ตอนที่ 23 ฝึกวิชา
ยอดเขาอู๋อวิ๋น
ทีชกำลังนั่งอยู่เบื้องหน้าอาจารย์ของตัวเอง ‘ต้วนเจิ้งฉุน’หลังจากที่รู้ว่าตัวเองจะได้ฝึกวิชาของพระเอกในนิยายเื่โปรดเขาก็รู้สึกตื่นเต้นจนนอนไม่หลับทั้งคืนบัดนี้เขากำลังจะกลายเป็พระเอกในนิยายแล้ว!
“ศิษย์ข้าการที่เ้าจะเรียนรู้วิชาดรรชนีจากข้าได้ เ้าต้องฝึกโคจรลมปราณซะก่อน”ต้วนเจิ้งฉุน บอกทีช
“เอ๋...แต่ว่าผมก็รู้วิธีโคจรลมปราณแล้วนะครับ”ทีช พูดตอบ โดยที่ตัวเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องฝึกโคจรลมปราณอีก ทั้งๆ ที่หลังจากเปลี่ยนอาชีพจอมยุทธเขาก็รับรู้ถึงลมปราณแล้วก็สามารถดึงพลังลมปราณออกมาใช้ได้อยู่แล้ว
“เ้ากำลังเข้าใจผิดสิ่งที่เ้าทำเป็การดึงพลังลมปราณจากภายในออกมาใช้เท่านั้นแบบนั้นไม่ได้เรียกว่าการโคจรลมปราณ” ต้วนเจิ้งฉุนได้ใช้เวลากว่า 1 ชม. ในการอธิบายการโคจรลมปราณให้กับทีชฟัง
การโคจรลมปราณนั้นแตกต่างจากสิ่งที่ทีชหรือผู้เล่นทั่วไปเข้าใจเกม LCมักจะบอกเสมอว่าหลักการหลายๆ อย่างนั้นมีความสมจริง ถึงแม้พลังทั้ง 3สายจะไม่มีอยู่ในโลกภายนอก แต่ว่าพลังเหล่านี้ที่สามารถใช้ได้ในเกม LCก็ยังคงยึดกฎตามหลักความเป็จริงอยู่ การที่ผู้เล่นเปลี่ยนอาชีพขั้นแรกเมื่อตอนเลเวล5 แล้วได้ค่าพลังเพิ่มขึ้นมาไม่ว่าจะเป็ พลังจิต พลังเวทพลังปราณ พลังเหล่านี้ผู้เล่นจะมองเห็นเป็ค่าตัวเลขในหน้าต่างสถานะซึ่งตัวผู้เล่นจะรับรู้ถึงพลังที่เพิ่มเข้ามาในร่างกายได้แล้วก็สามารถดึงพลังออกมาใช้ได้ทันทีคล้ายๆ กับที่เกมทั่วไปเรียกว่า ‘พลังมานา’
เกมทั่วไปจะใช้พลังมานาในการใช้สกิลวิชากระบวนท่าและเวทมนตร์ต่างๆ โดยอัตโนมัติ แต่ว่าเกม LC นั้นจะมีระบบที่ต่างออกไปซ่อนอยู่เมื่อเกม LC เปิดให้บริการผู้เล่นส่วนใหญ่เมื่อเปลี่ยนอาชีพแล้วตามหาสกิลหรือวิชาในเกมจนพบก็ยังติดนิสัยเหมือนกับเกมอื่นๆ คือนำมาใช้แบบอัตโนมัติโดยหักพลังปราณ พลังจิตพลังเวทที่มีออกไป ซึ่งการทำแบบนี้ก็สามารถเก็บเลเวลไปเรื่อยๆ ได้เพียงแต่ถ้าต้องต่อสู้กับผู้เล่นระดับสูงที่เรียนรู้วิธีควบคุมพลังด้วยตัวเองแล้วนั้นผู้เล่นที่ใช้สกิลแบบอัตโนมัติจะไม่สามารถเทียบได้เลยแม้แต่น้อย
แต่ว่ามีผู้เล่นระดับสูงบางส่วนเท่านั้นที่เรียนรู้ระบบลับและกฎของเกมผู้เล่นพวกนี้จะทำความเข้าใจการใช้พลังทั้ง 3 สายและสามารถควบคุมด้วยตัวเองได้โดยผู้เล่นพวกนี้จะไม่ใช้สกิลแบบอัตโนมัติ กลุ่มผู้เล่นเหล่านี้แบ่งเป็ 2 กลุ่ม
ผู้เล่นกลุ่มแรกคือกลุ่มที่บังเอิญได้รับเควสบางอย่าง หรือบังเอิญไปเจอ NPC ลับแบบ‘ต้วนเจิ้งฉุน’ เมื่อผู้เล่นกลุ่มนี้ได้ข้อมูลจาก NPC หรือเควสเ่าั้ก็จะพบกับความลับที่ซ่อนไว้นั่นก็คือพลังทั้ง3 สายมีวิธีการใช้งานอีกแบบนั้นคือการควบคุมพลังโดยตรง ตัวเกมมีกฎและหลักการที่ยึดตามความเป็จริงอยู่นั่นก็คือต้องฝึกฝน และทำความเข้าใจในสายพลังเ่าั้ผู้เล่นถึงจะสามารถควบคุมพลังเ่าั้ได้ด้วยตัวเอง
ผู้เล่นที่รู้ความลับเหล่านี้จะมีฝีมือในการต่อสู้สูงขึ้นแบบก้าวะโเช่นเรด ที่เรียนรู้การควบคุมลมปราณด้วยตัวเอง เขาจึงสามารถรับมือกับผู้เล่นจำนวนมากได้อย่างสบายๆ
ต่อไปผู้เล่นอีกกลุ่มคือผู้เล่นกลุ่มนี้จะถูกเรียกว่าอัจฉริยะ หรือพูดง่ายๆคือกลุ่มคนที่เรียนรู้ด้วยตัวเองหลังจากที่เปลี่ยนอาชีพก็รับรู้ได้ว่าสามารถควบคุมพลังที่ได้รับมาได้กลุ่มผู้เล่นกลุ่มนี้ส่วนมากจะเป็ผู้เล่นระดับสูงของเกมแทบทั้งสิ้น
แต่ก็มีบางคนที่พึ่งเริ่มเล่นหรือพึ่งเริ่มจับหลักได้เมื่อไม่นานมานี้เช่น ดาร์คกับิ 2คนนี้เป็คนที่สามารถรู้สึกได้ทันทีั้แ่แรกที่เปลี่ยนอาชีพแล้วนั่นก็คือเหตุผลที่ิสามารถสร้างสกิลได้ ส่วนดาร์คถึงจะยังไม่สร้างสกิลแต่ก็เริ่มฝึกควบคุมพลังจิตของตัวเองได้แล้ว
ข้อมูลเหล่านี้ยังคงเป็ข้อมูลที่ได้รับการปกปิดและสำคัญอยู่ถึงแม้ว่าเกมจะเปิดมาแล้วถึง12 ปีตามเวลาในเกมหรือ 2 ปีของโลกภายนอกคนที่รู้ข้อมูลเหล่านี้จะบอกต่อแค่ในกลุ่มคนสนิทของตัวเองเท่านั้น ยกตัวอย่างกิลใหญ่ๆก็จะรู้กันแค่ผู้เล่นระดับสูงของกิลเท่านั้น
แน่นอนว่ามีผู้เล่นที่เข้าใจการควบคุมพลังแล้วยังไม่มีสังกัดกิลเช่นกันผู้เล่นพวกนี้นำข้อมูลออกมาขายในราคาแพง ทำให้มีแต่คนรวยเท่านั้นที่จะได้ข้อมูลไปแต่ก็มีบางคนที่รู้ข้อมูลแต่ก็ไม่สามารถจับหลักการได้ก็มี หรือบางคนอาจจะเริ่มๆควบคุมพลังได้แต่ก็คิดวิชาเองไม่สำเร็จหรือไม่รู้ว่าจะนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ในการต่อสู้ยังไงอยู่ดี
ต้วนเจิ้งฉุนได้บอกกับทีชว่า การควบคุมพลังคือจุดเริ่มต้นเท่านั้นไม่ใช่ว่าทำได้แล้วจะกลายเป็ยอดฝีมือได้ในทันที ยังไงก็ต้องพึ่งพาวิชากระบวนท่าหรือ เวทมนตร์ระดับสูงในการใช้ออกอยู่ดี
“เ้าจงหลับตาในท่านั่งขัดสมาธิก่อนแล้วให้จับความรู้สึกไปที่ลมปราณภายในร่างกายหลังจากนั้นลองนึกภาพให้มันไหลไปยังจุดชีพจรไป๋ฮุ๋ยหรือก็คือกลางกระหม่อมเมื่อทำได้แล้วให้เ้าลองนึกภาพต่อไปให้ลมปราณไหลทวนตามเข็มนาฬิกาไปตามจุดชีพจรอื่นๆ ในร่างกายจนกลับมาที่จุดเดิม ทำต่อไปให้ครบ 6 รอบแล้วพัก 10 นาทีหลังจากนั้นก็ทำแบบเดิมจนกว่าเ้าจะโคจรพลังได้ครบรอบภายในเวลาไม่เกิน 5 อึดใจ”
“ครับท่านอาจารย์” ทีช รีบสงบจิตใจพร้อมกับทำตามที่ต้วนเจิ้งฉุนบอก
....
เวลาผ่านไป3 ชม.ทีชก็ทำสำเร็จ แต่ทว่าต้วนเจิ้งฉุนได้บอกให้เขาลุกขึ้นยืนพร้อมกับทำแบบเดิมแต่ครั้งนี้ให้เริ่มโคจรจากจุดชีพจรที่ปลายนิ้วก้อยข้างซ้ายเป็อันดับแรก
....
คาเฟ่ Admiration
ติ๊กออกจากเกมเดินลงมาชั้นล่างเพื่อไปออกกำลังกายตามปกติเมื่อกลับมาถึงร้านเวลาประมาณ 7 โมงเช้าโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นผู้ที่โทรเข้าไม่ใช่ใคร‘ิ’ นั่นเอง
ิได้โทรเล่าเื่ของโคล่ากับกิลหมีดุให้ฟังว่าหลังจากที่โคล่าได้ไปหาเื่กับแม่ค้าที่ชื่อปรางจีก็โดนมอนจีที่เป็คนรักของปรางจีบุกมาทำลายโรงเตี้ยม พร้อมทั้งยังสังหารโคล่าได้ แต่แล้วเวลาผ่านไปไม่กี่วันคนของกิลัผงาดก็เดินทางมาถึง 2 คนคนแรกเป็ถึงผู้เล่นที่มีเลเวลสูงเป็อันดับที่ 15 ของทวีปตะวันออกส่วนอีกคนเป็ NPC จากสามก๊กชื่อ ‘กวนเป๋ง’ิได้เล่าว่ากวนเป๋งได้ดวลกับเบ้งตัดจนสุดท้ายเอาชนะได้ ทำให้เบ้งตัดเสียชีวิตส่วนโคล่าหลังจากที่ตายไปก็ไม่มีใครได้พบเจออีกแต่ว่ากุยแกได้สืบทราบมาว่าโคล่าเดินทางออกจากเมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวไปแล้ว
ติ๊กคุยกับิอยู่นานก็วางสายไปแต่ยังไม่ทันที่จะเดินกลับขึ้นห้องก็พบกับ ‘หวาน’ ผู้จัดการคนใหม่ของร้านเดินเข้ามาพอดี
“เถ้าแก่ฉันมีเื่จะแจ้งคะ”
“เื่อะไรงั้นเหรอ”ติ๊กถามกลับ
“ฉันได้จ้างคนให้ออกแบบโลโก้ของร้านเราไว้แล้วคิดว่าอีก 2-3 วันจะเสร็จส่วนเื่การปรับเมนูในร้านใหม่ฉันก็จัดการเรียบร้อยแล้วเลยอยากให้เถ้าแก่ลองไปชิมเมนูใหม่ๆดู แล้วก็นี่เป็รายการที่ฉันเอาออกจากเมนูของร้าน” หวานยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งมาให้
“ตัดออกเยอะเหมือนกันนะ”ติ๊กก้มลงมองกระดาษในมือ
“ฉันคิดว่าเมนูไม่จำเป็ต้องเยอะเราควรเก็บเมนูบางอย่างเอาไว้ทำเป็โปรโมชั่นพิเศษที่จะมีในแต่ละเดือนจะดีกว่าแล้วก็ในอนาคตถ้าเราทำแฟรนไชส์เปิดสาขาตามที่เถ้าแก่้าจริงๆการที่มีเมนูเยอะเกินไปอาจทำให้การดูแลมาตรฐานทำได้ยากคะ”หวานอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับว่าเื่พวกนี้คือเื่ที่ใครๆ ก็รู้
“โอเคๆฉันเชื่อใจเธอ ยังไงก็รบกวนด้วย” ติ๊กพูดพร้อมกับยิ้มๆ
“พี่ติ๊กครับผมเองก็มีเื่จะบอกเหมือนกันครับ” ต๋องที่เห็นว่าติ๊กคุยกับหวานเสร็จแล้วก็เดินเข้ามา
“หืม...มีอะไรงั้นหรือเื่ด่วนรึเปล่า”ติ๊กถามกลับอย่างสงสัยเพราะดูแล้วเื่ที่เกี่ยวกับร้านคาเฟ่ก็ได้หวานจัดการหมดแล้วซึ่งดูแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเกี่ยวกับร้านนี้อีก
“อ๋อไม่ใช่เื่ด่วนอะไรหรอกครับพอดีผมได้รับการติดต่อจากพี่มิวแล้วก็พี่จู” ต๋องตอบกลับ
“เื่ของมิวกับจู....อย่าบอกนะว่า2 คนนั้นมีเื่เดือดร้อน เร็วรีบบอกพี่มาว่า 2 คนนั้นเป็อะไร” ติ๊กรีบถามกลับด้วยน้ำเสียงร้อนรนจนทำให้หวานที่ได้ยินการสนทนาถึงกับขมวดคิ้วเล็กน้อยกับท่าทีของติ๊ก
“เอ่อพี่ใจเย็นๆก่อนครับไม่ได้มีเื่อะไร พอดีพี่มิวกับพี่จูเค้าพึ่งทราบว่าพี่ออกจากคุกมาแล้วพวกพี่เค้าเป็ห่วงว่าพี่จะไปทำงานที่ไหนแต่เค้าหาวิธีติดต่อพี่ไม่ได้เค้าเลยติดต่อมาหาผมแทนเพราะเค้ารู้ว่าผมไปเยี่ยมพี่ตอนอยู่ในคุก ผมก็เลยบอกพวกพี่มิวไปว่าตอนนี้พี่เปิดร้านคาเฟ่อยู่ที่นี่” ต๋องอธิบาย
“อ่อ...งั้นเองหรอกเหรอว่าแต่ 2 คนนั้นคงสบายดีสินะ” ติ๊กถามกลับ
“พวกพี่เค้าสบายดีครับนี่พวกพี่เค้าก็รับปากว่าจะแวะมาอุดหนุนพวกเราในเร็วๆ นี้ด้วยแหละครับ” ต๋องตอบ
“มาที่ร้านเหรองั้นถ้ามาวันไหนนายก็ขึ้นไปเรียกพี่ด้วยล่ะ”ติ๊กพูดจบก็เดินกลับขึ้นห้องไปเตรียมที่จะไปฝึกวิชาในเกม LC ต่อ
“นี่ต๋องมิวกับจูคือใครงั้นเหรอ” หวานที่เห็นว่าติ๊กเดินขึ้นไปแล้วเอ่ยถาม
“อ๋อ...พี่มิวกับพี่จูเค้าเป็เพื่อนกันพวกพี่เค้ารู้จักกับพี่ติ๊กตอนที่พี่ติ๊กทำงานอยู่ในบริษัทเก่าก่อนที่พี่เค้าจะติดคุกน่ะ” ต๋องตอบ
“ฉันว่าจะถามนานแล้วในเมื่อตอนนี้ยังพอมีเวลานายช่วยเล่ารายละเอียดหน่อยได้มั้ยว่าทำไมคนแบบเถ้าแก่ถึงได้ไปติดคุก แถมยังติดตั้ง2 ปี” หวาน กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เอ่อ...จะดีเหรอครับพี่หวานพี่ไปถามกับพี่ติ๊กเองไม่ดีกว่าเหรอครับ” ต๋อง กล่าวอย่างเกรงใจ
“หืม....ฉันเป็ผู้จัดการร้านนี้แล้วนะเื่ที่เกี่ยวกับเถ้าแก่ก็ควรจะรู้ไว้บ้างสิอีกอย่างเถ้าแก่เขาบอกกับนายว่าห้ามเล่าให้คนอื่นฟังงั้นเหรอ” หวานเกลี้ยกล่อม
“ก็จริงครับพี่เป็ผู้จัดการร้านส่วนพี่ติ๊กก็ไม่เคยบอกผมว่าห้ามเล่าใครฟัง งั้น...คงไม่เป็ไรหรอกเนอะ”
ต๋องได้เล่าเื่ราวระหว่างติ๊กกับ‘ตระกูลอัครพิมุข’ ให้กับหวานฟังโดยที่หวานนั้นสักถามอย่างละเอียดจนเข้าใจเื่ราวั้แ่ต้นจนจบ
‘นี่เถ้าแก่ลำบากขนาดนี้เลยงั้นเหรอ....ตระกูลอัครพิมุข....ดูเหมือนว่าเราต้องไปหาข้อมูลของตระกูลนี้เพิ่มสักหน่อยแล้ว’หลังจากที่ฟังเื่ราวจบหวานก็คิดอะไรบางอย่างในใจ
.....
อาคารสำนักงานสูง8 ชั้นแห่งหนึ่งในเมือง
ที่ชั้น 5 มีหญิงสาวหน้าตาดี2 คนกำลังคุยกันอยู่ ‘มิว’ กับ ‘จู’ นั่นเอง
“มิวเราจะลองไปคาเฟ่ของติ๊กกันวันไหนดีล่ะ” จูเอ่ยปากถาม
“เธออยากจะไปอุดหนุนจริงๆเหรอ คนที่ชอบกินของรสชาติแปลกประหลาดแบบเธอเนี่ยนะอยากจะไปร้านคาเฟ่ฉันว่าเธอแค่อยากรู้อยากเห็นว่าติ๊กกับต๋องเป็ยังไงกันบ้างมากกว่า”มิวกล่าวอย่างรู้ทันเพื่อน
“โธ่...มิวเธอนี่ก็แสนรู้เสียจริง!” จูกล่าวอย่างติดตลก
“เดี๋ยวเถอะรีบไปเข้าประชุมได้แล้ว” มิวกล่าวพร้อมกับรีบผลักเพื่อนของตนให้เดินไปห้องประชุม
ระหว่างที่เดินไปห้องประชุมมิวได้ชำเลืองมองไปยังโต๊ะที่อยู่ภายในห้องของฝ่ายบุคคล พร้อมกับคิดในใจ‘หมอนั่นคงจะสบายดีสินะ’
.....
ยอดเขาอู้อวิ๋น
ในขณะนี้ทีช กำลังยืนโคจรลมปราณตามที่อาจารย์แนะนำอยู่ โดยที่ต้วนเจิ้งฉุนยืนมองอยู่ห่างๆ
วูบบบบบ
เสียงลมพัดผ่านร่างของทีชอย่างแรงลมได้พัดเอาฝุ่นจากพื้นดินและใบไม้ลอยขึ้นมาก่อกวนทีชที่กำลังยืนหลับตาโคจรลมปราณแต่ปรากฏว่าทีชไม่สนใจสิ่งเ่าั้เลยแม้แต่น้อย และทันใดนั้นเอง
“สำเร็จ!”ทีชลืมตาพร้อมกับะโออกมาอย่างดีใจ
“โอ้...ถือว่าทำได้เร็วกว่าที่ข้าคิดอีกนะเนี่ย”ต้วนเจิ้งฉุน เอ่ยด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
ใช่แล้วหลังจากที่ทีชเริ่มฝึกฝนการโคจรลมปราณเขาก็ทำสำเร็จจนได้หลังจากที่ผ่านมา15 วัน เขารีบวิ่งไปหาอาจารย์พร้อมกับเอ่ยปากถามทันที
“อาจารย์ผมสามารถเรียนวิชาดรรชนีหกชีพจร ได้แล้วใช่มั้ยครับ”
“ได้สิเอ้านี่รับไป” ต้วนเจิ้งฉุนพูดพร้อมกับโยนคัมภีร์มาให้เล่มหนึ่ง
“เอ๋...คัมภีร์วิชาดรรชนีหกชีพจร...”ทีชก้มลงอ่านหน้าปกของคัมภีร์
และทันใดนั้นเองเมื่อทีชเปิดอ่านก็ปรากฏแสงสว่างจากคัมภีร์พุ่งเข้าใส่หน้าของทีชพร้อมกับคัมภีร์ในมือที่หายไป
[ท่านได้เรียนรู้วิชา‘ดรรชนีหกชีพจร’ ท่านสำเร็จขั้นที่ 1 เรียบร้อยแล้ว]
‘เอ๋...ง่ายๆงี้เลยหรอ’ ทีช คิดอย่างแปลกใจ
“วิชาดรรชนีหกชีพจรนั้นมีทั้งหมด 6 ขั้นโดยวิชานี้จะสามารถยิงพลังลมปราณที่โคจรตามเคล็ดวิชาที่เ้าเรียนรู้ออกไปจากนิ้วโดยขั้นที่ 1 จะสามารถยิงออกไปได้ 1 นิ้วนั่นหมายความว่าถ้าเ้าสำเร็จถึงขั้นสุดท้ายเ้าจะสามารถยิงออกไปได้พร้อมกันถึง 6นิ้ว”
“เ้าอาจจะคิดว่ามันง่ายแต่ข้าขอเตือนไว้ก่อนแม้แต่ตัวข้าเองกว่าจะสำเร็จทั้ง 6 ขั้นก็ใช้เวลาถึง8 ปี” ต้วนเจิ้งฉุน อธิบาย
‘อาจารย์ยังใช้เวลา8 ปีเลยงั้นหรือ’ ทีชใ
“เื่วิชาดรรชนีพักเอาไว้ก่อนเ้าไปหาทางฝึกเอาเองข้าบอกได้แค่ว่ายิ่งเ้าเข้าใจการควบคุมลมปราณได้มากเท่าไหร่ก็จะยิ่งสำเร็จขั้นต่อไปได้เร็วขึ้นเท่านั้นเพียงแต่ว่าปริมาณของลมปราณก็ต้องสะสมได้มากพอด้วยเช่นกัน”
“ขอบคุณครับอาจารย์!”ทีช กล่าวพร้อมกับคำนับขอบคุณ
“เอาล่ะต่อไปข้าจะอธิบายเกี่ยวกับวิถีแห่งกระบี่แต่ก่อนอื่นเลยเ้าต้องเข้าใจเื่พื้นฐานก่อน.......” ต้วนเจิ้งฉุน เริ่มอธิบาย
“ลำดับขั้นที่ใช้ในการแบ่งแยกมือกระบี่หรือจริงๆ แล้วใช้เทียบกับมือดาบ หรืออาวุธอื่นๆ ก็ได้เช่นกัน โดยเริ่มจาก
ขั้นแรกมือกระบี่ทั่วไป- คือคนที่ใช้กระบี่เป็อาวุธ สามารถกวัดแกว่งไปมาได้ตามปกติ พูดง่ายๆถ้าชาวบ้านจับกระบี่ก็เรียกว่ามือกระบี่ ถ้าจับดาบก็เรียกว่านักดาบนั่นแหละ
ขั้นสองมือกระบี่ขั้นกลาง– คือคนที่สามารถแสดงกระบวนท่าโดยใช้กระบี่ได้ยกตัวอย่างเพื่อนของเ้าคนหนึ่งที่อยู่ในขั้นนี้คนที่ชอบใช้โล่กระแทกนั่นแหละ
ขั้นสามมือกระบี่ขั้นสูง- เมื่อมาถึงขั้นนี้ได้จะถูกเรียกว่าผู้เชี่ยวชาญแล้วเหมือนกับเพื่อนของเ้าที่ใช้พลองเป็อาวุธคนนั้นคนที่อยู่ในระดับนี้จะเริ่มเรียนรู้การถ่ายเทพลังเข้าสู่อาวุธในมือหรือคนที่สามารถใช้กระบวนท่าที่แฝงพลังได้ ไม่ใช่กระบวนท่าธรรมดาๆ ทั่วไป
ขั้นที่สี่ยอดฝีมือกระบี่– ขั้นนี้นั้นคือขั้นที่สามารถแผ่พุ่งพลังออกจากกระบี่ได้ เราจะเรียกสิ่งนั้นว่า‘แถบริ้วกระบี่’ คนที่มาถึงขั้นนี้ได้นับว่าอยู่เหนือคนทั่วไปเรียบร้อยแล้วเป็คนที่เหมาะสมกับคำว่า ‘ยอดฝีมือ’
ขั้นที่ห้าเทพกระบี่– คนที่จะถูกเรียกว่าเทพกระบี่ได้คนผู้นั้นจะต้องหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับกระบี่ได้เท่านั้นซึ่งคนที่ทำเช่นนั้นได้จะสามารถใช้กิ่งไม้หรือแม้กระทั่งใบไม้แทนกระบี่ได้ซึ่งตัวของอาจารย์เองก็อยู่ในขั้นนี้”
“มีแค่5 ขั้นเท่านั้นหรือครับอาจารย์” ทีชถาม
“หืม....จริงๆ แล้วยังมีอีกขั้นแต่ข้าเองก็ยังไม่สามารถไปถึง เป็ขั้นที่ว่ากันว่ามีเพียงในตำนาน....”ต้วนเจิ้งฉุน พูดพร้อมกับมองไปบนท้องฟ้า ราวกับกำลังคิดถึงอะไรบางอย่าง