จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 191 เย่จือชิว

                ผู้คนยังไม่ทันจะได้มีปฏิกิริยาต่อคำพูดมันทั้งยังไม่ทันได้สังเกตว่าทางเลี้ยวนั้นเป็นเช่นไรก็ถูกหลี่เถี่ยชุยพาออกจากถ้ำแล้ว

                หลังจากกลับมายืนอยู่ที่ปากถ้ำอีกครั้งในที่สุดไป๋หยุนเฟยก็ถอนหายใจยาวเหยียดหลายคำติดต่อกัน --- ดูท่าคล้ายกับว่าข้าจะผ่านแล้ว...

                จงซูหาวที่อยู่ด้านข้างก็อ้าปากหายใจโดยแรงมันหลั่งเหงื่อโซมหน้าแต่แววตากลับฉายแววตื่นเต้นอย่างชัดเจน

                “ฮ่าฮ่า! คิด... คิดไม่ถึงว่าข้า... ข้าจะยืนหยัดจนจบได้! บอกข้าทีว่าใช่หรือไม่ใช่ ข้า... ข้าได้เป็นศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์แล้วใช่หรือไม่?!”จงซูหาวกระหืดกระหอบเงยหน้าขึ้น แต่ยังคงถามออกมาด้วยความตื่นเต้น

                สีหน้าไป๋หยุนเฟยกับเย่จือชิวยังคงสงบเยือกเย็นแต่ก็แฝงไว้ด้วยความสงสัยทั้งคู่เชื่อว่าคงจะไม่ง่ายดายเช่นนี้แน่...

                และก็เป็นดังที่คาดหลังจากหลี่เถี่ยชุยกำชับต่อเซียวหนานเหรินให้นำผู้ที่ทดสอบไม่ผ่านลงไปส่งที่เชิงเขาแล้วใบหน้าอันสัตย์ซื่อของมันก็หันกลับมาหาทุกคน จากนั้นจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “ฮ่า ฮ่า! พวกเจ้าทำได้ไม่เลวครั้งนี้มีผู้ผ่านการทดสอบพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์ขั้นต้นถึงเก้าสิบหกคน”

                “อ้อพวกเจ้าได้ยินไม่ผิด นั่นเป็น‘ขั้นต้น’จริงๆพวกเจ้าน่าจะทราบดีว่าศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์แบ่งออกเป็นศิษย์สายในและศิษย์สายนอกยามนี้พวกเจ้าถือว่ามีคุณสมบัติที่จะเป็นศิษย์สายนอกแล้วแต่สำหรับการเป็นศิษย์สายในย่อมที่จะไม่ง่ายดายเช่นนี้ หลังจากนี้อีกสามวันให้มาพร้อมกันที่นี่อีกครั้งเพื่อทำการทดสอบเข้าเป็นศิษย์สายในและตอนนั้นเองที่จะทราบว่าผู้ใดมีคุณสมบัติจะเป็นศิษย์สายในผู้ใดจะได้เป็นเพียงศิษย์สายนอก...”

                “ช่วงเวลาสามวันต่อจากนี้ให้พวกเจ้าไปพักผ่อนที่ห้องรับรองแขกบริเวณยอดเขาประจิมเพื่อปรับสภาพเตรียมร่างกายให้พร้อมที่จะเข้ารับการทดสอบที่แท้จริงต่อไป!”

                ……

                ยามนี้เป็นเวลาที่ดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าแล้วลำแสงสีทองยามพลบค่ำที่ยังสาดส่องฉาบย้อมทั่วบริเวณสร้างความเคลิบเคลิ้มให้แก่ผู้คน

                ไป๋หยุนเฟยมองดูผู้คนที่เดินคอตกลงจากเขาแต่ละคนกำลังเดินติดตามเซียวหนานเหรินจากไปไป๋หยุนเฟยนึกย้อนจึงเข้าใจต่อคำพูดของหลี่เถี่ยชุยในคราแรก‘ไม่เช่นนั้นยามลงจากเขาจะมองไม่เห็นทาง’ว่าหมายถึงอะไรคนเหล่านี้มาที่นี่ด้วยความหวัง แต่กลับต้องจากไปอย่างเงียบงันในนั้นยังมีหลายคนที่เป็นวีรชนวิญญาณระดับปลายยังมีหลี่เจี้ยนเหรินที่มีพรสวรรค์ธาตุไฟระดับ‘พิเศษ’ซึ่งมีเพียงสองคนกลับไม่มีแม้แต่คุณสมบัติจะเป็นศิษย์สายนอก...

                “ที่เรียกว่าการทดสอบพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์นั้นช่างถูกต้องแม่นยำนัก...” ไป๋หยุนเฟยเหลียวหน้ากลับไปมองปากถ้ำในใจก็ปราศจากความกังขาอีก

                จากนั้นทั้งเก้าสิบหกคนก็ถูกพาไปยังยอดเขาประจิมจากนั้นจึงแยกย้ายเข้าพักในตึกหลายหลังก่อนท้องฟ้าจะสิ้นแสงซ่งหลินมาตรวจดูรอบหนึ่งหลังจากย้ำเตือนผู้ผ่านการทดสอบว่าห้ามไปไหนมาไหนตามอำเภอใจแล้วจึงจากไป

                ……

                ค่ำคืนนั้นไป๋หยุนเฟยนอนอยู่บนเตียงอย่างเกียจคร้านด้วยความเบื่อหน่ายขณะเดียวกันก็ครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดในวันนี้

                การคัดเลือกศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์เมื่อเทียบกับที่มันเคยจินตนาการเอาไว้แล้ว ช่างเรียบง่ายไม่มีอันใดซับซ้อนจนมันเองถึงกับรู้สึกว่าแทบไม่ได้ทำอันใดก็ได้มาซึ่งคุณสมบัติการเป็นศิษย์สายนอกแล้ว

                “แต่ว่า... เท่านี้ยังไม่พอ!อย่างน้อยข้าต้องเข้าเป็นศิษย์สายในหรือไม่ก็ได้เป็นศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักหรือผู้อาวุโสท่านใดท่านหนึ่งอย่างนั้นจึงจะน่าพอใจ” ไป๋หยุนเฟยนอนหนุนแขนทั้งสองข้างพึมพำขึ้น“ถ้ำลึกลับนั้นถูกสำนักช่างประดิษฐ์ใช้เป็นสถานที่ทดสอบพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์คงไม่ได้ทำขึ้นเพื่อหลอกลวงตบตาผู้คน แม้จะรู้สึกว่ายากจะทำความเข้าใจแต่ในโลกใบนี้ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ประหลาดพิสดารยากจะอธิบายก่อนหน้าที่ข้าจะปลุกพลังวิญญาณให้ตื่นขึ้นมาได้ ข้าเองก็ไม่เคยคิดว่าจะมีผู้ที่สามารถเหาะเหินไปบนอากาศได้ยังมีผู้สามารถควบคุมพลังธรรมชาติแห่งฟ้าดิน หรือแม้แต่กระบวนการอัพเกรดที่ประหลาดพิสดารนี้ก็เช่นกันเรื่องราวเหล่านี้ข้าล้วนไม่อาจทำความเข้าใจ... ดังนั้นการทดสอบของถ้ำนั้น เชื่อว่าจะต้องไม่ผิดพลาด”

                “หากจะบอกว่าความรู้สึกกดดันนั้นแสดงถึงความสูงต่ำของพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์ถ้าเช่นนั้นพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์ข้าคงไม่สูงเท่าใดนัก...” ไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดถึงเรื่องราวภายในถ้ำในใจก็เริ่มรู้สึกผิดหวัง “แม้จะไม่ทราบว่าหลังจากผ่านทางเลี้ยวในถ้ำแล้วจะเป็นอย่างไรแต่ในเมื่อยังอยู่ภายในถ้ำ หากเดินต่อไปแรงกดดันก็สมควรที่จะมากยิ่งขึ้นแล้วข้าจะสามารถยืนหยัดเดินต่อไปได้อีกไกลเท่าใดกันนะ? แล้วหากข้าไม่อาจเข้าเป็นศิษย์สายในได้เล่า...”

                ไป๋หยุนเฟยตื่นตระหนกต่อความคิดในแง่ร้ายในใจของตนเองมันลุกขึ้นนั่งพร้อมกับตบแก้มตนเองก่อนจะกล่าวขึ้น “อย่าได้ขาดความมั่นใจเช่นนี้!โลกนี้ไม่มีอะไรที่แน่นอน ในเมื่อยามนี้ข้าก็ได้มาซึ่งคุณสมบัติการเป็นศิษย์สายนอกแล้วก็ต้องต่อสู้ฟันฝ่าจนได้เป็นศิษย์สายในให้ได้!”

                ขณะที่ไป๋หยุนเฟยปลุกปลอบตนเองอยู่นั้นก็มีเสียงขลุ่ยแว่วเข้าหู เสียงขลุ่ยไม่ดังเท่าใดนักแต่ก็สามารถสร้างความเคลิบเคลิ้มให้แก่ผู้คนไป๋หยุนเฟยที่จิตใจคับข้องหม่นหมองหลังจากได้ยินเสียงขลุ่ยจิตใจก็เริ่มสงบแจ่มใสขึ้น

                “ดึกปานนี้แล้วเหตุใด... เอ๊ะ? เป็นมัน...” ไป๋หยุนเฟยลอบประหลาดใจหลังจากใคร่ครวญชั่วครู่จึงลุกขึ้นเดินออกไปด้านนอก

                เมื่อเปิดประตูห้องออกไปด้านนอกเป็นสวนอันกว้างขวาง ภายในสวนมีโต๊ะหินอยู่หลายตัวทางด้านซ้ายเป็นต้นไม้สูงเสียดฟ้าอายุนับร้อยปีแผ่กิ่งก้านราวกับร่มคันใหญ่แต่เพราะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วจึงแทบจะไม่เหลือใบคงอยู่ ที่มีก็เป็นใบสีเหลืองที่แม้จะถูกลมพัดปลิวสะบัดแต่ก็ยังคงยืนหยัดไม่ยอมทอดทิ้งต้นไม้ที่คอยหล่อเลี้ยงมัน

                บนกิ่งไม้ใหญ่ที่สูงจากพื้นราวห้าวามีชายหนุ่มผมยาวร่างผอมบางนั่งอยู่ด้านบนพร้อมกับเอนหลังพิงลำต้นในมือมันมีขลุ่ยยาวสีมรกต เสียงขลุ่ยที่ได้ยินเมื่อครู่ก็มาจากมันนี่เองยามนี้มันกอดอกแหงนหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ที่สุกสว่างคล้ายกับกำลังเหม่อลอยครุ่นคิดถึงเรื่องบางอย่าง

                “พี่เย่นี่ก็ดึกแล้วไฉนจึงยังไม่พักผ่อน? หรือกำลังครุ่นคิดเรื่องอันใด?”ได้ยินเสียงมาจากด้านหลังของมัน

                เยจือชิวกลับไม่มีทีท่าว่าจะตกใจเพียงรั้งสายตาจากดวงจันทร์ไปทางไป๋หยุนเฟยที่นั่งอยู่บนกิ่งไม้ทางด้านซ้ายของตนจากนั้นจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “พี่ไป๋ข้าส่งเสียงรบกวนท่านหรือไม่? ขออภัย...”

                “ไม่เลย ไม่เลยที่จริงข้าเองก็ฟุ้งซ่านนอนไม่หลับอยู่แล้ว” ไป๋หยุนเฟยโบกมือก่อนจะเอนกายพิงลำต้นเลียนแบบอีกฝ่ายมันแหงนหน้ามองท้องฟ้าพร้อมกับถอนหายใจ “ในบรรดาผู้ที่ผ่านการทดสอบพี่เย่ถือว่ามีพรสวรรค์โดดเด่นที่สุด แล้วไฉนวันนี้จึงได้คับข้องใจเช่นนี้?”

                “ฮ่า ฮ่าพี่ไป๋ท่านเข้าใจผิดแล้ว” เย่จือชิวหัวเราะจากนั้นจึงกล่าวติดตลก “บทเพลงที่ข้าเป่าเมื่อครู่ท่วงทำนองสดใสช่วยให้จิตใจสงบไฉนท่านจึงเข้าใจว่าข้ากำลังคับข้องใจได้เล่า?”

                ไป๋หยุนเฟยกลับไม่ได้หันไปเพียงเหม่อหมองหมู่ดาวที่กระจายเกลื่อนฟ้าพร้อมกับกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา “สิ่งที่แสดงออกภายนอกไม่ได้หมายความว่าจะไร้ทุกข์ปราศจากกังวลดังที่เห็น การบรรเลงเพลงที่สดชื่นสบายใจบางทีอาจจะเพื่อพยายามจะสงบใจจากเรื่องที่เป็นทุกข์...”

                เย่จือชิวชะงักไปชั่วขณะด้วยสีหน้าเหม่อลอยสุดท้ายจึงแหงนหน้าขึ้งมองท้องฟ้าอย่างเงียบงัน

                ยามนี้ภายในสวนกลับสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง ราวกับคนทั้งสองมีความในใจ จึงนั่งเหม่อลอยปล่อยใจให้ล่องลอยไปตามความคิด

                “บิดาข้าเป็นผู้นำตระกูลเย่แห่งเมืองชางหลานในมณฑลหวงชวนในแผ่นดินอันกว้างใหญ่นี้ไม่นับว่าโด่งดังอะไร แต่ในมณฑลหวงชวนนั้นตระกูลเรานับว่าเคยผ่านยุคอันรุ่งเรืองมาก่อนในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดถึงกับเคยมีราชันวิญญาณอยู่คนหนึ่งแต่ว่าเมื่อมาถึงยุคนี้ตระกูลเราก็เสื่อมถอยลงเมื่อหลายปีก่อนเกิดการต่อสู้กับอีกหลายตระกูลสร้างความเสียหายให้แก่พวกเราอย่างหนักอีกทั้งพี่ใหญ่ของข้าก็ถูกทำลายการฝึกปรือเพราะเรื่องนี้จึงทำให้บิดาข้าจิตใจไม่ปกติ...” ผ่านไปเนิ่นนานเย่จือชิวจึงเริ่มเปิดปากกล่าววาจา มันบอกเล่าเรื่องราวออกมาคล้ายจะพูดกับตนเองแต่ก็คล้ายจะกล่าวกับไป๋หยุนเฟย มันกล่าวต่อไปว่า “ไม่กี่ปีมานี้ ตระกูลเย่นับวันก็จะยิ่งย่ำแย่ลงหากเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าคงต้องกลายบริวารของตระกูลอื่นแล้ว”

                เย่จือชิวหยุดไปชั่วครู่ก่อนจะกล่าวต่อว่า“ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยใส่ใจเรื่องราวในตระกูลคิดเพียงแต่จะเล่นสนุกผ่อนคลายไปวันๆ แต่ยามนี้ที่ข้าทำได้มีเพียงเฝ้ามองบิดาที่เคร่งเครียดด้วยเรื่องของตระกูลจนผมเริ่มหงอกขาวขึ้นทุกวัน ครั้งนี้ที่มายังสำนักช่างประดิษฐ์ก็เพราะได้รับคำสั่งจากบิดา หากข้าสามารถฝึกปรือจนประสบความสำเร็จไม่แน่ว่าตระกูลเย่อาจจะผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปได้...”

                “เป็นเรื่องของตระกูลอีกแล้ว...”ไป๋หยุนเฟยคิดในใจอีกฝ่ายบอกเล่าเรื่องราวแก่ตนเช่นนี้คาดว่าจะเห็นไป๋หยุนเฟยเป็นสหายที่คู่ควรแก่การคบหาเพียงแต่ว่า ไป๋หยุนเฟยกลับไม่ทราบว่าควรจะกล่าววาจาปลอบโยนอย่างไรจึงจะเหมาะสม

                หลังจากบอกเล่าเรื่องราวที่อัดอั้นในใจแล้วเย่จือชิวก็ดูผ่อนคลายขึ้นมาก หลังจากเช็ดขลุ่ยในมือแล้วเก็บไว้มันก็ยิ้มพบางกล่าวว่า “แต่ครั้งนี้นับว่าข้าโชคดีไม่น้อยที่มีพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์ไม่ต่ำทรามหากมีวาสนาถูกรับเป็นศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสและฝึกปรือจนฝีมือเข้มแข็งขึ้นสักวันข้าจะทำให้ตระกูลเย่กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง!”

                ไป๋หยุนเฟยพยักหน้ากล่าวว่า“ฮ่า ฮ่า เชื่อว่าพี่เย่ต้องทำได้อย่างแน่นอน!”

                “จริงสิพี่ไป๋ วันนี้เจ้า...”

                “หาเจ้าพบแล้ว!” เย่จือชิวกล่าวยังไม่ทันจบประโยคก็มีเสียงร้องดังขึ้นขัดจังหวะคนทั้งสองจึงหันไปมองที่ด้านขวาพร้อมกัน

                เห็นเงาร่างของคนผู้หนึ่งกระโจนเข้ามาจากด้านนอกของสวนมาหยุดยืนอยู่ไม่ไกลจากทั้งคู่จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมามองไป๋หยุนเฟยที่อยู่บนต้นไม้ --- ที่แท้ก็เป็นเฟยเหนียนซึ่งต่อสู้กับไป๋หยุนเฟยที่เชิงเขา

                “ไป๋หยุนเฟย มาสู้กับข้าอีกครั้ง!”

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน