ปังงงง!!
การโจมตีของจางมัวครั้งนี้รุนแรงมาก มันรุนแรงกว่าครั้งก่อนๆ และมันยังรวดเร็วกว่าเดิมด้วย จนทำให้หลินเฟิงกระเด็นไปไกลเกือบสิบเมตร
อักกก!!
‘ ข้าจะคืนความอัปยศนี้แก่เจ้า ’ หลินเฟิงคิดกับตัวเอง เขานั้นกระอักเลือดออกมาคำโต ครั้งนี้เขาไม่ได้ลุกขึ้นเช่นครั้งก่อน เขาพยายามมองไปที่จางมัว จากนั้นเขาก็สลบไป
“หึ ใครคิดลองดีกับข้ามันต้องเจอดีเช่นนี้” จางมัวไม่ได้สนใจกลุ่มของหลินเฟิงต่อ เขากล่าวออกมาเสียงดัง จากนั้นเขาก็เดินจากไปโดยไม่สนใจผู้คนหรือแม้แต่ผู้ติดตามของเขาเลย ส่วนผู้ติดตามของเขานั้นก็ได้เดินตามหลังขางมัวไปอย่างเงียบๆ ครั้งนี้แม้ว่าพวกมันจะชนะ แต่หากไม่มีจางมัว ศิษย์เก่าอย่างคงแพ้ศิษย์ใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย
“เจ้าศิษย์ใหม่นั่นน่าสงสารอะไรเช่นนี้”
“แม้ว่าเจ้านั่นจะแข็งแกร่งจนน่าตะลึง แต่อย่างไรเสีย ความต่างของระดับพลังก็มากเกินไป”
“หากมันมีเวลาอีกสักหน่อย คงเทียบศิษย์พี่จางได้แน่นอน”
“ต่อจากนี้มันคงไม่สามารถอยู่ในนิกายได้อย่างสงบสุขเป็นแน่”
เหล่าศิษย์ที่มาชมดูการต่อสู้ต่างรู้สึกสงสารหลินเฟิงมาก แม้ว่าพวกเขาจะชื่นชมหลินเฟิง ทั้งเรื่องของความแข็งแกร่ง รากฐาน และความอาจหาญ แต่อย่างไรตอนนี้ก็ยังไม่สามารถเทียบกับศิษย์พี่จางได้อยู่ดี
“พวกเราไปเถอะ” หลินอี้หานกล่าวกับคนอื่นๆ หลังจากพวกเขาเข้ามาดูอาการของหลินเฟิง โชคดีที่หลินเฟิงไม่ได้รับบาดเจ็บจนกระทบกระเทือนถึงรากฐาน ไม่เช่นนั้นพวกมันคงรู้สึกเสียใจเป็นแน่ จะอย่างไรหากไม่ใช่เพราะพวกมันปากไม่ดี หลินเฟิงคงไม่ต้องมาเจอเรื่องเช่นนี้ พวกเขาแบกร่างหลินเฟิงกลับไปยังที่พักชั้นนอกทันที
ไกลออกไป หนิงเสวี่ยชมดูการประลองอยู่นั้น ดวงตาของนางยิ่งเป็นประกายจากตอนก่อนหน้าเสียอีก และเมื่อกลุ่มหลินเฟิงจากไป นางก็ละความสนใจพร้อมกับจากไปทันที ไม่มีใครรู้ว่านางคิดอันใดอยู่กันแน่
เมื่อกลุ่มหลินเฟิงกลับมาถึงบ้านพัก พวกเขาก็แยกกับกลุ่มของเซี่ยจาง และกลับเข้าไปในบ้าน แต่เมื่อเข้าไปในบ้านพวกเขาก็ได้ยินเสียงตะโกนตกใจดังขึ้นมาทันที แน่นอนย่อมเป็นหลินหลานที่กลับมาบ้านพักนานแล้ว
“ทำไมพวกเจ้าถึงได้กลับมาช้านัก” หลินหลานลกล่าวถามเมื่อได้ยินเสียงนองจึงเดินออกมาจากห้อง
แต่ทว่าเมื่อนางออกมาและเห็นสภาพของหลินอี้หาน หลินฮุย และหลินเฟิงที่ถูกแบกมานั้น นางก็ตกใจอย่างมากจนมือป้องปาก นางรีบเข้าไปดูอาการหลินเฟิงทันที หลังจากดูอาการหลินเฟิงแล้วว่าไม่มีปัญหาอะไรมากนัก นางก็หันไปมองหลินอี้หาน
“เกิดอันใดขึ้นกันแน่” หลินหลานกล่าวถาม
หลินอี้หานก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้หลินอี้หาน เมื่อหลินหลานได้ฟังก็มองค้อนหลินอี้หานและหลินฮุยทันที
“เพราะพวกเจ้านั่นแหละ ที่มัวสนใจและหลงไปกับหญิงงาม ไม่เช่นนั้นหลินเฟิงคงไม่เป็นเช่นนี้”หลินหลานกล่าวต่อว่าหลินอี้หานและหลินฮุย แม้ว่า
หลินฮุยกับหลินอี้หานที่ถูกต่อว่าเช่นนี้ก็ได้แต่ก้มหน้าและฟังคำบ่นคำต่อว่าของนางแต่โดยนี้ เนื่องนี้พวกมันผิดจริงที่พลั้งปากโดยไม่คิดอะไรให้ดีเสียก่อน แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาก็มีสิ่งที่อยากพูดเช่นกันนั่นพวกเขาอยากบอกให้หลินหลานรู้ว่า
‘ หึๆ พวกข้าอาจจะสนใจและลุ่มหลงสาวงามจนพลั้งปากพูดไป แต่หลินเฟิงนั่นแหละที่หลงความงามของนางจนต้องตกอยู่ในภวังค์ไม่ได้สติแม้จะเรียกแล้วก็ตาม ’ นี้คือความคิดที่พวกเขาอยากจะพูด แต่พวกเขาก็เลือกที่จะเงียบ เมื่อเห็นสภาพของหลินเฟิงตอนนี้ เอาไว้หลินเฟิงหายดีแล้วพวกเขาค่อยพูดเผาหลินเฟิงก็ยังไม่สายเกินไป
“พวกเจ้าไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวข้าดูแลหลินเฟิงเอง” หลินหลานที่บ่นมาได้สักพักก็ปล่อยให้หลินอี้หานและหลินฮุยไปพักผ่อน แม้พวกเขาจะโดนมาไม่มากเท่าหลินเฟิง แต่อย่างไรพวกเขาก็บาดเจ็บอยู่ดี อีกอย่างพวกเขายังต้องไปทำภารกิจในวันพรุ่งนี้ด้วย ดังนั้นพวกเขาจำเป็นต้องพักฟื้นตัวเอง
หลินหลานแบกหลินเฟิงเข้ามาในห้องของเขา จากนั้นนากก็ไปเอาน้ำมาเช็ดตัว เช็ดแผล ทำความสะอาดร่างกายให้หลินเฟิง นางรู้สึกเวทนาตนเองที่ช่วงเวลาสำคัญตัวนางกลับไม่อยู่ ปล่อยให้หลินเฟิงลำบากคนเดียว
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินเฟิงก็ได้สติขึ้นมา เขาก็พยายามลุงขึ้น แต่เขาก็รู้สึกทั้งปวดหัว ปวดระบมไปทั่วทั้งตัว หลินเฟิงจึงฝืนตัวเองให้ลุกขึ้นมานั่งจนได้และคิดถึงเรื่องราวเมื่อวาน เขาคิดถึงใบหน้าของจางมัว เขารู้สึกว่าความแค้นนี้จำเป็นต้องได้รับการชำระ และสักวัน เขาจะทำให้จางมัวต้องตกอยู่ในสภาพที่น่าเวทนา อับอายมากกว่าเขาร้อยเทาพันเท่า
โชคดีที่เขามีร่างกายที่แข็งแกร่งมากกว่าคนอื่นเป็นทุนเดิม และเขายังฝึกฝนวรยุทธ์ป้องกันแบบเสริมกายด้วย [ ปราการเหล็ก ] มันทำให้ร่างกายเขาแข็งแกร่งกว่าคนอื่นๆ ร่างกายของเขาจึงทนทานมากกว่าคนที่อยู่ระดับขั้นเดียวกับเขา ไม่เช่นนั้นเขาต้องบาดเจ็บหนักกว่านี้แน่นอน และต้องขอบคุณมันที่ทำให้ร่างกายหลินเฟิงสามารถฟื้นตัวได้เร็วมากขึ้น ไม่เช่นนั้นคงต้องนานอีกหลายวัน หลินเฟิงก็คงไม่สามารถลุงได้
“เจ้าตื่นแล้วรึ รู้สึกเช่นไรบ้าง” หลินหลานเดินเข้ามาในห้อง เห็นหลินเฟิงลืมตาตื่นนางก็กล่าวถามด้วยความเป็นห่วงทันที
“ข้าไม่เป็นไรแล้ว เมื่อคืนเจ้าเป็นคนดูแลข้าสินะ ขอบใจนะ” หลินเฟิงกล่าวกับหลินหลาน
“อืม เจ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว แต่ข้าว่าเจ้าไม่ควรลุกไปไหน เจ้าควรพักให้อาการดีขึ้นกว่านี้เสียหน่อย” หลินหลานกล่าวแนะนำหลินเฟิงด้วยความเป็นห่วง
นางเห็นสภาพของหลินเฟิงเมื่อวานนางรู้ได้ทันทีเลยว่าต่อให้แข็งแกร่งอย่างไรก็ต้องพักรักษาตัวอย่างน้อยๆ ก็สามสี่วัน แต่การที่หลินเฟิงลุกขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้นเช่นนี้ เป็นการฝืนตัวเองอย่างชัดเจน แล้วอย่างนี้จะไม่ให้นางเป็นห่วงได้อย่างไร
“ข้าไม่เป็นไรแล้ว เจ้าอย่าลืมสิ ข้าฝึกฝนวรยุทธ์ป้องกันแบบเสริมกายมานะ แค่นี้สบายมาก” หลินเฟิงกล่าวอย่างสบายๆ เขารู้ว่านางเป็นห่วง แต่เขาไม่อยากเสียเวลาโดยเปล่า และอีกอย่างภารกิจของเขานั้นไม่จต้องใช้แรงอันใดมาก เขาเพียงไปเข้ารับการทดสอบเท่านั้น
“เช่นนั้นก็อย่าฝืนตัวเองให้มากนักแล้วกัน” หลินหลานกล่าวอย่างช่วยไม่ได้
หลังจากพวกเขาคุยกันได้สักพัก หลินหลานก็ไปทำภารกิจของนาง นั่นคือการเก็บรวบรวมสมุนไพร เช่นเดียวกับพวกหลินอี้หาน ส่วนหลินเฟิงนั้น หลังจากแต่งตัวเสร็จ เขาก็เดินทางไปไปตึกหลอมโอสถทันที เขาต้องไปรับการทดสอบถึงจะได้เป็นผู้ช่วย และเขาอยากรีบดำเนินตามแผนที่เขาคิดไว้จนรอแทบไม่ไหวแล้ว