นี่เป็นเพียงคำกล่าวที่แผ่วเบา ทว่ากลับทำให้ใจของชายชุดดำนั้นหนักอึ้งขึ้นมา!

             

            ชายชุดดำรู้สึกลนลานไม่น้อยรีบพูดขึ้นใหม่อีกครั้ง “ย่อมไม่ใช่เช่นนั้น ข้าน้อยลู่คงยินดีติดตามท่าน!เพียงแต่ข้ามีข้อขอร้องให้ท่านช่วยเพียงเท่านั้น!”ชายชุดดำโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างรุนแรง ศีรษะก็ปรากฏโลหิตไหลรินลงมา

             

            “เช่นนั้นก็ดี ตกลงเราจะช่วย ทว่าต่อไปนี้พวกเจ้าทั้งหลายต้องคอยช่วยงานเรา!”หนิงเฟยหลงคิดว่าการเล่นงานทางจิตใจเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว มันจึงยอมรับในข้อตกลงนี้

             

            และเพราะจำนวนยอดฝีมือระดับกำเนิดพลังถึงยี่สิบคน ย่อมเป็นตัวเลขที่น่าพึงพอใจเพียงยี่สิบคนก็เพียงพอให้เป็นที่ย่ำเกรงได้แล้วมิเช่นนั้นกลุ่มเงาสังหารคงโดนกำจัดไปนานแล้ว

             

            “พี่ชงเป่า เข้ามาเถอะ” หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน ตอนนี้ชายหนุ่มก็เริ่มอยากอาหารแล้ว

             

            ชงเป่าเปิดประตูเข้ามามือประสานรอรับคำสั่ง “คุณชายมีสิ่งใดขอรับ”

             

            “ท่านช่วยสั่งพ่อครัวให้ทำอาหาร นำมาให้เราที่นี่จัดอาหารให้เพียงพอกับคนสามคน” สั่งเสร็จชงเป่าก็ถอยออกจากห้องไปหนิงเฟยหลงเดินเข้ามาประคองลู่คงให้ลุกขึ้น และผายมือไปทางเก้าอี้ติดโต๊ะกลมฝั่งตรงข้ามกับตน

             

            ลู่คงเดินไปนั่งด้วยใบหน้าที่นิ่งสงบ ทว่าในใจกลับกระวนกระวายยิ่งมันนึกถึงพวกพ้อง แม้คุณชายจะรับปากแล้ว แต่หากแกล้งไปช้าเล่าคนพวกนั้นไม่ตายกันหมดหรือ?!

             

            หนิงเฟยหลงเห็นหน้าที่นิ่งสงบของลู่คงก็นึกขำจึงว่า “ท่านไยต้องกังวลเมื่อเรารับปากแล้วย่อมเป็นไปตามนั้น”ชายหนุ่มหยุดดูสีหน้าของชายกลุ่มสังหารผู้นี้ที่บัดนี้มีสีหน้าเคร่งเครียดเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัดและตกตะลึงไม่น้อยที่นายท่านของมันรับรู้ความคิดของตนได้

             

            หนิงเฟยหลงเห็นดังนั้นก็เกิดความสงสาร จึงเอ่ยขึ้นให้คลายกังวล “หลังจากทานเสร็จเราจะไปทันทีอย่าได้วิตกไป” ลู่คงได้ยินก็เกิดความยินดี ลุกขึ้นกล่าวขอบคุณด้วยความจริงใจ พร้อมใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง