“ห้องน้ำเหรอ” รินรดาพึมพำกับตัวเองด้วยความแปลกใจที่ครั้งนี้เธอยืนอยู่ในห้องน้ำของมหาวิทยาลัย ไม่ใช่หน้าตึกคณะอย่างก่อนหน้านี้
เธอหันหน้าเข้าหากระจกเงาแล้วเช็กเสื้อผ้าหน้าผมของตัวเอง ตอนนี้เธออยู่ในชุดนักศึกษา ผมยาวประบ่า ใบหน้ายังดูเด็กและดวงตาเป็ประกายสดใส เพื่อความแน่ใจรินรดาจึงหยิบโทรศัพท์ในเป้ออกมา หน้าจอมือถือโชว์วันเดือนปีตรงกันกับรูปถ่ายที่เธอเผา เมื่อแน่ใจว่าย้อนกลับมาวันเดียวกับในรูปจริง ๆ เธอจึงค้นหาตารางเรียนในมือถือแล้วเดินออกมาจากห้องน้ำ ร่างเล็กเดินผ่านห้องแล้วห้องเล่าจนเจอทินภัทรนั่งเหม่อลอยมองออกไปนอกหน้าต่าง โดยมีกล้องคู่ใจของเขาวางอยู่ตรงหน้า รินรดาจึงปรี่เข้าไปหาทันที
“ไทย!”
เมื่อได้ยินเสียงใส ๆ เอ่ยเรียกทินภัทรก็หลุดออกมาจากห้วงภวังค์ทันที เขาหันไปส่งยิ้มให้หญิงสาวที่ยืนยิ้มแฉ่งให้อยู่ก่อนแล้ว
“มีอะไรเหรอริน เรียกซะดังเลย”
“คือว่า...” พอถูกถามแบบนั้นเธอก็ไม่รู้ว่าจะตอบออกไปยังไงดี เพราะเมื่อกี้ดีใจที่ได้เจอเขาอีกครั้งมากไปหน่อยจึงเผลอเรียกเสียงดัง ในขณะที่เธอหลุบสายตามองพื้นก็เห็นเก้าอี้ข้างเขาว่างพอดี
“รินขอนั่งข้าง ๆ ไทยได้ไหม”
ทินภัทรเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจที่อยู่ ๆ เธอก็อยากย้ายมานั่งข้างเขา ทั้งที่ปกติมักจะนั่งข้างหลังเขามากกว่า แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป
“เอาสิ ไม่มีใครนั่งหรอก” พูดจบเขาก็ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างเหมือนเดิม
รินรดาที่เห็นเขาทำเหมือนมีเื่บางอย่างอยู่ในใจก็เริ่มคิดมาก เพราะเธอยังจำจุดจบอันน่าเศร้าของเขาได้ติดตาจึงไม่อยากให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นซ้ำรอยอีก ความตั้งใจที่เธอย้อนเวลากลับมาอีกครั้งก็คือช่วยให้ผู้ชายตรงหน้านี้ไม่เลือกจบชีวิตตัวเองเหมือนในวันนั้น
“เอ่อ...รินขอถามอะไรไทยหน่อยได้ไหม”
“อะไรเหรอ” ทินภัทรขานรับ ทว่าสายตายังคงมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่างเหมือนเดิม
“่นี้ไทยมีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
“รินหมายความว่ายังไง” เขาหันไปมองเธอตรง ๆ เพราะไม่ค่อยเข้าใจว่าอีกฝ่าย้าจะสื่ออะไร
“ก็...คือ...แบบว่า...” พอถูกถามเธอก็ไปไม่ค่อยถูกเท่าไหร่ จะให้ถามว่า่นี้มีเื่อะไรที่ทำให้รู้สึกอยากตายก็คงจะไม่เหมาะสม
“ช่างเถอะ ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ เราสบายดี”
แม้จะรู้ว่าเขาตอบส่ง ๆ ออกมาเพื่อให้หัวข้อสนทนานี้จบลง แต่รินรดาก็ไม่อยากปล่อยให้มันเป็อย่างนั้นง่าย ๆ เธอจะไม่มีทางยอมให้ความตั้งใจของเธอสูญเปล่าเด็ดขาด
“ถ้าไทยไม่ได้มีปัญหาอะไร งั้นไทยมีเื่ไม่สบายใจอะไรหรือเปล่า ไทยบอกเราได้นะ” พูดจบเธอก็ส่งยิ้มกว้างอย่างเป็มิตร ในขณะที่คนฟังเริ่มจะไม่สบอารมณ์ขึ้นทีละน้อย
“ไม่มี” เขาตอบเสียงเรียบ ก่อนจะเบนสายตากลับไปมองท้องฟ้าอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่สมองจะได้คิดอะไร รินรดาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็เริ่มตั้งคำถามขึ้นอีกครั้ง
“สักนิดก็ไม่มีเลยเหรอ รินยินดีรับฟังเื่ของไทยนะ ถ้า...”
“ไม่มี เราไม่มีเื่อะไรจะเล่าให้รินฟัง ขอตัวก่อนนะ” ทินภัทรไม่คิดจะรอฟังให้จบ เขาลุกเดินออกไปนอกห้องเรียนด้วยอาการหงุดหงิดทันที
รินรดาได้แต่มองตามแผ่นหลังกว้างด้วยความห่วงใย เธอเสียความรู้สึกที่เขาทำท่ารำคาญความหวังดีของเธอ แต่พอนั่งคิดไปคิดมาแล้วการปล่อยให้ทินภัทรจมอยู่กับความคิดลบ ๆ คนเดียวต่อไปคงไม่ดีเท่าไหร่ เพราะถ้าเป็แบบนั้นเขาคงจะจากเธอไปอีกครั้งแน่ เธอจึงรีบวิ่งตามเขาออกไป พอออกมาจากห้องก็ไร้วี่แววของทินภัทรให้เดินตาม เธอจึงทำได้แค่ยืนลังเลไปมาระหว่างทางซ้ายกับขวา
“ขวาร้ายซ้ายดี งั้นไปทางซ้ายละกัน” รินรดาตัดสินใจวิ่งไปทางซ้าย แต่ยังไปไม่ทันจะครบห้าก้าวคำพูดที่บอกว่าซ้ายดีนั้นน่าจะไม่เป็ความจริงซะแล้ว เพราะเธอชนกับใครบางคนเข้าอย่างจัง
ผลัก!
“โอ๊ย!”
“โอ๊ย!”
“ขอโทษค่ะ เจ็บตรงไหนไหมคะ”
“ไม่เป็ไรค่ะ อ๊ะ พราวเองเหรอ” รินรดาที่เงยหน้าไปเห็นใบหน้าของคนที่เธอชนก็รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาจึงเอ่ยทัก แต่อีกฝ่ายกลับยืนเงียบและทำหน้างง
“ดีใจจังที่ได้เจอพราวนะ ไว้ว่าง ๆ นัดกินข้าวกัน ว่าแต่พราวเห็นไทยไหมอะ รินกำลังตามหาเขาอยู่” รินรดายังคงยืนยิ้มกว้างทักทายพราวฟ้าอย่างสนิทสนม เพราะในอนาคตเธอกับพราวฟ้าจะได้ทำงานที่เดียวกัน แถมยังแผนกเดียวกัน จนกลายเป็เพื่อนร่วมงานที่เธอสนิทที่สุด
“ไทยไหนคะ”
“เอ่อ ขอโทษค่ะ สงสัยเราจำคนผิด” รินรดาหุบยิ้มฉับพลัน เธอลืมไปว่าสมัยเรียนเธอกับพราวฟ้าไม่เคยคุยกันด้วยซ้ำ เมื่อนึกขึ้นได้รินรดาก็ทำได้เพียงก้มศีรษะแล้วเดินออกมาเงียบ ๆ
รินรดายังคงเดินตามหาทินภัทรมาเรื่อย ๆ กระทั่งมาถึงสวนสาธารณะขนาดย่อมของคณะ ซึ่งมองเห็นทินภัทรที่กำลังนั่งอยู่ตรงม้านั่งได้จากระยะไกล
“ไทย” เธอเรียกชื่อเขา แต่ทินภัทรยังคงนั่งจมอยู่กับความคิดของตัวเอง
“....”
“ไทย!” รินรดาเดินตรงเข้าไปหาแล้วทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ เขา
“ขอโทษนะ ที่เมื่อกี้เราหงุดหงิดใส่น่ะ” ทินภัทรหันไปมองรินรดาด้วยแววตารู้สึกผิดที่ทำตัวไม่น่ารักกับเธอ ทำเอาคนฟังยิ้มกว้างออกมาทันที
“ไม่เป็ไรเลย รินเองก็ขอโทษด้วยนะที่เซ้าซี้ไทยมากไปหน่อย”
“ไม่หรอก ที่รินทำก็เพราะรินเป็ห่วงเราไม่ใช่เหรอ” ทินภัทรเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปาก ดวงตาสีเข้มหลุบมองพื้นหญ้าด้านล่างด้วยความกังวล
“ใช่ รินเห็นไทยเครียด ๆ เลยเป็ห่วง รินอาจจะช่วยอะไรไทยได้ไม่เยอะ แต่รินรับฟังเก่งมาก ๆ เลยนะ”
“อยากฟังเราบ่นขนาดนั้นเลยเหรอ”
“อื้ม! เรารับฟังเก่งมาก ๆ เลยแหละ” รินรดายืนยันด้วยรอยยิ้มกว้างจนตาหยี แม้แต่ทินภัทรที่บังเอิญเงยหน้าขึ้นมาพอดียังอดที่จะระบายยิ้มตามไม่ได้
เขาทิ้งจังหวะให้เกิดความเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอดหายใจเฮือกใหญ่ออกมา แล้วเริ่มเล่าเื่ราวที่กำลังอึดอัดใจให้เธอฟังเป็ครั้งแรก
“คือ...่นี้แม่เรากำลังป่วยน่ะ เข้าออกโรงพยาบาลเป็ว่าเล่นเลย เดี๋ยวอีกสองสามวันก็ต้องไปหาหมออีกแล้ว” ทินภัทรบอกด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยเหนื่อยล้าและสิ้นหวัง ในขณะที่ความทรงในวันวานของรินรดาก็กำลังเริ่มทำงาน
เธอจำได้ว่า่หนึ่งทินภัทรเคยขาดเรียนติดต่อกันนานราว ๆ หนึ่งสัปดาห์ ตอนนั้นเธอทำเพียงโทรไปถามไถ่ความเป็ไปเท่านั้น พอรู้ว่าแม่ของเขากำลังป่วยหนักเธอก็แค่อวยพรว่าขอให้หายไว ๆ ก่อนจะวางสายไป และกลับมาทำรายงานในส่วนของทินภัทรแทนทั้งหมด
ตอนนั้นเธอแทบไม่ได้ใส่ใจฟังหรือให้กำลังใจอยู่เคียงข้างเขาเลยแม้แต่น้อย กว่าจะนึกขึ้นได้ว่าทินภัทรแบกรับทุกอย่างเอาไว้คนเดียวก็ในวันที่เขาไม่อยู่กับเธอแล้ว ซึ่งตอนนี้เธอจะไม่ให้มันเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกต่อไป
“แล้วแม่เป็ไงบ้าง คุณหมอว่าอาการเป็ยังไง”
“ก็ทรง ๆ ทรุด ๆ อะ ่นี้เราเลยไม่ค่อยมีสมาธิกับการเรียนเท่าไหร่”
“เพราะเอาแต่คิดเื่แม่ใช่ไหม”
ทินภัทรพยักหน้าช้า ๆ ด้วยรอยยิ้มที่พยายามฝืนยิ้มออกมา รินรดาจึงไม่คิดจะปล่อยให้เขาอยู่ท่ามกลางความโดดเดี่ยวอีกต่อไป
“ไม่เป็ไรนะ รินจะอยู่ข้าง ๆ ไทยเอง ไม่ว่าไทยกำลังมีปัญหาอะไร หรืออยากให้รินช่วยอะไร บอกรินมาได้เลยนะ รินยินดีที่จะช่วยไทยเสมอ” พูดจบเธอก็เอื้อมมือไปกุมมือของเขาเอาไว้ ในขณะที่ทินภัทรก็ไม่ได้ปฏิเสธััอันอบอุ่นจากเธอ
“ขอบคุณนะริน”