[จบ] เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90

    บทที่ 41 หน้าตาก็ธรรมดา คิดเพ้อฝันซะเหลือเกิน

    บทที่ 41 หน้าตาก็ธรรมดา คิดเพ้อฝันซะเหลือเกิน

     

    ผู้เฒ่าลู่เห็นเจียงหนานถือกล่องข้าวกับแผ่นแป้งกำลังจะตรงไปที่เล้าไก่ ส่วนลู่ฮ่าวนิ่งเป็นตอไม้ ไม่มีท่าทีจะห้ามปรามเลยสักนิด

     

    ชายชรารีบร้อนทันควัน

     

    เสียของหมดน่ะสิ อาหารพวกนั้น ให้เป็นอาหารไก่ได้หรือ?

     

    ดวงตาของผู้เฒ่าลู่เป็นประกาย กระแอมไอเบา ๆ เอ่ยอย่างกระดากอาย “ฉันให้อาหารไก่แล้ว พวกเธอทำธุระของตัวเองเถอะไป”

     

    “งั้นหนูจะไปทำอาหารให้นะคะ คุณปู่อยากกินอะไร?” เจียงหนานถามด้วยรอยยิ้ม

     

    “ไม่ต้องทำแล้ว เมื่อเช้ากินไปแล้ว ยังไม่หิว เอาไว้ค่อยว่ากันทีหลัง”

     

    เจียงหนานกับลู่ฮ่าวมองหน้ากันแกมอมยิ้ม วางกล่องข้าวลงบนโต๊ะอีกครั้ง

     

    “คุณปู่คะ เถ้าแก่เนี้ยหยางวางเงินมัดจำห้าร้อยหยวน เรามีเงินซื้อเก็บสมุนไพรแล้วค่ะ”

     

    เจียงหนานหยิบเงินจำนวนหนึ่งในกระเป๋าออกมาแล้วเขย่าเบื้องหน้าชายชราอย่างดีใจ

     

    ผู้เฒ่าลู่มองตาเป็นมัน “ให้แล้วจริงหรือ? งั้นฉันจะไปหาหัวหน้าหมู่บ้านเดี๋ยวนี้แหละ”

     

    เจียงหนานมอบเงินให้ชายชรา “ถ้าอย่างนั้นคุณปู่เอาเงินไปแลกเป็นตั๋วที่ร้านของชำจากบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านเลยค่ะ เดี๋ยวถึงเวลาเก็บสมุนไพรเราจะหาไม่เจอ”

     

    “ได้ งั้นฉันไปล่ะ” ชายชราเก็บเงินอย่างระมัดระวังแล้วเดินออกไป

     

    ทันทีที่ชายชราจากไป เจียงหนานก็มองลู่ฮ่าวพลางแย้มยิ้ม “คุณมองออกหรือยัง? คุณปู่ก็แค่ปั้นหน้าบึ้งตึง อย่าแข็งข้อกับเขานักเลย อธิบายเหตุผลไปก็เปล่าประโยชน์ ต้องค่อย ๆ พูดกล่อม เดี๋ยวเขาจะยอมลงเอง”

     

    ลู่ฮ่าวเหลือบมองเธอ “อุบายเยอะแท้”

     

    “คุณกำลังชมฉันหรือ?”

     

    ดวงตาของลู่ฮ่าวสบดวงตาสุกใสระยับของหล่อน ใจอันเย็นเยือกของเขาพลันสั่นสะท้านทันใด

     

    ไม่รู้ว่าเป็นภาพลวงตาหรือเปล่า ใบหน้าบานเบอะของยัยหมูน้อยเหมือนจะบวมน้อยกว่าเมื่อก่อน

     

    ใช่แล้ว ลักษณะเด่นที่ใหญ่ที่สุดของใบหน้าบวมจากยาฮอร์โมนคือจะบวมฉุ

     

    ดูจากตอนนี้แล้วผิวกระชับขึ้นมาก

     

    ใบหน้าก็เล็กลง รูปทรงคมชัดขึ้น

     

    เป็นอย่างที่หล่อนว่าไว้จริง ๆ โดนคนให้กินยาฮอร์โมนมานาน นี่คือหยุดยาแล้วงั้นสิ?

     

    “คุณมองฉันทำไม?” เจียงหนานสัมผัสได้ถึงสายตาของลู่ฮ่าว แสร้งเตือนเขาด้วยความระแวดระวัง “คุณจะคิดอะไรเลยเถิดกับฉันไม่ได้นะ ในใจฉันมีพี่ชายตัวน้อยแล้ว”

     

    ลู่ฮ่าว “...”

     

    เขาเยาะหยัน “หน้าตาก็ธรรมดา คิดเพ้อฝันซะเหลือเกิน”

     

    เจียงหนาน “!!!”

     

    ปากคอเราะรายอีกแล้ว

     

    เธอคว่ำปาก ไม่ยอมด้อยกว่า “หน้าตาธรรมดาอะไรกัน? เอาไว้คุณจะเห็นใบหน้านี้จนแสงแยงตา”

     

    ลู่ฮ่าวตะลึงงันชั่วขณะยามพิศมองหน้าตาสดใสอิ่มเอิบ

     

    รอยยิ้มของเจียงหนานช่างคุ้นเคย

     

    ให้ตายสิ ระยะนี้พอเห็นหล่อนก็จะนึกถึงเด็กหญิงตัวเล็กเอาง่าย ๆ

     

    ขณะตกอยู่ในห้วงภวังค์ คำพูดของเจียงหนานช่วยดึงความคิดของเขากลับมา

     

    “จริงสิ คุณจะกลับเมืองเมื่อไร? ตอนนี้คือลาพักอยู่หรือ?”

     

    เขาพยักหน้า “อืม ลาพัก”

     

    ทางโรงพยาบาลลาพักให้เขา หายเมื่อไรค่อยกลับไปโรงพยาบาลเมื่อนั้น

     

    แต่เขารู้ว่า การกลับไปครั้งนี้มีโอกาสโดนโยกย้ายงานสูงมาก

     

    เขาอาจจะไม่ได้เป็นหมอผ่าตัดอีกต่อไป

     

    ลู่ฮ่าวหลุบมองมือของตัวเอง แววตาว่างเปล่า

     

    เจียงหนานพูดเสียงเบา “ขอฉันดูแขนคุณได้ไหม”

     

    “จะทำอะไร?”

     

    “ฉันจะดูว่ามีความเป็นไปได้ที่จะถือมีดผ่าตัดอีกหรือเปล่า”

     

    เขายังไม่ทันเอื้อนเอ่ย เจียงหนานก็คว้าแขนขวาของเขามาจับไว้

     

    แถมยังเลิกแขนเสื้อขึ้นหน้าตาเฉยอีกต่างหาก

     

    มีบาดแผลสะดุดตรงปลายแขน

     

    เธอใช้ท้องนิ้วกดบริเวณรอยแผลเบา ๆ “เส้นประสาทส่วนนี้มีความเสียหายใช่ไหม?”

     

    ลู่ฮ่าวไม่ปฏิเสธ

     

    เจียงหนานกดบริเวณปลายแขนด้วยท่าทางที่จริงจังและเป็นมืออาชีพ “อันที่จริง สามารถซ่อมแซมรักษาได้โดยการค่อย ๆ ฝังเข็ม”

     

    ลู่ฮ่าวประสานสายตาอันเคร่งขรึมของเจียงหนาน อดที่จะมองอีกหลาย ๆ ทีไม่ได้

     

    เขานึกถึงใบสั่งยาที่เจียงหนานมอบให้คุณปู่

     

    เมื่อวาน หลังมู่เหล่าผู้เป็นตาของกู้ย่าฮุยได้ฟังเขาอ่านใบสั่งยาจบก็ครุ่นคิดอยู่นาน ท้ายที่สุดพูดเพียงคำเดียวว่า “สุดยอด”

     

    ด้วยการยืนยันจากศาสตราจารย์เก่าของคณะแพทย์แผนจีน อาเนี่ยที่เจียงหนานกล่าวถึงคงมีของบางอย่างจริง ๆ

     

    ลู่ฮ่าวคิดว่าบางทีเขาควรจะเปลี่ยนความคิดเสียใหม่

     

    จะยอมแพ้ไม่ได้จริง ๆ

     

    ลู่ฮ่าวเปลี่ยนใจ เขาอยากสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับหมอเนี่ยที่เจียงหนานพูดถึง

     

    ทันใดนั้น ลำโพงใหญ่ในหมู่บ้านก็ดังขึ้น

     

    ปกติแล้วจะมีการเปิดเพลงยอดนิยมเสียก่อน จากนั้นหัวหน้าหมู่บ้านส่งเสียงทักทายสองที ก่อนเริ่มป่าวประกาศ

     

    “เหล่าชาวบ้านโปรดทราบ เหล่าชาวบ้านโปรดทราบ...”

     

    ลำโพงใหญ่ในหมู่บ้านดังขึ้นสนั่น ชาวบ้านแต่ละครัวเรือนในหมู่บ้านล้วนหยุดชะงักงานในมือ

     

    ยืนอยู่ในลานพร้อมยื่นหูฟังประกาศ

     

    ต่างกลัวต่างกลัวจะพลาดข่าวสารสำคัญ

     

    “บ้านลู่ฮ่าวของหมู่บ้านเรารับซื้อเก็บสมุนไพรจีน บ้านลู่ฮ่าวรับซื้อเก็บสมุนไพร ราคาของผูกงอิงสูงกว่าปีก่อน ๆ หนึ่งเหมา หวงฉีให้ราคาสูงกว่าปีที่แล้วห้าเหมา ถ้าใครมีสมุนไพรตากแห้ง สามารถนำไปขายที่บ้านเขาได้”

     

    ลู่ฮ่าวกับเจียงหนานตั้งใจฟังอยู่ในลานบ้าน เงี่ยหูฟังหัวหน้าหมู่บ้านป่าวประกาศอย่างจริงจังสองครั้ง

     

    ข่าวการรับซื้อสมุนไพรแพร่ออกไปแล้ว เกรงว่าอีกไม่นานชาวบ้านจะแห่เข้ามา

     

    จิตใจอันฮึกเหิมของเจียงหนานปะทุขึ้นมาในทันที

     

    ถ้ากิจการเป็นไปด้วยดี เธอจะเดินบนเส้นทางนี้ต่อไป

     

    คิด ๆ แล้วก็ตื่นเต้นนะเนี่ย

     

    เธอเลิกคิ้วพลางถามลู่ฮ่าวว่า

     

    “คุณปู่บอกว่าที่บ้านมีผ้าไนลอนหลากสีอยู่ผืนหนึ่ง คุณรู้ไหมว่าตรงไหน? ฉันต้องเอาไปปูในลาน”

     

    ต้องปูด้วยผ้าไนลอน สมุนไพรที่ตากถึงจะสะอาด

     

    ลู่ฮ่าวชี้ไปทางห้องฟืน "น่าจะอยู่ในห้องฟืนน่ะ"

     

    เจียงหนานวิ่งเข้าไปในห้องฟืน ค้นหาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะออกมาพร้อมแถบผ้าหลากสีสัน เธอเรียกลู่ฮ่าวให้นำผ้าไนลอนไปกางในลานด้วยกัน

     

    หลังจากปูเสร็จ เจียงหนานก็ลูบคางพลางตรึกตรองอีกครั้ง

     

    “เราน่าจะทำกระดานดำเล็ก ๆ เขียนราคาแล้วแขวนไว้ที่ประตู แบบนี้จะได้เข้าใจง่าย ไม่ต้องอธิบายราคาซ้ำแล้วซ้ำอีก”

     

    ลู่ฮ่าวออกความเห็น “เขียนลงบนกระดาษลังเล็ก ๆ ก่อน ยังไม่รู้ว่าธุรกิจของเธอจะสำเร็จหรือเปล่า จะได้ไม่เปลืองไม้กระดาน”

     

    เจียงหนาน “...”

     

    พูดจาขวานผ่าซากเสียจริง แต่ก็นับว่ามีเหตุผล

     

    เธอไม่ได้แสดงความมุ่งมั่นใด ๆ ว่าธุรกิจจะต้องเจริญก้าวหน้า พยักหน้ารับหงึกหงัก “ได้ งานนี้ฉันมอบให้คุณแล้วกัน”

     

    เจ้าท่อนไม้ช่วยออกความเห็นได้ ถือว่ามีเป็นความมนุษย์มากแล้ว

     

    ...

     

    ในหมู่บ้าน หลังทุกคนได้ฟังการป่าวประกาศก็ออกจากบ้านเพื่อสอบถามความเป็นจริงของข่าวสาร

     

    จุดรวมตัวรับข่าวสารในหมู่บ้านคือข้างทุ่งข้าวสาลี เวลานี้มีคนมารวมตัวกันที่ข้างทุ่งข้าวสาลีหลายคน

     

    “ได้ยินแล้วหรือยัง? ว่ากันว่าบ้านเหล่าลู่รับซื้อสมุนไพรแหละ”

     

    “ได้ยินมาแล้วล่ะ ตอนแรกฉันคิดว่าเป็นภาษีการเกษตร ตกใจหมดเลย”

     

    “ฉันยังนึกว่านาขั้นบันไดในปีนี้เริ่มทำกันเร็วเสียอีก ยังไม่หมดฤดูกาลทำนาเลย”

     

    ผู้เฒ่าหลายคนในหมู่บ้านพูดคุยกัน นั่งยอง ๆ อยู่ใต้ต้นไม้พลางสูบบุหรี่ “ทำไมจู่ ๆ บ้านเขาถึงรับซื้อสมุนไพรกัน? หรือเป็นเพราะลู่ฮ่าวตกงานในเมือง เลยเปลี่ยนมาทำธุรกิจรับซื้อสมุนไพร?”

     

    “ใครจะรู้ ไม่อย่างนั้นเราไปดูกันก่อนเถอะ สมุนไพรที่บ้านขายได้ก็ขาย ปล่อยไว้จะเสียเปล่าเอา”

     

    ขณะทุกคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์ ผู้เฒ่าลู่ก็เดินเอามือไพล่หลังออกมาจากบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านอย่างอารมณ์ดี