หลังหมดคาบเรียนช่วงบ่าย ไป่ฉีกับต้าถงเตรียมจะแยกไปที่ชมรมบาสเกตบอล แต่ก็ถูกไป๋หู่เรียกเอาไว้ก่อน ทำให้ทั้ง 2 คนหยุดเดินและหันไปหาไป๋หู่
“พี่ฉี รอก่อน ๆ” ไป๋หู่เรียกซ้ำ ๆ เพราะกลัวไป่ฉีจะไม่ได้ยิน ด้วยเสียงในห้องหลังเลิกเรียนมันดังมาก
“นายมีอะไรรึเปล่า” ไป่ฉีถาม
“คือมีรุ่นพี่ที่ชมรมคนหนึ่งมีฝีมือมาก เธออยู่ปี 2 ผมสัญญาว่าหาคนมีฝีมือไปแลกเปลี่ยนวิชากับเธอ พี่ช่วยผมได้ไหม” ไป๋หู่ถาม
“ได้สิ นายสัญญากับรุ่นพี่คนนั้นไว้แล้วนี่ แต่รอฉันเลิกชมรมก่อนนะ” ไป่ฉีตอบตกลง
“ขอบคุณนะ พี่ฉี” ไป๋หู่กล่าว ส่วนไป่ฉีกับต้าถงที่เห็นว่าไม่มีอะไรแล้วก็เดินออกจากห้องไป
ไป่ฉีกับต้าถงเดินทางมาถึงที่โรงยิมของชมรมบาสแล้ว พวกเขารีบเข้าไปเปลี่ยนเสื้อในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยตู้ล็อคเกอร์ โดยพวกเขาได้รับตู้ล็อคเกอร์ส่วนตัวพร้อมกุญแจจากรุ่นพี่ซ่ง โดยกำชับว่าห้ามทำกุญแจหายเด็ดขาด
'ท่านไป่ฉี มีพวกเด็กสาวมาแอบดูพวกท่านอีกแล้วครับ' หน่วยสอดแนมรายงาน
'เข้าใจแล้ว' ไป่ฉีตอบกลับ เขาเดินไปเปิดไฟในห้อง และนำกระดาษสีดำที่อยู่ในกระเป๋าออกมา แล้วเดินไปที่กระจกซึ่งอยู่ด้านบน ก่อนจะเอาเทปติดกับกระดาษแล้วปิดกระจกทั้งหมด
“ทำอะไรน่ะไป่ฉี” ต้าถงถาม คนอื่น ๆ ต่างก็มองด้วยสายตาสงสัย
“พวกถ้ำมองน่ะ” ไป่ฉียิ้ม
ด้านนอกเหล่านักเรียนหญิงต่างพยายามหาจุดที่ไป่ฉีติดกระดาษไม่ดี เพื่อจะได้มองเห็นข้างใน แต่สุดท้ายก็ต้องยอมถอยทัพไปแต่โดยดี
ไป่ฉี ต้าถงและปี 1 เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็เดินเข้ามายังสนามซ้อม สิ่งที่พวกเขาเห็นคือนักเรียนหญิงหลายสิบคนนั่งอยู่ที่อัฒจันทร์ มือของพวกเธอถือกล้องราคาแพงไว้ ราวกับต้องการเก็บภาพเหล่าชายหนุ่มให้ชัดขนาดเห็นทุกรูขุมขนเลยทีเดียว
“ยัยพวกนั้นน่ากลัวว่ะ”
“ขนลุกแปลก ๆ”
“พวกรุ่นพี่อบอุ่นร่างกายกันหลายคน ทำไมมองมาทางพวกเราฟะ”
“พวกนั้นเล็งนายไว้สินะไป่ฉี” ต้าถงถาม
“นายก็ด้วย” ไป่ฉีตอบ
“พวกนายมากันแล้วสินะ ดีมากปี 1 เราจะเริ่มการอบอุ่นร่างกาย 10 นาที เริ่มด้วยการวิ่งเหยาะ ๆ ขึ้นลงท้ายสนามพร้อมกันทั้งทีม โดยรอบแรก ไป่ฉี นายจะต้องเป็นคนวิ่งนำ ครบ 2 รอบ เปลี่ยนมาให้ต้าถงนำ จากนั้นพอครบ 2 รอบ ก็สลับคนอื่นขึ้นมาวิ่งนำ พวกนายปี 1 ต้องทำพร้อมกัน โดยดูจังหวะของผู้นำในรอบนั้นเป็นหลัก หากผู้นำช้า อย่าได้ริอาจวิ่งเร็วเกินจังหวะของผู้นำ ในแต่ละรอบฉันจะสั่งคนนำแต่ละคนให้วิ่งยังไง แต่ละรอบจะมีทั้งวิ่งปกติ สไลด์ข้าง วิ่งยกขาสูง หรือวิ่งกระโดด ผู้นำต้องฟังคำสั่งฉันและทำหน้าที่นำ ส่วนผู้ตามต้องทำในจังหวะเดียวกับผู้นำ ไม่อย่างนั้นฉันจะให้ซ้อมแบบนี้ไปเรื่อย ๆ” ซ่งติงอธิบายการอบอุ่นร่างกายที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
“ต้องขนาดนี้เลยเหรอ”
“มันใช่อบอุ่นร่างกายที่ไหนล่ะ”
“นี่มันการรับน้องชัด ๆ”
“นายว่าไงต้าถง” ไป่ฉีถาม
“มันไม่ทำให้เครื่องฉันร้อนแม้แต่น้อย การฝึกหาบน้ำของนายโหดกว่าเยอะ” ต้าถงตอบ พวกเขาคุยกันเบา ๆ
“หยุดพูด และเริ่มได้แล้ว ปฏิบัติ” ซ่งติงตะโกนสั่ง
ปี 1 เริ่มการอบอุ่นร่างกาย ไป่ฉีกับต้าถงค่อนข้างโดดเด่น เขาคอยนับจังหวะให้เพื่อน ๆ เพื่อให้รู้จังหวะ แต่ก็ถูกรุ่นพี่สั่งให้หยุดนับ และให้ช่วยดูจังหวะเองในทีม ระหว่างนั้นรุ่นพี่ซ่งคอยบอกว่าใครช้าหรือเร็วไป จนกระทั่งผลัดกันเป็นผู้นำครบทุกคน ด้วยการเปลี่ยนจังหวะและรูปแบบการวิ่ง ทำให้ต้องสิ้นเปลืองแรงมากกว่าปกติ หลายคนแม้จะเคยเล่นกีฬามาบ้าง แต่มันก็เป็นแค่การเล่นเป็นงานอดิเรกมากกว่าจะเล่นเพื่อการแข่งขันหรือเพื่อเป็นมืออาชีพ ปี 1 หลายคนที่เข้ามาเพราะคิดว่าตนเองมีฝีมือโดดเด่น และคิดว่าคงเท่ไม่น้อยหากได้เป็นทีมตัวจริง พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาเจอการฝึกแบบนี้ หลายคนหอบจนตัวโยน ส่วนไป่ฉีกับต้าถงไม่มีเหงื่อสักเม็ดเดียว
“สองคนนั้นทำไมนิ่งจังฟะ”
“ไม่เหนื่อยรึไง”
“ปี 1 สองคนนั้นน่าสนใจ ซ่งติง ยังไงขอฉันดูทักษะของ 2 คนนั้นด้วย” อาจารย์ที่ทำหน้าที่ดูแลชมรมและเป็นโค้ชให้กับทีมบาสเกตบอลของโรงเรียนกล่าวกับซ่งติงที่เป็นกัปตันทีม
“ได้ครับ” ซ่งติงรับคำ
“อ้าว ๆ เหนื่อยกันแล้วเหรอ แสดงว่าพวกนายยังฝึกกันมาไม่พอ ผ่านไปแล้ว 5 นาที พวกนายยังหายใจถี่กันอยู่เลย มันไม่ช่วยอะไรหรอกนะ ฉันจะสอนให้ สำหรับนักกีฬาแล้วการหายใจเป็นสิ่งสำคัญมาก หากนายอยากจะหายเหนื่อยและฟื้นฟูร่างกาย นายต้องหายใจช้า ๆ และหายใจให้ลึก และค่อย ๆ ผ่อนออก มันจะให้ผลดีกว่า” ซ่งติงแนะนำรุ่นน้องปี 1
พอพวกปี 1 ลองทำตามดูก็พบว่าจริงอย่างที่รุ่นพี่ซ่งบอก พวกเขาเริ่มฟื้นตัวจากการออกแรงเมื่อครู่แล้ว และนึกขอบใจรุ่นพี่ซ่งในใจ แต่นั่นก็แค่ความคิดชั่ววูบ ใช่ แค่ชั่ววูบ
“เลิกพักได้ รับคำสั่งใหม่ เพื่อเพิ่มความสามารถด้านร่างกาย พวกนายต้องวิ่งรอบสนามบาส 2 รอบ และต้องวิ่งให้เร็ว ใครที่เป็น 5 คนสุดท้ายฉันจะสั่งลงโทษ ให้อยู่ช่วยเก็บอุปกรณ์และทำความสะอาดสนามหลังจากทุกคนใช้เสร็จแล้ว นอกจากนี้ยังต้องเจอการฝึกโหดจากจูฉีรุ่ยที่เป็นรองกัปตันทีมในตอนเที่ยงของทุกวันอีกด้วย” รุ่นพี่ซ่งกล่าว ขณะที่ปี 1 หันไปมองรองกัปตันทีมจูฉีรุ่ยที่ทำท่าเอานิ้วโป้งปาดคอให้พวกเขาดู
'บัดซบ ตายแน่ตู' ปี 1 แทบทุกคนรู้สึกิย็นสันหลังขึ้นมาทันที
'นี่ตูคิดผิดรึเปล่าที่เข้าชมรมนี้ ไม่ได้เทอมหน้าต้องย้าย'
'ทำไมมันฝึกโหดขนาดนี้ฟะ'
ปี 1 ได้แต่คิด พวกเขาไม่คิดจะปริปากบ่นแม้แต่น้อย เพราะตอนนี้ไม่สามารถเปลี่ยนชมรมที่เลือกแล้วได้ จนกว่าจะถึงเทอมถัดไป พวกเขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมชมรมบาสเกตบอลถึงมีสมาชิกในทีมเฉพาะปี 2 กับปี 3 รวมกันแค่ 26 คนเท่านั้น
“แบบนี้นี่เอง ที่สมาชิกชมรมน้อยเพราะทนรับการฝึกแบบนี้ไม่ไหวสินะ” ต้าถงเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมสมาชิกชมรมถึงน้อยนัก และเข้าใจแล้วว่าทำไมทีมบาสของโรงเรียนนี้ถึงแข็งแกร่ง
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ชมรมเราเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณนะต้าถง พวกที่ทำอะไรไม่จริงจังน่ะ ไม่สมควรเดินบนเส้นทางที่จะไปสู่การเป็นนักบาสเกตบอลมืออาชีพหรอก ปี 1 คนอื่น ๆ ฟังกันไว้ด้วย แม้จำนวนสมาชิกทีมเราจะน้อย แต่ทุกคนต่างมุ่งหวังอยากจะเป็นนักบาสเกตบอลมืออาชีพ ไม่ได้เล่นโชว์สาว หรืออวดว่าตัวเองเท่ ในสายอาชีพ พวกนายมีแต่ต้องฝึก ๆ ๆ และฝึกเท่านั้น พิสูจน์ได้จากรุ่นพี่ทุกคนที่จบไป ต่างได้รับการดราฟตัวเข้าไปยังสโมสรต่าง ๆ ทุกคน หรือก็คือได้เป็นนักบาสเกตบอลอาชีพกันทุกคน คุยกันแค่นี้ ไปวิ่งซะ อย่าโยกโย้” รุ่นพี่ซ่งสั่งอีกครั้ง เหล่าปี 1 ก็เริ่มวิ่งรอบสนามแบบไม่คิดชีวิต
สุดท้ายมีปี 1 อยู่ 5 คนที่รั้งท้าย และต้องถูกจูฉีรุ่ยลากไปฝึกพิเศษ ส่วนพวกที่เหลือนั้นรุ่นพี่ซ่งได้เริ่มสอนพื้นฐานทักษะอย่างการเลี้ยงบอล หมุนตัว ส่งบอล โดยรุ่นพี่ซ่งทำให้ดูเป็นตัวอย่างก่อน เขาเน้นการก้าวยาว หยุดให้เร็ว หมุนตัว จากนั้นให้ปี 1 จับคู่กัน คนที่ไม่มีคู่ จะให้ปี 2 มาเป็นคู่ให้ และผลัดกันฝึกทักษะทั้ง 3 อย่างนี้ อย่างละ 5 นาที
ตามด้วยฝึกทักษะการชู้ต โดยให้ทุกคนวิ่งรอบสนาม ซ้อมยิงในแต่ละแป้นรอบ ๆ โซนหัวกะโหลก โดยจะฝึกอีก 5 นาที แล้วเปลี่ยนไปฝึกอย่างอื่นต่อ
รุ่นพี่ซ่ง ให้ปี 1 ฝึกทักษะการเลย์อัพ โดยให้พวกปี 1 เริ่มที่ใต้แป้น เลี้ยงบอลไปยังเส้นฟาวล์ ก้าวหยุด หมุนตัวและเลี้ยงบอลเข้าหาห่วงเพื่อเลย์อัพ ให้ทำคนละ 8 รอบ
หลังจบการฝึกเลย์อัพสภาพปี 1 ทั้งหมดคือนอนแผ่บนพื้น หอบหายใจ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงไม่หยุด พวกเขามีความรู้สึกเหมือนกำลังจะตายเสียให้ได้ แต่สิ่งที่พวกรุ่นพี่เห็นคือไป่ฉีกับต้าถงเพิ่งจะเริ่มมีเหงื่อออกนิดหน่อยเท่านั้น ไม่ได้มีสภาพเหมือนปี 1 คนอื่น
“สมรรถภาพร่างกายสูงมาก พื้นฐานดีมากกว่าตัวจริงบางคนซะอีก” อาจารย์ประจำชมรมกล่าว เล่นเอาทีมตัวจริงทุกคนเสียวสันหลังวาบ คำพูดนี้หมายความว่ายังไง ก็หมายความว่าปี 1 ทั้ง 2 คนนี้กำลังจะได้โอกาสเป็นตัวจริงน่ะสิ พวกนั้นขาดแค่ประสบการณ์ในการลงสนามจริงเท่านั้น ซึ่งคาดว่าอาจารย์คงหาโอกาสให้ลงแน่ ๆ
“พวกนายลุกขึ้นได้แล้ว เราจะฝึกวิ่งผลัดกันต่อ” รุ่นพี่ซ่งมองกลุ่มปี 1 ทั้ง 5 คนที่ถูกจูฉีรุ่ยลากไปฝึกพิเศษเพิ่งกลับเข้ามา สภาพไม่ได้ต่างจากพวกที่อยู่ในโรงยิมตอนนี้เท่าไหร่
“รุ่นพี่ พวกเราอยู่ชมรมบาสเกตบอลนะ ไม่ได้อยู่ชมรมกรีฑา” ปี 1 คนหนึ่งพูด
“ใครว่าจะให้พวกนายวิ่งผลัดธรรมดากัน พวกนายแบ่งเป็น 2 ทีม ทีมละ 5 คน พวกนายเห็นกรวยใช่ไหม กรวยพวกนี้ห่างกันประมาณ 15 ฟุตจากท้ายสนาม พวกนายต้องวิ่งวนรอบกรวย แต่ละรอบที่วิ่งต้องเลี้ยงบอลไปด้วย กรวยแรกเลี้ยงบอลด้วยมือขวา กรวยถัดไปเลี้ยงบอลด้วยมือซ้าย โดยทั้ง 2 กรวยนี้พวกนายต้องเลี้ยงบอลโดยตาไม่มองบอล จากนั้นกรวยถัดไปเลี้ยงบอลสลับสองมือ กรวยถัดไปอีกเลี้ยงบอล ก้าวหยุด หมุนตัว แล้วเลี้ยงบอลกลับ ตามด้วยการเลี้ยงบอลถอยหลัง หากเสร็จการฝึกนี้ ฉันถึงจะปล่อยพวกนายให้ลองซ้อมกันเองเพื่อทบทวนสิ่งที่ฝึกวันนี้ เข้าใจไหม” รุ่นพี่ซ่งกล่าว
“เข้าใจครับ” ปี 1 ทุกคนขานรับและทำตามทันที ระหว่างนั้นรุ่นพี่ซ่งกับอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมคอยตะโกนบอกจุดผิดพลาด และแนะนำเทคนิคให้
“จบการฝึกของวันนี้ พวกนายทบทวนไปนะ ฉันต้องไปซ้อมแล้ว” รุ่นพี่ซ่งกล่าวจบก็จากไปทันที ปล่อยให้พวกปี 1 นอนแน่นิ่งขยับตัวแทบไม่ได้ มีเพียงไป่ฉีเท่านั้นที่ยังคงซ้อมทุกอย่างที่ฝึกวันนี้กับต้าถง
“พวกนั้นมันยังเหลือแรงอีกเหรอ”
“ปีศาจชัด ๆ ไปเอาแรงมาจากไหนเยอะแยะวะ”
“สองคนนี้ต้องได้เป็นตัวจริงแน่ รุ่นพี่กับโค้ชแทบไม่ต้องคอยแนะนำพวกเขาเลย”
“การแข่งที่จะถึงนี้พวกนั้นคงได้ลงสนามแน่”
“แต่ก็ดีนะ อย่างน้อยพวกเราคงไม่ต้องฝึกหนักเท่ากับ 2 คนนั้นที่อาจจะได้เป็นตัวจริง”
ปี 1 นอนคุยกันเพื่อพัก ขณะที่ไป่ฉีและต้าถงยังฝึกอยู่ อาจารย์ชมรมที่พ่วงตำแหน่งโค้ชของทีมกำลังมองดูไป่ฉีกับต้าถงอยู่ ในใจคิดว่าน่าเสียดายที่ไป่ฉีเป็นดารา ไม่อย่างนั้นคงกลายเป็นดาวรุ่งแห่งวงการบาสเกตบอลได้แน่ ๆ ส่วนต้าถงทักษะการเคลื่อนไหวใช้ได้ทีเดียว น่าจะสามารถเป็นตัวทำเกมให้ทีมได้
ที่สนามฟุตบอล
การซ้อมพื้นฐานให้ปี 1 ที่เพิ่งเข้าชมรมก็เริ่มขึ้นเช่นกัน มู่ซื่อเฉิงแสดงความสามารถได้โดดเด่น ความแม่นยำ ความเร็ว การควบคุมบอล เขาทำได้ดีกว่าทีมตัวจริงเสียอีก โค้ชถึงกับสั่งกัปตันทีมว่าจะลองให้โอกาสมู่ซื่อเฉิงได้ลองลงแข่งเพื่อเก็บประสบการณ์
เมื่อจบการฝึกพื้นฐานก็เป็นการซ้อมแข่ง มู่ซื่อเฉิงที่อยู่ในทีมปี 1 ที่ต้องแข่งกับทีมปี 2 เขาสามารถแสดงความสามารถที่สมบูรณ์แบบออกมา ประตูที่ทำได้เป็นของมู่ซื่อเฉิงทั้งหมด เมื่อพวกปี 2 บุกเข้ามาก็เป็นมู่ซื่อเฉิงที่พยายามแย่งบอลมา แต่สุดท้ายทีมปี 1 ก็แพ้ไป เพราะฟุตบอลไม่สามารถเล่นคนเดียวได้ ไม่ว่ามู่ซื่อเฉิงจะเร็วขนาดไหน หากอีกฝ่ายใช้วิธีต่อบอล เขาก็วิ่งตามไม่ทัน
แต่ระหว่างนั้นเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เมื่อทีมตัวจริงกับทีมตัวสำรองกำลังซ้อมกัน ลูกบอลเกิดพุ่งไปหานักเรียนหญิงคนหนึ่งที่กำลังมีสมาธิกับการอ่านหนังสือ เลยไม่เห็นลูกบอลที่กำลังพุ่งเข้าหาเธอ เธอคือคนเดียวกับที่ช่วยไล่นักเรียนหญิงจากชมรมสุนทรียภาพของสตรีเมื่อวานนี้ มู่ซื่อเฉิงที่อยู่ใกล้เธอมากที่สุดรีบพุ่งเข้าไปกดเธอลงกับพื้น เพื่อหลบลูกบอลที่พุ่งมา
“ว๊าย” นักเรียนหญิงคนนี้ตกใจมากที่อยู่ ๆ มีคนมากดเธอลงกับพื้น ขณะที่เธอกำลังจะเอ่ยปากด่า เธอก็เห็นลูกฟุตบอลพุ่งผ่านหัวของคนที่จับเธอกดลงกับพื้น ทำให้เธอเข้าใจทันทีว่าคนที่กดเธอลงกับพื้นต้องการช่วยเธอจากลูกบอลที่พุ่งมา จึงไม่ได้ด่าออกไป
“ไม่เป็นไรนะ” มู่ซื่อเฉิงถามนักเรียนหญิงที่อยู่ใต้ร่างของเขา
'หมอนี่ใคร อย่ายิ้มแบบนั้นได้ไหม ฉันแสบตา' นักเรียนหญิงคิด
_____________________
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
