ต่อสู้กับชายหน้ากากวิหค
“หึ พลังของเซียนและครึ่งเซียนยังห่างกันมากจริง ๆ” ฟางเฉินที่เห็นพลังของชายหน้ากากวิหคก็รับรู้ได้ว่าการโจมตีของตนเองไม่สามารถถ่วงเวลาเอาไว้ได้แน่แต่ทันใดนั้นเองฟางเฉินก็เก็บดาบลงและกระโดดถอยไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว เมื่อชายหน้ากากวิหคเห็นฟางเฉินเตรียมถอยหนีก็ยิ้มชั่วร้ายออกไปและรีบทะยานเข้าหาฟางเฉินด้วยความเร็วและตอนนั้นเองฟางเฉินก็ยิ้มออกมาลุกเหล็กมีเงินลอยออกมาจากมือของฟางเฉินถึง 20 ลุกซึ่งจำนวน 20 ลูกนี้เป็นจำนวนมากสำหรับฟางเฉินอีกด้วย“ลาก่อน” ฟางเฉินกล่าว“อย่าคิดจะหนี!!!!!!!!!!!” ชายหน้ากากวิหคไม่สนใจลุกเหล็กสีเงินเลยแม้แต่น้อยแต่นั่นก็แค่ช่างเวลาสั้นเพราะทันทีที่ร่างของชายหน้ากากวิหคเข้าใกล้ฟางเฉินเรื่อย ๆลูกเหล็กสีเงินก็เปลี่ยนสีกลายเป็นสีแดงฉาน“อะไรกัน!!!!!!!!!”“ระเบิดไปซะ!!!!!!!!!!!!!!” ฟางเฉินคำราม“ตูม!!!!!!!!!!!”ลูกระเบิดเพลิงอสนีสังหารทั้ง 20 ลูกระเบิดออกมาพร้อม ๆกันและมีอยู่ 5 ลูกที่มีใบมีดซ่อนอยู่อีกด้วย ฟางเฉินที่นำโล่เหล็กขนาดใหญ่ออกมาป้องกันก็ยังกระเด็นออกไปหลายร้อยเมตรและกระอักเลือดออกมา“อ๊ากกกกกกก บัดซบไอ้ขยะครึ่งเซียนบังอาจทำให้ข้าเจ็บปวด” เสียงคำรามที่โกรธแค้นดังออกมาจากทะเลเพลิง“ยังไม่ตายอีกงั้นเหรอ ถ้างั้นก่อนจากกันข้าของโจมตีอีกครั้งแล้วกัน” ฟางเฉินนำดาบกลับมาและดวงตาของฟางเฉินกลายเป็นสีแดงฉานโลหิตอาชูร่าในร่างของฟางเฉินเดือนพล่าน“ทักษดายอาชูร่าขั้นที่ 3 อาชูร่าทำลายล้าง!!!!!!!!!!” ฟางเฉินฟันดาบออกไปคลื่นพลังแห่งการทำลายล้างพุ่งตรงปยังร่างของชายหน้ากาวิหคที่อยู่ในทะเลเพลิงทันที“อย่าคิดว่าการโจมตีของเจ้าจะได้ผลอีก” ชายหน้ากากวิหคกล่าวพร้อมกับรอบ ๆตัวปรากฎเกาะกระดูกสีแดงเพลิงออกมาและป้องกันการโจมตีของฟางเฉินเอาไว้ได้แต่ถึงอย่างงั้นเกาะกระดูกก็ยังปรากฎลอยร้าวแต่เมื่อชายหน้ากากวิหคออกมาจากทะเลเพลิงได้แล้วก็พบว่าไม่พบฟางเฉินแล้วแม้แต่กลิ่นอายของฟางฉินก็ยังไม่เหลือ“บัดซับที่สุด ไอ้ครึ่งเซียนบัดซบ ข้าจะต้องฆ่าเจ้าให้ได้!!!!!!!!!!” ชายหน้ากากวิหคคำรามออกมาด้วยความแค้นอย่างมากเพราะตอนนี้ทั่วร่างของชายหน้ากากวิหคมีบาแผลเต็มไปหมดทั้งบาดแผลจากถูกเปลวเพลิงแผดเผาและบาดแผลจากใบมีดที่พุ่งออกมาจากระเบิด“แฮก แฮก ผู้ชายคนนั้นมันจะถึกเกินไปแล้วโดนไปตั้งขนาดนั้นกลับยังไม่ตายอีก” ฟางเฉินกล่าวด้วยสีหน้าตื่นตระหนกขณะกำลังหลบหนีตามพวกเย่เซียนไป“เจ้านั่นมันเป็นเซียนแถมยังฝึกฝนร่างกายแบบเผ่าอสูรอีกด้วยแน่นอนว่าย่อมมีพลังป้องกันเหนือกว่าคนทั่วไปหลายเท่า แต่เจ้าเองถ้าไม่มีกายามังกรละก็เจ้าคงถูกแรงระเบิดบดขยี้ร่างไปแล้ว” ความโลภกล่าว“ดูเหมือนว่าข้าต้องรีกลายเป็นเซียนให้เร็วที่สุดเสียแล้ว” ฟางเฉินกล่าว“การเป็นเซียนไม่ใช่เรื่องง่ายเลยอย่างแรกตอนนี้เจ้ามีร่างเวียนเอาไว้กักเก็บกฎสายเซียนแล้วและกฎสายเซียนของเจ้าก็มาถึงจุดสูงสุดของระดับครึ่งเซียนแล้ว เหลือเพียงแต่ต้องทำให้ร่างเซียนมีความเด่นชัดมากยิ่งขึ้นหรือจะพูดให้ง่ายๆเลยก็คือเจ้าต้องทำให้กฎสายเวียนในร่างเซียนกลายเป็นหนึ่งเดียวกับร่างเซียนซะ” ความโลภกล่าว“อย่างงั้นเหรอ ตอนนี้กฎสายเซียนของข้าเหมือนกับเส้นด้ายที่อยู่ในร่างเซียนซึ่งมันยังไม่เชื่อมต่อหรือเป็นหนึ่งเดียวกับร่างเซียนสินะ” ฟางเฉินกล่าว“ใช่แล้ว ในระดับครึ่งเซียน ร่างเซียนของเจ้าจะถูกสร้างขึ้นมาอย่างง่ายๆเพื่อกักเก็บกฎสายเซียนเท่านั้นแต่เมื่อเจ้ามาถึงระดับเซียนเจ้าต้องทำให้ร่างเซียนที่เลือนรางของเจ้าดูเด่นชัดและสมจริงมากยิ่งขึ้นแน่นอนว่ากฎสายเซียนก็จำเป็นต้องใช้เป็นจำนวนมากในการทำให้ร่างเวียนสมบูรณ์ และเมื่อถึงระดับราชาเซียนก็จะสามารถยืมพลังจากร่างเซียนมาใช้ได้และเมื่อถึงระดับมหาเซียนก็จะสามารถเรียกร่างเซียนออกมาได้” ความโลภกล่าว“แบบนี้นี่เอง ถ้างั้นข้าจำเป็นต้องเชื่อมต่อกฎสายเซียนกับร่างเซียนให้เร็วที่สุดสินะ” ฟางเฉินได้แต่ถอนหายใจเพราะว่าความต่างพลังนั้นมากเกินไปแต่ที่เป็นแบบนี้เพราะว่าพวกลัทธิเทพอสูรได้เตรียมความพร้อมมาอย่างดี ทั้งทรัพยากรต่าง ๆที่นำเข้ามาด้วยนั้นมากมายมหาศาลและที่ทำแบบนี้เพราะต้องการที่จะหวาดล้างอัจฉริยะของนิกายต่าง ๆในคราวเดียวหลังจากนั้นไม่นานฟางเฉินก็มาสมทบกับพวกเย่เซียน เย่เซียนดีใจอย่างมากและเข้าไปกอดฟางเฉินทันที“เจ้าหายไปใหนมางั้นเหรอน้องชาย” ถังเจี่ยกล่าว“ข้าเองก็ไม่รู้เล่นกันว่าทำไมข้าถึงถูกส่งแยกไปคนละที่กับพวกท่าน” ฟางเฉินกล่าว“นี่จะต้องเป็นพลังลึกลับนั่นแน่ ในตอนที่เข้ามาในสะพานแสงข้ารู้สึกได้ว่ามีพลังมหาศาลดึงร่างของเจ้าไปและกีดกันข้าไม่ให้ข้าเข้าใกล้เจ้า” ถังเจี่ยที่เข้ามาพร้อมกับฟางเฉินกล่าว“แต่โชคดีแล้วที่ทุกคนมารวมตัวกันได้อีกครั้ง” อู่เย่หลานกล่าว“ข้าว่าตอนนี้เราหาที่ซ่อนดีกว่า เหลือเวลาอีก 4 ปีถ้าเราซ่อนคัวไปเรื่อย ๆก็จะสามารถรอดกลับไปนิกายได้แน่” ศิษย์พี่ของเย่เซียนกล่าว“ไม่ พวกเราจะมัวแต่ซ่อนตัวไม่ได้เพราะเราไม่รู้ว่าพวกมันจะหาเราพบเมื่อไหร่และพวกท่านอย่าได้ลืมพวกหนึ่งในพวกมันมีความสามารถที่น่าหวาดกลัวแค่ใหน ถ้าผู้หญิงคนนั้นมีความสามารถในการตามหาพวกเราละก็พวกเราไม่รอดแน่เพราะงั้นมีทางเดียวที่จะรอดขึ้นคือต้องแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น” ฟางเฉินกล่าว“น้องชายพูดถูกพวกลัทธิเทพอสูรนั้นแต่คนนั้นมีความสามารถที่พิเศษเพราะงั้นพวกเราไม่ควรซ่อนตัวแต่ต้องหาทางทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น” ถังเจี่ยกล่าวเพราะเมื่อถังเจี่ยนึกถึงหญิงสาวที่ใช้จิตวิญญาณเถาวัลย์มรณะโจมตีครั้งเดียวค่ายกลก็แตกกระจายแล้วถังเจี่ยก็ยิ่งรับรู้ว่าพวกลัทธิเทพอสูรนั้นน่าหวาดกลัวแค่ใหน และมันไม่มีทางที่ขุมกำลังใดขุมกำลังหนึ่งในแดนศักดิ์สิทธิ์จะต่อต้านพพวกนั้นได้แน่ต่อให้ร่มมือกันก็ไม่แน่ว่าจะสามารถล้างบางพวกลัทธิเพทอสูรได้เลย“ฟางเฉินก่อนอื่นตอบคำถามข้ามาเจ้าและนางมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า” เย่เซียนที่ยังเกิดฟางเฉินกล่าวขึ้นขนบนร่างของฟางเฉินชี้ชันขึ้นมาทันทีแม้เย่เซียนจะไม่เงยหน้าขึ้นมาก็สามารถรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังโกรธ“อืม ข้าใช้นางเป็นเตาหลอมในการบ่มเพาะ” ฟางเฉินยอมรับแต่โดยดี“เจ้าไม่ได้มองนางเป็นผู้หญิงของตัวเองใช่ใหม” เย่เซียนกล่าว“ไม่มีทางแน่นอน พวกตระกูลเสวี่ยทำกับข้าเอาไว้เยอะมากเพราะงั้นมันไม่มีทางที่พวกข้าและตระกูลเสวี่ยจะญาติดีกันได้” ฟางเฉินกล่าว“ถ้างั้นก็ดี เพราะเจ้าอย่าได้ลืมว่ามารดาและน้องสาวของเจ้ากำลังรอคอยให้เจ้าไปช่วยเหลือพวกนางอยู่” เย่เซียนกล่าว“แน่นอนเพราะงั้นข้าถึงได้ยอมใช้นางเป็นเตาหลิมเพื่อที่ข้าจะได้แข็งแกร่งขึ้นยังไงละ” ฟางเฉินกล่าวเสวี่ยหนิงแสดงสีหน้าเย็นชาแต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรเพราะการพูดคุยของทั้งสองไม่คิดจะปกปิดและทำให้นางได้ยินแน่นอนว่านางย่อมไม่ชอบใจแต่ว่าตัวนางในตอนนี้ก็เป็นแค่เตาหลอมของฟางเฉินจริงๆ