ประชันยุทธ์สะท้านฟ้า

    ตอนที่ 53 หอร่วมเป็นร่วมตาย

    น้ำเสียงเยียบเย็นพลันเรียกร้องความสนใจของบรรดาเหล่าศิษย์ทันที
    ผู้ใดกล้ากระทบกระเทียบนางในฝันของพวกเขากัน?
    ฉินหนาน ผู้ซึ่งเดิมทีกำลังสำรวจเหล่าศิษย์ใหม่ พลันได้หันสายตาเย็นชาตั้งแต่ที่ได้ยินวาจานั้น เพื่อต้องการมองบุคคลต้นเสียง
    ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเสี่ยวชิงเสวี่ยเป็นบุรุษหนุ่มที่มีท่าทางรูปลักษณ์เยี่ยงสตรีอย่างยิ่ง
    บุรุษหนุ่มสวมชุดสีทึบที่ยิ่งทำให้ร่างกายที่ผอมเพรียวของเขายิ่งดูผอมบางเข้าไปอีก จนคล้ายโครงกระดูก ทำให้ทุกผู้คนรู้สึกไม่ถูกชะตายามที่ได้พบเห็นเขา
    นอกจากนั้น เหล่าศิษย์ทุกคน รวมทั้งฉินหนานยังรู้สึกถึงพลังอันรุนแรงที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างของบุรุษหนุ่มร่างสตรีนั้น
    พลังนี้เทียบเท่ากับของเสี่ยวชิงเสวี่ยเลยทีเดียว พิจารณาดูแล้ว เขาน่าจะบรรลุถึงขอบเขตราชันยุทธ์แล้ว
    ในขณะที่เหล่าศิษย์ตระหนักดีว่าบุรุษร่างสตรีผู้นี้มิใช่ชนชั้นธรรมดา พวกเขาพลันรีบปกปิดความขยะแขยงแล้วยืนหลบไป ทำทีเป็นผู้สังเกตการณ์อยู่ด้านข้าง
    ในขณะเดียวกัน เสี่ยวชิงเสวี่ยพลันขมวดคิ้วของนางแล้วมิได้ซุกซ่อนท่าทีขยะแขยงของนางที่มีต่อบุรุษผู้นั้น พร้อมกล่าวว่า "โม่ลี่ เจ้าถ้ำมองที่น่ารำคาญ เลิกทำตัวไร้สาระได้แล้ว"
    "ถ้ำมอง?" โม่ลี่เผยรอยยิ้มหยันดั่งปีศาจแล้วกล่าวว่า "ใช่แล้ว ข้าเป็นพวกถ้ำมอง ผู้ใดบอกให้เจ้าปฏิเสธข้ามาก่อนเล่า? หรือเจ้ายังปฏิเสธข้าถ้าแม้นข้ามีพรสวรรค์และภูมิหลังอย่าท่านโอวหยาง? อ้อ แม่นางเสี่ยวชิงเสวี่ย วันนี้ ข้า โม่ลี่ กำลังจะบอกเจ้าว่า ถ้าหากเจ้าร่วมมือกับข้า ข้าจะเลิกตามรังควานเจ้า ถ้าหากเจ้าไม่..." มิมีผู้ใดคิดว่า โม่ลี่ผู้นี้จะอวดดีถึงเพียงนี้กลับเอ่ยวาจาจาบจ้วงไม่ให้เกียรตินางต่อหน้าทุกคน
    สีหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็งปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเสี่ยวชิงเสวี่ย แล้วร่างของนางพลันปลดปล่อยรังสีสังหารออกมา "หุบปาก!" "หุบปากรึ?" โม่ลี่มิได้แยแสต่อจิตสังหารของนางแต่อย่างใด กลับกัน เขาแสดงสีหน้าอันเปี่ยมความปรารถนายามที่เขาจับจ้องไปยังร่างกายของเสี่ยวชิงเสวี่ยอย่างมิกลัวเกรง "ข้าจะยินดีทำเช่นนั้น! ข้ามิได้บอกเจ้าไว้ก่อนหน้านี้รึว่า ถ้าหากเจ้า..."
    อย่างไรก็ดี ในยามก่อนที่โม่ลี่จะเอ่ยวาจาสิ้นสุด พลันมีเสียงอันเรียบเฉยดังขัดขึ้นว่า "โม่ลี่หรือ? ข้าไม่เคยพบใครไร้ยางอายเช่นเจ้ามาก่อน ข้าได้เรียนรู้สิ่งใหม่ตั้งแต่ได้พบพานเจ้าในวันนี้"
    ผู้ที่กล่าววาจามิใช่ผู้ใดอื่นนอกจากฉินหนาน ฉินหนานยืนขวางอย่างไม่ลังเล ถึงแม้นเขาจะทราบว่า โม่ลี่มีภูมิหลังอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังคงเลือกที่จะเข้าไปขัดขวาง
    ในมุมมองของฉินหนาน เสี่ยวชิงเสวี่ยคือสหายของเขา ผู้ซึ่งให้ความช่วยเหลือเขามาหลายครั้งครา เช่นนั้นแล้ว ฉินหนานย่อมมิอดทนอยู่เฉยในยามที่ สี่ยวชิงเสวี่ยถูกเย้ยหยันต่อหน้าผู้คนเช่นนี้
    ถึงแม้นว่าพื้นฐานพลังวรยุทธ์ของเขาจะเป็นเพียงแค่ขอบเขตพลังวัตรขั้นที่ห้าก็ตาม
    เมื่อได้ยินดังนี้ สีหน้าของโม่ลี่พลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาทันที ร่างของเขาแผ่พุ่งรังสีสังหารดุจดั่งมังกรคำราม ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังฉินหนาน แล้วเอ่ยด้วยเสียงทุ้มว่า "อาจหาญยิ่ง เป็นเพียงแค่ศิษย์ใหม่กลับกล้าที่จะต่อต้านกับข้า? เจ้าเด็กน้อย เจ้าทราบหรือไม่ว่าข้าเป็นผู้ใด?"
    เสี่ยวชิงเสวี่ยรวบรวมสติของนาง แล้วมองไปยังฉินหนานที่กำลังยืนขวางอยู่ด้านข้างของนาง นางรู้สึกอบอุ่นขึ้นในจิตใจ ราวกับเป็นสิ่งที่สัมผัสจับต้องได้
    อย่างไรก็ตาม นางพลันมีปฏิกิริยาโดยชักสีหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า "โม่ลี่ เจ้าคงไม่กล้า..." ก่อนที่นางจะกล่าวจบ ฉินหนานหันมายื่นมือของเขาแล้ววางลงบนบ่าของนางอย่างนุ่มนวล นั่นแสดงออกให้นางมิต้องเอ่ยวาจาใด
    ภายใต้สายตาของผู้คนรอบด้าน ฉินหนานที่ยืนหยัดอยู่เบื้องหน้า เผชิญหน้าต่อรังสีอำมหิตของ โม่ลี่ แล้วยังแสดงออกอย่างไร้ผลกระทบอันใด เขาแค่นเสียงเย็นชาแ ล้วกล่าวว่า "เจ้าเป็นผู้ใด? ถ้าหากข้าคาดเดามิผิดพลาด เจ้าควรจะเป็นหนึ่งในบุตรชายหรือศิษย์ของผู้อาวุโส? แต่ผู้ใดสนใจ? แล้วเจ้าทราบหรือไม่ว่าข้าเป็นผู้ใด?" เมื่อเขาเอ่ยวาจานี้ ฉินหนานยืดกายตรง พร้อมแผ่พุ่งสภาวะอันหยิ่งยโสออกมา
    เหล่าศิษย์รอบด้านต่างพากันสำรวจตรวจสอบฉินหนานด้วยดวงตาอันเป็นประกาย
    ก่อนหน้านี้พวกเขามิได้ให้ความสำคัญกับฉินหนานแต่อย่างใด ดังนั้นจึงรู้สึกประหลาดใจที่แลเห็นบุคคลผู้นี้ ซึ่งมีพื้นฐานพลังวรยุทธ์เพียงขอบเขตพลังวัตรขั้นที่ห้า กลับกล้าหาญเผชิญหน้าโม่ลี่ ซึ่งเป็นผู้มีเบื้องหลังที่ค่อนข้างน่ากลัว
    จากการนี้ เหล่าศิษย์จึงพึ่งระลึกได้ว่า เสี่ยวชิงเสวี่ยเป็นผู้นำพาฉินหนานมายังสถานที่ประกอบพิธีหยกขาว
    จากสองเหตุผลนี้ดูเหมือนจะระบุได้ว่า ‘คนธรรมดา’ ผู้นี้ที่อยู่เคียงข้างกับเสี่ยวชิงเสวี่ย เกรงว่าจะไม่ธรรมดาสามัญเสียแล้ว? โม่ลี่ตะลึงงันอยู่ชั่วขณะ เขามิคาดว่าศิษย์ใหม่คนนึงจะกล้าเอ่ยคำพูดขัดกับเขา แต่เขาย่อมมิใช่บุคคลโง่เขลา ยามที่เขากล่าววาจา สีหน้าของเขายังเย็นชา "เจ้าเป็นผู้ใดกัน?"
    ขณะที่เขาเอ่ยถาม ดูเหมือนว่าโม่ลี่จะระมัดระวังขึ้นเล็กน้อย นี่เป็นวิถีทางของโม่ลี่ในการเผชิญเรื่องราว เขาจะระมัดระวังและเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะกระทำการใดที่เขาไม่มั่นใจต่อเบื้องหลังของฝ่ายตรงข้ามกับเขา
    "ล้างหูเจ้าแล้วฟังให้ดี" ฉินหนานปล่อยยิ้มแล้วกล่าวว่า "นามของข้าคือฉินหนาน มาจากอาณาจักรลั่วเหอ ข้าถูกแม่นางเสี่ยวชิงเสวี่ยคัดเลือกให้เข้าร่วมสํานักเสวียนหลิงจง ในทางกลับกัน ข้าเป็นหนึ่งในสํานักเสวียนหลิงจง เป็นศิษย์ฝ่ายนอกของสํานักเสวียนหลิงจง"
    หลังจากได้ยินวาจานั้น ผู้คนโดยรอบต่างพากันหัวเราะจนตัวโยน แม้แต่เสี่ยวชิงเสวี่ยก็เกือบปล่อยหัวเราะออกมา แล้วต้องเอามือปิดปากของนางเอาไว้ทันที
    สีหน้าของฉินหนานที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจก่อนหน้านี้ไปไหนแล้ว? เขสไม่กลัวเกรงอันใดเลยรึ?
    หลังจากพูดจามาทั้งหมดนี้ ยามนี้ฉินหนานก็ยังมาบอกว่าเป็นเพียงศิษย์นอกธรรมดาอีก?
    ทุกผู้คนถึงค่อยทราบกระจ่างว่า การกระทำก่อนหน้านี้ของฉินหนานเป็นเพียงแค่การล้อเลียนโม่ลี่เท่านั้น
    เมื่อได้ยินวาจานั้น สีหน้าของโม่ลี่พลันดำทะมึนขึ้นมาในทันที ดวงตาของเขาเปล่งประกายเขียวคล้ำยามมองไปที่ฉินหนาน
    ตั้งแต่เมื่อใดกันที่เขาปล่อยให้ศิษย์เข้าใหม่มาหยอกล้อเขาเล่นเยี่ยงนี้? หน้าอกของโม่ลี่เต็มเปี่ยมไปด้วยเพลิงโทสะอันลุกโชน จากนั้นก็ปลดปล่อยจิตสังหารออกมา อย่างไรก็ดี เขามิได้ตระเตรียมจะทำร้ายมันผู้นี้ในยามนี้ ยามนี้เขายังคงอยู่ในสํานักเสวียนหลิงจง ถึงแม้นเขาจะมีเบื้องหลังอันทรงอำนาจ เขามิอาจเผชิญหน้ากับผลที่ตามมาจากการแหกกฎของสํานักเสวียนหลิงจง
    หลังจากสูดหายใจลึกแล้วสะกดข่มความโกรธลง โม่ลี่พลันปล่อยเสียงหัวเราะออกมา "เคี๊ยก เคี๊ยก ช่างกล้าหาญนัก… ฉินหนานรึ? เจ้าคิดจริงรึว่าเพียงแค่เจ้าได้กลายเป็นศิษย์ของสํานักเสวียนหลิงจง เจ้าคิดว่าไร้เทียมทานแล้วรึ? ข้าจะบอกอะไรให้เจ้าทราบ นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ให้ดีจงถ่อมตัวเอาไว้ มิเช่นนั้นเจ้าจะไม่ทราบว่าตนเองตกตายเยี่ยงไร..."
    ประโยคสุดท้ายเต็มไปด้วยการข่มขู่อย่างชัดเจน สีหน้าของเสี่ยวชิงเสวี่ยพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาดุจน้ำแข็ง พร้อมกับปลดปล่อยขิตสังหารออกมาขณะกล่าวว่า "โม่ลี่ เจ้าข่มขู่ฉินหนานรึ? ข้าขอบอกเจ้าเอาไว้ ข้าเป็นผู้นำฉินหนานมายังสํานักเสวียนหลิงจง ถ้าเจ้ากล้าแตะต้องเขา ข้าจะสอนบทเรียนให้แก่เจ้าอย่างแน่นอน!"
    ยามนี้ แรงกดดันจากพลังวรยุทธ์ของเสี่ยวชิงเสวี่ยที่มีขอบเขตราชันยุทธ์ปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่ท่ามกลางผู้คน คราวนี้ นางแทบจะคลุ้มคลั่งอย่างแท้จริงแล้ว สีหน้าของโม่ลี่แปรเปลี่ยนเล็กน้อย เขาถูกข่มขวัญโดยความโกรธเกรี้ยวของเสี่ยวชิงเสวี่ย แล้วจึงจัดการคำพูดก่อนหน้านี้ของเขาทันที "เหอะ ข้าไม่ได้ข่มขู่เขา ฉินหนานผู้นี้เป็นศิษย์ใหม่ที่พึ่งเข้ามา? พื้นฐานพลังวรยุทธ์เพียงแค่ขอบเขตพลังวัตรขั้นที่ห้า ดูเหมือนเศษสวะกองนึงเท่านั้น"
    หลังจากเขากล่าววาจานี้ เขาลังเลชั่วขณะ จากนั้นยิ้มอย่างชั่วร้ายไปยังฉินหนานแล้วกล่าวว่า "ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้ ข้าก็ค้นพบอัจฉริยะมาผู้นึงเช่นกัน ข้าจะบอกเขาเอง เพื่อให้เขามีช่วงเวลาดีงามกับเจ้าในการแข่งขันว่านเซี่ยง"
    ภายหลังจากเอ่ยวาจานี้ โม่ลี่ปล่อยเสียงหัวเราะอย่างชั่วร้าย ก่อนเหินลอยออกจากสถานที่ประกอบพิธีหยกขาว คล้ายเมฆหมอกสีดำ ราวกับเขามิได้ปรากฏกายมาก่อน
    เสี่ยวชิงเสวี่ยเพียงแค่นเสียงออกมา แล้วถอนจิตสังหารของนาง นางพลันคิดอันใดได้แล้วกล่าวกับฉินหนานด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "โม่ลี่ ผู้นี้เป็นบุตรชายของผู้อาวุโสสามแห่งสํานักเสวียนหลิงจง ถึงแม้นเขาจะมีเพียงวิญญาณยุทธ์ระดับหวงขั้นที่เจ็ด ทว่าพลังวรยุทธ์ของเขาเทียบเท่ากับข้า ยิ่งไปกว่านั้น โม่ลี ผู้นี้โหดเหี้ยมและไร้ความปรานีอย่างยิ่ง ผู้ใดที่ขัดแย้งกับเขาจะต้องเผชิญหน้ากับการล้างแค้นของเขา… ฉินหนาน เจ้าจะต้องไม่ประมาทนะ" เสี่ยวชิงเสวี่ยปรากฏวี่แววกังวลยามที่นางเอ่ยประโยคสุดท้าย ทั้งนี้ทั้งนั้น ฉินหนานเพียงแย้มยิ้มอย่างผ่อนคลาย แล้วส่ายศีรษะกล่าวว่า "พี่ชิงเสวี่ย มิมีผู้ใดที่ประสบความสำเร็จจากการระมัดระวังตนและประนีประนอมในยุทธภพ นอกจากนี้ข้ามิยินยอมให้เขามาหยามเหยียดท่านได้ ต่อให้เขาเป็นบุตรชายของเจ้าสำนัก ข้าก็ยังด่าทอเขาอย่างไม่ลังเล ถ้าหากพลังวรยุทธ์ของข้ากล้าแข็งเพียงพอ แทนที่จะเผชิญหน้าของเขาด้วยท่าทีของข้าเอง ข้าจะไปเผขิญหน้ากับเขาที่ในหอร่วมเป็นร่วมตายอง"
    ยามเขาเอ่ยวาจานี้ ฉินหนานแค่นเสียงเย็นชาด้วยสภาวะอันไม่หวาดกลัวและภาคภูมิใจ นี่คือธรรมชาติของฉินหนาน เหตุใดเขาจะต้องประนีประนาม ในเมื่อเขามีวิญญาณแห่งเทพเจ้าสงคราม?
    สำหรับสหายผู้ทีช่วยเหลือเขามาหลายครั้งครา ไฉนเขาจะต้องอดทน แล้วมองเห็นนางถูกเหยียดหยามต่อหน้าทุกคน?
    เสี่ยวชิงเสวี่ยตะลึงลานไป ความรู้สึกอันซับซ้อนปรากฏขึ้นให้เห็นในดวงตาของนาง ถึงกับปรากฏประกายน้ำตาระเรื่อขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ดี มันเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะเดียวเท่านั้น แล้วนางก็ฟื้นคืนกลับมาอย่างรวดเร็ว
    เสี่ยวชิงเสวี่ยเผยรอยยิ้มอันสดใสแล้วกล่าวว่า "ศิษย์น้องฉินหนาน ยามนี้ข้ารู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์แล้วที่ได้พบพานกับเจ้าแล้ว" ถึงแม้นฉินหนานจะมีจิตใจที่เข้มแข็ง เขาไม่อาจช่วยอันใดได้แต่พลันซวนเซหลังจากแลเห็นรอยยิ้มของเสี่ยวชิงเสวี่ยในชั่วขณะนี้
    อย่างไรก็ตาม เรื่องราวประหลาดก็บังเกิดขึ้นในขณะเดียวกัน
    สถานที่ประกอบพิธีหยกขาวที่เต็มไปด้วยรังสีอันทรงอำนาจอย่างเข้มข้น พลันบังเกิดเสียงขลุ่ยดังกังวาน มิทราบว่ามาจากทิศทางใด ซึ่งผู้คนโดยรอบได้ยินกันถ้วนหน้าทันใดนั้น สถานที่ประกอบพิธีพลันปกคลุมด้วยรังสีสังหารขึ้น- โปรดติดตามตอนต่อไป -