ช่างน่าสงสารหนุ่มน้อยผู้นั้นยิ่งนักทั้งหน้าตาและผิวพรรณล้วนดูงดงามกว่าลูกหลานตระกูลสูงศักดิ์ของฉางผิงเสียอีกหากมิใช่คน ตาบอดก็คงจะดีไม่น้อยส่วนชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง…..
เจียวซินนึกถึงหน้าตาเหลอหลาและอาการพูดตะกุกตะกักของจางฝูลู่แล้วนางก็นึกขันในใจ
เมื่อลู่จางเหว่ยจัดการเรื่องนักโทษเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ออกมาคุยกับจินลี่หยาง
“พรุ่งนี้จะมีการพิจารณาคดีของนักโทษสามคนนั้นท่านจงฉงเจ้าเมืองเจียงหลิงจะมาร่วมฟังการไต่สวนครั้งนี้ด้วย”
จินลี่หยางชะงัก“ท่านจงฉงก็มาด้วยงั้นหรือ”
ลู่จางเหว่ยพยักหน้า“ใช่ คดีนี้ค่อนข้างโด่งดังจึงไปถึงหัวเมืองตะวันออกถ้าอย่างไรพรุ่งนี้คงต้องให้ท่านอยู่ร่วมฟังการไต่สวนครั้งนี้ด้วย”
จินลี่หยางมีสีหน้าคิดหนักแต่ถึงอย่างไรเขาก็ต้องอยู่ร่วมฟังการไต่สวนด้วยเพราะคนร้ายถูกพวกเขาจับได้ที่เมืองซุนฉือ
เมื่อพูดคุยกันเสร็จแล้วจินลี่หยางจึงเอ่ยขอตัวกลับไปพักผ่อนเขาเดินสวนกับหญิงสาวคนหนึ่งที่ถือตะกร้าอยู่หน้ากองทหารรักษาเมืองฉางผิงหญิงสาวคนนั้นมองตามจินลี่หยางจนเหลียวหลัง
“อ้าวเสี่ยวซิน มาแล้วรึ” ลู่จางเหว่ยเอ่ยเรียกหญิงสาวนางจึงหันกลับมายิ้มให้เขา
“พี่ใหญ่ ข้ารู้ว่าท่านเพิ่งเดินทางกลับมาถึงคงจะหิวไม่น้อยข้าจึงซื้อซาลาเปาไส้เนื้อแกะมาให้ท่าน”
ลู่จางเหว่ยยิ้มและเดินนำน้องสาวเข้าไปด้านใน
“พี่ใหญ่คนที่เดินออกไปเมื่อครู่คือใครหรือเจ้าคะ”
“ใต้เท้าจิน หัวหน้ากองทหารรักษาเมืองจากซุนฉือน่ะเขาช่วยคุมตัวนักโทษมาให้"
“เช่นนั้นเอง ยังหนุ่มมากเลยนะเจ้าคะ”
ลู่จางเหว่ยที่หยิบซาลาเปาขึ้นมาเตรียมจะนำเข้าปากก็ชะงักมือและมองน้องสาวของตนเองด้วยประกายตาหยอกล้อ
“มีอันใดรึ ลู่เจียวซิน เจ้าสนใจเขาหรืออย่างไร”
ลู่เจียวซินหน้าแดงขึ้นเล็กน้อยยิ่งทำให้นางดูน่ารักมากขึ้น“พี่ใหญ่กล่าวอันใดเช่นนั้นเจ้าคะใครมาได้ยินเข้าจะเข้าใจผิด”
ลู่จางเหว่ยหัวเราะฮ่าๆ“น้องสาวของพี่อยากได้อันใดก็ต้องได้ ดาวเดือนพี่ยังสอยมาให้แล้วกับแค่คู่ชีวิตสักคนประเดี๋ยวพี่ชายจะส่งเกี้ยวไปรับตัวเขามาให้เจ้าก็ย่อมได้ฮ่าๆๆ”
“พี่ใหญ่ เลิกล้อเล่นได้แล้วเจ้าค่ะ” ลู่เจียวซินทำเสียงดุแต่หน้ายิ้ม“น้องมิออกเรือนกับผู้ใดทั้งนั้นหากว่าน้องยังไม่มีพี่สะใภ้”
“แค่กๆๆ” ลู่จางเหว่ยสำลักซาลาเปาจนหน้าแดง
จินลี่หยางเคาะประตูห้องเพียงสองครั้งจางฝูลู่ก็รีบเปิดประตูให้เขา “ชู่ว…ใต้เท้าจิน อาอี้หลับแล้วขอรับ”
จินลี่หยางเดินเข้าไปในห้องเห็นเฉินอี้นอนตะแคงอยู่บนเตียง
“เขาเป็นอย่างไรบ้าง”
“สบายดีขอรับ แต่คงเหนื่อยเลยหลับไป” จางฝูลู่รินน้ำชาให้ จินลี่หยาง
จินลี่หยางเห็นอาหารวางอยู่บนโต๊ะหลากหลายชนิดก็นึกขำ“นี่พวกเจ้าหิวกันมากหรือจึงซื้อของกินมามากมายขนาดนี้”
“พวกนี้ล้วนเป็นของท่าน” จางฝูลู่กล่าว จินลี่หยางทำหน้างง
“ของข้าหรือ?”
“อาอี้บอกว่าท่านน่าจะหิว แต่ไม่รู้ว่าท่านชอบกินอันใดจึงซื้อมาเกือบทุกอย่างเลย”
จินลี่หยางหันไปมองหน้าเด็กน้อยที่นอนตะแคงหนุนมือตนเองหลับอยู่แล้วจึงหันกลับมาหยิบหูปิ่งไปกินชิ้นหนึ่ง
“ข้าเชื่ออาอี้แล้ว” อยู่ๆ จางฝูลู่ก็เอ่ยขึ้น
“เชื่ออันใดหรือ?" จินลี่หยางทำหน้างง
“ข้าเชื่อว่าเขามองเห็นวิญญาณและสื่อสารกับพวกนั้นได้จริงๆ”
จินลี่หยางวางขนมที่เพิ่งกินไปได้คำหนึ่งพลางถอนใจเล็กน้อย“เพราะเหตุใด?”
“เขาไม่มีเหตุผลต้องโกหกเลยนี่จริงหรือไม่” จางฝูลู่ถอนใจเฮือกใหญ่“เหตุการณ์หลายๆ อย่างที่ทั้งท่านและข้าก็หาคำอธิบายมิได้และท่านนักพรตก็กล่าวเช่นนั้นด้วย” จางฝูลู่มีสีหน้ายุ่งเหยิง
จินลี่หยางยิ้มน้อยๆ“ข้าเองก็เชื่อเฉินอี้เช่นกัน”
จางฝูลู่หันขวับมามองเขา“จริงหรือ”
จินลี่หยางพยักหน้า“ตามที่ท่านนักพรตบอก เฉินอี้ป่วยเพราะช่วยเหลือวิญญาณพวกนั้นถ้ามีทางใดที่สามารถช่วยป้องกันเฉินอี้ได้ข้าก็จะช่วยเขา”
จางฝูลู่พยักหน้า“อาอี้เสียสละตนเองมามากเกินไปแล้ว เพื่อช่วยข้าเขาถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อตอนนั้นข้าเองก็ยังมิรู้เรื่องรู้ราวอันใดก็พาลโกรธใส่เขาตอนนี้นึกย้อนกลับไปข้าก็ยังรู้สึกผิดอยู่เลย”
จินลี่หยางหันไปมองเฉินอี้อีกครั้งและหันกลับมามองของกินที่อยู่ตรงหน้าจากนั้นก็หยิบทุกอย่างเข้าปากจางฝูลู่ยิ้มและรีบรินน้ำชาให้เขา
ลู่จางเหว่ยนั่งอ่านรายงานที่จินลี่หยางส่งมาพร้อมกับนักโทษสามคนนั้นเมื่ออ่านไปได้ครู่หนึ่งเขาก็ขมวดคิ้ว
คนร้ายมีทั้งหมดสามคนแต่ผู้ที่จับคนร้ายได้ถึงสองคนคือเฉินอี้งั้นหรือ
แม้ว่าเท่าที่อ่านมาจะดูเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญแต่เฉินอี้เป็นคนตาบอดมิใช่หรือ เขาสามารถทำเช่นนี้ได้อย่างไรกันหากเป็นคนปกติก็ว่าไปอย่าง
เด็กคนนี้น่าสนใจมากทีเดียว
เฉินอี้รู้สึกตัวตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะเขาฝันเห็นอักขระยันต์ชุดใหม่
เฉินอี้นอนทบทวนภาพนิมิตอยู่ครู่หนึ่งจำได้ว่าชื่อยันต์ปัญจธาตุ แต่ละธาตุมีลวดลายต่างกันเมื่อจำรายละเอียดได้ทั้งหมดแล้ว เฉินอี้ก็ลุกขึ้นจากเตียงเรียกหาหลิวซูเจี๋ย
ทุกครั้งที่เกิดภาพนิมิตเช่นนี้เฉินอี้ต้องรีบวาดมันออกมาก่อนที่รายละเอียดจะเลือนหายไป
เฉินอี้อยากได้กระดาษกับพู่กันหลิวซูเจี๋ยจึงชี้ตำแหน่งให้เฉินอี้เขาหยิบกระดาษกับพู่กันออกมาแล้วนั่งลงวาดยันต์บนพื้น
หลิวซูเจี๋ยหันไปมองจางฝูลู่ที่ยังคงหลับสนิทแม้เฉินอี้จะระวังแล้วแต่ก็ยังมีเสียงกุกกักให้ได้ยินถึงอย่างนั้นจางฝูลู่ก็ยังไม่ตื่น
เฉินอี้ยิ้ม“เหล่าจางเป็นคนหลับลึก หากมิมีเรื่องกังวลใจเมื่อหลับแล้วจะปลุกยากเสียงเพียงเท่านี้ทำอันใดเขามิได้หรอก”กล่าวจบเฉินอี้ก็ลงมือวาดยันต์จนครบทั้งห้าใบซึ่งใช้เวลานานพอสมควร
เฉินอี้ให้หลิวซูเจี๋ยช่วยดูว่าเขาเคยเห็นยันต์ลวดลายเช่นนี้บ้างหรือไม่หลิวซูเจี๋ยมองแล้วก็ได้แต่ยิ้มแหยๆ และส่ายหน้า
"ข้าเป็นวิญญาณผู้พิทักษ์ได้มินานเท่าใดนัก ของแบบนี้ข้าไม่ค่อยคุ้นตาถ้าอย่างไรลองไปถามท่านตงเปียนดีหรือไม่ เขาน่าจะมีความรู้มากกว่าข้า
ซุนเฉิงซึ่งอยู่ห่างจากห้องของเฉินอี้ไปหนึ่งระเบียง
ตงเปียนนั้นมิใช่ผู้พิทักษ์ของเฉินอี้เขาจึงไม่สามารถเรียกตงเปียนให้ไปหาเขาตามใจเช่นไรก็ได้นอกเสียจากเฉินอี้จะอยู่ในระยะห่างจากเจินจูของวิญญาณผู้พิทักษ์ไม่เกินสิบฉื่อ (ประมาณหนึ่งเมตร)
เฉินอี้ยืนอยู่หน้าห้องของจินลี่หยางและเอ่ยเรียกตงเปียนเสียงแผ่วเบาตงเปียนปรากฏกายอยู่ตรงหน้าเฉินอี้ทันที
“เฉินอี้ มีอันใดรึ”
“ข้าอยากให้ท่านช่วยดูยันต์พวกนี้หน่อย”เฉินอี้ยื่นกระดาษแผ่นเท่าฝ่ามือให้ตงเปียนดู ตงเปียนมองแล้วก็ขมวดคิ้ว
“ยันต์พวกนี้มาจากที่ใดกัน”
“ข้าเห็นในภาพนิมิตจึงวาดมันออกมา”
ตงเปียนมองหน้าเฉินอี้ทั้งที่ยังขมวดคิ้วอยู่“ภาพนิมิตงั้นหรือ?”
เฉินอี้พยักหน้า
“ยันต์เหล่านี้คือยันต์ปัญจธาตุ” ตงเปียนตอบ
เฉินอี้ยิ้มดีใจ“ท่านรู้จักยันต์พวกนี้จริงๆ ด้วย”
ตงเปียนพยักหน้า“ยันต์ปัญจธาตุจะดำเนินควบคู่สัมพันธ์กันในลักษณะสมดุลสามารถก่อเกิดและทำลายล้างเป็นวัฏจักรของสรรพสิ่งได้ในเวลาเดียวกัน”ตงเปียนหยุดมองหน้าเฉินอี้ครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยถาม “เฉินอี้ ท่านเป็นลูกรักของเทพเจ้าหรือ”
เฉินอี้มีสีหน้างงงันในตอนแรกแต่เมื่อเข้าใจความหมายก็หัวเราะออกมา
ตอนนั้นเองประตูห้องของจินลี่หยางก็เปิดออก เฉินอี้สะดุ้ง ตงเปียนกับหลิวซูเจี๋ยก็เช่นกัน