[เริ่มต้นใช้งาน ‘ใบย้อนกลับ’ ]
.
[ทำการดีดตัวผู้ถูกเลือกจากราตรีออกมาจากห้วงแห่งแรกเริ่ม]
.
[การดีดตัวเสร็จสิ้น]
.
[ทำการฟื้นฟูพลังชีวิตและพลังมานา]
.
[สืบเนื่องด้วยการตัดสินใจใช้งานใบย้อนกลับ เพื่อเป็การลงโทษ ผู้ถูกเลือกจากราตรีจะถูกตีตรา ‘LOSER’ เอาไว้บนฝ่ามือขวา]
.
[ด้วยผลของตรานี้ ค่าสถานะทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นสิบหน่วย และจะไม่ได้รับผลจากการลดทอนพลังชีวิตจากทักษะร่างจำแลงแห่งความตายในขณะที่ต่อสู้กับผู้พิทักษ์ดันเจี้ยนทั้งสอง]
.
[เช่นนั้นก็ขอให้โชคดี..]
.
[ไอ้ขี้แพ้ !!!]
.
ท่ามกลางความมืดที่เงียบงัน สายลมพัดผ่านโชยมากระทบกับใบหูอย่างบางเบา ััที่หลังช่างนุ่มนวลราวกับปุยเมฆ ทันใดนั้น ทิวทัศน์ตรงหน้าค่อย ๆ เผยขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ปรากฏเป็ท้องนภาสีครามส่องสว่างไสว บ่งบอกว่ากวีนั้นได้หวนคืนสู่ห้วงแห่งแรกเริ่มอีกครั้ง พร้อมข้างกายของเขาได้ปรากฏดาบเล่มหนึ่งในสภาพสมบูรณ์ซึ่งมันควรแตกหักเป็สองส่วนไปแล้ว
กวีชูมือขวาขึ้นสู่ผืนนภา สายตาจดจ้องไปยังสัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่บนหลังฝ่ามือ
“เ้าปีศาจเฮงซวย ไม่ยักจะรู้ว่าแกเก่งภาษาอังกฤษด้วย” ริมฝีปากสั่นไหวพลางว่ากล่าวออกมาพร้อมทั้งรอยยิ้ม กระนั้นกวีกลับไร้ซึ่งถ้อยคำโต้แย้ง ในเมื่อตนนั้นได้หลบหนีออกมาจากการต่อสู้ เปรียบได้ดังหมาขี้แพ้ที่มิอาจยืนหยัดอยู่บนสังเวียนจนถึง่เวลาสุดท้าย
“เอาเถอะ เพราะที่เราหนีหางจุกตูดมาก็เป็เื่จริง” กวียอมรับในทันที เพียงแต่ว่า หากเมื่อครู่เขามิได้ตัดสินใจในการหลบหนี ป่านฉะนี้ร่างกายของเขาคงกำลังย่อยสลายอยู่ภายในกระเพาะอาหารของเ้างูพิษทมิฬ พ่ายแพ้สักกี่ครั้งก็ยังหลงเหลือหนทางแก้ตัวหากยังมีลมหายใจ กระนั้นหากสิ้นใจจะไม่มีทางใดเพื่อหวนคืนกลับมาแก้ไขได้อีกครั้ง
ผู้พิทักษ์แต่ละตนล้วนแข็งแกร่งกระนั้นก็มิได้ไร้เทียมทาน ทุกตนย่อมมีจุดอ่อนเป็ของตนเอง เพียงแต่ว่า การจะโค่นล้มทั้งสองตนต่อเนื่องกันกลับเป็เื่ยากยิ่งกว่า เมื่อกวีสามารถจัดการาาแห่งกระทิงได้สำเร็จ พลังชีวิตและมานาจำต้องมีเพียงพอเพื่อโค่นล้มราชินีแห่งงูพิษทมิฬ ฉะนั้นแล้ว สิ่งสำคัญมิใช่การยื้อเวลา แต่เป็การข้อมูลที่มีเพื่อโค่นล้มศัตรูให้เร็วที่สุด
ผู้พิทักษ์ตนแรก าากระทิงผู้ปกครองทุกสรรพสิ่งด้วยความหวาดกลัว แข็งแกร่งดุจดังหินผา เรือนร่างใหญ่โตประหนึ่งกำแพงั์ กระนั้นกลับมีความคล่องตัวและความเร็วผิดแปลกไปจากร่างกาย ในระยะประชิดและระยะกลาง ความสามารถของมันจะเหนือล้ำยิ่งกว่ากวี หากจำต้องเทียบความแข็งแกร่ง พละกำลังของมันมิได้ด้อยค่าไปกว่าโอเกอร์หรือซีซ่า หรืออาจจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าก็เป็ไปได้
.
< ก็จริงที่มันมีการโจมตีทางกายภาพที่รุนแรง แต่ข้อด้อยที่สุดคือเ้านี่มันโง่ สุดท้ายมันก็แค่สัตว์ แค่โดนเรายั่วยุนิดหน่อยก็มีน้ำโหแล้ว มันต่างจากการสู้กับคุณโอเกอร์หรือซีซ่า >
.
กวีครุ่นคิด กระนั้นความเป็จริงก็คือกวีมิอาจเทียบทานกับมันด้วยทักษะการต่อสู้ ณ ปัจจุบัน จำต้องมีลูกเล่นพลิกแพลงหรือเล่ห์กลเพื่อหลอกล่อศัตรู มิเช่นนั้นไม่มีทางที่เขาจะโค่นล้มอสูรกระทิงคลั่งลงได้ด้วยระยะเวลาอันน้อยนิดอย่างแน่นอน
ในขณะเดียวกัน ผู้พิทักษ์ตัวที่สองกลับเป็ปัญหายิ่งกว่า ราชินีแห่งงูพิษผู้หยิ่งผยองยิ่งกว่าผู้ใด ร่างกายของมันใหญ่โตเปรียบได้ดังเป้าเคลื่อนไหว กระนั้นกลับมีความเร็วที่เหนือล้ำยิ่งกว่าอสูรกระทิงคลั่ง และยังไม่แน่ว่ามันจะเป็งูพิษหรือไม่ เพราะหากคาดเดาจากดาบที่กวีถือครองอยู่ หากมันจะมีความสามารถในการสร้างพิษก็มิใช่เื่แปลกแต่อย่างใด
.
< ก็จริงที่เรามีข้อมูลของบอสตัวที่สองน้อยมาก แต่หากเราลองสังเกตดีๆ แม้มันจะรวดเร็ว แต่การโจมตีของมันมักจะเป็เส้นตรงเสมอ ทำให้พอคาดเดาการเคลื่อนไหวของมันได้บ้าง ทว่าเราจำเป็ต้องรับมือกับมันทั้งสองต่อเนื่องกัน และเ้ากระทิงไม่ใช่อสูรกระจอก ๆ เหมือนที่เราเคยเจอมา ไม่มีทางที่เราจะฆ่ามันในขณะที่ต้องออมพลัง >
.
พลันครุ่นคิดได้จนถึงขณะหนึ่ง ทุกความเป็ไปได้กลับหวนย้อนคืนสู่ปัญหาเดิม
เพียงแต่ว่า หลังจากนั้นเพียงไม่นานนัก กวีกลับตระหนักได้ถึงบางสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า
“จะว่าไป.. งั้นถ้าเ้านั่นมันไม่มีปีก แล้วทำไมมันถึงปรากฏตัวขึ้นมาจาก้ากันล่ะ ?”
พลันสิ้นเสียงว่ากล่าว แววตาของกวีได้เหลือบมองสัญลักษณ์ ‘LOSหนึ่งR’ ณ มือขวาของตน
“ก็ได้ ชั้นจะยอมรับว่าชั้นเป็ไอ้ขี้แพ้ก็ได้ แต่คอยดูเถอะ ไอ้ขี้แพ้คนนี้จะไขว่คว้าเอาชัยชนะมาอยู่ใน จนไม่มีใครกล้าปริปากโต้แย้งให้ดู” กวีกล่าวพร้อมกำลังอันเต็มเปี่ยม เขาลองสำรวจร่างกาย พละกำลังได้กลับคืนมา เรือนร่างไร้ซึ่งาแใดๆ ในใจมีแผนการในการสังหารศัตรูทั้งสอง เมื่อนั้นจึงเปล่งเสียงว่ากล่าวเพื่อเรียกใช้งานใบย้อนกลับจากช่องเก็บของล่องหน
หลุมอากาศปรากฏขึ้น ณ บริเวณเหนือศีรษะ ม้วนคัมภีร์ร่วงหล่นลงสู่มือขวาของเขา กวีจ้องมองพลางครุ่นคิด นี่จะเป็โอกาสครั้งสุดท้าย หากพลาดพลั้งจะไม่มีโอกาสเป็ครั้งที่สามอีกแล้ว
“หวังว่าบอสจะมีแค่สองตัวอย่างที่มันบอกนะ” กวีกล่าวด้วยความระแวง แผนการที่มีอยู่ ณ ขณะนี้คงสามารถโค่นล้มผู้พิทักษ์ได้เพียงสองตน และหากมีตนที่สาม เขาคงต้องขอยอมแพ้พร้อมลาจากโดยไม่หันหลังกลับมามองอีก
“ใช้งาน ใบย้อนกลับ..”
.
[เริ่มต้นใช้งาน ‘ใบย้อนกลับ’]
.
“ซุ่มม !!”
บริเวณเบื้องหน้ากวีเริ่มต้นปั่นป่วนและแปรเปลี่ยนเป็ประตูมิติในท้ายที่สุด กวีคว้าดาบและลุกขึ้นยืนด้วยแววตาแฝงความมุ่งมั่นอย่างมากล้น เท้าขวาเริ่มต้นก้าวเดินไปข้างหน้า และหายไปจากห้วงแห่งแรกเริ่มเมื่อร่างกายข้ามผ่านประตูมิติ
ทิวทัศน์ตรงหน้าแปรเปลี่ยนสีอย่างฉับพลัน ทุ่งหญ้าเขียวขจีกลับกลายเป็ห้องโถงใหญ่อันมืดมิด ทันใดนั้น คบเพลิงจากทั่วทุกสารทิศได้เปล่งประกายของเปลวไฟสว่างไสวไปทั่วทั้งบริเวณ พร้อมปีศาจร้ายปรากฏกายอยู่ ณ ใจกลาง มันคือาากระทิงผู้ปกครองงทุกสรรพสิ่งด้วยความหวาดกลัว อสูรกระทิงคลั่ง
“ข้าคืออสูรกระทิงคลั่ง าากระทิงผู้ปกครองทุกสรรพสิ่งด้วยความหวาดกลัว เ้าผู้บุกรุกเอ๋ย เ้าช่างกล้านักที่หาญกล้ารุกล้ำเข้ามายังสถานที่พำนักของข้า แต่เพื่อชื่นชมในความกล้าหาญของเ้า ข้าจะมอบความตายที่เหมาะสมให้แก่เ้าในฐานะนักรบผู้หนึ่ง”
ถ้อยคำที่ครั้งหนึ่งเคยรับฟังได้ถูกเปล่งขึ้นอีกครั้งประหนึ่งการฉายซ้ำ
เมื่อได้ยินเสียงของมัน ริมฝีปากของกวีขยับยกขึ้นสูง แปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเดือดดาลและเอ่ยขึ้น “พูดเหมือนเดิมเลยนะไอ้หมูโสโครก ว่าแต่.. ไม่ใช่ว่าตอนนี้มันถึงเวลาที่เด็กทารกต้องกลับไปนอนแล้วหรอกหรือ ?”
ถ้อยคำนี้ราวกับกำลังยั่วยุศัตรู ได้ยินพร้อมเปล่งเสียงคำรามดังก้องกังวาน สองมือกำแน่นขนัด เท้าขวาเหยียบย่ำพื้นดินจนแตกกระจายพร้อมพุ่งตรงเข้ามาหากวีด้วยความโกรธอันมากมายยากเกินจะพรรณนา
“ร่างจำแลงแห่งความตาย”
เนื้อหนังของกวีหลุดออกและแปรเปลี่ยนร่างไปเมื่อสิ้นเสียง กระนั้นท่าทีของเขากลับแลดูเงียบสงบ ในขณะขณะที่ศัตรูกำลังมุ่งตรงเข้ามาหา พลันเข้าใกล้เข้าประชิดตัวในระยะไม่มากนัก เสียงของเขาถูกเปล่งขึ้นอีกครั้งอย่างเยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง
“ดวงเนตรแห่งความหวาดกลัว”
รูม่านตาอันว่างเปล่าได้เปล่งประกายแสงสีแดงขึ้น พลันแววตาของมันต้องกันกับแสงที่เปล่งขึ้นผ่านรูม่านตาของกวี ราวสามวินาที ร่างกายของมันได้หยุดชะงักไปอย่างฉับพลัน ใน่เวลาที่ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป คมดาบในมือขวาเริ่มต้นกระหน่ำเข้าใส่าากระทิงมากมายประหนึ่งพายุฝน
.
[ศัตรูได้รับสถานะ ‘พิษงูทมิฬ’]
.
ด้วยโชคที่เพิ่มมากถึงยี่สิบหน่วย หนึ่งในสองจากผลลัพธ์ของทักษะร่างจำแลงแห่งความตาย และอีกครึ่งหนึ่งจากตราสัญลักษณ์LOSERที่สลักอยู่ ณ ฝ่ามือข้างขวาของกวี ทำให้การติดสถานะพิษงูทมิฬจึงง่ายดายยิ่งขึ้นมากกว่าเดิมราวสิบเท่า
“ตู้มม !!”
เสียงทุบพื้นดังก้องกังวานสนั่นไปทั่วทั้งโถงใหญ่ พร้อมผืนดินได้แตกกระจายกลับกลายเป็ฝุ่นควันปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ
พลันหมอกควันเริ่มจางหายไป ร่องรอยของกวีกลับสูญสลายราวกับไร้ซึ่งตัวตน
ในขณะเดียวกัน เปลวเพลิงสีดำกำลังเริงระบำอยู่ ณ พื้นที่เหนือหัวของมัน กวีจ้องมองลงมาในขณะเดียวกันได้ลบร่องรอยของตนให้หายไป
แผนการของกวีนั้นง่ายดาย สิ่งเดียวที่เขาจำต้องทำในขณะนี้คือเฝ้าคอย เมื่อวันเวลาล่วงผ่านไป พลังชีวิตของศัตรูจะค่อย ๆ ถูกลดทอนเพราะผลจากพิษงูทมิฬ เพียงแต่ว่า ด้วยผลลัพธ์จากตราแห่งผู้พ่ายแพ้ ทำให้กวีมิได้รับผลจากการบั่นทอนพลังชีวิตของร่างจำแลงแห่งความตาย
กวีแปรเปลี่ยนความพ่ายแพ้ ใช้ประโยชน์จากมัน และสร้างสรรค์ผลลัพธ์ขึ้นมาใหม่โดยปราศจากความหยิ่งทะนง เป็เพราะตนนั้นมิได้ยึดติดกับความล้มเหลวในอดีต แผนการนี้จึงปรากฏขึ้นในหัวของเขาและพลิกแพลงเป็ความได้เปรียบในท้ายที่สุด
เพียงแต่ว่า พลัน่เวลาได้ล่วงผ่านไปเพียงยี่สิบวินาที ความคิดของกวีกลับแปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง เมื่อนั้นรอยยิ้มของยมทูตจึงปรากฏขึ้น พร้อมกับเสียงที่เรียบเฉยราวกับความตายกำลังเข้ามาเยือนจึงเริ่มต้นกู่ก้อง
“ถ้าให้เอาแต่รอ แล้วมันจะไปสนุกอะไรวะ”
สิ้นเสียงของเขา ร่างโครงกระดูกที่ยามนี้กำลังลอยเด่นอยู่บนห้วงอากาศ จึงพุ่งตรงลงสู่พื้นดินด้วยความเร็วที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน พร้อมคำกล่าวที่ก้องกังวานเพื่อแสดงออกถึงความบ้าคลั่งของสัตว์ร้ายเืเย็น
“หันมาข้างบนสิวะไอ้โง่ !!!”
ความโกรธได้เพิ่มพูนขึ้นอย่างมากมายมหาศาลเพียงได้ยินถ้อยคำของกวี อสูรกระทิงคลั่งแหงนมองขึ้นไป พบกับเรือนร่างของกวีที่ยามนี้กำลังพุ่งตรงเข้ามา เขาของมันงอกยาวเพื่อเข้าทะลวงเมื่อศัตรูเข้ามาใกล้ในระยะสายตา ทว่ากวีกลับคาดเดาเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว เขาคาดเดาระยะทางและเวลาจากครั้งก่อนหน้า และหลบเลี่ยงได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่ปลายแหลมคมของเขาคู่ทมิฬจะเข้าถึงตัว
การโจมตีของอสูรกระทิงคลั่งพลาดเป้าไปอย่างน่าเสียดาย ส่งผลให้ช่องโหว่จึงปรากฏขึ้นเป็เวลาสองวินาที เพียงแต่ว่า แทนที่กวีจะตัดสินใจจู่โจมอย่างทันท่วงที เขากลับหลบหลีกออกมาราวกับกำลังวิ่งไล่จับกับศัตรู
“โฮ้กกกก !!”
อสูรกระทิงคลั่งส่งเสียงคำรามออกมาอย่างบ้าคลั่ง มันวิ่งตามกวีและจู่โจมด้วยสองหมัด กระนั้นกวีกลับหลบหลีก ไม่มีแม้เพียงหนึ่งการโจมตีจะสามารถััเนื้อตัวของเขา
กวีไม่จำเป็ต้องโจมตี เขาเพียง้าเล่นสนุกกับมัน สมาธิทั้งหมดเพ่งไปยังการเลี่ยงหลบการโจมตี ไม่จำเป็ต้องครุ่นคิดว่าจะต้องโจมตีสวนกลับไปเยี่ยงไร ทำให้เขาจึงจดจ่ออยู่เพียงการหลบเลี่ยงการโจมตีครั้งต่อไปโดยไร้ซึ่งความลังเล และในท้ายที่สุด..
‘ศัตรูก็จะสิ้นใจไปเอง’
วันเวลาล่วงผ่านไปหลายต่อหลายนาที าากระทิงอสูรกระทิงคลั่งยังคงโหมกระหน่ำการโจมตีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง กระนั้นกลับมิอาจแตะต้องตัวกวีแม้แต่ปลายเล็บ การฝึกกับเ้าโครงกระดูกเห็นผลในการต่อสู้ครั้งนี้ หยาดเหงื่อที่สูญเสียไปกำลังจะสร้างสรรค์ผลลัพธ์ที่น่าเหลือเชื่อ
“ทำได้แค่นี้เองรึไงวะ! แม่งโคตรเสียเวลาเลยว่ะ เล่นกับหมาข้างบ้านยังสนุกยิ่งกว่ามาสู้กับแกอีก เพราะฉะนั้นก็เลิกเห่าหอนแล้วกลับไปดูดนมแม่แกเหมือนเดิมซะ ฮ่า ๆ ๆ !!” รอยยิ้มอันน่าสยดสยองได้ปรากฏขึ้น ณ ใบหน้าที่ไร้ซึ่งเนื้อหนัง เขากล่าวพลางดูถูกด้วยความชอบใจอย่างมากที่สุด
เสียงหัวเราะดังก้องกังวาน ส่งผลให้ความโกรธที่ฝังแน่นอยู่ใต้จิตใจเริ่มต้นปะทุ เสียงคำรามของอสูรร้ายจึงดังกู่ก้อง พร้อมจู่โจมเข้าใส่อย่างบ้าคลั่งด้วยความเร็วเหนือล้ำยิ่งกว่าจรวด
แม้จะถูกลดทอนความเร็วเพราะผลจากทักษะดวงเนตรแห่งความหวาดกลัว กระนั้นความรวดเร็วของาากระทิงอสูรกระทิงคลั่งกลับยังคงมีมากมายมหาศาล ทว่ากวีกลับไม่ท้อถอย ท่าทีของเขานิ่งเฉยราวกับกำลังคาดเดาถึงบางสิ่ง
ทันใดนั้น มันได้หยุดยั้งฝีเท้าของตนในชั่วครู่ขณะหนึ่ง การจู่โจมจึงหยุดชะงักไปในคราเดียวกัน คล้ายคลึงกับครั้งก่อน และหากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด สิ่งต่อไปที่จะเกิดขึ้นก็คือ..
“มาแล้วสินะ” เสียงของกวีถูกเปล่งขึ้นในขณะที่แววตายังคงจดจ้องไปยังเรือนร่างของศัตรูที่กำลังสงบนิ่ง ทันใดนั้น ร่างกายของอสูรกระทิงคลั่งได้ปรากฏออร่าสีแดงฉานพร้อมพละกำลังที่เพิ่มพูนทวี ดวงตาของมันเปล่งประกายและเสียงคำรามจึงเริ่มต้นก้องกังวาน
“โฮ้กกก !!”
เศษซากจากทั่วทั้งบริเวณสั่นสะท้านและเคลื่อนไหวเพราะเสียงของมัน เมื่อสิ้นสุดการคำรามอย่างบ้าคลั่ง มันจึงเริ่มต้นย่างก้าวแรกมุ่งตรงไปหากวีด้วยความเร็วที่เหนือล้ำยิ่งกว่าเดิม
ทุกย่างก้าวที่เข้ามาหา บ่งบอกว่าศัตรูกำลังย่นระยะห่างเข้ามาใกล้ตน กระนั้นกวีกลับยังคงนิ่งเฉย สองเท้ายืนตั้งตระหง่านไม่เคลื่อนไหว แววตาจดจ้องมาจากระยะไกลทว่ากลับช่างสงบราวกับสายนที
หมัดขวาของอสูรกระทิงคลั่งถูกยืดออกไปจนสุดแขน ตระเตรียมท่าทางเพื่อสังหารศัตรูในหนึ่งการโจมตี ในขณะเดียวกัน กวีมิได้มีความคิดที่จะหลบหนี เขาเร่งส่งมานาทั้งหมดไปที่แขนซ้าย พลันการโจมตีของศัตรูพุ่งตรงเข้ามาใกล้ เมื่อนั้นเขาจึงยกแขนซ้ายขึ้นป้องเพื่อรับหมัดขวาของอสูรกระทิงคลั่ง
“ตู้ม !”
พละกำลังอันมากมายมหาศาลส่งผลให้กระดูก ณ แขนซ้ายของกวีผิดรูปไปจากปกติ
เหตุใดเขาจึงแปรเปลี่ยนแผนไปในฉับพลัน?
มิใช่ว่าเพียงหลบหลีกการโจมตีไปเรื่อย ๆ ก็เพียงพอจะเอาชนะมันได้หรอกหรือ?
มิใช่เลย
นับั้แ่ที่กวีถูกทรมานมาอย่างแสนสาหัส ณ คุกใต้ดินแห่งนั้น จิตใจของเขาเริ่มต้นแปรปรวนจนผิดแปลกไปจากคนปกติ เขากลายเป็ใครบางคนที่วิกลจริต ความนึกคิดของเขาแตกต่างไปจากคนอื่น
“ขอโจมตีสักครั้งเถอะวะ” กวีกล่าวด้วยรอยยิ้ม ทันใดนั้น มือขวาที่ไร้ซึ่งเนื้อหนังได้กำดาบจนแน่นขนัด มานาสีเทาเปล่งปลั่งและจู่โจมเข้าไปด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มีอยู่
“ฉึบ-”
คมดาบเชือดเฉือนพาดผ่านิัอันแข็งแกร่งประหนึ่งเหล็กกล้า เมื่อนั้นแขนขวาของมันขาดสะบั้นออกจากร่างกาย หยาดเืหลั่งไหลออกมาพร้อมเสียงคำรามดังกู่ก้องอย่างบ้าคลั่ง