เสียงปั๊มหมึกปราณบนไวท์บอร์ดผลึกของกงซุนอี้ยังคงวาบวับทิ้งคราบแสงเงาที่เปลี่ยนสีตามอารมณ์ของผู้พูด — วันนี้มันส่องแสงเป็นสีส้มสุกเพราะหลินเฟยกำลังกระตุ้นไอเดียอย่างรุนแรง
ศิษย์ ผู้กำกับ นักเขียนบท และผู้คุมสตูดิโอ นั่งล้อมรอบไวท์บอร์ดกระดาษโน้ตลอยเป็นแพประปรายโดยปล่อยพลังปราณให้ลอยได้ตามลม
หลินเฟยชี้ไปยังแผนพล็อตที่เขาขีดไว้กลางบอร์ด
“ชื่อเรื่อง ‘รหัสลับเซียนมือใหม่ (The Beginner's ImmortalCode)’ — จำไว้นะ ทุกฉากต้องมี ‘ความย้อนแย้ง’ เป็นใจกลางถ้าไม่มีความย้อนแย้ง ผู้ชมจะหลับ และถ้าผู้ชมหลับค่าโฆษณาของเราไหลลงหุบเหวทันที!”
ผู้กำกับหน้าแก่คนหนึ่งยกมืออย่างเป็นทางการ
“ท่านอาจารย์ การทำให้ผู้คนตื่นเต้นต่อเนื่องคือศาสตร์ของการเรียงลำดับเหตุการณ์แต่ทำอย่างไรให้คงความ ‘เซียน’ ไว้ในเวลาเดียวกัน?”
หลินเฟยยิ้มเจ้าเล่ห์ “นั่นแหละคือทริค —เอาความเป็นชีวิตประจำวันมาใส่ แล้วทำให้มันกลายเป็นสัญลักษณ์ทางปริศนา เช่นฉากที่พระเอกพยายามกลับบ้าน แต่ทุกครั้งที่เขาทำอะไรเพื่อกลับบ้านผู้คนแปลว่าพระเอกกำลังสอนเต๋า… เราจะเล่นกับความเข้าใจผิดนี้ให้สุด”
■ ห้องเรียนเขียนบท:จาก 'ฟิค' สู่ 'คัมภีร์'การประชุมเปลี่ยนสภาพเป็นห้องเรียนทันที
หลินเฟยเดินแจกข้อสอบแบบง่าย ๆ ให้ผู้สร้างทุกคน:
1. เขียนฉากที่มีเหตุการณ์ธรรมดา (เช่นหยิบถ้วยชา) ให้กลายเป็น “บททดสอบจิต”
2. ใช้คำว่า “โดยไม่ตั้งใจ”ให้เกิดผลลัพธ์สำคัญอย่างน้อยหนึ่งครั้งในฉาก
3. ห้ามใช้คำว่า “ชะตา” หรือ“พรหมลิขิต” ตรง ๆ ต้องให้คนตีความเอง
ผู้กำกับคนหนึ่งครุ่นคิด แล้วยกมือถาม “ถ้างั้น ‘จังหวะ’ กับ‘ความเงียบ’ อะไรสำคัญกว่า?”
หลินเฟยตอบในทันทีด้วยประโยคที่ศิษย์จดลงเป็นคัมภีร์:
“จังหวะคือดนตรีของเรื่อง แต่ความเงียบคือบทสวดให้ผู้ชมคิด —ใช้ทั้งสองอย่าง ไม่ใช่แค่เสียงคำพูด”
ผู้เขียนบทหลายคนปรับท่าทาง ยัดความคิดสมัยใหม่ เช่นการกระชับจังหวะเหมือนตัดวิดีโอสั้นบนแพลตฟอร์มไหลเร็ว หรือใส่ ‘มุกไวรัล’ เล็ก ๆให้คนในโลกเซียนสามารถทำรีแอ็คได้ในขณะชม —นี่คือการผสมผสานการเล่าเรื่องแบบโบราณกับกลยุทธ์ยุคดิจิทัล
■ ออดิชั่นมังกร:ความอลหม่านและมุกเข้าใจผิดหลงไห่ได้รับมอบหมายให้ออดิชั่นมังกรทั้งหมด —งานยากเพราะมังกรไม่ถนัดอารมณ์แบบมนุษย์ เขาตะโกนเรียกญาติ ๆ มาร่วมและภายในไม่กี่ชั่วโมงโถงออดิชั่นก็เต็มไปด้วยเสียงร้องก้องและไอปราณร้อน
การออดิชั่นกลายเป็นโชว์สต็อป และมีประเด็นขำ ๆ เกิดขึ้นตลอด:
· มังกรตัวที่12ถูกขอให้ทำท่า “เศร้า” แต่กลับตีความเป็น “เศร้าจากการสูญเสียปราณ”— เขาทิ้งพลังออกมาเป็นหมอก เรียกทีมทำความสะอาดมาช่วย
· มังกรตัวที่23ถูกขอให้หัวเราะกลิ้ง แต่เข้าใจว่าเป็นการ “เรียกสายฟ้า”จึงส่งสายฟ้าจริง ๆ ฟาดเพดาน — ผู้กำกับรีบยกป้ายคำว่า “คัท!” ให้ทีมซ่อม
· มังกรตัวที่49ฉาก “ตกใจจากบิลค่าไฟ” ได้ผลลัพธ์ตลกตามที่หลินเฟยอยากได้ —ทั้งที่มันเป็นมุกร่วมสมัยแต่ละมังกรต้องแสดงความเข้าใจผิวเผินกับเรื่องเศรษฐกิจโลกเซียน (ซึ่งจริง ๆแล้วไม่มีระบบไฟฟ้ามนุษย์ แต่มี ‘ค่าใช้พลังปราณ’ แทน)
มู่หานยืนขำขำ พูดกับหลินเฟยว่า
“ท่านอาจารย์ ท่านอยากความตกใจแบบ 'เห็นผี'หรือแบบ 'เห็นบิล'? ผมว่าทั้งสองรวมกันอาจจะได้อรรถรสมากกว่า”
หลินเฟยตอบหน้าเฉย “งั้นจับสองอย่างมารวมกันจะได้ความตกใจระดับพลังปราณหลุด!”
มังกรทั้งร้อยเจียมตัวและพยายามปรับอารมณ์
การออดิชั่นกลายเป็นการฝึกอารมณ์ให้มังกร — พวกมันต้องเรียนรู้ “micro-expression”(ซึ่งในโลกเซียนคือการฝึกธาตุหน้า) และเทคนิค “methodacting” ที่ศิษย์บางคนตีความเป็น “ใช้ธาตุจริง ๆ สัมผัสประสบการณ์”— ผลที่ได้คือบางมังกรเมาอารมณ์จนร้องไห้กลางเวทีเพราะนึกถึงอดีตชาติ
ตอนที่ออดิชั่นตึงเครียดที่สุด หลี่ซานวิ่งเข้ามามือประคองขนมเปี๊ยะอุ่น ๆ
“ท่านอาจารย์! ข้าเสร็จวิชาปรุงขนมเปี๊ยะขั้นสูงสุดแล้วข้าสามารถใส่วิญญาณแห่งรสชาติลงไปได้!”
ในวงที่ทุกคนเต็มไปด้วยความสงสัย หลินเฟยกัดชิมและทันทีที่รสชาติเข้าไปในปาก เสียง “ตูม” ก็ดังก้อง—ไม่ใช่แค่เสียงในท้องแต่เป็นการปลดปล่อยพลังปราณบริสุทธิ์ที่สอดประสานกับรสชาติ
พลังนั้นพุ่งทะลุห้องออดิชั่นและแทรกเข้าไปในสายปราณของมังกรทุกตัว ทำให้สิ่งที่เรียกว่า “การแสดง”กลายเป็นเรื่องง่าย — พวกมันเข้าสู่ภาวะจำลองความทรงจำจนเกิด"ความตกใจระดับเห็นผี" ตามที่หลินเฟยต้องการ
ผลลัพธ์คือ ฉากออดิชั่นเปลี่ยนจากแค่การทดสอบเป็นการแสดงสดที่มีอารมณ์ลึกซึ้ง— ผู้กำกับน้ำตาซึม มู่หานรีบจดเทคนิคและกล่าวว่า
“นี่คงเป็นวิถีใหม่ของการกระตุ้นนักแสดงด้วยอาหาร…ขอเรียกว่า‘กินแล้วแสดง’!”
หลี่ซานยิ้มจนตาปิด
“ข้าเพียงเติม ‘วิญญาณแห่งรสชาติ’ เพื่อปลุกความทรงจำ — ศิลปะแท้จริง!”
ผลจากรสชาติของขนมเปี๊ยะไม่เพียงแต่ทำให้มังกรแสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติเท่านั้น — พลังยังไหลเข้าสู่ XianStation และ สตูดิโอปราณสามมิติ ทำให้ระบบทั้งสองรับความสั่นสะเทือนเชิงอารมณ์
· XianStationเรียนรู้การ “อ่านอารมณ์ผู้ชม” จากการตอบสนองของมังกรที่ถูกกระตุ้นทำให้สามารถปล่อย “เอฟเฟกต์ปราณซ้ำ” (Echo-Prana) ลงในฉากขณะฉาย— ผู้ชมที่ดูผ่านระบบจะรับรู้และตอบสนองได้ราวกับว่าอารมณ์ถูกถ่ายทอดจริง
· สตูดิโอปราณ ได้รับฟีเจอร์ใหม่ คือ “ฉากไฮบริด”ที่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานที่จริงได้ด้วยลมปราณตามเสียงหัวใจนักแสดง —ถ้านักแสดงร้องไห้จริง ๆ ฉากจะเปียกชื้นและมีไอหมอกเหมือนโลกทั้งฉากร่วมร้องไห้ไปด้วย
การอัปเกรดนี้ทำให้ซีรีส์ของสำนักกลายเป็น “สื่อเวทมนตร์” — ไม่ใช่แค่รับชมแต่เป็นการรับรู้โดยตรง ส่งผลต่ออารมณ์และปราณของผู้ชมในระดับแท้จริง
■ ผลกระทบทางสังคม:ยอดวิว เงินโฆษณา และสปอนเซอร์ปราณข่าวการอัปเกรดแพร่ไปไวราวสายฟ้า — อินฟลูเอนเซอร์เซียนไลฟ์สตรีมมิ่ง และร้านขายเสื่อโยคะ เริ่มโปรโมตซีรีส์ก่อนวันฉายเป็นอาทิตย์
· แพลตฟอร์มไลฟ์สดเซียนเต็มไปด้วยคลิปเบื้องหลังการฝึกนักแสดงมังกร— คนดูพูดว่า “แค่เสียงพวกเขา ก็คุ้มค่าตั๋วแล้ว!”
· สปอนเซอร์เริ่มเข้ามาเสนอ“น้ำปราณผสมกลิ่นขนมเปี๊ยะ” และ “เสื้อผ้าโชว์ปราณ” — อี้หานทำหน้าเชิงรุกทันทีเปิดขายสิทธิ์แฟรนไชส์ให้กับเมืองท่าและอาณาจักรใกล้เคียง
· ยอดเติมเงินพุ่งขึ้นจนบัญชีสำนักกลายเป็นสีทอง— มีบริษัทเสนอสร้างสวนสนุกธีมซีรีส์เซียน ชื่อ “Immortal Park” ที่จะมีรถไฟเหาะปราณ
การเงินไหลมาอย่างรวดเร็ว แต่ยิ่งมีกำไร ก็ยิ่งมีเสียงคัดค้าน
■ ฝ่ายอนุรักษ์vs. ระบอบบันเทิง: ประเด็นเชิงศีลธรรมกลุ่มอนุรักษ์ดั้งเดิมไม่พอใจอย่างยิ่งพวกเขายื่นคำร้องต่อสภาสำนักและจัดชุมนุมประท้วงด้วยคำขวัญว่า
“การบรรลุธรรมต้องผ่านการลงมือ ไม่ใช่ผ่านป๊อปคอร์น!”
“อย่าให้ศรัทธาเป็นสินค้า!”
ในขณะเดียวกัน พ่อค้ารายใหญ่และนักโปรโมตบันเทิงสนับสนุนแผนการต่อยอดเชิงพาณิชย์
“ถ้าคุณห้ามความบันเทิง คุณก็จะถูกทิ้งไว้หลังการพัฒนา” —ถ้อยคำนี้ทำให้หลายพรรคเริ่มเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน
หลินเฟยยืนกลางสนามการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างไม่เต็มใจแต่ก็ชื่นชมที่สังคมเริ่มมีทางเลือกใหม่
เขาพูดกับคณะกรรมการว่า
“เราไม่บังคับใครจะเล่นหรือไม่เล่น —แต่ถ้าจะชี้ว่าการบำเพ็ญมีแค่ทางเดียว นั่นไม่แฟร์ต่อจิตใจมนุษย์และมารทั้งหลายเลย”
· ผู้กำกับสั่ง “คัท!”แต่สตูดิโอปราณแปลว่า “ให้ปล่อยปราณคัต” — ทีมเทคนิคโยนคัทปราณลงมาเป็นลูกบอลทำให้สตาฟต้องเล่นรับคัทอย่างรีบเร่ง
· อินฟลูเอนเซอร์เซียนหนึ่งทำคลิปล้อเลียนนักแสดงมังกรด้วยการแต่งหน้ามังกรมุก— คลิปโดนแบนเพราะมีเนื้อหาท้าทายศรัทธาแต่กลับได้ยอดวิวทะลุบรรลุหลักสิบล้านภายในคืนเดียว
· มารตัวหนึ่งพยายามสมัครเป็นนักแสดงสมทบเพราะคิดว่าถ้าได้แสดงจะทำให้“ภาพตลกของมาร” เป็นแนวใหม่ — แต่เมื่อน้ำเสียงถูกปรับปรุงใน XianStation ทำให้มารผู้นั้นร้องไห้จริงและกลายเป็นดาวโซเชียลในที่สุด
■ ฉากแรกของ'รหัสลับเซียนมือใหม่' — การถ่ายทอดที่เปลี่ยนใจคนวันถ่ายทำฉากแรกคือวันที่ทั้งสำนักตื่นเต้นที่สุด —ผู้ชมผ่านระบบสตรีมเต็มทุกช่องทาง บรรยากาศเหมือนงานเปิดตัวภาพยนตร์ระดับจักรวาล
ฉากแรกเป็นฉากเรียบง่าย: พระเอกกำลังกวาดลานแล้วพบจดหมายจากบ้าน
หลินเฟยสั่งให้ถ่ายทอดด้วยความ “เรียบง่ายแต่ชวนคิด”
มังกรที่เล่นบทพระเอกทำท่ากวาดด้วยความอ่อนโยนพลันกลายเป็นฉากที่ทำให้ผู้ชมหลายคนน้ำตาไหล — เพราะ XianStation ส่งผ่านเอฟเฟกต์ปราณที่เชื่อมโยงกับความทรงจำของผู้ชมหลายคนเห็นภาพบ้านเก่า ผูกมิตรภาพเก่า ๆ และรู้สึกถึงความอบอุ่น
สื่อสาธารณะรายงานว่า “ฉากกวาดลานหนึ่งฉากกระชากหัวใจผู้ชมทั่วภพ” — กระแสตอบรับดีเกินคาด แถมมีผลข้างเคียงเชิงสังคม:สถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งมีผู้มาขอขมาพระและกลับไปหยุดด่ากันกลางถนนเพราะฉากทำให้พวกเขานึกถึงใครบางคน
■ ปมสำหรับตอนต่อไป:เมื่อความบันเทิงสร้างอำนาจค่ำคืนสุดท้ายของการถ่ายทำวันแรก หลินเฟยนั่งดื่มชาเบา ๆ มองดาว
เขารู้สึกทั้งภูมิใจและมีความกังวลเล็ก ๆ —สื่อเวทมนตร์ที่เขาสร้างอาจเป็นเครื่องมือเปลี่ยนใจคนแต่ในมือคนผิดมันก็อาจเป็นอาวุธได้เช่นกัน
มุมหนึ่งของสำนัก มีข้อความลับส่งมาในถาดจดหมายปราณ:
“หากท่านใช้สื่อเช่นนี้เพื่อชักนำมันจะมีผู้ต้องการควบคุมมันเพื่อผลประโยชน์” —ลายมือจดที่คุ้นเคยทำให้หลินเฟยขมวดคิ้ว
ใครส่ง? เพื่ออะไร? และใครกำลังรอจังหวะที่จะใช้‘สื่อเวทมนตร์’ เพื่อเปลี่ยนโลกนี้ไปในทางอื่น?
โปรดติดตามตอนต่อไป