ราชันหมื่นมิติ [นิยายแปล]

    บทที่ 40 การต่อต้าน

    เสียงอันทรงพลังดังกระหึ่มขึ้นฟ้าจนสั่นสะเทือนไปครึ่งเมืองฉางซาน

            ทุกคนแยกตัวออกด้วยความหวาดกลัว จากนั้นก็เห็นแม่ทัพผู้หนึ่งที่สวมชุดเกราะเกล็ดมังกรเงินและสวมหมวกทองแดงเก้าชั้นฟ้ามือถือดาบผนึกนภาที่หนักเกือบร้อยชั่ง กลิ่นอายทรงพลัง ขณะที่เขาเดินเข้ามา เพียงแค่จิตสังหารบนตัวก็เพียงพอทำให้ทุกคนสติหลุดแล้ว

            มีคนนึกสงสัยว่าผู้ใดกันที่ไม่กลัวตายกล้าพูดเช่นนี้กับคุณชายใหญ่แต่เมื่อเห็นใบหน้าของผู้ที่เดินเข้ามาพวกเขาทุกคนก็สีหน้าซีดเซียวและไม่กล้าพูดอะไร

            บุคคลที่อยู่ตรงหน้าก็คือแม่ทัพเยี่ยจากศาลบังคับใช้กฎของจวนเจ้าเมืองผู้ยึดถือความเที่ยงธรรมและไร้ความปรานีถูกขนานนามว่าเป็นแม่ทัพเหล็กกล้าของกองทัพและควบคุมกองกำลังทั้งหมดของจวนเจ้าเมือง!

            ตอนนี้จั๋วเจิ้นเจียงสีหน้าซีดเซียวและเหงื่อชุ่มหน้าผาก เขาอยู่ห่างจากฟ่านเสวี่ยหลีเพียงเอื้อมมือเท่านั้นแต่ตอนนี้เขากลับไม่กล้าขยับแม้เพียงครึ่งก้าว

            เขาฝืนยิ้มแล้วพูดว่า “แม่ทัพเยี่ยเรื่องนี้หาได้ต้องลำบากท่านลงมือด้วยตัวเอง ท่านเข้าใจผิดแล้ว...”ลูกตาของเขากลอกไปมาอย่างต่อเนื่อง กำลังคิดวิธีเอาตัวรอด

            “จั๋วเจิ้นเจียง เจ้าจะปลดคำสั่งควบคุมกองกำลังชุดเกราะแล้วตามข้าไปศาลบังคับใช้กฎด้วยตัวเองหรือจะให้ข้าลงมือ” แม่ทัพเยี่ยไม่สนใจสิ่งใด สายตาเปี่ยมด้วยไอสังหาร

            เขาเข้มงวดในคำสั่งทหารมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เขาจะปล่อยผ่านได้อย่างไร

            เมื่อจั๋วเจิ้นเจียงได้ยินเช่นนี้จึงเข้าใจถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้แต่เขายังคงตั้งความหวังเล็กน้อย จึงชี้ไปที่ฟ่านเสวี่ยหลีแล้วพูดว่า “แม่ทัพเยี่ยเจ้าหนูนี่ถูกพามาโดยเจ้าอิงเทานั่น ท่านดูสิ...”

            เมื่อแม่ทัพเยี่ยเห็นอีกฝ่ายยังคงเล่นลิ้นจึงยกดาบผนึกนภาขึ้นแล้วฟาดลงอย่างไม่ลังเล เสียงผ่าสายลมราวกับอสนีบาตฟาดผ่า

            การโจมตีนี้รวดเร็วอย่างยิ่งกระทั่งทำให้ทุกคนที่อยู่โดยรอบรู้สึกไม่อาจต้านทาน

            จั๋วเจิ้นเจียงยังไม่ทันได้ตั้งตัวดาบผนึกนภาก็ทาบอยู่บนไหล่ของเขาแล้ว

            เขาตัวอ่อนยวบและคุกเข่าทันที พร้อมกับหน้าผากที่ไหลชุ่มไปด้วยเหงื่อ

            เขามองไปที่อิงเหวยผู้เป็นฟางเส้นสุดท้ายเพียงหนึ่งเดียวของเขาเนื่องจากเขาออกหน้าแทนอิงเหวย ตอนนี้จึงมีแค่อิงเหวยที่ช่วยเขาได้

            ตอนนี้อิงเหวยตึงแน่นไปทั้งหัวใจเขาคาดไม่ถึงว่าแค่แม่ทัพเยี่ยออกโรงก็จัดการจั๋วเจิ้นเจียงได้เมื่อครู่นี้เขายังได้ใจดุจได้ขึ้นสวรรค์ แต่ชั่วพริบตาต่อมาก็ราวกับถูกตีตกลงนรก

            เขาพุดอย่างแผ่วเบาว่า “ท่านอาเยี่ย เห็นได้ชัดว่าคุณชายผู้นี้ล่อลวงแม่นางตระกูลเนี่ยและยังพูดจาหยาบคายดูถูกจวนเจ้าเมืองของพวกเรา เมื่อครู่นี้แม่ทัพจั๋วจึงข่มขู่เขา...ท่านอาเยี่ยโปรดตรวจสอบให้แน่ชัดด้วย”

            เขากำลังทำการดิ้นรนครั้งสุดท้าย

            “เหลวไหล!คุณชายผู้นี้ไม่ได้ล่อลวงข้า อีกทั้งไม่ได้พูดจาหยาบคายมีเพียงคุณชายอิงเหวยที่คอยใส่ร้ายป้ายสีและเห็นได้ชัดว่าเมื่อครู่นี้แม่ทัพจั๋วจะนำตัวคุณชายผู้นี้เข้าคุกและลงโทษอย่างรุนแรง!” เนี่ยชิวอวี่พูดเสียงดังอย่างอดใจไม่ได้

            ตอนนี้ เนี่ยชิวอวี่ระบายความโกรธภายในใจออกมา

            แม่ทัพเยี่ยพยักหน้าแล้วพูดอย่างเคร่งขรึม“เอาตัวจั๋วเจิ้นเจียงไปขัง! เรื่องนี้ข้าจะต้องคืนความยุติธรรมให้กับแม่นางเนี่ย!”

            องครักษ์ข้างกายของเขาใช้โซ่สีทองมัดตัวจั๋วเจิ้นเจียงด้วยท่าทางดุดัน

            ในขณะเดียวกัน แม่ทัพเยี่ยก็หันไปพูดกับฟ่านเสวี่ยหลีอย่างเคารพโดยที่ไม่สนใจอิงเหวย“ท่านคืออาจารย์หลิงหลงจื่อใช่หรือไม่ ขออภัยที่ทำให้ท่านต้องตกใจ”เมื่อวานนี้เขาเฝ้าอยู่หน้าประตูงานเลี้ยงต้อนรับเหล่านักปรุงยาตลอดเวลาย่อมเกิดความยำเกรงต่อหลิงหลงจื่อ แม้แต่เว่ยเจ่ายังเคารพนับถือหลิงหลงจื่อดังนั้นหลิงหลงจื่อผู้นี้ต้องมีสถานะเทียบเท่ากับเว่ยเจ่าเป็นอย่างน้อย

            ตอนพิธีบูชาฟ้าเพิ่งสิ้นสุดลง เขาก็ได้ยินอิงเทาบอกว่าอาจารย์หลิงหลงจื่อรออยู่ข้างนอกจึงรีบออกมาด้วยความเร็วสูงสุดตอนที่ได้ยินอิงเทาบอกว่าอาจารย์หลิงหลงจื่อเป็นชายหนุ่มก็รู้สึกไม่เชื่อแต่เมื่อเห็นบุคลิกที่สง่างามดุจเซียนของฟ่านเสวี่ยหลีก็เชื่อทันที

            ฟ่านเสวี่ยหลียิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “แม่ทัพเยี่ยเที่ยงธรรมมิปรานีข้าน้อยเลื่อมใสยิ่งนักแต่เมื่อครู่นี้คุณชายอิงเหวยและแม่ทัพจั๋วเจิ้นเจียงตั้งตนเป็นผู้สั่งการใหญ่ของจวนเจ้าเมืองกลับผิดเป็นถูก หากไม่มีบทลงโทษ เกรงว่าอนาคตจวนเจ้าเมืองจะไร้ซึ่งความน่าเชื่อถือแล้วใครเล่าจะกล้าร่วมมือกับจวนเจ้าเมือง”

            หากมีอิงเหวยอยู่ ความสัมพันธ์อันดีระหว่างเขากับจวนเจ้าเมืองก็เป็นไปไมได้

            “เจ้า...” อิงเหวยสีหน้าเกรี้ยวโกรธ เพลิงโทสะภายในใจพลันปะทุขึ้นแล้วพูดอย่างเย็นชาว่า“เรื่องของจวนเจ้าเมือง เจ้าเมืองเป็นผู้ตัดสินเจ้ามีสิทธิ์อะไรบีบบังคับคุกคามจวนเจ้าเมือง”

            เขาถูกผู้คนนับไม่ถ้วนเชิดชูบูชามาโดยตลอดหาได้เคยถูกผู้อื่นหักหน้าเช่นนี้

            “เช่นนั้นข้าเป็นผู้ตัดสินได้หรือไม่”ทันใดนั้นก็มีชายร่างล่ำสันกำยำคนหนึ่งเดินเข้ามาราวกับราชสีห์คลั่งทะยานฟ้าการเดินแต่ละก้าวราวกับสะเทือนไปทั้งจวนเจ้าเมือง

            กลิ่นอายแห่งเทพเจ้าสงครามของกองทัพทะนงสู่เก้าชั้นฟ้า

            “แล้วเจ้าเป็นใคร” อิงเหวยตอบกลับอย่างอดใจไม่ได้ แต่เมื่อหันไปมอง สีหน้าของเขาถึงกับขาวซีดแล้วก้มหน้าลงทันที“ท่านพ่อ พิธีบูชาฟ้าเสร็จสิ้นแล้วหรือ”

            ผู้ที่เดินเข้ามาก็คือเจ้าเมือง

            ตอนนี้ผู้คนโดยรอบพลันส่งเสียงฮือฮายิ่งกว่าเดิม จากนั้นก็คำนับและพูดอย่างเคารพพร้อมกันว่า“คารวะท่านเจ้าเมือง”

            เจ้าเมืองเดินนำผู้คนกลุ่มหนึ่งมาและพูดกับฟ่านเสวี่ยหลีว่า“อาจารย์หลิงหลงจื่อ เมื่อครู่นี้เทาเอ๋อร์แจ้งให้ข้าทราบแล้ว แต่เพราะติดภารกิจพิธีบูชาฟ้าโปรดให้อภัยด้วย” เขาเผยสีหน้ารู้สึกผิด หากวันนี้หลิงหลงจื่อถูกจับขังคุกเกรงว่าการจะคืนความสัมพันธ์กับอีกฝ่ายจะเป็นเรื่องยากราวปีนไต่ขึ้นสวรรค์

            เมื่อได้ยินคำพูดของเจ้าเมือง ทุกคนที่อยู่โดยรอบก็สติหลุด!

            หากกล่าวว่าการที่เมื่อครู่นี้แม่ทัพเยี่ยออกโรงข่มขวัญจั๋วเจิ้นเจียงถูกพวกเขามองเป็นการธำรงวินัยทางทหารแต่การที่ท่านเจ้าเมืองปฏิบัติต่อฟ่านเสวี่ยหลีด้วยมารยาทที่เสมอชั้นกันเช่นนี้อีกทั้งยังเรียกอีกฝ่ายว่าอาจารย์อย่างเคารพ ทำให้พวกเขาสงสัยว่าชายหนุ่มผู้นี้มีสถานะอย่างไรกันแน่

            ตอนนี้อิงเหวยหน้าซีดอย่างสมบูรณ์ และไม่กล้าพูดอะไรออกมา

            ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงข้าหลวงที่ทำดีต่อตนเสมอที่เมื่อวานจากไปกะทันหันโดยไม่บอกลาซึ่งทิ้งข้อความไว้ก่อนจากไปว่า “จงระวังอาจารย์หลิงหลงจื่อ”

            เมื่อเห็นอิงเทาที่อยู่ด้านหลังเจ้าเมืองที่ดูมีชีวิตชีวาและเส้นลมปราณหายเป็นปกติดีเขาจึงเข้าใจว่าทั้งหมดนี้ล้วนเป็นฝีมือของอาจารย์หลิงหลงจื่อ

            ตอนนี้เขาพูดด้วยความหวังสุดท้ายว่า “ท่านพ่อ ลูกดื้อซนมีตาหามีแววไม่ จึงได้ล่วงเกินอาจารย์หลิงหลงจื่อท่านนี้ ลูกเต็มใจขอโทษอาจารย์หลิงหลงจื่อ”

            เมื่อเขาพูดจบก็สีหน้าแดงก่ำ ด้วยสถานะของเขา หาได้เคยทำตัวต้อยต่ำเช่นนี้สักวันหนึ่งเขาจะเอาคืนความอัปยศทั้งหมดที่ได้รับในวันนี้!

            แต่เจ้าเมืองกลับพูดอย่างเย็นชาว่า“การกระทำของเจ้าในวันนี้หาได้แค่ดื้อซน แต่เจ้าไม่สนใจภาพรวม เข้าออกพิธีบูชาฟ้าอย่างตามใจใส่ร้ายผู้อื่นเพียงเพราะความปรารถนาส่วนตัว กระทั่งยุยงให้จั๋วเจิ้นเจียงก่อปัญหาหากจั๋วเจิ้นเจียงเป็นผู้ร้าย เจ้าก็เป็นจอมวายร้าย!” เมื่อเจ้าเมืองพูดถึงตรงนี้ก็สีหน้าเกรี้ยวโกรธ“เดิมทีข้ายังคิดว่าเจ้าจะเป็นแบบอย่างที่ดีในฐานะคุณชายใหญ่จึงได้มอบอำนาจให้เจ้า สุดท้ายเจ้ากลับหลงระเริงถึงเพียงนี้ และตอนนี้ยังไม่สำนักผิดเต็มใจขออภัยอย่างนั้นหรือ เจ้าคิดจะใช้คำพูดง่ายๆแค่นี้ปกปิดแล้วปล่อยผ่านความผิดในครั้งนี้งั้นหรือเจ้าคิดว่าตนเป็นผู้มีสิทธิ์เพียงหนึ่งเดียวของจวนเจ้าเมืองจริงๆ แล้วหรือไร ทหารนำตัวเขาไปขังที่ศาลบังคับใช้กฎและไต่สวนให้ดี!”

            เขากล่าวด้วยเสียงดังสนั่นดั่งอสนีบาต! เห็นได้ชัดว่าเขาโกรธมากจริงๆ

            เมื่อผู้คนโดยรอบได้ยินเช่นนี้ก็ตกใจจนสติหลุด ไม่มีใครคาดคิดว่าเจ้าเมืองจะเที่ยงตรงถึงขั้นนี้เกรงว่าอิงเหวยมีโอกาสถูกทอดทิ้งสูงเสียแล้ว

            “ท่านพ่อ...” อิงเหวยไม่กล้าเชื่อหูตัวเองตอนนี้เขาก้มหน้าและกำหมัดแน่น หัวใจเปี่ยมด้วยความกระวนกระวายในขณะเดียวกันยังรู้สึกโกรธเคืองคาดไม่ถึงว่าท่านพ่อจะทำเช่นนี้กับตนเพียงเพื่อคุณชายธรรมดาคนหนึ่งตอนนี้เขานึกถึงกองกำลังครึ่งหนึ่งที่ตนสามารถควบคุม ตลอดจนอาวุธชุดเกราะเหล่านั้นหากท่านพ่อไม่ไว้หน้าข้าก็อย่าหาว่าข้าไร้คุณธรรม!

            จากนั้นเขาก็สะบัดแขนอย่างแรงจนทำให้ทหารสองคนที่กำลังจะมัดเขาล้มลงกับพื้น “ข้าไปศาลบังคับใช้กฎเองได้!”

            เมื่อเจ้าเมืองเห็นเช่นนี้ก็ขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้

            ทันใดนั้นก็มีองครักษ์ชุดทองม่วงคนหนึ่งวิ่งไปข้างกายเจ้าเมืองอย่างเร่งรีบและกระซิบอย่างแผ่วเบา

            เมื่อเจ้าเมืองฟังจบก็เผยสีหน้าเกรี้ยวโกรธ พลันเคลื่อนมือพร้อมกับมีโซ่ทองอมเทามัดตัวอิงเหวยและผนึกเส้นลมปราณของเขาไว้ ทำให้เขาไม่สามารถใช้พลังได้และล้มลงกับพื้น

            มันคือโซ่ผนึกชีพจรที่แข็งแกร่งที่สุดของจวนเจ้าเมืองอีกทั้งยังเป็นถึงเครื่องสำริด

            การกระทำนี้ทำให้ทุกคนสติหลุด เกิดอะไรขึ้นกันแน่

            ทุกคนได้ยินเจ้าเมืองพูดอย่างโกรธเกรี้ยวว่า“ที่แท้เจ้าก็มีเจตนาร้ายตั้งแต่แรก! อาวุธและชุดเกราะทหารจำนวนมากในจวนของเจ้ามาจากไหนเงินและเสบียงที่หายไปจากจวนเจ้าเมืองนั้นปรากฏอยู่ในจวนของเจ้าได้อย่างไรจับตัวเขาเอาไว้!”

            เมื่อวานหลังจากเขาได้ฟังคำพูดของอิงหราน วันนี้จึงลอบตรวจสอบอิงเหวยกะทันหันซึ่งพบหลักฐานว่าอิงเหวยวางแผนใช้ทหารก่อความวุ่นวาย แล้วเขาจะไม่โกรธได้อย่างไร

            เหล่าทหารชั้นยอดที่คุกรุ่นด้วยไอสังหารต่างพุ่งตัวไปข้างหน้าและกดอิงเหวยลงกับพื้นอย่างแรง

            ตอนนี้อิงเหวยนอนลงกับพื้นอย่างไร้ซึ้งเรี่ยวแรงและขัดขืนไม่ได้อีกต่อไปเขาไม่คาดคิดว่าเจ้าเมืองจะบุกตรวจสอบจวนของตน

            เขาพึมพำว่า “แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร ข้ายินดียอมรับความพ่ายแพ้!” จากนั้นเขาก็ฝืนเงยหน้าขึ้นมองฟ่านเสวี่ยหลีแล้วพูดอย่างสติหลุดว่า“เจ้าเป็นใครกันแน่”

            ฟ่านเสวี่ยหลีพูดอย่างเฉยเมยว่า “ทำความชั่วมากย่อมพิฆาตตัวเองในเมื่อรู้ว่าจุดจบจะเป็นเช่นนี้ เหตุใดตอนแรกยังเลือกจะทำ” จากนั้นเขาก็ไม่เหลียวมองอิงเหวยอีกและเดินไปข้างกายเนี่ยชิวอวี่แล้วยิ้มเล็กน้อยก่อนพูดว่า“หากแม่หญิงเนี่ยต้องการไขปริศนาภายในใจก็โปรดตามข้ามา”

            ด้วยความสามารถของเขา อิงเหวยที่แสนต้อยต่ำผู้นี้หาได้คณนามือเขาส่วนเมื่อครู่นี้ที่จั๋วเจิ้นเจียงเดินมาตรงหน้าตนเขาก็มีอย่างน้อยเจ็ดถึงแปดวิธีในการพลิกแพ้เป็นชนะและควบคุมอีกฝ่ายหากตกอยู่ในอันตรายแล้วตนใช้ตราหมื่นอัคคี ก็สามารถฝ่าวงล้อมออกไปได้อย่างแน่นอน

    คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นมิติ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน