ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 59 ตระกูลคิวาตะ

    บทที่ 59ตระกูลคิวาตะ

    “ฉันไม่ได้ต้องการกุญแจที่เหมือนกันกับฉัน แต่ฉันต้องการเพียงกุญแจแค่ดอกเดียวเท่านั้นที่จะสามารถไขหัวใจฉันได้”

     

                 

            มาโมรุตัดใจออกเดินทางทันทีที่การสอบสิ้นสุดลง

                 

            เขาไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังมากนักคนที่รู้ก็คงมีแต่โทวะที่มาหาเขาที่บ้านตอนที่เขากำลังจัดกระเป๋าเพื่อออกเดินทางพอดีขบวนเดินทางไปบ้านชินก็จะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้พวกเขาเลือกที่จะเดินทางโดยรถไฟแทนที่จะเป็นรถตู้ส่วนตัวของบ้านฮิวาตาริ มาโมรุเลยถือโอกาสนี้แยกตัวจากกลุ่มเพื่อไปจัดการปัญหาส่วนตัวสักพักก่อนที่จะกลับไปสบทบกับคนอื่นๆที่สถานีปลายทาง

                 

            ปัญหาของเขาไม่ได้ซับซ้อนเท่ากับของโทวะอันที่จริงแล้วถ้าจะพูดกันตามตรงมันก็คงเป็นแค่ทิฐิของเขาต่างหากที่ทำให้เขาไม่กล้าไปเผชิญหน้ากับปู่แต่เมื่ออาทิตย์ก่อน ตอนที่โทวะเล่าให้เขาฟังถึงความเศร้าที่กัดกินหัวใจอยู่มาโมรุก็รู้สึกว่าตัวเขาเองต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่างอย่างน้อยก็ในช่วงที่ยังพอมีเวลาเหลืออยู่นี้ก่อนที่พวกเขาจะต้องเผชิญศึกใหญ่อีกครั้ง

                 

            เรื่องสำคัญที่เด็กหนุ่มกังวลคือเรื่องที่พี่ชายของเขาบอกเรื่องที่เมตาเรียกำลังจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งมาโมรุสัมผัสไม่ได้ถึงความโกรธของเมตาเรียมาได้สักพักแล้วนับตั้งแต่ตอนที่เขาสบตากับมินาโยะครั้งสุดท้ายเด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนการเชื่อมต่อขาดหายไปและนัยน์ตาสีแดงสดของเขากลายเป็นเพียงแค่สีของแก้วตาธรรมดาที่ไม่ใช่นัยน์ตาต้องสาปมาโมรุไม่รู้ว่าอาการนั้นมันจะกลับมาอีกเมื่อไหร่และสาเหตุที่ทำให้ความเชื่อมโยงนั้นหายไปเป็นเพราะทางฝั่งของเขาหรือว่าทางเรดเองกันแน่เด็กหนุ่มเพิ่งมาระลึกได้เอาในตอนนั้นเองว่าเรดก็มีนัยน์ตาต้องสาปเช่นเดียวกันกับเขาถึงแม้จะมีแค่ข้างเดียวก็เถอะแต่เด็กหนุ่มจำได้ว่าเมื่อตอนสงครามใหญ่นัยน์ตาของเรดยังปกติดีนี่นา

                 

            มีอะไรเกิดขึ้นกับทางฝั่งของพวกนักรบอเวจีกันแน่นะหรือว่าทางนั้นเองก็อยากได้คนที่มาคอยเชื่อมต่อระหว่างเขากับมินาโยะด้วยเหมือนกัน

                 

            เขาคิดว่าคำถามนี้บางทีพี่ชายของเขาอาจจะตอบไม่ได้เด็กหนุ่มถึงนึกมิกิคู่หมั้นของเขาเองที่เป็นคนพาเรดกับแบล็คมาหามินาโยะเมื่อหกปีก่อนและนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทุกอย่าง

                 

            มิกิรู้จักกับเรดมาก่อนหน้านั้นแล้วใช่ไหมนะทำไมคนที่อยู่ข้างเขามาตลอดถึงได้ไปอยู่กับพวกนักรบอเวจีได้ล่ะมิหนำซ้ำเรดน่ะยังเป็นคนที่ทำลายเอิร์ธซันเองกับมือด้วยแท้ๆความสัมพันธ์ของทั้งคู่นั้นยุ่งเหยิงและซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจแต่เหนือสิ่งอื่นใด ที่เขารู้แน่ๆคือมิกิกับเรดทำงานร่วมกันและเด็กสาวก็เฝ้ามองสถานการณ์ของพวกเขาจากวงนอกมาโดยตลอด


            

            ‘ทุกคนน่ะเห็นแก่ตัวมากกว่าที่มาโมจังคิดนะพวกเขามีเรื่องที่เล่าออกไปไม่ได้อยู่ด้วยกันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่โทวะเองหรือแม้แต่นานะจังเองก็ไม่ใช่คนที่เธอจะวางใจได้นี่ฉันพูดในฐานะคนนอกที่รู้เห็นการกระทำของทั้งสองฝ่ายเรื่องที่มาโมจังเองยังไม่รู้ก็มีอีกตั้งเยอะและหลายๆเรื่องฉันก็พูดออกไปไม่ได้ด้วย’

     

                 

            คำพูดของมิกิจากการเจอกันครั้งล่าสุดทำให้เขาประหลาดใจทำไมเขาไม่ได้นึกถึงมันตั้งแต่ตอนนั้นกันนะ เด็กสาวพูดถูกทุกอย่างแม้แต่เรื่องของโทวะและนานาโกะเองก็ด้วย เรื่องที่เขาไม่รู้แต่มิกิกลับรู้และรู้มาตลอดแต่ไม่สามารถพูดออกมาได้

                 

            มาโมรุชักจะสงสัยแล้วว่ายังมีเรื่องอะไรอีกหรือเปล่าที่เขายังไม่รู้รวมไปถึงเรื่องของตัวเขาเองด้วยเขาเริ่มจะไม่แน่ใจแล้วว่าความทรงจำที่มีอยู่กับตัวนี่เป็น ‘ความทรงจำทั้งหมด’ ที่เคยเกิดขึ้นกับเขาหรือเปล่า หรือเธอยังเก็บความลับอะไรเอาไว้อีกกันแน่

                 

            หรือคนที่เขาควรจะไปพบเป็นอันดับแรกคือมิกิกันนะ?

                 

            มาโมรุสลัดหัวไล่ความคิดนั้นออกไปจากสมองเด็กหนุ่มนึกถึงใบหน้าของคู่หมั้นเขาในสถานการณ์แบบนี้เด็กสาวเป็นคนสุดท้ายที่เขาอยากพบ

     

     

            


            นับตั้งแต่ที่เกิดเรื่องขึ้นเมื่อหกปีก่อนตั้งแต่วันที่ปู่พาพี่เขาจากไป เขาก็ไม่เคยมาเหยียบบ้านใหญ่อีกเลย แต่ถึงอย่างนั้นขบวนรถไฟสายเดิม ทิวทัศน์รอบข้างที่คุ้นตากับภาพเดิมๆที่เคยเห็นเมื่อสมัยเขายังเป็นเด็กจนถึงตอนนี้มันก็ยังไม่เปลี่ยนไปจากความทรงจำ

            

            มาโมรุถอนหายใจเมื่อเขาย่างเท้าลงจากรถไฟเข้าสู่ตัวสถานีจุดหมายปลายทางของเขาเป็นสถานีรถไฟเล็กๆที่ตั้งอยู่ในเมืองชนบทที่ค่อนข้างห่างไกลผู้คนมีผู้โดยสารลงที่สถานีเดียวกันกับเขาเพียงแค่สองคนและทั้งหมดต่างก็แยกย้ายกันออกจากชานชาลาเมื่อรถไฟที่พาเขามาส่งจากฮิคาริงาโอกะมุ่งหน้าออกจากชานชาลาเพื่อไปยังสถานีต่อไป

            

            เด็กหนุ่มสูดลมหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอดรอบข้างตัวเขาคือสวนผลไม้และทุ่งนาเวิ้งว้างที่ทอดตัวยาวไกลสุดลูกหูลูกตามีภูเขาใหญ่เป็นฉากหลังรับแสงอาทิตย์ยามเย็นสีส้มทองดูงดงามราวกับภาพวาดต่อให้ตัวเมืองรอบๆจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่ที่นี่ไม่เคยเปลี่ยนไปจากที่ที่มันเคยเป็นอยู่เลยแม้แต่น้อย

            

            เหมือนกับเวลาหยุดนิ่งบางครั้งมันก็ให้ความรู้สึกถึงวันเก่าๆที่ชวนให้ใจหาย

            

            มาโมรุยืนอยู่ตรงทางแยกหน้าสถานีราวกับกำลังรอการตัดสินใจครั้งสุดท้ายเพราะคำพูดของโทวะที่คุยกันที่โรงพยาบาลเมื่อหลายวันก่อนทำให้เขามายืนอยู่ที่นี่ในตอนนี้ทั้งๆที่คิดว่าต้องตัดใจเผชิญหน้ากับปู่และพี่แล้วแต่พอถึงเวลาจริงๆเขากลับกลัวที่จะก้าวออกไป

            

            แต่ในที่สุดเด็กหนุ่มก็ตัดสินใจก้าวเดินต่อเบื้องหน้าเขาคือถนนคอนกรีตเส้นเล็กที่ทอดตัวยาวออกจากสถานีเข้าไปสู่ตัวหมู่บ้านที่เห็นได้ไกลออกไปอาคารไม้หลายหลังตั้งกระจายตัวกันตลอดเส้นทางที่เขาเดินผ่านตราบจนเข้าใกล้ตัวเมืองถึงได้มองเห็นว่าพวกมันตั้งอยู่ชิดติดกันมากขึ้น แล้วในที่สุดเมื่อมาโมรุเลี้ยวซ้ายตรงหัวมุมถนนสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าก็คือเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยบ้านไม้อายุเฉียดร้อยปีนับสิบหลังตั้งแออัดกันอยู่บนเนินเล็กๆตรงข้ามกับสถานีรถไฟ

             

            

            ‘บางทีการพี่มาซารุไม่บอกเหตุผลอะไรนายไม่ได้หมายความว่าเขาไม่อยากให้นายรู้หรือเห็นว่านายไม่สำคัญ แต่เขาอาจจะทำเพื่อกันนายออกจากเรื่องยุ่งยากพวกนั้นก็ได้นายก็เห็นแล้วว่าที่ผ่านมาเราลำบากมากแค่ไหน แล้วเขาล่ะ? จะไม่ลำบากกว่าเราเหรอ?’

            

            นี่คือประโยคคำพูดของโทวะที่ทำให้เขาคิดได้เมื่อตอนที่อยู่โรงพยาบาลหลังจากที่หมอนั่นเล่าเรื่องที่อยู่ในใจให้เขาฟังไม่รู้ว่าตอนนั้นพวกเขาไปคุยกันอีท่าไหนถึงออกทะเลมาคุยเรื่องพี่ชายของเขาได้

            

            ‘ไม่ใช่แค่นายหรอกที่เจ็บปวดเพราะโดนทิ้งบางทีพี่นายเองอาจจะเจ็บกว่าก็ได้ที่ต้องเป็นฝ่ายทิ้งไปอย่าตัดสินใจอะไรด้วยความคิดของนายเพียงอย่างเดียว ฉันว่านะ...ถ้านายอยากก้าวต่อไปให้ได้ นายควรจะไปเผชิญหน้ากับมันซะ ไปหาพี่มาซารุแล้วถามเหตุผลให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยว่าตลอดหกปีที่ผ่านมาเขาไปทำอะไรอยู่ทำไมถึงไม่กลับมาที่บ้าน’

            

            ‘ฉันไม่กล้า’ เขาตอบกลับไปได้แค่นั้น ‘ฉันไม่กล้าเผชิญหน้ากับหมอนั่นฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถ้าเจอหน้ากันอีกครั้งจะทักว่ายังไง หลังจากที่--’

            

            ‘อะไรๆมันก็เกิดขึ้นได้’ โทวะบอกเสียงเรียบ ‘หกปีที่ผ่านมา... นายอาจจะเฝ้ารอให้เขากลับมาหา แต่อย่าลืมนะว่าบางที...เขาอาจจะรอให้นายไปหาเขาอยู่ก็ได้ ตามลำพัง... ตลอดหกปีที่ผ่านมา’

            

            เขาตอบกลับคำพูดของโทวะไม่ได้เลย

            

            ‘นายกำลังคิดว่าตัวเองถูกทอดทิ้ง แต่เคยคิดกลับกันบ้างไหม?บางทีแล้วคนที่ถูกทิ้งอาจจะเป็นพี่มาซารุก็ได้ ขณะที่นายยังอยู่ที่นี่ นายยังมีพ่อแม่ ยังมีฉัน มีมินาโยะมีใครต่อใครก็ตามที่นายรู้จักและไว้ใจในตัวนาย แต่ที่ที่พี่มาซารุไปอยู่ไม่มีใครเลยสักคนที่เข้าใจในตัวเขาบางทีเขาอาจจะหวังว่านายจะไปหา แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับช่วงเวลาหกปีที่ผ่านมาของชีวิตนายไม่มีการติดต่อ ไม่ได้แวะไปเยี่ยมเยียน ไม่เคยเห็นหน้ามาเจอกันอีกครั้งก็ตอนเกิดเรื่อง สุดท้ายแล้วนายจะปล่อยให้เรื่องนี้จบลงที่ตรงไหนตัดขาดความเป็นพี่น้องไปโดยที่ไม่ได้คุยกันเลยอย่างนั้นเหรอ?’

             

            

            บางทีอาจจะเป็นเพราะคำพูดของโทวะที่ทำให้เขากล้ามายืนอยู่ตรงนี้

            

            มาโมรุคิดผ่อนระบายลมหายใจก่อนจะอดยิ้มออกมาไม่ได้

            

            มุมมองต่อโลกนี้ของเขามันแคบลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะตอนที่เขาถูกเมตาเรียทำให้ตาเปลี่ยนสีไปหรือเปล่า? ไม่น่าเชื่อว่าตั้งแต่ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับพวกนั้นโลกภายนอกจากมุมมองที่เขาเห็นนั้นมันก็กว้างใหญ่และเริ่มแผ่ขยายออกไป

            

            ปลายขอบฟ้ากลายเป็นสีทองเมื่อตอนที่เด็กหนุ่มเดินมาถึงอีกฟากของตัวเมืองถนนยามเย็นในตอนนี้เงียบสงบ นานๆครั้งจะเห็นผู้คนท้องถิ่นขี่จักรยานผ่านเขาไปมาโมรุมองดูเงาของตัวเองที่ทอดยาวไปตามพื้นถนนถ้าเทียบกับอายุที่มากขึ้นแล้วนั้น ความคิดต่อโลกนี้ของเขานั้นแทบจะไม่ได้เพิ่มขึ้นตามอายุไปด้วยเลย

            

            เด็กหนุ่มหยุดยืนอยู่หน้าประตูไม้บานใหญ่ของบ้านไม้อายุเหยียบร้อยปีที่ตั้งตระหง่านอยู่ชานเมืองตัวอักษรชื่อตระกูลที่เขาเห็นจนคุ้นตาสลักอยู่บนแผ่นไม้ล้อแสงตะวันตั้งเด่นหราอยู่ตรงหน้า

            

            มาโมรุสูดลมหายใจเรียกความกล้าก่อนจะค่อยๆยกมือขึ้นเคาะประตู

            

            ผ่านไปไม่กี่วินาทีในความเงียบแต่ในความรู้สึกของเขานั้นเหมือนกับว่ามันช่างยาวนานเหลือเกินในที่สุดประตูไม้บานใหญ่ก็เปิดออก แล้วร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเขา

            

            “นายน้อยมาโมรุ!”

            

            เสียงร้องของชายหนุ่มวัยกลางคนท่าทางคุ้นตาแต่ไม่ได้สนิทสนมกันมากนักเอ่ยทักมาจากในตัวบ้านอย่างยินดี

            

            “นายน้อยมาโมรุกลับมาเยี่ยมบ้านใหญ่หรือครับเนี่ย! ไม่ได้เจอกันตั้งนานตัวโตขึ้นมากเลยนะครับ เข้ามาข้างในก่อนสิครับ ผมจะไปตามท่านมาซามุเนะมาให้”

            

            “เอ่อเดี๋ยวๆ” มาโมรุรีบห้ามไม่รู้จะเรียกชื่อคนตรงหน้าว่าอย่างไรดีเพราะเขาเองก็จำไม่ได้แล้ว “พี่อยู่มั้ยฮะผมแค่แวะมาเจอพี่”

            

            “นายน้อยมาซารุเหรอครับ?”ชายหนุ่มทำท่าคิด สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยระหว่างที่กำลังหาคำอธิบายให้เขาอยู่“นายน้อยมาซารุไปเข้าค่ายกับทางโรงเรียนครับ ไม่ได้แจ้งไว้ก่อนมาเหรอครับ?”

            

            “เปล่าผมไม่--” มาโมรุพูดได้แค่นั้น และไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาอธิบายได้ในเมื่อเขากับพี่ไม่ได้คุยกันมานานมากแล้วเขาลืมคิดไปสนิทเลยว่าบางทีพี่อาจจะไม่อยู่ที่บ้านการที่จู่ๆก็โผล่มาที่นี่ดูจะเป็นการเยี่ยมเยือนที่กระทันหันไปเสียหน่อยมาโมรุรู้สึกหงุดหงิดและผิดหวังมากที่ความตั้งใจทั้งหมดที่เตรียมมาตลอดวันพังไม่เป็นท่าเมื่อพบว่าพี่ไม่อยู่บ้านในวันนี้

            

            “แต่ท่านมาซามุเนะอยู่นะครับ”ชายหนุ่มกล่าว “เข้ามาข้างในก่อนเถอะครับ นี่ก็เย็นมากแล้วทานข้าวเย็นแล้วพักที่นี่สักคืนดีกว่า นายน้อยไม่ได้แวะมาที่นี่นานมากแล้วนะครับแล้วนี่มาโดยที่ไม่ได้บอกใครไว้ด้วยใช่ไหมครับเนี่ย!”

            

            เด็กหนุ่มทำหน้าเมื่อยคร้านที่จะต่อความใดๆอีกในเมื่อพี่ไม่อยู่ที่บ้านก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่เขาจะอยู่ที่นี่ต่อการพบกับปู่ในสถานการณ์ที่พี่ไม่อยู่ด้วยแบบนี้เป็นสิ่งที่เด็กหนุ่มไม่ได้เตรียมใจไว้ก่อนตั้งแต่แรกถึงจะรู้สึกเสียเวลาอยู่บ้างแต่มาโมรุตัดสินใจที่จะไปเจอกับพวกชินในวันนี้เลย

            

            “ไม่เป็นไรไว้ผมจะแวะมาใหม่”

            

            เขาบอก

            

            แต่คนตรงหน้ายังไม่ยอมแพ้คะยั้นคะยอให้เขาเข้าไปพักข้างในให้ได้มาโมรุต้องขู่ว่าเขากลัวจะไปไม่ทันรถไฟเที่ยวสุดท้ายแล้วก็เผ่นแนบไปทันที

            

            “นายน้อยโกหกไม่เก่งเลยนะครับ!”

            

            เสียงของคนเปิดประตูบ้านตะโกนไล่หลังไปตลอดทาง

             

             

            


            ทางเดินลงสู่ชั้นใต้ดินของบ้านคิวาตะทั้งแคบและชันมีเพียงแสงไฟสลัวๆที่ส่องอยู่เหนือเพดานไม้นำทางลงไปสู่ห้องพักเบื้องล่างด้านหลังประตูไม้บานใหญ่ที่ถูกเปิดแง้มเอาไว้มีแสงสีฟ้าอ่อนจางส่องลอดผ่านออกมาชายหนุ่มผลักบานประตูเข้าไปอย่างเงียบเชียบร่างของชายชราในชุดยูกาตะสีเทาเข้มยืนหันหลังให้กับประตูกำลังจ้องมองที่มาของแสงสว่างนั้นอยู่โดยที่ไม่ได้สนใจคนที่เพิ่งเข้ามาในห้องแต่อย่างใด

            

            “ใครมาเหรอครับ?”

            

            เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างชายชราเอ่ยถาม

            

            “ท่านมาโมรุครับ”

            

            ชายหนุ่มเอ่ยตอบ

            

            “มาโมรุรึ?”ชายชราพึมพำเสียงแหบห้าว นัยน์ตาสีเทาหรี่แคบอย่างใช้ความคิด “มาทำอะไรในเวลาแบบนี้กัน”

            

            “เห็นบอกว่ามาหาท่านมาซารุ”

            

            ชายชราส่งเสียงหัวเราะในลำคอหนึ่งครั้ง

            

            “ป่านนี้เพิ่งจะมาเนี่ยนะจนปัญญาแล้วหรือไง!”

            

            น้ำเสียงท่อนท้ายนั้นดูแคลนอย่างเห็นได้ชัดคนที่อยู่ในห้องไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรขัดขณะที่ชายชราหันกลับมาถามเด็กหนุ่มข้างตัว

            

            “ตามหาเมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายล้างไปถึงไหนแล้วอาโออิ?”

            

            “เข้าใกล้แล้วครับ”เด็กหนุ่มข้างตัวตอบกลับมา แสงสีฟ้าจากแหล่งกำเนิดแสงตรงหน้าอาบไล้ใบหน้าคมเข้มของเขาจนดูยากจะคาดเดาอารมณ์“เหลือแค่วิธีจัดการ”

            

            อาโออิตอบ

            

            “ดี!”

            

            ชายชราคำรามหันกลับมามองภาพตรงหน้าอีกครั้ง

            

            ร่างของมาซารุลอยสูงๆต่ำๆอยู่เหนือพื้นไม้ขึ้นมาหลายสิบเซ็นติเมตรรอยสักสีดำสนิทพลาดลามไปทั่วร่าง เปล่งแสงสีฟ้าอ่อนจางออกมาจากร่องรอยนั้นตลอดเวลาแผ่นอกของเขายังคงกระเพื่อมตามจังหวะการหายใจแต่ยังคงไม่ได้สตินับตั้งแต่วันที่พบกับพวกนักรบอเวจีครั้งล่าสุด

            

            ถัดมาไม่ไกลมินามินั่งหมอบอยู่ที่พื้นข้างร่างของมาซารุ มีวงแหวนเวทสีน้ำเงินเข้มปรากฏขึ้นอยู่ตรงพื้นที่เด็กสาวและเด็กหนุ่มอยู่มินามิกุมฝ่ามือข้างหนึ่งของมาซารุไว้แน่นท่าทางของเธอดูอึดอัดทรมานราวกับกำลังถ่ายเทพลังงานบางอย่างให้กับเด็กหนุ่มที่เธอกำลังกุมมือนั้นไว้

            

            อีกฟากของกำแพงที่อยู่ใกล้กับบานประตูเมมิและนานาโกะยืนอยู่ข้างกันเด็กสาวทั้งคู่อิดโรยแต่ก็ยังคงเฝ้ามองเด็กสาวตรงหน้าอย่างไม่วางตา

            

            อาโออิหันมาถามชายชรา

            

            “ต้องให้มินามิอยู่ในสภาพแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนกันครับ?”

            

            “จนกว่าอาการของมาซารุจะดีขึ้น”ชายชราตอบรู้ดีว่าเด็กสาวจะไม่ได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูดตราบใดที่ยังอยู่ใต้วงแหวนเวทนั้น

            

            “น้ำตานางเงือกของเอิร์ธวอเทอร์ใช้กับรอยสักนั่นไม่ได้ผลมีแต่พลังของเอิร์ธมูนเท่านั้นที่จะช่วยได้เด็กนั่นใช้พลังของเอิร์ธมูนมากเกินไปจนเกินขีดจำกัด สภาพแบบนี้เป็นที่แน่นอนแล้วว่าเมตาเรียฟื้นขึ้นมาแล้วแน่”

            

            ชายชรากล่าว

            

            “ดีแค่ไหนแล้วที่พวกมันเลือกจะจัดการกับเอิร์ธมูนก่อนถ้ามันเล่นงานเมล็ดพันธุ์ของเอิร์ธสตาร์ล่ะก็มีหวังพวกแกได้ตามหาผู้พิทักษ์ทั้งสิบสามให้วุ่นแน่”

            

            “เท่าที่หามาได้ตอนนี้ก็น่าจะครบแล้วแหละครับ”อาโออิว่า

            

            “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนคน!”ชายชราหันมาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

            

            อาโออิไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ

            

            “ดูยัยเด็กนั่นไว้ดีๆอย่าให้หล่อนล้มไปก่อนที่มาซารุจะฟื้น!”

            

            คนสูงวัยที่สุดในห้องกล่าวทิ้งท้ายไว้ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับคนมาใหม่ที่ยืนรออยู่หน้าประตู

            

            สิ้นเสียงประตูปิดเมมิเดินเข้ามาหาอาโออิด้วยสีหน้ากังวลใจ

            

            “ปล่อยไว้แบบนี้จะไม่ดีกับทั้งคู่นะคะ”

            

            “ฉันรู้”

            

            อาโออิตอบสายตาจ้องมองแต่ร่างของมินามิที่พร้อมจะล้มฟุบลงไปได้ทุกเมื่อผ่านไปหลายนาทีในความเงียบ รอยสักสีดำสนิทเริ่มซีดจางแสงสีฟ้าที่เปล่งออกมาจากตัวของมาซารุเริ่มลดทอนความรุนแรงลงไปมินามิเหลือบตามองร่างของมาซารุด้วยเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดท่าทางของเธออ่อนเพลียมากเหลือเกิน

            

            แล้วในที่สุดอาโออิก็เดินตรงเข้าไปหามินามิวงแหวนเวทดับวูบไปในทันทีที่เด็กหนุ่มย่างเท้าเข้าไปข้างในนั้นมินามิดูประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่เธอแทบจะไม่เหลือเรี่ยวแรงพอที่จะเอ่ยอะไรไหว อาโออิช้อนร่างของเธอขึ้นมาจากพื้นอุ้มไว้ในอ้อมแขนก่อนจะหันมาสั่งเด็กสาวอีกสองคนที่อยู่ในห้อง

            

            “ฝากดูแลมาซารุต่อด้วยฉันจะพายัยนี่ขึ้นไปพัก”

            

            “เข้าใจแล้วค่ะ”เด็กสาวทั้งสองตอบรับ

            

            “ปล่อยฉันอาโออิ!” แต่ดูเหมือนคนในอ้อมแขนจะไม่ยอมแพ้ มินามิเริ่มโวยวายจะพยายามจะขืนตัวออกห่างและไม่พอใจอย่างยิ่งที่ต้องตกอยู่ในสภาพไม่น่าดูต่อหน้าเด็กสาวทั้งคู่

            

            อาโออิใช้สายตาคมดุจ้องมองเธอ“อยู่นิ่งๆ”

            

            แล้วก็กลายเป็นเด็กหนุ่มที่รู้ดีเสมอว่าต้องใช้วิธีไหนจัดการเด็กสาวในอ้อมแขนถึงจะได้ผล

     

     



    -เอิร์ธมูน,สามสัปดาห์ก่อนสงครามใหญ่-

            

            ‘ก็ใช่ว่าฉันอยากจะยุ่งอะไรเรื่องของเธอหรอกนะแต่ขอเถอะ ช่วยอย่าทำหน้าเหมือนคนอยากตายนักได้มั๊ย ฉันไม่อยากจะเดินทางไปพร้อมกับเอ่อ... ซากศพเดินได้เท่าไหร่’

            

            ‘แล้วใครขอร้องให้นายตามฉันไปที่เอิร์ธวินดี้กันล่ะยะ’

            

            ‘คู่หมั้นเธอ’

            

            ‘คู่หมั้นฉันตายไปได้สิบปีแล้วย่ะ!’

            

            ‘เออๆ ฉันพูดผิดเอง น้องชายคู่หมั้นเธอ’

            

            ‘แอล... ทำไม? แอลจะไปไหน? ทำไมถึงไปเอิร์ธวินดี้กับฉันไม่ได้’

            

            ‘หมอนั่นติดธุระที่เอิร์ธสตาร์ คงไปฉลองวันเกิดกับเธอที่นั่นไม่ได้หรอก’เฟลโลว์ว่า ‘ฉันจะไปเอง’

            

            ‘ฉันไปคนเดียวได้!’

            

            เบริล เวลด์พีช ตอบเสียงสะบัดอย่างไม่พอใจ ทำไมแอลโด้ถึงไม่บอกเธอว่าเขาจะไปด้วยกันกับเธอไม่ได้ทั้งๆที่สัญญากันแล้วแท้ๆ มันน่าโมโหชะมัด!

            

            ‘ทำไมต้องเป็นเอิร์ธวินดี้?’ เจ้าชายแห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์เอ่ยถาม ‘ฉลองวันเกิดที่บ้านตัวเองก็ได้นี่ ไม่เห็นต้องถ่อไปฉลองต่างบ้านต่างเมืองเลยหรือว่าเอิร์ธมูนไม่มีงบประมาณพอสำหรับงานฉลองให้เจ้าหญิงรัชทายาท?’

            

            ‘หุบปาก!’

            

            เจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนขึ้นเสียงตวาดเล่นเอาเจ้าชายแห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์อย่างเขาถึงกับเลิกคิ้วใส่ไม่เห็นเจ้าหล่อนทำตัวอ่อนหวานให้เขาเหมือนคราวที่พบกันครั้งแรกเลยสักนิด

            

            อยู่ต่อหน้าคนอื่นล่ะทำเป็นสงบเสงี่ยมน่าทะนุถนอมแต่พออยู่กับเขาล่ะนางมารเข้าสิงทุกที!

            

            ‘เธอมีปัญหาอะไรกับครอบครัวรึเปล่า?’

            

            ‘มันไม่เกี่ยวอะไรกับนาย’

            

            น้ำเสียงของเจ้าหล่อนกับแววตาสีม่วงใสคู่นั้นดุเอาเรื่องเอาเถอะ จะทำเป็นลืมๆเรื่องมารยาทแย่ๆของยัยเจ้าหญิงนี่สักพักก็ได้อย่างน้อยเขาก็ได้เห็นสีหน้าอื่นของเจ้าหล่อนที่ไม่ใช่สีหน้าตายด้านบ้าง

            

            ‘แล้วไม่ทราบว่าเจ้าหญิงเบริลจะประทับอยู่ที่สวนของข้าพเจ้าไปอีกนานเท่าไหร่หรือพะย่ะค่ะที่เอิร์ธฟลาวเวอร์แห่งนี้ประตูแห่งดวงดาวเปิดปิดเป็นเวลาไม่ได้เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเหมือนอย่างที่ดาวของเจ้าหญิงกระหม่อมเกรงว่าหากท่านไม่รีบรับรองว่าท่านไม่ได้ไปฉลองวันเกิดที่เอิร์ธวินดี้แน่นอน’

            

            ‘วุ่นวายซะจริง!’แม่เจ้าหญิงตัวแสบบ่นก่อนจะลุกขึ้นเดินกระฟัดกระเฟียดจากไปอย่างไม่พอใจ

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน