ทุกอย่างเหมือนแพ้ภัยตัวเองของแต่ละคน
หรือนี่คือผลบาปกรรม ซึ่งได้รับจากการกระทำของตน
หลังจากเสียชายอันเป็นที่รัก จามรองค์หญิงย้อนคืนแหล่งที่อยู่ของพระนางอย่างแท้จริง
ในส่วนมังคลาขึ้นมาเป็นใหญ่ หากจิตว้าวุ่น จนเกิดความเบื่อหน่าย
เสียงกระซิบข้างหู ย้ำสอนสั่งเรื่องคุณธรรม วลีดังก้องขึ้นทุกวัน
กระทั่งก่อรำคาญกัดกินใจ ฝืนทนต่อไป คงมีผู้พบเห็นอาการเด่นชัดออกมาในไม่ช้า
“กูบ่ไหวแล้ว! หนหวยขนาด”
ประกอบกับความสัมพันธ์ฉันท์ผัว เมีย หวิดจะสิ้นสถานะ
พระนางจารนีโวยวาย ในท่าทางสวามีของเธอ ระยะประสบโรคประหลาด
“มื้อ ๆ คึจังผีบ้าหนิ”
ดุจเส้นประสาทเสีย มังคลามักพูดจาวกวน พร่ำบ่นได้ยินเสียงแว่วในหู
เป็นคำบิดากำชับให้ประพฤติตัว อยู่ในกรอบสมณะพราหมณ์
บัลลังก์สูงส่งไม่ใช่ที่นั่งสำหรับตน มังคลาสะสมเอาความทุกข์ไว้ลำพังแต่ผู้เดียว
ทรมานนานวันเข้า แทบจะหาที่แขวนคอใต้ต้นไม้
“มันแม่นบ่? เป็นทรงจังสิ”
แม้แต่บรรดาข้าราชบริพาร ยังเห็นความผิดปกติในตัวผู้นำ บุคลิกยังกับถูกคุณไสยเล่นงาน
ทั้งความข้องใจ อะไรทำให้มังคลาเปลี่ยนไปได้ปานนี้
เหมือนตกอยู่ในจิตใจตน ที่พยายามข้ามวังวนสำนึกดี ชั่ว
“อดเอาสา กะมีซัมนี่”
ก่อเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ จากเหล่าข้าราชสำนัก
หากเหตุผลยังคงดำรงไว้ขณะนี้ เพื่อให้โอกาสมังคลาบริหารอาณาจักร
“คึเบิ่ง มีอีกบ่น้อ ผู้สิพอเป็นตา”
คำกล่าวเปรย คล้ายนึกหาคนมาสืบทอด หากมังคลาหมดศักยภาพ
ซึ่งนั่นไม่ใช่อริยะแน่ ๆ เพราะหลังจากเรื่องราวโศกนาฏกรรม
ฤาษีไศลก็ได้พาตัวอสูรเด็ก ออกบวชปลีกวิเวกกลางป่าไพร
...อาจเพราะกิจวัตรต้องเกี่ยวข้อง กับปวงประชาและราชสำนัก
วันหนึ่งมังคลาออกเยือนยังแหล่งเดิม ใกล้บริเวณปลูกสร้างเทวาลัย
ที่ถูกเผาไหม้พร้อมไปกับองค์เลอสรวง ซึ่งอสูรอชาตะอาศัยในร่าง
ครั้งเมื่อหลายปีก่อน บัดนี้พื้นที่แถวนั้นได้กลายเป็นสำนักพราหมณ์
ขณะเสลี่ยงหามแห่ พามังคลาผู้นำพบปะประชาชน
จังหวะหินก้อนขนาดเท่ากำปั้น โดนขว้างปาใส่ เฉียดหัวไป
เท่านั้นยังไม่พอ ปรากฏว่ามีเด็กชายนุ่งขาวห่มขาว ตะโกนด่าทอ
ยืนผสมรวมกับมวลข้างถนน ช่วงขบวนแห่เคลื่อนผ่าน
“มึง! บ่แม่นพ่อกู บักซัว”
ใช่แล้ว เลือดเนื้อเชื้อไขกับนางพิมพา ธิดาเศรษฐีโรงปั้นไห
สมัยมังคลามีอำนาจเหนือกว่าราชา ซึ่งถูกอสูรครอบงำ
พลอยทำให้มีผู้คนเข้าหามากมาย เพื่อผลประโยชน์ทั้งนั้น
บรรดาอยากได้อภิสิทธิ์ คิดใช้ลูกสาวเป็นเครื่องมือ สำหรับยกระดับสถานะ
เมื่อหมดบทบาท มังคลาถูกยัดข้อหาใหญ่หลวง คดีลวงองค์เลอสรวงไปฆ่าในเทวาลัย
ทั้งที่เป็นฝีมือของฝั่งขุนหลวงรณชัย และจามรเทวี
ท้ายเลยไม่ยอมจำนนต่อคำกล่าวหา หนีหัวซุกหัวซุนไปตายเอาดาบหน้า
หอบหิ้วทารกอริยะไปด้วย โดยการฝากฝังของอชาตะ
นัยยะเคลือบแฝงจุดประสงค์อื่น จึงทำให้มังคลามีช่วงเวลาผูกพันกับอริยะ ในนามพ่อ ลูก
หากวันนี้เด็กชายไม่ออกมาปาก้อนหินใส่ มังคลาคงไม่ทราบรู้ทำอะไรไว้
แวบแรกมองเห็นกับตา หญิงที่ยืนอยู่ด้วยข้างเด็กชาย คือพิมพานางนั่นเอง
เธอตั้งครรภ์กับมังคลา คราอยู่ในสมณะเพศนักบวช
แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาเรื่องไม่ผิดหลักใด อันพราหมณ์สามารถมีครอบครัวได้
ติดตรงพิมพา ไม่ได้สมัครรักใคร่ในตัวมังคลาเลยสักน้อย
สิ่งทำลงไป เพื่อบิดาสั่งให้เธอต้องปฏิบัติตามคำ
ไม่เช่นนั้นกิจการที่จวนย่ำแย่ คงล้มละลายแน่ ๆ
อาศัยใช้เป็นใบเบิกทางจากผู้มีอิทธิพล พอทำให้ขับเคลื่อนการค้า
บิดาจึงเอาตัวบุตรสาวมานำเสนอ ซึ่งพิมพาคิดเป็นการตอบแทนบุญคุณบุพการี
ผ่านแล้วผ่านเลย เมื่อได้เชยชม แต่หารู้มังคลาได้ทิ้งไข่ไว้ในท้องหญิง จนเธอตั้งครรภ์
นางแอบไปคลอด โดยปิดบังประวัติไว้ ในสภาพหญิงหม้ายลูกติด ไร้ตัวตนสามี
และได้พูดกับเสมา บุตรชายที่เกิดมาวัยพอจะรู้เรื่อง
ในความโสมมของระบบพึ่งพา ก่อให้เสมานึกชังบิดายิ่งนัก
สบเหมาะขบวนหามผ่านหน้า จึงทำกิริยาต่อต้านใส่
“หยุดก่อน!”
มังคลากระตุกใจ บอกให้ขบวนหยุด จากนั้นเดินลงมา
“พิมพา เจ่าเป็นจังได๋”
จำได้หญิงที่เคยมีสัมพันธ์สวาท ยอมเสียสาวแก่ตน
เพื่อแลกกับข้อตกลง ให้ยื่นมือช่วยเหลือด้านธุรกิจของครอบครัว
“บ่แม่นเพคะ”
ถ้อยคำบอกปฏิเสธ พิมพาคุกเข่าก้มหน้าไม่อยากแสดงตัว
“เอ้า คึเว้าจังซี่”
ผินจ้องไปยังเด็กชาย ที่หาญปาหินใส่ตน ดั่งมีสัญชาตญาณ มังคลารู้สึกได้
“ไสหล่ะ ฮ้องใหม่ดู๊ เอิ้นไผว่าพ่อ”
เสมาถูกมารดาดึงให้ลงนั่ง ก่อนจะตอบ
“ทรงสิฟังบ่ชัดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเห็นนกบินเกาะเทิงเสลี่ยง ญ่านขี้ใส่พระองค์ถ่อนั่น กะเลยโยนหินไล่มัน”
บทสนทนาทำกับว่าบิดเบือนทุกถ้อยประโยค มังคลาเจ็บช้ำเหลือเกินกับคำพูด
“จังซั่น กะบ่มีหยังดอก”
ถอยออกมา ก้าวขึ้นเสลี่ยงเหมือนเดิม ในเมื่อทุกอย่างกลายเป็นอดีตไปแล้ว
พิมพามองตามหลังขบวนแห่ กึ่งสะใจที่ก่อให้มังคลาสลด
ส่วนสายตาเสมาว่างเปล่า เพราะลำพังมีเพียงมารดาก็พอในชีวิต
...สิ่งมารุมมาสุมมังคลา พาให้บั่นทอนก่อความเศร้าหมอง
หรือคราวบาปกรรมทำงาน พาลจิตตก ไม่อยากพบใครทั้งนั้น
จารนีเทวีซึ่งอยู่ในช่วงแยกตำหนัก ที่พักแต่ละฝั่ง
เพราะสาเหตุเห็นอาการเฉื่อยชาสวามีแล้ว ตัวเธอมักหงุดหงิดใส่
พระนางต้องมาเรียกตรงบานพับประตูที่ปิดเงียบยังปราสาท
“องค์มังคลา ๆ เพคะ”
ถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นราชาสมอยาก ก็ใช่จะสมหวังไปทุกประการ
ภายในห้องมังคลาไม่ตอบสนองใด แววตาเลื่อนลอย เหม่อไร้จุดหมาย
ตลอดมาทำเพื่อตัวเอง แต่ไฉนพอผลสำเร็จลุล่วง
ใยชีวิตยังเหมือนขาด ห่างไกลความสุข จนดูว่างเปล่ากับจิตใจซึ่งหดหู่
สิ่งที่ทำได้จารนีเทวี สั่งทหารพังทวารปลดกลอนประตูเข้ามา
“โอ๊ย! ตายแล้ว”
อุทานตัวสั่นกับการตัดสินใจ ยุติชีพตนของมังคลา
...นับตั้งแต่นั้นมา วาระราชาผู้นำอาณาจักรศรีจนาศะว่างลง ขาดผู้สืบอำนาจ
ขนาดพิมพายังไม่ปรารถนาให้เสมาบุตรชาย ต้องมาข้องแวะด้วย
เนื่องความทรงจำกับมังคลา ซึ่งสร้างรอยแผลตราบาปไว้กับนาง
เส้นทางที่เธอเลือก คืออนุญาตให้บุตรเข้าสู่ร่มเงาสมณะพราหมณ์ ถือพรหมจรรย์
สำหรับพิมพานั้น เปิดร้านขายของ จำพวกหม้อ ไห มีรายได้พอเลี้ยงดูตัวเอง
แล้วใครล่ะ จะดำเนินเรื่องการปกครอง กิจอันเร่งด่วน หากร้างผู้นำ
เดือนห้าหน้าแล้ง แถบแอ่งสกล*ต้มเกลือสินเธาว์ไว้เพื่อเป็นเสบียงตุน
ไม้แห้งในป่าพากันตัดเอามาใช้เป็นท่อนฟืน เตรียมยัดใส่เตา
กะทะใบเขื่อนเต็มไปด้วยเกลือขาวโพลน สำหรับเอาไว้หมักดอง
ในยามหน้าฝน ที่น้ำขึ้นปลาจะชุมเป็นพิเศษ
ชาวบ้านใช้ทักษะที่ได้รับ จากการเปิดศูนย์เรียนรู้ของภาคส่วนส่งเสริมคุณภาพชีวิต
นำมาประยุกต์ให้เข้ากับพื้นที่ เช่น ปลูกข้าวเป็นหลัก ปลูกผักตามฤดู
ทำไร่หลากหลายด้วยพืชเศรษฐกิจ นโยบายรัฐประกาศวางแผน
เน้นพืชชนิดใด ก็จะแจกเมล็ดพันธุ์ เพื่อให้ราษฎรนำมาปลูกหมุนเวียน
จนถึงขั้นขยับขยายสู่การค้า จัดสรรแบ่งกันพัฒนา
โดยการตั้งเป็นหมู่บ้าน นับรวมกันได้สิบหมู่ รวมตัวเป็นชุมชนขึ้นมา
สิบชุมชนเปลี่ยนฐานะเป็นแขวง ถ้าสิบแขวงจะถูกจัดตั้งเป็นเมือง
แต่ละเมืองมีผู้ว่าราชการ ทำงานคอยรับใช้ประชาชน
สนับสนุนสาธารณูปโภคพื้นฐาน ด้วยรายได้มาจากกองทุนค้าขาย
ภายในแต่ละจังหวัด จัดตั้งหน่วยงานเอกชนคล้ายบริษัท
ภาครัฐจะส่งต่อองค์กรนั้น ในรูปแบบการบริหารอีกทอด
ลักษณะแยกหน้าที่กันชัดเจน และยังสามารถตรวจสอบกันได้
ในกรณีมีข้อกังขาเกิดขึ้น คณะองคมนตรี อันท้าวฟ้าฟื้นฐานะผู้นำสูงสุด
พิจารณาแต่งตั้ง คัดเลือกจากบุคคลมีจุดประสงค์อาสาทำเพื่อบ้านเมือง
ยึดกฎเกณฑ์ไต่สวนหาความจริง ผู้ใดก่อให้สงสัยหรือทุจริต
ด่านแรกต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ตัวเอง ถัดมาสาบานต่อหน้าปัทมราชแหวนศักดิ์สิทธิ์
บัญญัติที่ทำให้อาณาจักร ซึ่งจะเกิดใหม่ในไม่ช้าอย่างเชียงยืน
นำมาวางเป็นบรรทัดฐาน ด้านปลูกจิตสำนึกต่อประชา
เชื่อมั่นในคุณค่าของศักดิ์ศรี มากกว่าฐานะ หน้าตาทางสังคม
ทุกคนคือเจ้าของอาณาจักร จึงกล้าและมั่นใจในความประพฤติดี.
...โปรดใช้วิจารณญาณ ข้อมูลบางส่วนที่สอดแทรก ผู้เขียนนำมาประกอบเรื่อง สำหรับความบันเทิง เชิงอรรถรสเท่านั้น
*ต้มเกลือสินเธาว์ในยุคโบราณ ของภาคอีสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ทำสืบทอดกันมา
มักทำกันในฤดูแล้ง โดยการนำดินที่มีคราบเกลือขึ้นมาละลายน้ำ กรองเอาสิ่งเจือปนออก
แล้วนำน้ำเกลือไปต้มเคี่ยว จนระเหยกลายเป็นผลึกเกลือ
1. การเตรียมดินเกลือ (ดินขี้ทา)การเก็บดิน
ในช่วงหน้าแล้ง ชาวบ้านจะกวาดหน้าดินตามทุ่งนาหรือพื้นที่แอ่งน้ำ
บริเวณมีคราบเกลือสีขาวขึ้นปกคลุม เรียกว่า ดินเอียด หรือ ดินขี้ทา ขูดผิวหน้าดินมากองรวมกัน
การกรองเอาน้ำเกลือ โดยนำดินที่กวาดมารวมกันใส่ในหลุมกรอง หรือรางไม้ที่รองด้วยฟางข้าว ใช้ใบตองแห้งปูรอง
การเทน้ำต้อง ค่อยๆ เทน้ำสะอาดลงไปบนกองดิน ปล่อยให้น้ำซึมผ่านดินและละลายความเค็มลงสู่ด้านล่าง
จะได้น้ำเกลือเข้มข้นไหลลงสู่ภาชนะรองรับ จากนั้นตักน้ำเกลือใสนี้ไปพักไว้ในโอ่ง เพื่อรอตกตะกอนข้ามคืน
2. กระบวนการต้มและเคี่ยวการตั้งเตา
ชาวบ้านจะสร้างเตาไฟยาว หรือเตาหลุมที่ตั้งหม้อดินเผา หรือกระทะใบบัวเรียงต่อกันหลาย ๆ ใบ
วิธีการต้ม ตักน้ำเกลือที่ตกตะกอนจนใสแล้ว เทลงในกระทะ จากนั้นจุดไฟสุมเตาต้มน้ำไปเรื่อย ๆ
การเติมเปลือกไม้ ในอดีตจะนำเปลือกไม้บางชนิด เช่น เปลือกจะแข หรือเปลือกไม้ท้องถิ่นอื่น ๆ
ผูกติดกับไม้ไผ่แช่ลงไปในหม้อ สำหรับช่วยดึงสิ่งสกปรกให้ลอยตัวขึ้นมา และช่วยให้ผลึกเกลือเกาะตัวกันดีขึ้น
3. การช้อนเกลือ เพื่ออบให้แห้งหรือการตกผลึก
เมื่อน้ำเกลือเดือด และระเหยออกไป เกลือจะเริ่มตกผลึกเกาะขอบภาชนะ
ชาวบ้านจะใช้ “บาก” (กระชอนสานด้วยไม้ไผ่) ตักช้อนผลึกเกลือขึ้นมาพักไว้
การอบไล่ความชื้น นำผลึกเกลือที่ช้อนได้ไปอังไว้เหนือเตาไฟร้อน ๆ เพื่อให้น้ำระเหยออกจนหมด
จะได้เกลือเม็ดสีขาวละเอียด จากนั้นบรรจุกระสอบเก็บไว้ใช้ปรุงอาหาร หรือนำไปแลกเปลี่ยนสิ่งของในอดีต
ยุคปัจจุบันภูมิปัญญาการทำเกลือโบราณ อาจพบเห็นได้น้อยลงตามชุมชนบางพื้นที่
แต่ก็ยังมีบางส่วน ยังสืบทอดวิธีนี้อยู่ โดยเฉพาะในแถบจังหวัดขอนแก่น อุดรธานี
ซึ่งบางแห่งยังคงอนุรักษ์วิธีการต้มในรางไม้ อันเป็นเอกลักษณ์ไว้
(อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)