ห้องหนังสือ เรือนหน้า
คำพูดของซูอันหนิงทำให้จูเกาเซวียนรู้สึกไม่สบายใจท่าทางของนางยังคงหนักอึ้งราวกับว่านางกำลังวางแผนสิ่งใดอยู่เขาไม่ต้องการให้นางตรากตรำครุ่นคิดมากเพียงนั้นมีเขาอยู่นางไม่ควรกังวลสิ่งใดจึงจะถูก
หรือเพราะว่าที่ผ่านมาเขาไม่ได้สร้างความมั่นคงในใจนางอย่างเพียงพอ
ชายหนุ่มกำมือแน่น...เจ้าคือภรรยาข้าคนที่สมควรปกป้องเจ้าก็คือข้า!
“ใครก็ได้เข้ามา”
เหอไห่เปิดประตูเข้ามา “หวางเย่”
“วางคนของเรากระจายไปตามแหล่งข่าวโรงน้ำชา ขอทาน หญิงชาวบ้าน ตลาด หากมีข่าวลือเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ของหวางเฟยให้กำจัดข่าวลือ แล้วสืบมาให้ได้ว่าต้นตอข่าวมาจากผู้ใด”
เขาจะไม่ปล่อยให้มันผู้นั้นลอยนวลไปได้อีก
“กระหม่อมจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”
เหอไห่ออกจากห้องไป ฮั่นอ๋องก้มลงมองแผนภูมิต้นไม้ของซูอันหนิงคิ้วเข้มยิ่งขมวดแน่น ความอยากรู้อยากเห็นทำให้เขาตัดสินใจเทียบอักษรหาความหมายด้วยตัวเอง
เขาอยากรู้ว่านางวางแผนจะทำสิ่งใดกันแน่
เสียงหยดติ๋งๆจากนาฬิกาน้ำเป็นเสียงเดียวที่ดังอยู่ภายในห้องยามนี้จูเกาเซวียนถอดอักษรไปได้ครึ่งหนึ่ง จางเจี้ยนก็เริ่มจุดตะเกียงแล้วครู่ต่อมาเสียงของจางเจี้ยนก็รายงานขึ้น
“หวางเย่หม่าหมัวมัวมาแจ้งว่าได้เวลาเสวยค่ำแล้ว เชิญหวางเย่เสด็จเรือนชั้นในพ่ะย่ะค่ะ”
จูเกาเซวียนเงยหน้าขึ้นจากสิ่งที่ทำอยู่ใบหน้าของเขาเหม่อไปเล็กน้อย
“เจ้าว่าอะไรนะ”
“หวางเฟยให้มาเชิญหวางเย่เสวยมื้อค่ำร่วมกันพ่ะย่ะค่ะ”จางเจี้ยนรายงานพร้อมรอยยิ้มกว้าง
นางเชิญเขาร่วมโต๊ะอาหารด้วยตัวเองแล้ว...?
หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นมาวูบหนึ่งจนรู้สึกได้เขาต้องบอกตัวเองให้เยือกเย็นเข้าไว้ขณะวางพู่กันลงแล้วลุกขึ้นจัดเสื้อ
ไม่ลืมพูดกับจางเจี้ยนด้วยเสียงที่คิดว่าราบเรียบที่สุด“เจ้าต้มยาเสร็จแล้วค่อยยกตามไปที่เรือนชั้นใน”
“พ่ะย่ะค่ะ”
จูเกาเซวียนเดินไปตามระเบียงเชื่อมอาคารฝีเท้าของเขาค่อยๆ เร็วขึ้น กระทั่งถึงเรือนชั้นในจึงได้หยุดมองไฟในห้องแสงอบอุ่นส่องลอดหน้าต่างออกมา เงาคนวูบวาบแสดงถึงความเป็นบ้าน
ห้องนอนที่มีคนจุดตะเกียงรอกลิ่นอาหารอุ่นร้อน และนาง...
เขากำลังจะมีมันแล้วหรือ
จูเกาเซวียนก้าวเข้าไปในห้อง
เห็นซูอันหนิงนั่งยิ้มมองตรงมาที่เขากลับทำให้ย่างก้าวของเขาชะงักไปแวบหนึ่งจนคนมองไม่ออก เขาเดินไปนั่งลงฝั่งตรงข้ามนางดังเคยมองชามตะเกียบที่เตรียมไว้พร้อม ไม่ต้องให้อ๋องเช่นเขาต้องหน้าหนาเอ่ยปากถาม
“หวางเย่ วันนี้เกิดเรื่องมากมายนักข้าตกใจจนพูดไม่ออก แต่หลังจากใคร่ครวญแล้วจึงได้เข้าใจ ท่านปกป้องข้าไว้อย่างไม่ลังเลคนเราเมื่ออยู่ร่วมกัน เป็นสามีภรรยากันแล้วก็ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลประคับประคองกันร่วมฝ่าฟันอุปสรรคไปด้วยกัน”
นางยิ้มแต่เป็นยิ้มที่ทำให้จูเกาเซวียนหนาวสันหลังวาบอย่างน่าประหลาด เขารีบปัดความรู้สึกที่ทำให้เสียบรรยากาศนั้นทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
มองใบหน้าเล็กๆ ของนางเห็นความอิดโรยแล้วยิ่งสงสารจับใจ ที่มากกว่านั้นคือ...เขาไม่ชินกับการวางตัวเป็นพระชายาที่เรียบร้อยไร้ข้อบกพร่องของนางในยามนี้เขาอยากให้นางเป็นอย่างที่เคยเป็นมากกว่า จึงอดเย้าแหย่นางไม่ได้
“หวางเฟยพูดเสียยืดยาวก็แค่บอกข้าว่าเจ้าสำนึกในความกรุณาของสามีแล้วเท่านั้นนี่นา” เขายิ้มกล่าว“ข้ารับไว้แล้ว กินข้าวเถอะ”
เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาถือทว่าสายตายังมองนางอยู่เห็นดวงตาหงส์คู่นั้นแวววาว ริมฝีปากราวกับผลอิงเถาน้อยๆ เม้มเป็นเส้นจมูกบานออกเล็กน้อยยามหายใจออกเหมือนกำลังข่มโทสะ เขาต้องกดมุมปากไว้แน่นไม่ให้หลุดหัวเราะออกมา
หันไปคีบปลานึ่งซีอิ๊วใส่ชามโจ๊กของนาง“กินเยอะๆ”
“ขอบพระทัยเพคะ” นางกัดฟันตอบ
จูเกาเซวียนมองนางด้วยสายตาอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัวซูอันหนิงมองเขาแล้วชะงักไปชั่วขณะมองบุรุษผู้นั้นเลาะก้างปลาแล้วคีบใส่ชามนางอย่างเอาใจใส่ ในใจก็เกิดความลังเล
แผนการของนางอาจเป็นเพียงความคิดฟุ้งซ่านเหมือนชาวเมืองฉีที่กลัวฟ้าถล่ม[1]บางทีอาจจะไม่มีเหตุการณ์ใหญ่โตอย่างที่คิด
ทำเช่นนี้มันจะดีจริงหรือ...นางยังคงถามใจตนเองอย่างลังเล
บรรยากาศบนโต๊ะนั้นแปลกประหลาดคนเชิญฝืนกินแต่คนถูกเชิญกลับกินอย่างเอร็ดอร่อย
เมื่อของหวานขึ้นโต๊ะจางเจี้ยนก็ยกชามยาของฮั่นอ๋องเข้ามา เฉินชิงชิงเข้ามารับชามยาจากจางเจี้ยนไปแล้ววางพักไว้ที่โต๊ะด้านซ้ายเคียงกันกับชามยาของพระชายาที่อยู่ด้านขวา
ซูอันหนิงมองชามยาดวงตาของนางสั่นไหวลึกๆ นางผลักชามของหวานออก เอ่ยเสียงเรียบ “ยกยาข้ามาเถิด”
เฉินชิงชิงยกชามยาทางด้านซ้ายขึ้นมาฮั่นอ๋องไม่ได้สังเกตแม้แต่น้อยว่าถ้วยยาของตนถูกสับเปลี่ยนแล้ว
ซูอันหนิงสบตาเฉินชิงชิงแวบหนึ่งเมื่อเห็นแววลังเลของสาวใช้
ตอนที่นางบอกกับเฉินชิงชิงว่าให้เป็นคนสลับชามยาอีกฝ่ายปฏิเสธเสียงแข็งกว่านางจะกล่อมจนยินยอมทำตามได้ต้องเสียน้ำลายไปเป็นโอ่งยามนี้กลับจะขัดขืนคำสั่งนางหรือ
จูเกาเซวียนเงยหน้าขึ้นมองสองนายบ่าวซูอันหนิงจึงรีบเอ่ยเบี่ยงเบนความสนใจของเขา “ไปยกยาของหวางเย่มาด้วย”พูดจบนางก็คว้าชามยามา
เฉินชิงชิงเม้มริมฝีปากขณะมองผู้เป็นนายคนยาให้คลายร้อนท่าทางของนางเหมือนกำลังต่อสู้กับตนเอง กระทั่งซูอันหนิงดื่มยาชามนั้นเข้าไปนางถึงได้หลับตาลงอย่างจำนน หันไปยกยาอีกชามกลับมา แต่ก่อนที่อีกชามจะวางลงบนโต๊ะซูอันหนิงก็พ่นยาพรวดไปทางเฉินชิงชิง
สาวใช้ผู้คล่องแคล่วเบี่ยงถาดยาหลบแต่แรงเหวี่ยงทำให้ถ้วยยาไถลแล้วล้มคว่ำลงเสียงอุทานดังลั่นห้องชามยาตกกระแทกพื้นแตกกระจาย
“ยาของหวางเย่หกหมดแล้ว!” เสียงของเฉินชิงชิงดังขึ้นอย่างเสียดาย
หม่าหมัวมัวรีบเข้ามาดูพบว่ายาหกไม่เหลือสักหยดจริงๆ จึงอดบ่นไม่ได้ “เหตุใดเจ้าจึงซุ่มซ่ามเพียงนี้”
“เสียงดังอันใด ยาหกก็ไปต้มมาใหม่เสีย”จูเกาเซวียนสั่งเสียงดัง ก่อนจะหันไปคว้าผ้าเช็ดหน้าแล้วลุกขึ้นอ้อมไปทางซูอันหนิงยกชามยาออกจากมือนาง แล้วซับยาที่เปื้อนมุมปากให้อย่างอ่อนโยน
“รีบร้อนอันใดกัน ยายังร้อนอยู่ ค่อยๆดื่มก็ได้”
เขาเช็ดคราบยาบนตัวนางเสร็จก็หันไปหยิบชามยาขึ้นมาใหม่เป่าให้คลายร้อนแล้วป้อนนางด้วยตัวเอง
ซูอันหนิงดื่มยาทั้งน้ำตาคลอบ่นเสียงสั่นด้วยขอบตาแดงเรื่อ “ขมเพียงนี้ ท่านจะให้ข้าดื่มทีละช้อนหรือ”
ชายหนุ่มหัวเราะเบาอดแตะปลายนิ้วที่มุมปากนางไม่ได้ “เช่นนั้นเดี๋ยวข้าเป่าให้”
บ่าวในห้องเช็ดพื้นไปก็อดเหลือบมองเจ้านายทั้งสองพระองค์ไม่ได้ บรรยากาศเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหากเป็นเช่นนี้ไปตลอดคงดี แต่เฉินชิงชิงกลับหน้าซีดนางมองเจ้านายทั้งสองคนด้วยสายตาซับซ้อน ที่ไม่อาจบอกเล่าเรื่องราวคับข้องใจให้ผู้ใดฟังได้
คืนนั้นฮั่นอ๋องไม่ได้กลับห้องหนังสืออีกเขาดูแลภรรยาที่ว่าง่ายอย่างหาได้ยากแล้วหลับไปพร้อมกัน
ซูอันหนิงตัวร้อนขึ้นมากลางดึกนางนอนกระสับกระส่าย จูเกาเซวียนตื่นขึ้นมาเช็ดตัวให้นางแล้วจึงหลับต่อกระทั่งยามอิ๋นจึงลุกขึ้นมาเตรียมเข้าประชุมเช้า
เขามองนางครู่ใหญ่ก่อนจะยอมจากไปจริงๆ
ขณะที่จูเกาเซวียนเดินทางไปประชุมเช้าข่าวลือได้กระจายไปทั่วเป่ยจิงแล้วตั้งแต่เมื่อวาน องครักษ์ที่เขาส่งออกไปกำลังคลำเถาตามแตง[2]แม้จะกำจัดข่าวไปได้บางส่วน แต่ก็ไม่อาจสกัดข่าวที่ไหลเข้าจวนขุนนางได้
ยามที่ไปถึงท้องพระโรงมีขุนนางหลายคนเดินเข้ามากล่าวคำยินดีกับเขา พร้อมรอยยิ้มคลุมเครือ
จูเกาเซวียนเย็นวาบไปทั้งร่างเหอไห่ยังไม่กลับมา เขาจึงไม่รู้ว่ามีข่าวลือแบบใดข้างนอกนั่นหรือข่าวว่าพระชายาฮั่นอ๋องตั้งครรภ์จะกระจายมาถึงชนชั้นสูงแล้วจริงๆ
เหตุใดจึงรวดเร็วเพียงนี้!
เขาหรี่ตาครุ่นคิดมือที่อยู่ใต้แขนเสื้อกว้างกำแน่น
การประชุมดำเนินไปตามปกติกระทั่งใกล้เลิกประชุม ฮ่องเต้ก็หันมาทางฮั่นอ๋อง
“หวางเฟยตั้งครรภ์เหตุใดไม่แจ้ง”น้ำเสียงของฮ่องเต้กดต่ำ
จูเกาเซวียนตกใจจนมือเย็นแต่ต้องแสร้งทำตัวเยือกเย็นแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา “ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันยังไม่ทราบเลยว่าพระชายาท้องเหตุใดจึงมีข่าวเล่าลือออกไปได้พ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ปรายตามองขุนนางแถวหนึ่งซึ่งเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมาระหว่างรอประชุม ขันทีได้ยินจึงได้นำขึ้นรายงาน
แววพระเนตรของฮ่องเต้เย็นเยียบท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบเนิ่นนาน ฮั่นอ๋องจึงได้รายงานต่อ
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมไม่สบายมาหลายวันแล้วส่วนพระชายาล้มศีรษะกระแทกเมื่อสองวันก่อนจึงได้ให้หมอหลวงเซี่ยเข้าไปทำการรักษายามนี้หมอหลวงยังอยู่ในจวนคอยตรวจบาดแผลและปรับยาตามอาการข่าวการตั้งครรภ์จึงยิ่งเป็นไปไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
ขุนนางฝ่ายบุ๋นผู้หนึ่งก้าวออกมา“แต่ยามนี้มีข่าวลือในตลาดว่าฮั่นหวางเฟยท้อง...เอ่อเล่าลือกันได้ไม่น่าฟังแม้แต่น้อย กระหม่อมคิดว่าสมควรทำให้เรื่องนี้กระจ่างพ่ะย่ะค่ะ”
จูเกาเซวียนเหลือบมองขุนนางฝ่ายบุ๋นผู้นั้นปลายนิ้วบีบฮู่[3]งาช้างในมือแน่นเอ่ยกับขุนนางผู้นั้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “หากนางท้องจริงย่อมเป็นข่าวดีข้าก็รอคอยข่าวดีนี้อยู่เช่นเดียวกัน เหตุใดจึงกลายเป็นข่าวลือไม่น่าฟังไปได้”
ขุนนางฝ่ายบุ๋นผู้นั้นมีสีหน้ากระอักกระอ่วนขุนนางฝ่ายบู๊ผู้หนึ่งก้าวออกมาเอ่ยสนับสนุนว่า “กระหม่อมเห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะเรื่องทายาทเชื้อพระวงศ์ จะปล่อยให้ผู้คนพูดกันสนุกปากไม่ได้ หากมีข่าวลือผิดๆจะต้องรีบระงับข่าวลือนั้น ทำความจริงให้กระจ่างโดยเร็วเพื่อปิดปากผู้คนพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง สายพระเนตรกวาดผ่านขุนนางเบื้องล่างก่อนจะเคลื่อนกลับมาที่ฮั่นอ๋อง
“ให้ฮั่นหวางเฟยเข้าวังเรียกหมอหลวงห้าคนมาตรวจชีพจร”
หลินกงกงประสานมือโค้งกาย “รับพระบัญชา”
จูเกาเซวียนก้มหน้าปกปิดประกายตาคมกร้าว ไม่ว่านี่คือแผนร้ายของผู้ใดก็ตามเขาจะทำให้มันย้อนกลับไปสนองคนผู้นั้นให้สาสม
[1] ชาวเมืองฉีกลัวฟ้าถล่ม หมายถึง ตื่นตระหนกเกินเหตุ กลัวสิ่งที่ยังไม่เกิด
[2] คลำเถาตามแตงสำนวนจีน หมายถึง สืบสวนตามเบาะแสไป
[3] แท่งฮู่ คือแผ่นจดข้อราชการ ที่จะนำขึ้นกราบทูลต่อฮ่องเต้ขณะประชุมเช้าในท้องพระโรงมีลักษณะเป็นแผ่นแบนยาวคล้ายไม้บรรทัด ปลายโค้งเล็กน้อย