Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    บทที่ 50 ปีศาจแปลง

            กรงเล็บมารกระดูกขาว หักกระดูกสะบั้นใจ!!
            กร็อบ!!
            ห้านิ้วกางออกดุจกรงเล็บของถังเฟยหู่ฟาดทำลายด้วยเคล็ดวิชาอันชั่วร้ายตรงเข้าสู่กระดูกสันหลังของผีดิบผู้เป็นอดีตเจ้าเมืองอย่างถนัดถนี่ กระดูกสันหลังของฉวี่ฮุ่ยได้แหลกสลายจนสิ้น แรงสั่นสะเทือนจากกระบวนท่านี้ยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น! แรงตกค้างจากการทำลายล้างของกรงเล็บมารยังส่งผ่านจากกระดูกสันหลังและกระดูกแทกเข้าใส่หัวใจของผีดิบตนนี้อย่างรุนแรง!
            เลือดสีดำเข้มของฉวี่ฮุ่ยพุ่งทะยานขึ้นสู่ด้านบนเพราะการถูกทำลายอวัยวะภายใน! แต่เมื่อเลือดดำข้นผ่านลำคอก็ได้ทะลักออกไปจากลำคอที่เป็นรูแทน ชั่วพริบตาต่อมาร่างของเจ้าเมืองก็ได้ทรุดลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งในจังหวะนั้นเองที่ถังเฟยหู่หมุนตัวมาอยู่ด้านข้างของผีดิบตรงหน้าและใช้กรงเล็บมารอีกครั้ง!
            กรงเล็บมารกระดูกขาว เลาะเอ็นหักกระดูก!
            กร็อบ!!
            ถังเฟยหู่เหยียดแขนออกไปทางข้างหลังและกางนิ้วทั้งห้าออกราวกับเป็นกรงเล็บของปีศาจ ปราณพิษสีเขียวลอยขึ้นจากฝ่ามือนั้นราวกับหมอกควันได้เคลื่อนไหวตามมือที่ฟาดออกไปอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นภาพคล้ายกับเส้นหมอกโค้งสีเขียวเข้มที่วาดลงสู่เบื้องล่างและกระแทกเข้ากับข้อต่อหัวเข่าของฉวี่ฮุ่ยอย่างรุนแรง! การเคลื่อนไหวนี้ได้เกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียวเพียงเท่านั้นจนเหล่าเจ้าหน้าที่ศาลไม่อาจเข้ามาช่วยเจ้าเมืองของพวกเขาได้ทันแม้แต่น้อย กระดูกหัวเข่าของฉวี่ฮุ่ยถูกทำลายลงในทันที ร่างของผีดิบตนนี้พับลงกับพื้นจนไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีก ได้แต่ตะเกียกตะกายไปมาอยู่บนพื้น
            ถังเฟยหู่มองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายออกมา ขนาดคอขาดจนแหว่ง หัวใจถูกทำลายจนเป็นชิ้นๆ กระดูกสันหลังแตกสลาย กระดูกเข่าถูกทำลายจนย่อยยับ แม้จะเป็นเช่นนั้น...แต่ร่างอันไร้ชีวิตของฉวี่ฮุ่ยก็ยังคงขยับได้อยู่ดี นี่มันอยู่เหนือกว่าความเข้าใจของเขาไปไกลมาก
            เหล่าเจ้าหน้าที่ของศาลต่างก็มองร่างของท่านเจ้าเมืองด้วยแววตาอันโกรธแค้น โจรตรงหน้าผู้นี้กลับลงมือโหดร้ายทารุณเช่นนี้กับเจ้าเมืองของพวกเขา! ในขณะที่พวกเขากำลังจะพุ่งทะยานเข้าไปทำร้ายโจรชั่วตรงหน้าก็ได้มีเงาหนึ่งวูบไหวผ่านไปด้วยความไวที่พวกเขาไม่อาจมองตามทัน ลมที่วูบไหวผ่านไปพร้อมเงานั้นมีความหนาวเหน็บดุจภูเขาน้ำแข็งแฝงมากับสายลมนั้น
            เงาดำที่วูบไหวผ่านไปคือสิ่งใด? สายลมที่เย็นเยียบนั้นคืออะไร?
            คำตอบอยู่ตรงหน้าของพวกเขา! ที่ด้านหน้าของพวกเขาพลันปรากฎร่างของบุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่านราวกับเขาไท่ซานอยู่ตรงนั้น คนผู้นี้ก็คือมือปราบลึกลับที่ยืนกอดอกขวางอยู่เบื้องหน้าของพวกเขา คั่นกลางระหว่างเจ้าหน้าที่ศาลและมือปราบผู้อื่นกับร่างของถังเฟยหู่และครอบครัว
            แม้พวกเขาจะสัมผัสพลังของมือปราบลึกลับผู้นั้นได้เพียงแค่ขอบเขตปราณขั้นสิบสองระดับสุดยอดเท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาหวั่นเกรงต่อคนผู้นี้ก็คือความรู้สึกที่ส่งออกมาจากร่างของคนตรงหน้า เป็นความรู้สึกที่หวั่นเกรงราวกับเหยื่อที่กำลังเจอกับผู้ล่า เป็นความรู้สึกที่ราวกับกำลังมองสิ่งที่อยู่สูงยิ่งกว่า สูงส่งเกินที่พวกเขาจะเอื้อมถึง!
            นี่เป็นรัศมีแห่งราชันย์ที่สามารถเหยียดหยามต่อผู้คนในใต้หล้า พลังประเภทนี้แม้ไม่มีผลต่อความสามารถในการต่อสู้ แต่มันกลับส่งผลต่อจิตใจอย่างรุนแรง พวกเขาสามารถแยกออกได้ในทันทีระหว่างสามัญชนทั่วไปและสิ่งที่เรียกว่าราชาในหมู่คน การเลี้ยงดู การเติบโต อากาศที่เขาหายใจ แม้แต่อาหารการกินก็เป็นสิ่งที่สูงส่งเกินกว่าพวกเขาจะเข้าใจได้ ลักษณะประเภทนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะเสแสร้งสร้างขึ้นมา การว่างท่าของราชานั้นแม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางเหล่าขอทานก็สามารถแยกออกว่าผู้ใดคือราชาที่แท้จริง
            มือปราบลึกลับนั้นได้ยกเท้าข้างขวาของตนเองขึ้นมากลางอากาศ ที่ปลายเท้าของเขาได้มีพลังแปลกประหลาดสีดำแดงถูกรวบรวมอยู่ และในตอนนั้นเองที่มือปราบลึกลับได้กระทืบเท้าลงสู่พื้นอย่างรุนแรง เมื่อเท้าข้างนั้นกระทบเข้าสู่พื้นแล้ว เส้นสายอาคมสีดำแดงได้กระจายออกจากฝ่าเท้าของเขาราวกับใยแมงมุม มันครอบคลุมและกระจายไปทั่วทุกที่ล้อมรอบร่างของเขาและครอบครัวถังเฟยหู่ไว้
            อาคมมรณะ ปราการสัมภเวสีเร่ร่อน!
            เส้นสายอาคมมรณะสีดำแดงวิ่งพล่านไปตามพื้นราวกับงูพิษ อาคมเหล่านั้นได้วิ่งไปจนล้อมรอบพวกเขาเอาไว้จากนั้นอาคมมรณะเหล่านั้นก็ได้ทำงานขึ้นในทันที! พลังอันชั่วร้ายราวกับหลุดออกมาจากขุมนรกถูกส่งออกมาจากอาคมเหล่านั้นจนทุกผู้คนนอกวงอาคมนั้นรู้สึกขนลุกเกรียวไปหมด ราวกับอากาศจะหนาวเย็นขึ้นมาในทันที
            หัวกะโหลกจำนวนมากได้ผุดขึ้นมาจากวงอาคมที่ล้อมรอบคนทั้งใส่ไว้ภายในจนบังเกิดขึ้นเป็นวงกลมที่สร้างขึ้นจากหัวกะโหลก หัวกะโหลกเหล่านั้นได้พ่นควันดำมืออันชั่วร้ายออกมา ซึ่งหากสังเกตดีๆแล้วจะพบว่าควันดำเหล่านั้นก็คือวิญญาณเร่ร่อนที่อยู่ภายในเมืองและไม่อาจไปผุดไปเกิดได้
            ถูกต้อง! พวกมันก็คือสัมภเวสี!!
            วิญญาณร้ายเหล่านั้นได้ม้วนตัวจนกลายเป็นปราการสูงที่สร้างจากกำแพงหมอกควันสีดำสุดชั่วร้าย ในตอนที่ปราการนั้นถูกสร้างขึ้นมานั้นได้มีเจ้าหน้าที่ศาลผู้หนึ่งที่อยู่ใกล้กับกำแพงควันดำนั้นมากจากเกินไป ร่างของเขาผ่ายผอมลงอย่างรวดเร็วเพราะถูกสูบพลังชีวิตไปโดยเหล่าสัมภเวสีชั่วร้ายบนกำแพง
            มันน่าหวาดกลัวจนเกินไป! ทุกคนนอกกำแพงที่เห็นภาพนั้นต่างก็วิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอดจากกำแพงชั่วร้ายตรงหน้า โดยรอบปราการสัมภเวสีเร่ร่อนนั้นถูกเว้นว่างไว้โดยไม่มีสิ่งใดอยู่ เมื่อพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้ก็ไม่มีใครมีกะจิตกะใจจะสู้อีกต่อไป พวกเขาต่างจ้องมองกำแพงสีดำตรงหน้าด้วยความหวาดกลัว
            ส่วนภายในกำแพงสีดำสุดชั่วร้ายนั้น ถังเฟยหู่จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความหวาดกลัว แต่หาใช่ความหวาดกลัวที่เขาจะพบเจออันตราย...แต่เป็นความกลัวที่ว่าเขาไม่อาจพาครอบครัวของเขาออกไปจากสถานะการณ์ที่เขาไม่เข้าใจตรงหน้าได้ เขาเริ่มเดินถอยหลังเข้าไปหาครอบครัวของตนเองพร้อมกับกางแขนทั้งสองออกและป้องกันท่านตาและแม่ของตนเบื้องหลังไว้
            “ความสามารถของเจ้าช่างน่าพอใจนักศิษย์ของข้า ตำแหน่งเจ้าวังคนต่อไปจะต้องเป็นของเจ้าอย่างแน่นอน ฮ่าๆๆๆ!” เงาดำที่เกาะอยู่เบื้องหลังมือปราบลึกลับได้ส่งเสียงพูดคุยกับเขา
            “ท่านอาจารย์ล้อเล่นแล้ว หากไม่ได้ท่านอาจารย์ถ่ายทอดปราณมรณะข้ามระยะทางไกลผ่านตรามารทมิฬ ข้าก็คงไม่อาจเรียกใช้วิชาปราการสัมภเวสีเร่ร่อนได้ พลังของข้านับว่ายังไม่เพียงพอ ข้าเป็นแค่ผู้ควบคุมอาคม แต่พลังหลักของอาคมนี้ก็มาจากท่าน” มือปราบลึกลับกล่าวอย่างถ่อมตน
            ทั้งสองพูดคุยกันอย่างสบายๆราวกับอยู่ในบ้านของตนเองก็ไม่ปาน แต่แล้วสัมผัสอันฉับไวของเงาดำมรณะก็รู้สึกแปลกประหลาด และเมื่อมันหันกลับไปก็พบเข้ากับดวงตาสีดำดุจห้วงราตรีกำลังจับจ้องมายังมัน ถูกต้อง! ไม่ใช่จ้องมองที่ลูกศิษย์ของมัน แต่เป็นตัวของมันเองที่ลอยไหววูบไปมาอยู่เบื้องหลัง!
            “มันกลับเห็นข้า....” เงาดำมรณะกล่าวออกมาพร้อมกับมือปราบลึกลับที่ได้หันกลับไปจ้องมองยังถังเฟยหู่ “ดูท่าวิชามารที่มันกำลังฝึกฝนอยู่นั้นมีระดับที่สูงมากจึงได้มองเห็นเสี้ยววิญญาณของข้าที่ข้ามระยะทางผ่านตรามารทมิฬได้...ศิษย์ข้า เจ้าอย่าได้ประมาทเพียงเพราะเขาอ่อนแอกว่าละ” เงามรณะกล่าวสังสอนลูกศิษย์ของตนเอง ซึ่งมือปราบลึกลับพยักหน้าน้อมรับคำสั่งสอนแต่โดยดี ชายหนุ่มผู้สวมใส่หน้ากากไร้อารมณ์ได้มองสำรวจถังเฟยหู่อย่างสนใจ เพราะไม่ว่าอย่างไรคนตรงหน้าของเขานั้นก็คือผู้ที่มีศักดิ์เป็นพี่ชายของเขา ไม่ว่าอย่างไรก็มีความสนอกสนใจอยู่หลายส่วน
            “เฟิง...ไม่สิ ถังเฟยหู่...” มือปราบลึกลับได้เอ่ยเรียกชื่อชายหนุ่มตรงหน้าออกมาตรงๆโดยคำกล่าวนี้ได้ทำให้ถังเฟยหู่ตกใจเป็นอย่างมาก และไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อยว่าศัตรูตรงหน้ารู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาได้อย่างไร
            “เจ้า...เป็นใครกัน?” ถังเฟยหู่กล่าวถามออกมาด้วยสีหน้ามึนงงและสลายหน้ากากปีศาจที่สวมใส่อยู่จนกลับเป็นจิตวิญญาณอสรพิษมรกตซึ่งพันอยู่รอบคอแทน เขาได้สลายการเดินลมปราณมารไร้ลักษณ์อีกด้วย ดวงตาทั้งสองข้างที่ตอนแรกเป็นสีดำดุจห้วงราตรีกลับกลายเป็นตาสองสีที่แท้จริงของเขา
            ในเมื่ออีกฝ่ายถึงตัวตนจริงๆของเขาอยู่แล้ว การปลอมแปลงรูปลักษณ์นับว่าไร้ประโยชน์ไปเสียแล้ว ถังเฟยหู่จึงได้หาหวาดเกรงการถูกล่วงรู้หน้าตา แทนที่จะใช้อาวุธจิตวิญญาณหน้ากากที่มีประโยชน์แค่ใช้ปลอมตัว ไม่สู้เขาเรียกใช้อสรพิษน้อยให้ออกมาช่วยสู้หรือไม่ก็ให้มันเปลี่ยนร่างกลายเป็นกระบี่งูเขียวไม่ดีกว่าหรืออย่างไร
            “เจ้าคงจะไม่เคยรับรู้เรื่องราวใดๆเลยสินะ...” มือปราบลึกลับซึ่งหลบซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากได้เอ่ยถามออกมา เขานำมือมาไพล่หลังและค่อยๆก้าวเดินไปหาครอบครัวสกุลถังทั้งสามอย่างช้าๆ “มารดาและตาของเจ้าไม่เคยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสกุลที่แท้จริงของเจ้าสินะ.....”
            “สกุลที่แท้จริงของข้า....” ถังเฟยหู่มึนงงกับคำพูดของคนตรงหน้าพร้อมกับหันกลับไปมองยังท่านตาและแม่ของตนซึ่งก็พบว่าทั้งสองดูมีสีหน้าที่ไม่ดีเท่าไหรนัก “นี่มันเรื่องอะไรกัน...ท่านแม่....ท่านตา”
            “จริงด้วย ทำไมท่านไม่เล่าเรื่องราวในอดีตให้เขาฟังละ ท่านป้า...ป่านปู่ใหญ่ ในตอนที่ท่านทั้งสองหนีออกไปนั้น ข้ายังไม่เกิดเสียด้วยซ้ำไป นี่อาจจะเป็นการพบหน้ากันครั้งแรกของพวกเรา” มือปราบลึกลับได้เงื้อมมือขึ้นมาจับบนหน้ากากไร้อารมณ์บนหน้า จากนั้นค่อยถอดมันออกไป เมื่อลดหน้ากากไร้อารมณ์อันลึกลับลงมา ดวงตาสีฟ้ากระจ่างได้ปรากฏสู่สายตาของคนทั้งหมด ใบหน้านั้นก็คือองค์ชายรองแห่งแคว้นตะวันตกผู้ที่ได้มาเยือนเมืองฟูเจี้ยน องค์ชายเฟิงหงหู่
            “…” ถังมู่หลิวและถังหยางหลิวไม่อาจพูดได้แม้สักครึ่งคำ พวกเขาไม่ใช่ว่าไม่ต้องการจะบอกความจริง แต่เป็นเพราะไม่ทราบว่าจะอธิบายเรื่องราวต่างๆออกมาอย่างไร พวกเขาจะบอกถังเฟยหู่ผู้ที่พวกเขารักใคร่ยิ่งกว่าชีวิตได้อย่างไรว่าในยามที่เด็กน้อยผู้นี้เกิดมานั้นได้มีรูปลักษณ์เป็นปีศาจตนหนึ่ง
            “หากพวกท่านไม่กล้าบอกความจริง ข้าก็จะเป็นคนบอกเอง!” เฟิงหงหู่ยิ้มอย่างมีเลศนัยพรางกล่าว “ถังเฟยหู่ เจ้าเคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมครอบครัวของเจ้าถึงได้ไม่กล้าที่จะก้าวออกไปไหน หลบหนีผู้คนมานานหลายปี ทั้งหมดนั้นสืบเนื่องมาจากเมื่อสิบห้าปีก่อน ในยามที่เจ้าเกิด...”
            “หยุดนะ!” ถังมู่หลิวพยายามที่จะห้ามไม่ให้เฟิงหงหู่พูด แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อย เพราะในจังหวะเดียวกันนั้นเองที่สายเลือดดวงตาสุดเยือกแข็งของเจ้าชายแคว้นตะวันตกได้ทำงานขึ้นและแช่แข็งความคิดและร่างของถังมู่หลิวจนเชื่องช้าไปหมด ไม่อาจกระทำอะไรได้ในเวลาสั้นๆ
            ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนถังเฟยหู่ไม่อาจทำอะไรได้ เมื่อเขาพยายามจะขยับเพื่อจู่โจมเฟิงหงหู่กลับถูกแช่แข็งห้วงความคิดจนร่างของเขานั้นขยับช้าราวกับเต่าคลาน ราวกับอากาศโดยรอบพลันหนักขึ้นจนขยับร่างได้ยากเป็นอย่างมาก แม้แต่ถังหยางหลิวยังโดนพลังสายเลือดดวงตาเหมันต์ไปด้วยอีกคนหนึ่ง
            เฟิงหงหู่มองขึ้นไปบนท้องฟ้า “ยังเหลือเวลาอยู่อีก อย่างงั้นข้าจะเล่าเรื่องราวในอดีตให้เจ้าฟังหน่อยแล้วกัน ข้าจะบอกเล่าทุกอย่างให้เจ้าฟัง...นี่เป็นของขวัญจากข้า เพื่อตอบแทนที่เจ้าเสียสละตนให้ข้าเพื่อความยิ่งใหญ่ในฐานะราชันย์ของข้าและความยิ่งใหญ่ในอนาคตของวังมารทมิฬ” เฟิงหงหู่ลูบไปยังแหวนเหล็กโบราณของตนเองจากนั้นก็ได้ปรากฎเก้าอี้และโต๊ะอันหรูหราชุดหนึ่งขึ้นบนพื้น องค์ชายรองได้นั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้นจากนั้นจึงได้เรียกชุดน้ำชาหนึ่งออกมาวางไว้บนโต๊ะที่ด้านข้าง เขาค่อยๆส่งปราณเข้าไปในอาคมที่สลักไว้ในชุดน้ำชาเพื่อสร้างความร้อนภายในการน้ำ ไม่นานนักกาน้ำชาก็ได้ส่งไอร้อนอันหอมกลุ่มกลิ่นชาออกมา
            เฟิงหงหู่จับไปยังหูของกาน้ำชาจากนั้นจึงได้ยกมันขึ้นมาและเทน้ำชาอันร้อนระอุจากกาน้ำที่ส่งไออุ่นออกมาตลอดเวลานั้นลงไปบนถ้วยชาใบเล็กที่ถูกคว่ำอยู่บนชุดน้ำชา น้ำร้อนไหลผ่านถ้วยชาเหล่านั้นจนทำให้ถ้วยเหล่านั้นมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นตามชาที่ถูกรดลงไป เจ้าชายได้พลิกถ้วยชาเหล่านั้นขึ้นมาจากนั้นจึงได้เทน้ำชาราดลงไปอีก เขาได้เทน้ำชาที่คาอยู่ในถ้วยเหล่านั้นออกไปจากนั้นจึงค่อยบรรจงเทน้ำชาสีทองลงไปในถ้วยใบเล็กสองถ้วย เขาหันกลับไปกล่าวกับเงามรณะด้านหลัง
            “ท่านอาจารย์สนใจจะดื่มน้ำชาร่วมกับข้าหรือไม่” เฟิงหงหู่กล่าวกับเงามรณะ ซึ่งเงาดำนั้นก็ได้ตอบรับโดยการครอบคลุมถ้วยใบหนึ่งไว้ จากนั้นไม่นานน้ำชาในถ้วยใบนั้นก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นสีดำและส่งกลิ่นอายความตายออกมา เมื่อเฟิงหงหู่เห็นว่าอาจารย์ของตนได้ดื่มชาไปแล้วจึงได้ยกถ้วยของตนขึ้นดื่มบ้าง
            “เอาละ...กลับมาเข้าเรื่องดีกว่า ข้าจะเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้พวกเจ้าฟัง ในอดีตเมื่อสิบห้าปีก่อนได้มีอ๋องและชายาคู่หนึ่งที่รักใคร่กันยิ่งนัก คนทั้งสองได้ให้กำเนิดบุตรผู้หนึ่ง ครอบครัวของทั้งสองกำลังจะสมบูรณ์พร้อม...แต่แล้วเมื่อเด็กคนนั้นกำเนิดมาก็ได้ทำให้ชีวิตอันมีความสุขของทั้งสองได้จบลง” เฟิงหงหู่กล่าวไปเรื่อยๆ และเมื่อถังมู่หลิวได้ยินคำกล่าวของเฟิงหงหู่...ดวงตาของนางก็แดงก่ำราวกับจะร้องไห้ แม้นางจะเคลื่อนไหวใดๆไม่ได้เลย แต่ภายในใจของนางนั้นเจ็บปวดเป็นอย่างมากที่ได้ยินเรื่องราวครั้งนี้อีกครั้ง คำกล่าวทุกคำของเฟิงหงหู่ทำให้นางทั้งคิดถึงความสุขและความทุกข์ในเวลาหลายปีมานี้ มันช่างยาวนานเหลือเกิน แต่ใช่ว่านางจะไม่มีสุขเสียทีเดียว ไม่ว่าอย่างไรบุตรของนางก็คือความสุขที่สุดที่เคยมีมา
            “บุตรของนางที่เกิดมา...” เฟิงหงหู่ยังคงกล่าวต่อพร้อมกับยิ้มอย่างชั่วร้าย “กลับเป็นปีศาจตนหนึ่ง! ถูกต้อง ร่างของเขากลับไม่ใช่มนุษย์ เป็นเหมือนพวกเผ่าซีเซี่ย” เสียงของเฟิงหู่ดังสะท้อนก้องเข้าสู่โสตประสาทของครอบครัวสกุลถังทั้งสามอย่างถนัดถนี่ “พวกเจ้าก็คงจะรู้อยู่แล้วว่าเผ่าซีเซี่ยคือศัตรูที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลกได้ของต้าหลิงเรา เมื่อเชื้อพระวงศ์ได้ให้กำเนิดปีศาจตนหนึ่งขึ้นมาจึงไม่อาจเป็นที่ยอมรับ พระชายาผู้นั้นเพื่อต้องการปกป้องบุตรชายของตนเองจึงได้หลบหนีออกมาจากวังพร้อมกับบิดาของนางผู้เป็นหมอหลวง สิบกว่าปีผ่านไป…เด็กน้อยปีศาจผู้นั้นกลับเติบโตขึ้นและซ่อนอยู่ในรูปลักษณ์ของคนปกติ ไม่อาจแยกออกว่าเป็นปีศาจ” เฟิงหงหู่กล่าวเสร็จก็ยกชาขึ้นดื่มอีกอึกหนึ่ง
            เฟิงหงู่มองไปยังถังเฟยหู่ที่ทำสีหน้าแปลกประหลาดก็ได้ยิ้มออกมา “ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่ใช่คนโง่งมนะ ข้าดูจากสายตาของเจ้าแล้ว...เจ้าก็คงพอจะรู้สินะว่าเด็กนอ้ยปีศาจผู้นั้นก็คือเจ้ายังไงละ ถังเฟยหู่! ไม่สิ...ท่านพี่ใหญ่เฟิงเฟยหู่”
            “…” ถังเฟยหู่ไม่อาจกล่าวอะไรออกมาได้ ทั้งยังไม่สามารถกระทำ นั่นก็เพราะยังถูกพันธนาการจากวิชาสายเลือดดวงตาของคนตรงหน้าอยู่ ในตอนนี้ความคิดของเขานั้นช่างยุ่งเหยิงเสียเหลือเกิน เรื่องราวต่างๆตีกันไปจนหมดในหัว
            “ดูเหมือนท่านจะเข้าใจอะไรง่ายจริงๆ ถูกต้อง ท่านนั้นคือบุตรชายของเฟิงหมิงผู้เป็นไป๋หู่อ๋องแห่งซีหนาน บิดาของพวกเราทั้งสองต่างก็เป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน ข้านั้นมีศักดิ์เป็นน้องของท่าน...พี่ใหญ่ ท่านทราบหรือไม่ว่าบิดาของท่านเป็นผู้สั่งให้ข้าและทหารทั้งหลายออกมาตามล่าท่านป้าและท่าน” เฟิงหงหู่โกหกคำโตออกมา ซึ่งเมื่อถังเฟยหู่ได้ยินคำพูดประโยคนี้ก็รู้สึกสับสน ทั้งโกรธทั้งแค้นอย่าถึงที่สุด
            ตั้งแต่ยังเยาว์วัย ถังเฟยหู่เคยวาดฝันมาตลอดว่าบิดาของเขาคือจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่เป็นที่นับหน้าถือตาในยุทธภพ เป็นวีรบุรุษผู้หาญกล้า ไม่ว่าเด็กคนไหนต่างก็คาดหวังถึงความยิ่งใหญ่ของบิดาเพื่อเป็นแบบอย่างให้กับตน ในตอนยังเด็กเขาพบเห็นบิดาของผู้อื่นในตระกูลสอนวิชาให้แก่บุตร เขาเคยคิดหวังอยากจะมีพ่อเหมือนอย่างคนอื่น แต่เมื่อได้ยินคำกล่าวของเฟิงหงหู่ นี่มันเหมือนกับความคาดหวังทั้งหลายของเขาได้พังทลายลงมาจนสิ้น...
            ถังเฟยหู่หายใจอย่างหนักหน่วง หัวใจของเขาเต้นด้วยความโกรธจนแทบจะระเบิด เลือดในร่างของเขาวิ่งพล่านไปทั่วราวกับม้าป่า เฟิงหงหู่และเงามรณะได้สังเกตเห็นถึงท่าทีของถังเฟยหู่ก็ยิ้มกันอย่างพอใจ เฟิงหงหู่ยังคงกล่าวต่อไป “ท่านอาจจะไม่เชื่อว่าบิดาของท่านได้กระทำเช่นนี้ ข้าจะพิสูจน์ให้ท่านเห็น” เฟิงหงหู่ลูบไปยังแหวนเหล็กโบราณบนนิ้วของเขาและนำเข็มอาคมเล่มหนึ่งออกมา
            “คิดว่าท่านป้าอาจจะจำสิ่งนี้ได้” เฟิงหงหู่หยิบเข็มเล่มนั้นและยื่นไปให้ถังมู่หลิวได้มองอย่างถนัดตา เมื่อนางเห็นเข็มเล่มนั้นก็ตกใจเป็นอย่างมาก นั่นเป็นเข็มของนางเอกที่เคยใช้เมื่อหลายสิบปีก่อน แม้ในใจของนางนั้นไม่เคยเชื่อเรื่องที่คนสกุลเฟิงกล่าวว่าสามีของนางออกคำสั่งตามล่า...แต่ในตอนนี้จิตใจของนางเริ่มสั่นคลอนเสียแล้ว เรื่องราวทั้งหลายต่างก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าสกุลเฟิงได้ตามล่าครอบครัวของนาง...
            “เข็มเล่มนี้เป็นท่านลุงเฟิงหมิงประทานแก่ข้าเพื่อให้มาตามล่าบุตรชายปีศาจของเขา พวกเราสกุลเฟิงคือหนึ่งในสี่ตระกูลแห่งราชวงศ์ผู้ก่อตั้งตระกูลจักรพรรดิและสถาปนาแผ่นดินซื่อหลิงขึ้นมา ท่านลุงนั้นไม่อาจยอมปล่อยให้สายเลือดอันสูงศักดิ์ของเราต้องแปดเปื้อน เขาได้ตัดสินโทษตายให้แก่พวกท่านทั้งสามไว้แล้ว ข้าขอโทษท่านป้า ท่านปู่ใหญ่และพี่ใหญ่ด้วยแล้วกัน ข้าไม่ได้มีความแค้นเป็นการส่วนตัวหรอกนะ” เฟิงหงหู่ยิ้มออกมาพร้อมกับเดินพลังเข้าสู่ห้วงวิญญาณของตน
            ทันใดนั้นเองที่ละอองปราณแห่งความตายหลั่งไหลออกมาจากห้วงวิญญาณของเฟิงหงหู่ ละอองปราณสีดำแดงที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายได้ก่อร่างขึ้นที่ด้านหลังของเขา ที่ด้านหลังของเฟิงหงหู่บังเกิดเงาร่างของศพเดินได้สี่ร่างที่สวมใส่ชุดจอมยุทธ์ อีกสองร่างคือร่างเงาของศพมังกรสีแดงที่มีสีขาและมีปีกคล้ายค้างคาว
            พวกมันคือหุ่นเชิดศพ!
            หากจะกล่าวว่าหุ่นเชิดศพคือสิ่งใด? หุ่นเชิดศพพวกนี้ก็คือสิ่งประดิษฐ์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ พวกมันเรียกได้ว่าเป็นทาสอสูรเทียมที่สร้างขึ้นจากอาคมมรณะ ทาสอสูรเหล่านี้หาได้มีชีวิต ความแข็งแกร่งของพวกมันขึ้นอยู่กับศพที่ใช้ในการสร้างหุ่นเชิดศพและวัสดุทั้งหลายที่ใช้ในการหล่อหลอมร่างศพพวกนี้ พัฒนาการของพวกมันนั้นแตกต่างจากจิตวิญญาณและทาสอสูรทั่วไปอย่างมาก พวกมันสามารถพัฒนาได้โดยการใช้วัสดุมีค่าประเภทต่างๆเพื่อหล่อเลี้ยงร่างของพวกมัน
            หุ่นเชิดศพนั้นเป็นวิชามารของสำนักฝ่ายอธรรมซึ่งไม่ค่อยถูกพบเห็นมากนักในยุทธภพ หุ่นเชิดศพเหล่านี้ไม่มีความคิดและจิตใจเป็นของตัวเองจึงต้องใช้ทักษะการควบคุมจากเจ้าของที่สูงเป็นอย่างมาก นี่จึงเป็นเหตุที่ผลที่มันไม่เป็นที่นิยมเท่าไหรนัก เมื่อพูดถึงพัฒนาการในระยะยาว หุ่นเชิดศพเหล่านี้นับว่าสิ้นเปลืองทรัพยากรจนเกินไป
            เฟิงหงหู่ขับเคลื่อนความคิดของตนและบังคับให้ผีดิบมังกรทั้งสองพุ่งทะยานออกไปและคาบถังมู่หลิวและถังหยางหลิวไว้ในปากของพวกมัน ถังเฟยหู่ที่เห็นภาพนั้นกับตา...ร่างของเขาสั่นสะท้านไปแทบทั้งร่าง นี่หาใช่การสั่นเพราะความกลัวไม่ แต่นี่เป็นการขัดขืนให้หลุดออกจากพันธนาการ! ความจริงแล้วด้วยความสามารถของเขาในตอนนี้ไม่ควรที่จะขัดขืนสายเลือดดวงตาของเฟิงหงหู่ได้แม้แต่น้อย
            แต่เขาไม่อาจปล่อยให้ครอบครัวของตนเองตาย! ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือดจนแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น! ชื่อของสกุลเฟิงได้ถูกสลักเข้าไปในวิญญาณของเขา พลังทั้งร่างของเขาพลุ่งพล่านด้วยความโกรธอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เหตุใดเขาจึงสามารถขัดขืนได้นั้น คำตอบก็คือเขาได้ใช้ชีวิตของตัวเองเข้าแลกเพื่อให้หลุดลอดออกจากพันธนาการที่ขวางเขาอยู่
            นั่นก็คือการเผาผลาญแก่นโลหิต!
            ถังเฟยหู่กำลังเผาผลาญอายุไขของตำเองเพื่อแลกกับการช่วยชีวิตของญาติพี่น้องตนเอง! และโดยไม่รู้ตัว ผมของถังเฟยหู่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน ดวงตาสีฟ้าของเขาเปล่งแสงเจิดจ้าออกมา! คมเขี้ยวของเขากำลังยืดยาวออกมา ดวงตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นของเขาช่างไม่ต่างจากจิ้นฝานเลยแม้แต่น้อย! ร่างของเขาค่อยๆแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ โครงร่างกระดูกทั้งหลายถูกปรับเปลี่ยนไป ร่างของเขาขยายออกจนเสื้อผ้าของเขาฉีกขาดออก! ขนสีขาวจำนวนมากเริ่มงอกขึ้นจากทั่วทั้งร่างของเขา! ใบหน้าของเขายืดยาวออกมาและถูกปรับเปลี่ยนไปจนดูคล้ายกับสัตว์ ไม่กี่อึดใขต่อมาร่างของถังเฟยหู่ก็ไม่เหลือเค้าโครางของความเป็นมนุษย์อีกต่อไป! ขนสีขาวปกคลุมทั่วทั้งร่าง ขาอันแข็งแกร่งทั้งสีข้างได้ประทับอยู่บนพื้น ดวงตาทั้งสองกลับเปลี่ยนเป็นสีฟ้าทั้งสองข้าง! หางของเขาได้ยืดยาวออกมา ลำตัวของเขาได้มีขนสีดำเป็นลายพาดกลอนแซมอยู่! ถังเฟยหู่ได้เปลี่ยนแปลงเป็นปีศาจอย่างเต็มตัว เขาได้กลายเป็นพยัคฆ์ขาวตนหนึ่งที่มีขนาดใหญ่กว่าวัวตัวหนึ่งเสียอีก!
            โฮกกก!!!
            การเปลี่ยนแปลงเป็นปีศาจ!
            เฟิงหงหู่และเงามรณะมองภาพตรงหน้าอย่างพอใจ นี่คือสิ่งที่พวกเขาต้องการ แผนการของพวกเขาใกล้จะสัมฤทธิ์ผล เฟิงหงหู่ได้เงยหน้ามองขึ้นไปบนฟ้าอีกครั้งเพื่อมองดูดวงตะวัน เขาพบเห็นที่ขอบของพระอาทิตย์ได้บังเกิดเงาดำขึ้นหนึ่งในร้อยส่วนแล้ว เวลาที่เขารอคอยได้ใกล้เข้ามา
            “ช่างน่ายินดีนัก ทุกอย่างเป็นไปตามแผนของท่านเลย ท่านอาจารย์...”
    ==========================ตอนนี้ไม่เก็บเงินดีกว่านะครับ เป็นของขวัญวัน Christmas และ ปีใหม่ไปเลยแล้วกันนะครับ ขอให้ทุกคนสุขภาพแข็งแรงและปีหน้าเจอแต่สิ่งดีๆกันนะครับ :)

    คล้ายกับเรื่องLegend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า ที่คุณอ่าน