ตอนที่ 79 ผู้สืบทายาทของตำนาน
หยาดน้ำตาหลั่งไหลอาบแก้มของอลันเมื่อได้พบกับบุคคลในตำนานอันเป็นที่กล่าวขาน ใบหน้าของเขายังคงหนุ่มและหล่อเหลาเป็นอย่างมาก ต่างกับที่เคนจิเจอเมื่อตอนที่มอร์แกนควบคุมให้เป็นหุ่นเชิดของมัน เจ้าชายลองขยับร่างกายตามส่วนต่างๆ ของตนเมื่อเหลือบมองมาที่เคนจิก็ทำให้ร่างกายของเขาสั่นไหวแล้วคุกเข่าลงไปทันที หยาดเหงื่อปกคลุมไปทั่วใบหน้าเคนจิเพียงแค่เจ้าชายจ้องมองก็ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่น แม้จะเงยหน้ามองเขาก็ไม่สามารถสั่งให้ร่างกายของเขาเคลื่อนไหวได้
“นี่หรือพลังระดับตำนาน ช่างน่าหวาดกลัวจริงๆ”
“ข้าไม่ได้น่าหวาดกลัวขนาดนั้น เงยหน้าขึ้นเถอะ”
เพียงแค่เคนจิคิดในใจแต่เจ้าชายกลับได้ยินสิ่งที่เคนจิกำลังนึกคิด เมื่อเจ้าชายวลาดเอ่ยปากพูดเสียงของเขาดังกังวานและน่าหวาดกลัวยิ่งนัก และในทันทีที่เคนจิสามารถขยับหัวเงยหน้าขึ้นมองเจ้าชายได้ ดวงตาที่แดงฉานของเจ้าชายที่จ้องมองเคนจิทำให้หัวใจของเขาเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ เมื่อเหลือบมองไปยังคนอื่นๆ ในกลุ่มไม่มีผู้ใดที่กล้าเงยหน้าจ้องมองเจ้าชายแม้แต่คนเดียว แม้แต่อลันยังไม่กล้าที่จะจ้องมองหน้าเจ้าชายตรงๆ
“เป็นเจ้าที่ช่วยปลดปล่อยข้าจากการจองจำ ข้าขอบใจเจ้ามาก”
“เป็นข้า? แต่ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย”
“อาจเป็นเรื่องบังเอิญที่เจ้าทำโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่มันก็ช่วยให้ข้าหลุดจากการจองจำ แล้วนั่นเป็นเจ้าอลันใช่หรือไม่”
“เป็นข้าเองนายท่าน บ่าวที่ใกล้ชิดท่านเป็นคนสุดท้าย ข้าดีใจเหลือเกินที่ได้พบเจอนายท่านอีกครั้ง เหตุใดท่านจึงละสังขารทิ้งพวกเราไป”
เจ้าชายวลาดเหลือบมองปราสาทไปทั่วทั้งบริเวณพร้อมกับรอยยิ้ม ก่อนจะหันมามองที่อลันด้วยใบหน้าที่เศร้าสร้อย เพียงแค่เจ้าชายขยับตัวเบาๆ ก็มาปรากฏที่เบื้องหน้าของเคนจิ การเคลื่อนที่ของเขารวดเร็วจนไม่สามารถคาดเดาได้ หยาดเหงื่อปกคลุมไปทั่วใบหน้าเคนจิพร้อมกับกลืนน้ำลายภายในใจเคนจิครุ่นคิดหากมอร์แกนสามารถควบคุมร่างของเจ้าชายได้อย่างสมบูรณ์แบบ ชีวิตของเขาคงเป็นเพียงลูกไก่รอการบีบให้ตายคามือ
“เมื่อสงครามครั้งสุดท้ายของข้าได้จบลง ข้าไม่สามารถตัดใจทำให้ลูกเมียของข้าเป็นอย่างข้าได้ ได้แต่เฝ้ามองพวกเขาแก่ชราตายไปต่อหน้ามันทำให้ข้าข่มขืนใจยิ่งนัก จนข้ามาสร้างปราสาทแห่งนี้และมีเจ้าเป็นผู้รับใช้ ตลอดเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมาข้าคิดถึงลูกและเมียแทบขาดใจ พร้อมทั้งมองเห็นการแข่งแย่งชิงดีกันจนน่าเบื่อหน่าย ไม่ว่าจะปีศาจหรือมนุษย์ต่างต้องการไปจุดสูงสุดของอำนาจ ข้าต้องการเพียงความสงบสุขเท่านั้นยังถูกรุกรานเพื่อแสดงอำนาจของตนข้าเบื่อหน่ายเหลือเกินอลัน ข้าจึงตัดสินใจละทิ้งสังขารตามลูกและเมียของข้าไปแต่กลับมีคนพบเจอกายเนื้อของข้าและถูกจองจำไว้ด้วยมนต์สะกดของมัน และที่เจ้าเห็นอยู่นี้เป็นเพียงร่างจิตของข้าที่มีเลือดหยดสุดท้ายหลงเหลืออยู่”
“เลือดเพียงหยดเดียว!”
เคนจิดวงตาเบิกโพลงกว้างพร้อมกับสบถออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ เพียงแค่เลือดหยดเดียวของเจ้าชายวลาดที่ 3 ยังสามารถทำให้เขาหวาดกลัวถึงเพียงนี้ หากเจ้าชายยังคงมีชีวิติอยู่พลังอำนาจของเขาจะยิ่งใหญ่เพียงไหน แล้วใครกันที่อาจหาญมารุกรานเจ้าชายกันจนตัดสิ้นละสังขารเพราะความเบื่อหน่าย รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าเจ้าชายเหมือนเขารู้ว่าเคนจิกำลังขบคิดถึงสิ่งใด จึงก้าวเดินมายังเบื้องหน้าเคนจิแล้วนั่งลงชันเข่าทำให้สายตาของทั้งคู่อยู่ในระดับเดียวกันพร้อมกับชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว
“หากข้ายังคงมีชีวิตอยู่เพียงแค่นิ้วข้าเพียงนิ้วเดียว ก็สามารถฆ่าเจ้าได้นับครั้งไม่ถ้วน หึหึหึ”
“ท่านพูดเกินจริงไปหรือเปล่า เพียงแค่นิ้วเดียวเท่านั้นรึจะฆ่าข้าได้”
เคนจิทำใจดีสู้เสือพยายามตอบโต้กับเจ้าชายเพราะถึงยังไง คนที่อยู่ตรงหน้าเขาก็เป็นเพียงแค่ร่างจิตจากเลือดหยดหนึ่งเท่านั้น เจ้าชายส่ายหน้าพร้อมกับรอยยิ้มก่อนจะใช้นิ้วมือข้างหนึ่งกดลงไปที่พื้นลานประลองอย่างแผ่วเบา ท่ามกลางการเหลือบมองของทุกสายที่จับจ้องการกระทำของเจ้าชาย
“เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ~! เปรี้ยงง~~!!!”
พื้นเวทีสั่นไหวพร้อมกับเสียงแตกร้าวและในทันทีที่ลานประลองพังทลายลงจนเกิดเสียงดังสนั่น เหลือเพียงพื้นที่กลมๆ บนลานประลองที่มีพวกเคนจินั่งคุกเข่าอยู่ ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าทำให้เคนจิเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เพียงแค่ปลายนิ้วของเจ้าชายเท่านั้นทำให้เวทีประลองกลายเป็นซากในพริบตา ปรากฏเม็ดเหงื่อปกคลุมไปทั่วทั้งใบหน้าเคนจิ ทันใดนั้นเองอลันก็เขกหัวเคนจิทันที
“โป๊ก!!”
“เจ้าบ้า! เจ้ากล้าดียังไงไปท้าทายอำนาจของเจ้าชาย หากท่านไม่กดลงที่ลานประลองแต่เป็นหัวของเจ้าแทน ป่านนี้หัวของเจ้าแหลกกระจุยไปแล้ว! ข้าขออภัยแทนเจ้าหนุ่มนี้ด้วย”
“แฮะๆ ๆ ข้าแค่อยากรู้เท่านั้นเองลุง ข้าไม่กล้าแล้วลุง”
“เอาล่ะๆ พอได้แล้วอลัน คนหนุ่มไฟแรงก็เป็นเช่นนี้กันทั้งนั้น ถึงเวลาที่ข้าต้องไปแล้วป่านนี้ลูกเมียของข้ารอแย่แล้ว ก่อนที่ข้าจะไปข้าจะให้รางวัลแก่เจ้าที่ช่วยปลดปล่อยข้าจากการถูกจองจำ”
เจ้าชายวลาดที่ 3 ค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างช้าๆ พร้อมกับใช้เล็บของตนแทงเข้าไปที่ปลายนิ้วอีกข้างปรากฏหยาดเลือดหยดหนึ่งหลั่งไหลออกมาจากปลายนิ้ว เมื่อเลือดของเจ้าชายล่องลอยสู่กลางอากาศปรากฏคลื่นลมกรรโชกโหมกระหน่ำ แม้แต่เศษซากปรักหักพังของเวทียังล่องลอยสู่กลางอากาศหมุนวนฉีกกระชากกลายเป็นฝุ่นผง และคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่เคนจิยังปลิวกระเด็นหมุนวนไปกลางอากาศ
“เจ้าหนุ่ม! นี่คงเป็นโชคชะตาที่ทำให้เจ้ามาพบข้า เมื่อเจ้าได้รับเลือดของข้าไปแล้วเจ้าจะได้รับพลังที่ยิ่งใหญ่ของเคาต์แดรกคูล่าผู้นี้ แม้จะไม่ใช่ทั้งหมดก็ตามเพราะมีเพียงแค่หยดเดียว”
นิ้วมือของเจ้าชายวลาดชี้ลงไปบนหน้าผากของเคนจิ เลือดของเขาก็พุ่งทะยานแทรกไปที่หน้าผากทันที ดวงตาของเคนจิเบิกกว้างแทบถลนออกจากเบ้า ปรากฏเส้นเลือดปูดพองไปทั่วทั้งเรือนร่าง ก่อนจะลงไปดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นลานประลอง
“อ๊ากกก~~!!!!”
เคนจิร้องตะโกนด้วยความเจ็บปวดและในทันทีที่พายุที่โหมกระหน่ำหยุดลง ร่างของอลัน ไรเซ็น มังกรดิน ตกมาจากฟากฟ้าก่อนที่ร่างของทั้ง3 จะกระแทกลงพื้นเจ้าชายยืนฝ่ามือไปทางพวกเขาก็หยุดร่างของ 3 กลางอากาศและลงมาสู่อย่างแผ่วเบา และทันทีที่อลันพุ่งทะยานเข้าไปประคองเคนจิที่กำลังทุกข์ทรมานกับพลังที่เจ้าชายมอบให้
“เจ้าชาย! ท่านมอบพลังให้แก่มัน ท่านทราบหรือไม่ว่าเขามาจาก...”
“ข้ารู้ เจ้าไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก เมื่อฟ้าลิขิตขีดเขียนให้เขาเดินเส้นทางนี้ ก็ปล่อยให้เขาเดินต่อไปอย่าสงสัยในตัวเขา จงคุ้มครองและป้องกันเขาเหมือนที่เจ้าที่เคยคุ้มครองข้า เพราะตั้งแต่นี้ต่อไปเขาคือทายาทเพียงหนึ่งเดียวของข้า!”
อลันไม่พูดสิ่งใดต่อได้แต่พยักหน้ารับคำของเจ้าชาย ทันใดนั้นปรากฏกลุ่มล่องลอยมาจากร่างของเคนจิ พร้อมกับความร้อนที่พุ่งออกมาจากร่างของเขาอย่างต่อเนื่อง ปรากฏเลือดไหลรินทั่วทั้งใบหน้าทำให้ทุกคนต่างตกใจกับภาพที่เกิดขึ้น
“แย่แล้วนายท่าน! พลังหยางของเขาตื่นขึ้นขืนเป็นอย่างนี้ต่อไป ข้าเกรงว่า...”
“เฮ้อ!! ยุ่งยากจริงๆ จะไปก็ไม่ได้ไปซะที มาให้ข้าดูอาการมันหน่อย”
เจ้าชายนั่งชันเข่าจับที่ข้อมือเคนจิอย่างแผ่วเบา ก่อนจะพยักหน้าสองสามครั้งแล้วลุกขึ้นยืน พร้อมกับหลับตาเพื่อจับความรู้สึกบางอย่าง ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย แล้วเดินไปหยุดที่จุดจุดหนึ่งในห้องโถงของสนามประลอง
“ข้ารู้สึกได้ถึงพลังหยินที่อัดแน่นอยู่ใต้ฝ่าเท้าข้า เจ้าหมาป่าแบกร่างเจ้าหนุ่มมานี่เดียวนี้”
ไรเซ็นแบกร่างเคนจิไว้บนกลางหลังโดยไม่มีท่าทีอิดออดแต่อย่างใด พุ่งทะยานไปทิศทางที่เจ้าชายบอกอย่างรวดเร็ว เมื่อทุกคนมายืนตรงบริเวณใกล้เคียงกับเจ้าชาย เขาก็ใช้ทักษะบางอย่างทำให้เกิดหลุมดำที่ใต้ฝ่าเท้าของทุกคน และทันทีที่ทุกคนตกลงไปในหลุมดำมาโผล่ที่ห้องห้องหนึ่งซึ่งมีความหนาวเย็นสุดขั้วทำให้ร่างกายของพวกเขาต้องสั่นไหวอย่างต่อเนื่อง มีเพียงอลันเท่านั้นที่รู้จักกับห้องห้องนี้ พร้อมกับสบถออกมาทันที
“คุก 100 อสูร! หนึ่งในสมบัติของข้า”
“เจ้ายังชอบสะสมของเล่นแปลกอยู่เช่นเคยนะอลัน หึหึหึ”
ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือคุกร้อยอสูรหนึ่งในของสะสมของอลัน และเมื่อมองผ่านลูกรงน้ำแข็งเข้าไปนั้นปรากฏหญิงสาวหน้าตาน่ารักกำลังนั่งกอดเขาตัวเองตัวอาการสั่นไหวอย่างต่อเนื่องเพราะความหนาวเย็น เมื่อเห็นกลุ่มของเคนจิเข้ามาเธอแยกเขี้ยวใส่พร้อมกับกางกรงเล็บออกทันที
“พวกเจ้าเป็นใคร! โทริส่งพวกเจ้ามาบังคับข้าใช่หรือไม่”
“ใจเย็นแม่สาวน้อย พวกข้าไม่ใช้พวกโทริแล้วเจ้าเป็นใคร”
“ข้าคือเสือขาวเบียคโกะ ถ้าพวกเจ้าไม่ใช่พวกมันก็รีบช่วยข้าออกไป แล้วข้าจะมีรางวัลให้ทุกคน”
“บังอาจ!!! เจ้ากล้าดียังไงถึงยกตนมาเทียบเคียงราชันเสือขาว ด้วยพลังเพียงน้อยนิดของเจ้า ข้าตบทีเดียวก็แหลกเป็นผุยผงแล้ว ราชันเสื้อขาวที่ข้ารู้จักเป็นบุรุษร่างกายกำยำ สตรีเช่นเจ้าไหนเลยถึงกล้ามาแอบอ้าง”
เพียงเจ้าชายตะโกนกลับไปด้วยความเกรี้ยวโกธร หญิงสาวที่อ้างบอกว่าตนคือเบียคโกธก็ทรุดไปกับพื้นทันทีและใช้มือทั้งสองข้างอุดหูแน่นแม้จะใช้แรงทั้งหมดในการปิดกั้นเสียง แต่ก็ยังปรากฏเลือดที่ไหลออกมาจากรูหูของเธอ
“ข้าคือลูกสาวของเขา ท่านพ่อของข้าลาโลกใบนี้ไปตั้งแต่ 100 ปีที่แล้ว ท่านป่วยหนักแต่ก็ยังไปสู้กับเกนบุเพราะรับคำเอาไว้ เมื่อกลับมาจากการต่อสู้ท่านก็ล้มป่วยอย่างหนักและตกตาย แต่ท่านก็ยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อถึงวันลาโลก นอกจากสัตว์เทพทั้ง 4 แล้วที่รู้หน้าตาของพ่อข้า ไม่มีผู้ใดรู้จักหน้าตาเขาอีก ท่านรู้จักเขาได้อย่างไรหากรู้อายุของท่านต้องไม่ต่ำกว่าพันปี”
“เหอะ! ข้าก็ตายไปแล้วเช่นกัน ที่เจ้าเห็นเป็นเพียงแค่ร่างจิตของข้า แต่ก่อนข้ากับเขาดื่มสุราด้วยกันบ่อยๆ ข้าเชื่อเจ้าเพราะข้ายังได้กลิ่นของพ่อเจ้าในเลือดของเจ้า แล้วเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
“ข้าจำศีลอยู่แล้วถูกโทริลอบโจมตีและถูกจับตัวมาขังอยู่ที่นี่ มันรอเวลาให้พลังหยินของข้าพลุ่งพล่านเพื่อจะให้ข้าตกเป็นของมัน ข้าขอบอกตามตรงว่าข้าแทบจะทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้วและมันยังขโมย...”
“อ๊ากกก!!! ข้าทนไม่ไหวแล้ว~~!!”
ขณะที่เจ้าชายและเบียคโกะคุยอยู่นั้น เคนจิก็ร้องตะโกนลั่นด้วยความเจ็บปวดความร้อนจากร่างของเขาทำให้ไรเซ็นเผลอทิ้งร่างของเคนจิร่วงหล่นสู่พื้น ก่อนที่เขาจะดิ้นกลิ้งไปมาแล้วสลบไป เมื่อเจ้าชายเห็นดังนั้นจึงหยุดพูดคุยแล้วเดินไปสำรวจร่างกายเขาทันทีพร้อมกับเม็ดเหงื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้า
“อลัน! เมื่อคุกนี้เป็นสมบัติของเจ้า เจ้าย่อมรู้วิธีเปิดมันรีบเปิดมันออกเดียวนี้ เวลาเหลืออีกไม่มากแล้ว”
“ข้าทราบแล้ว”
อลันรีบพุ่งทะยานไปที่กรงขัง 100 อสูรเขาสัมผัสลูกกรงแต่ละต้นอย่างรวดเร็วไม่นานประตูกรงขังก็เปิดออก เมื่อเบียคโกะเห็นดังนั้นจึงจะพุ่งทะยานออกทันที แต่กลับถูกเจ้าชายใช้คลื่นพลังผลักกลับไปอยู่ในกรงขังตามเดิม พร้อมกับโยนร่างของเคนจิที่หมดสติเข้าไปด้วย
“ปิดกรงขังอลัน!”
“ครับนายท่าน”
เมื่อได้ยินคำสั่งอลันก็ปิดประตูกรงขังร่างของเคนจิและเบียคโกะไว้ด้วยกัน ท่ามกลางการมองที่ตกตะลึงเบียคโกะไม่เข้าใจกับการกระทำของเจ้าชาย
“ท่านตั้งใจจะทำอะไรกันแน่!”
“เจ้าคิดว่าเจ้าออกไป เจ้าจะรักษาได้หรือไงออกไปก็มีแต่จะตายเท่านั้น ข้าได้นำยาถอนพิษเย็นมาให้เจ้าแล้วคือเจ้าหนุ่มนั่น มันสลบอยู่มันจะไม่มีทางรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น และด้วยที่พลังหยางของมันกำลังเอ่อล้นเจ้าก็จะได้รับพลังมากขึ้น และเช่นกันมันก็จะได้รับพลังหยินที่เอ่อล้นจากเจ้าเช่นกัน”
“แต่...”
“ไม่มีคำว่าแต่! หรือพวกเจ้าจะตายด้วยกันทั้งคู่ ข้ากับพ่อเจ้าเป็นเพื่อนกันมานานแล้วเจ้าหนุ่มนั่นเคนจิก็คือทายาทของข้า เมื่ออดีตข้ากับพ่อเจ้าได้ให้สัญญากันไว้ว่าถ้ามีทายาทต่างเพศกันก็จะให้เป็นผัวเมียกัน หากเจ้าไม่ทำตามก็ถือว่าเนรคุณพ่อเจ้าเมื่อข้าจากไป ข้าจะไปบอกพ่อเจ้าที่ปรภพ ดูซิว่าพ่อเจ้าจะตายตาหลับไหม”
เจ้าชายวลาดที่ 3 พยายามโกหกยกข้ออ้างต่างๆ นานา เพื่อไม่ให้เบียคโกะปฏิเสธ และจ้องมองเบียคโกะที่เหมือนราวกับว่ากำลังขบคิดอะไรบางอย่างด้วยสีหน้าที่ขึงขัง เพื่อให้เธอแน่ใจว่าเขาพูดจริง เมื่อเบียคโกะเห็นใบหน้าที่จริงจังของเจ้าชายพร้อมกับความหวาดกลัวที่ต้องตาย จึงเหลือบไปมองร่างเคนจิที่สลบไม่รู้เนื้อรู้ตัวสลับมองกับเจ้าชาย
“แต่...”
“แต่อะไรอีก! หรือว่าเจ้าอยากตาย”
“ไม่...ไม่ใช่! ข้าไม่อยากตายแต่จะให้ทำในที่โล่งๆ โดยมีพวกท่านมองอยู่ข้าทำไม่ได้!”
“ก็แค่นั้น!”
เจ้าชายขยับฝ่ามือทั้งสองข้างไปมา ไม่นานก็ปรากฏม่านสีดำปกคลุมไปทั่วทั้งลูกกรงไม่สามารถมองไปยังด้านในได้ พร้อมกับร่างของเขาที่จางลงเรื่อยๆ
“คนที่อยู่ข้างในฟังข้า เวลานี้ไม่มีใครมองเห็นอะไรที่อยู่ในนั้นแม้แต่เสียงของพวกเจ้าคนภายนอกก็จะไม่ได้ยิน พวกเจ้ามีเวลาแค่ 1 คืนเท่านั้น จงทำให้ร่างกายของพวกเจ้าทั้งสองกลับมาเป็นปรกติ ไม่ว่าจะทำกี่ครั้งก็ตาม เมื่อยามที่แสงแดดสาดส่องม่านดำนี้จะหายไปเอง จงจำไว้ทำจนกว่าร่างกายจะเป็นปรกติ!”
ณ ในห้องขังที่ถูกม่านสีดำปกคลุมไปทั่วจนมืดมิด แต่ก็ยังมีแสงสว่างจากแท่งน้ำแข็งทำให้เห็นเรือนร่างของทั้งคู่ เบียคโกะร่างกายสั่นสะท้านจ้องมองเคนจิไม่ละสายตาก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเริ่มปลดเสื้อผ้าทีละชิ้น ทีละชิ้น จนเห็นเรือนร่างของเธอทั้งหมดหากบุรุษผู้ใดมาเห็นเธอในเวลานี้ต้องทำให้จิตใจสั่นสะท้านมิอาจห้ามใจให้หลงรักเธอได้ แม้แต่หญิงสาวเองที่มาเห็นก็ต้องรู้สึกอิจฉาในรูปทรงของเธอ
“เคนจิหรอ? ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายมีผู้หญิงอีกกี่คนที่รอนายอยู่ข้างนอก แต่ถ้านายทิ้งฉันล่ะก็ นายได้เห็นดีแน่”
เมื่อเจ้าชายกล่าวจบก็เคลื่อนที่มาหาอลัน ร่างกายของเขาจางจนมองทะลุไปหมดทั่วทั้งเรือนร่างราวกับว่าจะหายไปในไม่ช้า
“อลัน! ฟังข้าดีๆ ข้าได้ใช้พลังเฮือกสุดท้ายไปหมดแล้ว ไม่สามารถคงอยู่อีกได้ จงจำไว้ว่าจะหนุ่มนั้นจะไม่ตื่นขึ้นมาในเร็วๆ นี้แน่นอนเพราะมันต้องใช้เวลาในการหลอมรวมพลังของข้า แล้วมันยังได้พลังจากราชันเสือขาวอีกยิ่งทำให้มันใช้เวลานานในการหลอมรวมเข้าไปอีก จงปกป้องเขาเมื่อยามที่เขาตื่นขึ้นจงบอกเขาว่า พลังที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมกับภาระที่...”
ไม่ทันได้พูดจบร่างกายของเจ้าชายก็สลายหายไปในอากาศทันที ปล่อยให้อลันสงสัยในคำพูดสุดท้ายของเจ้าชาย ว่าเขาต้องการจะสื่อสิ่งใดก่อนจะหันไปมองม่านพลังปิดกั้นพวกเขาอยู่อย่างไม่ละสายตา