บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 41 งานฉลองขึ้นบ้านใหม่อันอบอุ่น

            ถึงจะบอกว่าจะมีเพื่อนมาก็ตามแต่เพราะก่อนหน้านี้สถานการณ์ของหลินลั่วหรานไม่ค่อยดีเท่าไรเธอจึงไม่ค่อยได้ติดต่อกับเพื่อนร่วมชั้นมาสักพักแล้ว หากตอนนี้จะไปบอกใครเขาก็คงจะดูเหมือนการอวดมากเกินไป ดังนั้นคนที่จะมาก็มีเพียงเป่าเจียและพี่หวังเท่านั้น

            แต่ด้านหลังของเป่าเจียยังมีร่างของใครอีกคนตามมาด้วยร่างสูงใส่สูทยืนหลังตรงสง่า สวมประดับแว่นกรอบทอง ก็มีแต่หลิ่วเจิงไม่ใช่เหรอ?

            พ่อและแม่ของหลินลั่วหรานต่างก็เคยพบเป่าเจียกันแล้วและรู้ดีว่าเธอดีกับหลินลั่วหรานมาก แต่คนที่ดูสุภาพเรียบร้อยอย่างหลิ่วเจิงเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนในระดับเดียวกันกับพวกเขา ทำให้รู้สึกอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย

            โชคดีที่วันนี้เสี่ยซุยติดธุระจึงมาด้วยไม่ได้ไม่อย่างนั้นสร้อยทองเส้นใหญ่ที่คอของเขา คงจะทำเอาทุกคนตาพร่ามัวไปหมดแม้ว่าหวังเมี่ยวเอ๋อจะร่ำรวย แต่เพราะผิวพรรณดำคล้ำของเธอแม้จะสวมใส่เสื้อผ้าราคาแพง ในสายตาของผู้เป็นแม่จึงมองว่าเธอเป็นชาวต่างชาติคนหนึ่ง

            หลิ่วเจิงทำของขวัญถุงใหญ่มาให้ พร้อมเรียก “คุณลุง”“คุณป้า” สุภาพเรียบร้อย จนน้าหลี่เอ้อร์ต้องหันหลังมาพูดกับผู้เป็นแม่ “ตอนนี้เสี่ยวหรานสุดยอดไปเลยนะคนที่รู้จักต่างมีแต่คนมีฐานะทั้งนั้น”

            เธอเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายดี ต่อให้ความสัมพันธ์ต่อกันดีแค่ไหนหากลองสลับกันเป็นบ้านของน้าหลี่เอ้อร์ร่ำรวยขึ้นมากะทันหันแบบนี้บ้างเธอก็คงจะรู้สึกอึดอัดใจเช่นกัน ผู้เป็นแม่จึงตบมือลงที่บ่าของน้าหลี่เอ้อร์เบาๆ “พูดอะไรกันเด็กนั่นต่อให้มีฐานะเพิ่มมากขึ้นเท่าไรก็ยังเรียกเธอว่าน้าหลี่เอ้อร์อยู่ดีไม่ใช่เหรอ?”

            เมื่อได้ยินดังนั้นจิตใจของน้าหลี่เอ้อร์ก็รู้สึกสงบขึ้นมา

            หลิ่วเจิงไม่ใช่คนที่ชอบพูดอะไรมากนักแต่เมื่อได้เห็นบ้านที่สวยตระการตาขนาดนี้ เขาก็ทนที่จะยกรอยยิ้มขึ้นมาไม่ได้ในระหว่างที่นั่งจิบชาอยู่ที่ห้องรับแขก : “อาศัยอยู่ในบ้านราคายี่สิบล้านแต่ได้รับเงินเดือนสองพันกว่าหยวนจากเจินเป่าเซวียน ถ้ามีคนรู้คงได้มีข่าวออกไปอีกแน่คุณหญิงหลินไม่ลองคิดดูหน่อยเหรอครับว่าพอเอามาเทียบกันแล้วมันออกจะขัดแย้งกันเกินไปหน่อยนะ”

            เมื่อเห็นใบหน้าที่ขึ้นสีขึ้นมาของหลินลั่วหรานเป่าเจียก็หันไปค้อนใส่หลิ่วเจิง “คุณชายหลิ่ว บ้านคุณก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ฉันยังไม่เคยพูดแบบนี้ด้วยเลยนะ!”

            หลิ่วเจิงตัดสินใจไม่พูดเรื่องนี้ต่อและหันไปคุยเรื่องธุรกิจกับหวังเมี่ยวเอ๋อแทนแต่ก่อนฝูหม่านโหลวเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงบริษัทเดียวแต่หลังจากการเข้ามาของหลิ่วชื่อและเริ่มสร้างความสัมพันธ์กับเสี่ยซุยและหวังเมี่ยวเอ๋อ ดังนั้นเมื่อมีการทำธุรกิจกันบ่อยขึ้นก็สามารถพูดได้ว่ารวมกันไปเป็นหนึ่ง

            เมื่อเห็นว่าพวกเขาพากันคุยเรื่องธุรกิจเป่าเจียก็พาตัวหลินลั่วหรานเข้าไปในครัวส่วนผู้เป็นพ่อเดิมทีก็เป็นคนไม่ชอบพูดอะไรมากอีกทั้งยังกลัวว่าจะพูดอะไรทำให้ลูกสาวต้องขายหน้า จึงพาลั่วตงออกไปตกปลาที่หลังบ้าน

            เรื่องผักนั้นไม่ต้องพูดถึงทั้งหมดล้วนแต่เป็นผักจากพื้นที่ลึกลับของหลินลั่วหรานทั้งสิ้น เก็บสดๆ ทำสดๆสดใหม่จนไม่รู้จะพูดอย่างไร เนื้อและสันกระดูกเป็นของที่เป่าเจียซื้อมาให้ส่วนพี่หวังก็แบกไวน์ทั้งลังมาด้วย ช่างดูเข้ากับสไตล์ของเธอดีจริงๆ

            เป่าเจียเองก็ไม่ใช่คุณหนูที่ถูกเลี้ยงถูกมาโดยตามใจดังนั้นอาหารง่ายๆ เธอต่างก็ทำเป็นทั้งนั้น

            ในตอนที่พวกเธอเดินเข้ามาผู้เป็นแม่กำลังเติมซอสลงไปในหมูผัดซอสแดงของเธอ เนื้อแดงบางนุ่มเนื้อขาวก็ติดมันวาว แต่กลับไม่เลี่ยน เป็นอาหารจานเด็ดของแม่ ในตอนที่หลินลั่วหรานยังเป็นเด็กบ้านของเธอฐานะไม่ดีนัก โอกาสที่จะได้กินหมูผัดซอสแดงจึงมีเพียงช่วงเวลาฉลอง

            หลิ่วเจิง เป่าเจีย และพี่หวังมีใครที่ไม่ได้เติบโตขึ้นมากับอาหารสวยหรูของคนเมืองบ้าง? หลินลั่วหรานเกรงว่าพวกเขาจะไม่คุ้นชินกับอาหารมันๆในแบบของแม่ เธอจึงบอกให้ผู้เป็นแม่ไปพักเสียก่อนแล้วตัวเองก็ลงมือทำอาหารอีกสองสามอย่าง

            เป่าเจีย “ขโมย” กินหมูซอสผัดอย่างไม่เกรงใจก่อนจะถูกความร้อนเข้าเล่นงานจนร้องโอดโอยแถมยังไปร้องขอความเห็นใจจากแม่ของหลินลั่วหรานอีกท่าทางของเธอทำให้แม่ของหลินลั่วหรานต้องหัวเราะออกมาดังๆ

            หลินลั่วหรานนำเอากะหล่ำปลีออกมาจากพื้นที่ลึกลับแล้วเลือกเอาแต่ส่วนนิ่มๆ สีขาวด้านในเอามาหั่นเป็นชิ้นยาว แล้วจัดการต้มจากนั้นก็เติมซอสเครื่องปรุงรสชาติเปรี้ยวลงไป ทำเป็นอาหารรสชาติสบายปากออกมาตัวผักสีงดงามราวกับหยกเหลือง โรยผักชีลงไปเล็กน้อย ทำเอาคนมองจิตใจสุขสบายขึ้นมา

            ส่วนผักที่ไม่ได้ใช้เป่าเจียก็อาสาเป็นผู้ลงมือสับและเอาไปโปรยให้เหล่าปลาคาร์ฟกินแทน

            เหล่าปลาคาร์ฟที่แสนขี้เกียจจะขยับตัวเพราะความอ้วนเมื่อได้กลิ่นของกะหล่ำปลี ก็รีบพุ่งตัวเข้ามาแย่งกันราวกับบ้าคลั่งเป่าเจียส่งเสียงเรียกให้น้าหลี่เอ้อร์ออกไปดูด้านนอกด้วยกันกับเธอ

            ภายในห้องครัวเหลือเพียงหลินลั่วหรานและผู้เป็นแม่แม่ของหลินลั่วหรานหันไปมองทางห้องรับแขก ก่อนจะดึงตัวหลินลั่วหรานเข้ามาถามใกล้ๆเรื่องความสัมพันธ์ของเธอและหลิ่วเจิง

            หยาดเหงื่อผุดขึ้นมาบนหน้าผากของหลินลั่วหรานเธอพยายามอธิบายอยู่หลายรอบว่าเป็นเพียงเพื่อนคนหนึ่งผู้เป็นแม่ทำเหมือนจะเชื่อแต่ก็ไม่เชื่อ ทั้งยังก้มหน้าหั่นเนื้อติดสันหลังต่อไป

            หลินลั่วหรานไม่รู้จะทำอย่างไรจึงได้แต่บอกผู้เป็นแม่ไปว่า หลิ่วเจิงเป็นคู่หมั้นของเป่าเจียผู้เป็นแม่ถึงได้เชื่อว่าพวกเธอไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบนั้นต่อกันเพียงแต่หูของหลินลั่วหรานนั้นดีพอที่จะได้ยินคำว่า “น่าเสียดาย”ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของผู้เป็นแม่ ฟ้ารู้ดีว่าเธอเสียดายอะไร

            เมื่อเป่าเจียและน้าหลี่เอ้อร์กลับมาจากให้อาหารปลาหลินลั่วตงก็วิ่งเข้ามาในห้องครัว ในมือของเขาจับปลาเกล็ดเงินขนาดราวๆ 1 กิโลกรัมเอาไว้เด็กชายตัวน้อยตื่นเต้นจนใบหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยสีแดงและมองมาที่หลินลั่วหรานด้วยความคาดหวัง

            ผู้เป็นพ่อยังคงตกปลาอยู่ที่หลังบ้านหลินลั่วหรานจึงถามออกมาอย่างอ่อนโยน “อันนี้เธอจับมาเหรอ?”

            เด็กชายตัวน้อยพยักหน้าลง “คุณพ่อ!”

            แค่เขาสามารถพูดกับคนอื่นได้ก็ไม่ง่ายแล้วหลินลั่วหรานจึงไม่ได้บังคับอะไรเขามาก เพียงฟังรู้เรื่องก็พอแล้วดูเหมือนว่าพ่อจะเป็นคนตกปลาตัวนี้ขึ้นมา เห็นบ่อน้ำใสๆ แบบนั้น ใครจะรู้ว่าจะซ่อนปลาตัวโตแบบนี้เอาไว้ด้วย

            เมื่อเห็นว่าเสี่ยวลั่วตงพยายามจับปลาที่ดิ้นอยู่ไว้ในมืออย่างหนักหลินลั่วหรานจึงเอากะละมังมารับเอาไว้ แล้วหันไปคุยกับผู้เป็นแม่ “ดูท่าว่าในบ่อจะยังมีอีกเยอะเลยเอาไว้พวกเราก็เอาน้ำออก แล้วค่อยๆ จับกัน!”

            เป่าเจียพยักหน้า “เรื่องจับปลาต้องบอกฉันเลย ฮ่าๆ”

            หลินลั่วหรานได้ยินดังนั้น ก็เอ่ยแซวออกมา “เธอน่ะ เป็นลูกคุณหนูนะได้ยินอะไรแบบนี้ทีไร ตื่นเต้นกว่าคนอื่นทุกที!”

            เป่าเจียทำท่าจะพุ่งตัวเข้าไปข่วนเธอจนทำให้ผู้เป็นแม่และน้าหลี่เอ้อร์ยิ้มขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ แม้แต่ใบหน้าเล็กๆของลั่วตงเอง ก็ยังประดับไปด้วยรอยยิ้ม

            ผู้เป็นแม่มองไปยังปลาตัวโตแล้วก็รู้สึกลังเลขึ้นมา “น่าเสียดายนะปลาตัวนี้กลิ่นคาวมาก ไม่อย่างนั้นก็คงจะพอต้มซุปได้”

            หลินลั่วหรานจับบ่าของผู้เป็นแม่ “แม่ไปพักเถอะ เดี๋ยวหนูจะทำหม้อไฟปลาให้ดูรับประกันว่าไม่มีกลิ่นคาวแน่นอน!”

            เมื่อได้ยินว่าจะทำหม้อไฟน้าหลี่เอ้อร์ก็จัดการฆ่าปลาตัวนั้นทันที ก่อนจะจัดการแล่เนื้อออกให้เป็นชิ้นหนาๆแล้วใส่ลงไปในน้ำที่มีเหล้าขาว เกลือ พริกไทย น้ำส้มสายชู และหัวหอมเพื่อขจัดกลิ่นคาวออก ก่อนที่หลินลั่วหรานจะเติมเบียร์ลงไปอีกสองช้อน

            เป่าเจียมองดูด้วยความประหลาดใจเธอยืดคอออกไปเพื่อจะเรียนรู้วิธีการทำอาหารจานนี้ หลินลั่วตงเองก็มองจนตาไม่กะพริบจนทำให้หลินลั่วหรานได้แต่แอบคิดในใจหรือว่าจะเป็นเด็กผู้ชายที่ชอบการทำอาหารกันนะ?

            เมื่อเห็นว่าเป่าเจียอยากจะรู้เธอจึงตักเนื้อปลาที่ต้มไปแล้วราวๆ สองนาทีขึ้นมาให้เธอชิม

            น้าหลี่เอ้อร์ยิ้มพร้อมพูดว่า “เธอจะไปทำได้ไง” เธอตอกไข่ลงไปบนเนื้อปลา และจัดการใส่เครื่องปรุงลงไป

            เป่าเจียมักจะแย่งหน้าที่ในการผสมไปเสมอตะเกียบทั้งสองในมือของเธอขยับไปมา เมื่อเห็นว่าหลินลั่วตงดูจะสนใจเป็นพิเศษเธอก็ส่งตะเกียบทั้งสองไปให้ ดูเหมือนว่าทั้งสองจะสนใจสิ่งตรงหน้ามากพอๆ กัน

            หลินลั่วหรานหั่นขิงดอง พริกดอง และผักกาดดองก่อนจะใส่น้ำมันหมูและน้ำมันพืชลงไปจากนั้นก็ใส่ผักกาดดองลงไปพร้อมกับเครื่องปรุงทั้งหลายอีกก่อนจะใส่ข้าวคั่วลงไปเป็นอันดับสุดท้าย

            รอจนน้ำเดือด ต้มปลาอีกสักสามนาทีก็สามารถนำไปเสิร์ฟได้ โรยผักชีและหัวหอมลงไปเล็กน้อยกลิ่นหอมเหล่านั้นก็ทำเอาผู้คนอยากอาหารขึ้นมา

            บนโต๊ะอาหาร

            เมื่อเห็นอาหารถูกวางจนเต็มโต๊ะหวังเมี่ยวเอ๋อก็ชี้ไปยังสลัดมะเขือเทศจานหนึ่ง “อันนี้รสชาติเหมือนที่เธอเอาไปให้ใช่ไหม?”

            เมื่อเห็นว่าหลินลั่วหรานพยักหน้าลงหวังเมี่ยวเอ๋อก็จัดการกับจานมะเขือเทศตรงหน้าด้วยความตั้งใจ

            เป่าเจียเคี้ยวกะหล่ำปลีเอาไว้ในปากสายตามองตรงไปยังปลาหม้อไฟที่อยู่บนโต๊ะน้าหลี่เอ้อร์เห็นว่าทุกคนต่างพากันกินอาหารจำพวกผักก็ได้แต่คิดไปพร้อมกับกินหมูผัดซอสแดง คนในเมืองพวกนี้แปลกจริงๆกินแต่ผักไม่กินเนื้อ

            เอ มันแปลกนะ ทำไมทุกคนต่างพากันกินแต่ผักล่ะ? น้าหลี่เอ้อร์คิดดังนั้นจึงลองชิมผัดปวยเล้งเข้าไปความหอมหวานที่ปะทุขึ้นในปาก ทำให้น้าหลี่เอ้อร์ละทิ้งหมูผัดซอสที่กำลังกินอยู่ในทันที

            ผักที่บ้านหลินนี่อร่อยจริงๆ! ในตอนนี้ภายในหัวของน้าหลี่เอ้อร์เหลือเพียงความคิดนี้ความคิดเดียวเท่านั้น

            หลังจากทานอาหารเสร็จเรียบร้อยน้าหลี่เอ้อร์จะกลับไปในวันพรุ่งนี้ หลินลั่วหรานจึงออกไปส่งพวกหลิ่วเจิง

            ส่วนหวังเมี่ยวเอ๋อนั้น ทำอะไรรวดเร็วหลังจากกินอิ่มก็แบกผักกองหนึ่งกลับไป ไม่เหลือแม้แต่เงา

            แม้ว่าฤดูหนาวของเมือง R จะไม่ได้หนาวเท่าทางฝั่งเหนือที่น้ำกลายเป็นน้ำแข็งแต่ลมในตอนกลางคืนก็หนาวยะเยือกมากเช่นกัน หลิ่วเจิงเปิดประตูรถออกก่อนจะเหมือนว่าจะนึกอะไรขึ้นมาได้ “ได้ยินมาว่าครั้งนี้เธอก็จะไปด้วยเหรอ?”

            หลินลั่วหรานนิ่งไปสักพัก ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าครั้งนี้ คำพูดของเขา คงจะหมายถึงการไปพม่า เธอก็รู้สึกไม่ค่อยดีขึ้นมาเธอรับเงินเดือนจากหลิ่วชื่อ แต่กลับมักจะขอลาหยุดเพื่อไปทำเรื่องส่วนตัวอยู่บ่อยๆจึงไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรกับหลิ่วเจิง

            “ฉัน...”

            เมื่อเห็นท่าทางละอายใจของหลินลั่วหรานเขาก็ยิ้มออกมา “ฉันแค่เห็นว่าเธอดูสนใจการพนันหยกดีคุณนายซุยก็บอกว่าเธอมีพรสวรรค์ ยังไงก็ลองเปลี่ยนจากพนักงานขายมาเป็นที่ปรึกษาการซื้อแร่แทนไหม เงินเดือนก็เป็นเงินเดือนเริ่มต้นบวกกับเปอร์เซ็นต์เหมือนเดิมเป็นไง?” ที่จริงแล้ว คำบอกเล่าของหวังเมี่ยวเอ๋อคือหลินลั่วหรานเป็นเทพแห่งทรัพย์สมบัติที่สามารถพ่นเงินออกมาได้โชคดีราวกับเป็นเรื่องล้อเล่น หากไม่เอาออกมาใช้ คงเสียของแย่

            เดิมทีหลินลั่วหรานก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นยุ่งมากขึ้นทุกทีการเป็นพนักงานขายนั้นแทบจะไม่มีความยืดหยุ่นใดๆ จึงไม่ค่อยเหมาะกับเธอเท่าไรเพียงแต่เธอก็อดที่จะเสียดายไม่ได้ เพราะหากให้เธอพูดแล้วเจินเป่าเซวียนเป็นสถานที่ที่เธอสามารถดูดซึบพลังได้โดยไม่ต้องเสียเงินเมื่อได้ยินหลิ่วเจิงพูดแบบนี้ เธอก็รู้สึกดีใจขึ้นมามาก

            เธอเพียงแค่ต้องไปเลือกก้อนแร่ขึ้นมาไม่ต้องดีมาก แต่ก็ไม่ทำให้หลิ่วชื่อขาดทุน เพียงแค่นั้นเธอก็มีข้ออ้างที่จะใช้ในการดูพลังจากก้อนแร่แล้วมันช่างเหมาะกับเธออะไรขนาดนี้ ไม่ว่าจะคิดอย่างไรหลินลั่วหรานก็ไม่มีทางปฏิเสธข้อเสนอนี้เธอจึงรีบพยักหน้ารับข้อเสนอของหลิ่วเจิงทันที

            “เป่าเจียไปไหม?”

            เป่าเจียสวมเสื้อตัวหนาแต่ยังคงตัวสั่นจนยืนไม่อยู่กับที่ ฟันของเธอกระทบกันไปมาไม่หยุด “ไม่ไปเดี๋ยวอีกสองวันนี้จะต้องเข้าไปในเมืองหลวงกับตา ยังไม่รู้ว่าจะกลับมาตอนไหนเลย!”

            หญิงสาวผู้มีท่าทีสง่าผ่าเผยสูดหายใจอย่างดูไม่ดีนักก่อนจะส่งเสียงหัวเราะหึหึออกมา “ฝากดูหลิ่วเจิงด้วยแล้วกัน อย่าให้ไปมองสาวหยุนหนานนะ เอาติดตัวไว้เลยยิ่งดี”

            ได้ยินดังนั้นหลิ่วเจิงก็ใช้มือดันแว่นตาอีกครั้งหลินลั่วหรานเงยหน้าขึ้นมองฟ้า ก่อนจะหันไปค้อนใส่ แล้วเดินกลับออกมา

            ไม่ขอพูดถึงว่าหลินลั่วหรานกลับไปแล้วจะต้องอธิบายให้พ่อกับแม่ฟังอย่างไรเธอซื้อบ้านหลังนี้มาได้อย่างไร แต่จะขอพูดถึงเป่าเจียและหลิ่วเจิงที่อยู่ในระหว่างทางกลับเป่าเจียสายตาแหลมคม เธอเห็นรอยยิ้มปรากฏขึ้นที่บริเวณมุมปากของหลิ่วเจิงจึงพูดแหย่ขึ้น

            “ชอบเขาก็รีบๆ พูดออกมาหน่อยคนที่มัวแต่แอบซ่อน เดี๋ยวมันจะไม่ทันการนะจ๊ะ!”

            หลิ่วเจิงตกใจเสียจนเกือบขับรถชนรั้วข้างทางเป่าเจียเองก็ไม่คิดว่าคำพูดที่เธอพูดออกมาโดยไม่ได้คิดอะไรจะทำให้เขาเป็นได้มากขนาดนี้เธอจึงหดคอลงไม่พูดไม่จา

            หลิ่วเจิงหันมาจ้องเธออยากจะพูดแก้ตัวอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มพูดจากตรงไหนดี