หนานเมืองอินทร์ มองไปที่ก๋วยของอลินตาซึ่งอยู่บนห้างกับสัปเหร่ออุ่นพรหมแล้วเพ่งมองลงไปยังด้านล่างซึ่งมีแต่ความมืดปกคลุมที่สำคัญต้นไม้สูงสิบกว่าเมตรแต่กระโดดไปตัวเปล่าแบบนั้นราวกับว่าเหาะหรือหายตัวไปเลยเชียว เมื่อคิดมาถึงตรงนี้แววตาอันเฉียบคมของหนานเมืองอินทร์ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้และประมวลเหตุการณ์ทุกอย่างทันที ในที่สุดหนานเมืองอินทร์ก็เอ่ยขึ้นช้าๆ น้ำเสียงสุขุมแต่หนักแน่น
“ไม่น่าเชื่อ...”แววตาครุ่นคิด มั่นคง
“นี่ไม่ใช่ความบ้าระห่ำห่ามห้าวหรือกระทำโดยไม่ได้คิดแม้แต่นิดเดียวแต่นี่มันคือแผนการที่อลินตาวางไว้แล้วเป็นอย่างดีตั้งแต่แรกต่างหาก” เจ้าภูแสนกับชัยยันต์ต่างพากันหันมามองทางโหรหลวงผู้ทรงภูมิแทบจะพร้อมกันในทันทีพร้อมกับที่เสียงกรีดร้องอันโหยหวนก็ได้เงียบไปแล้ว แต่เสียงหวี่ๆๆๆๆ ของต่อไฟอาคมแมลงปลุกเสกของอลินตายังคงดังระงมรอบห้างทั้งสองอยู่ ราวกับว่าพวกมันทำหน้าที่เป็นยามปกปักรักษาคนบนห้างแทนเจ้าตัวที่ตอนนี้ได้กระโดดลงไปเบื้องล่างแล้วหายไปกับความมืดอย่างไร้ร่องรอย..
“หมายความว่ายังไง?”เจ้าภูแสนถามเสียงเรียบ หนานเมืองอินทร์หันมามองหน้าคนถามอีกครั้งก่อนพูดขึ้นช้าๆ
“ตอนพบกับอลินตาครั้งแรกข้าแอบยอมรับในใจว่าแม่หญิงคนนี้เก่งจริงแต่ไม่คิดว่าว่าแม่หญิงคนนี้นอกจากจะเก่งแล้วนางยังมีอาคมเข้มขลังมีเวทย์มนต์ที่บางอย่างข้าก็ไม่อาจจะหยั่งถึงซึ่งไม่รู้ว่าไปร่ำเรียนวิชาเหล่านั้นมาจากไหนได้มากมายทั้งที่อายุแค่นี้และนอกจากจะเก่งกาจเหนือคำบรรยายแล้วอลินตายังมีสติปัญญาที่ฉลาดเฉียบแหลมเกินกว่าผู้มีไสยเวทย์คนใดที่ข้าเคยพบเห็นมาก่อนด้วย” หนานเมืองอินทร์พูดด้วยน้ำเสียงที่คิดไตร่ตรองถี่ถ้วน
“อลินตาวางแผนมาเป็นอย่างดีว่าถ้าเรานั่งห้างพวกภูตผีปีศาจที่อยู่บนพื้นดิน เช่นเสือสมิงจะทำร้ายเราไม่ได้แต่ผีป่าที่มันเหาะเหินเดินอากาศและหายตัวได้ มันสามารถจู่โจมเราทางด้านบนห้างได้อย่างง่ายดาย”เจ้าภูแสนและชัยยันต์ฟังอย่างตั้งใจพลางคิดตามที่โหรหลวงหนานเมืองอินทร์พูดไปด้วย
“เมื่อเป็นเช่นนี้อลินตาจึงได้เสกใบไม้ให้กลายเป็นต่อไฟพิฆาตไพรีหรือว่าต่อไฟอาคมไว้คอยต่อกรกับพวกที่มาทางอากาศ ส่วนทางด้านบนพื้นดิน อลินตาเห็นว่าข้าเจ้าได้ปักเขตอาคมไว้แล้วดังนั้นแม้เสือสมิงมันจะมามันก็ทำได้แค่เดินวนเวียนไปรอบๆต้นไม้สองต้นที่เราตั้งห้างกันอยู่เท่านั้น” เจ้าภูแสนฟังมาถึงตรงนี้ก็ถึงกับอึ้งและยอมรับในความคิดที่รอบคอบของอลินตาแต่เจ้าภูแสนก็ยังไม่เข้าใจในบางเรื่อง
“แล้วแผนครั้งนี้เกี่ยวอะไรกับอวยชัยที่ต้องมารับเคราะห์กรรมด้วย?”คำถามนี้ก็ทำเอาหนานเมืองอินทร์อดยิ้มออกมาไม่ได้ก่อนจะตอบอย่างเอ็นดูในความร้ายของอลินตา
“ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือเพราะจงใจอย่างแรกนั่นคือถ้าจะยืมร่างของตาเฒ่าสัปเหร่ออุ่นพรหมก็คงจะวิ่งไปไม่ถึงถ้ำแน่ๆเพราะดูท่ากายสังขารน่าจะหมดแรงกลางทางเสียก่อน จะกลายเป็นการทรมานคนแก่ได้และที่อลินตาเลือกอวยชัย เพราะอวยชัยยังหนุ่มแน่นทั้งยังเป็นองครักษ์เจ้าภูแสนคงจะผ่านสมรภูมิการต่อสู้มาพอตัวและที่สำคัญเหนือสิ่งใดอลินตาคงจะรู้ว่าอวยชัยเกิดปีขาลและดันมานั่งห้างเดียวกับเจ้าตัวซึ่งเข้าแผนพอดีมันช่างประจวบเหมาะเพราะศัตรูของเราครั้งนี้ เป็นเสือสมิงร้ายในร่างของหมออาคมหากปลุกเสกสวมวิญญาณสมิงเข้ากับร่างของคนเกิดปีขาลมันก็จะทำให้อาคมย้อนกลับผลก็คือเสือสมิงเจ้าของคาถาจะอ่อนแรงลงและการเดินทางของอลินตาก็จะราบรื่นขึ้น”เจ้าภูแสนฟังมาถึงตรงนี้ก็อุทานด้วยความตกใจ
“อย่าบอกนะว่าอลินตาจะไปถ้ำกลางดึกนี้เลย” และสิ่งที่หวั่นใจก็ใช่เลยเมื่อโหรหลวงหนานเมืองอินทร์พยักหน้ารับแบบไม่ต้องหยุดคิด
“ใช่..อลินตาจงใจจะไปถ้ำตอนนี้เดี๋ยวนี้ อาศัยธาตุวิญญาณปีขาลของอวยชัยเป็นผู้สกัดอาคมอีกฝ่ายและให้ปู่โสมเป็นผู้นำทางกลางป่า ซึ่งแน่นอนอลินตาคงจะชำนาญด้านกสิณไฟมาไม่น้อยดูข้างล่างนั่นสิ”โหรหลวงหนานเมืองอินทร์ชี้มือลงไปด้านล่าง
และเมื่อเจ้าภูแสนมองตามลงไปก็พบว่าตอนนี้มีแสงสว่างเรืองรองอยู่ด้านล่างซึ่งจากบนห้างมองลงไปยังพื้นดินเบื้องล่างนั้นก็ยังไม่เห็นอะไรถนัดนักเห็นเพียงแสงสว่างที่สว่างมากกว่าคบไฟบนห้างเสียอีกทั้งเจ้าภูแสนและชัยยันต์รู้สึกทึ่งในความเก่งกาจและความมีฉลาดเฉลียวของอลินตาหนานเมืองอินทร์ไม่รอช้าหันไปยังห้างของสัปเหร่ออุ่นพรหมแล้วตะโกนบอก
“ตาอุ่นพรหมรออยู่บนห้างนี่แหละนะเช้าแล้วค่อยลงไปไม่ต้องห่วงมีต่อไฟอาคมคอยคุ้มครองอยู่พวกข้าจะไปกับอลินตา” สัปเหร่ออุ่นพรหมพยักหน้ารับหงึกหงักก่อนจะกระชับปืนในมือตัวเองอีกครั้ง
ทางด้านอลินตาที่กระโดดพรวดเดียวลงมาถึงพื้นด้านล่างซึ่งความสูงจากบนห้างลงมายังพื้นไม่ใช่เตี้ยๆ เลยนะจ๊ะสิบกว่าเมตรจ้าแม่ แต่เจ้าตัวเหินเวหาลงมาราวกับบินได้และยังบินลงมาท่าสวยอีกด้วยเมื่อเท้าสัมผัสพื้นอลินตาก็เตรียมพร้อมวิ่งได้ตลอดเวลา เมื่อถึงพื้นแล้วอลินตาก็พบกับอวยชัยที่มีสีหน้ารอด่าได้ทุกวาทะมืออีกข้างจับบั้นเอวเอาไว้ ยังดีที่ระหว่างหล่นลงมามีกิ่งไม้จากต้นไม้ใหญ่ยื่นมาประปรายทำให้พอช่วยพยุงร่างเอาไว้ไม่งั้นปะทะกับพื้นเต็มๆ
“ผีเข้ารึไงอยู่ๆก็ถีบฉันลงมาแข้งข้าหักไปจะทำยังไง อูย...” พูดพลางทำหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวดอลินตาหลังจากยืนมั่นคงแล้วก็ปัดตามเนื้อตามตัวแล้วก็หันมาทางอวยชัย พร้อมกับเดินเข้าไปหาพลางใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางยื่นออกชิดกันคล้ายหนังจีนกำลังภายในแล้วจิ้มที่หน้าผากของอวยชัยตามด้วยหัวไหล่ทั้งสองข้างจุดสุดท้ายคือบริเวณลิ้นปี่ของชายหนุ่มก่อนจะเป่าพรวดไปที่กระหม่อมแล้วถามขึ้นทันที
“เป็นยังไง? หายเจ็บยัง? ไหนลองเดินให้ดูหน่อย?” อวยชัยที่กำลังเจ็บๆ อยู่ก็ค้อนขวับไปทางอลินตา แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อรู้สึกว่าร่างกายเบาๆโล่งๆ เอ๊ะยังไง!! หายเจ็บปวดหายระบมตั้งแต่ตอนไหนกัน อวยชัยก้าวขาเดินคล่องแคล่วราวกับไม่เคยตกจากที่สูงมาก่อนเขามองอลินตาอีกครั้งอลินตายักคิ้วให้ พูดกวนๆ
“ช่วยไม่ได้อยากตามมาเองก็ขอยืมตัวหน่อยละกันนะเดี๋ยวให้ของดีเป็นค่าตอบแทน” ขณะยืนคุยอยู่นั้นสายตาของอวยชัยก็ตาโตและไม่คิดว่าสัปเหร่ออุ่นพรหมก็โดนยันลงมาจากห้างกับเค้าด้วย
“เอ๊า.. ขนาดคนแก่ก็ไม่ละเว้นหรือไงแม่คุณเจ็บไหมนั่นตาอุ่นพรหม..?” อลินตาที่ยืนหันหน้ามาทางอวยชัยแต่หันหลังให้กับสัปเหร่ออุ่นพรหมก็ยิ้มร้าย แล้วพูดขึ้น
“ลุงอุ่นพรหมเข้ามาในเขตหลักมนต์สิเดี๋ยวจะช่วยปฐมพยาบาลให้” อลินตายังคงยืนยิ้มใจเย็นราวกับว่าได้พบเจออะไรที่ถูกอกถูกใจ เสียงสัปเหร่ออุ่นพรหมที่อยู่ด้านหลังนั้นพูดขึ้นบ้างแต่แอบเยือกเย็นนิดๆ
“โอ๊ย...จะเข้าไปได้ยังไง เจ็บขาจะตายอยู่แล้ว” อวยชัยเห็นท่าไม่ดีรีบพูด
“น่าสงสาร มาๆฉันช่วยประคองเอง” ว่าแล้วก็ทำท่าจะเดินเข้าไปประคองสัปเหร่ออุ่นพรหมเข้ามาในเขตหลักมนต์แต่ทว่า... ด้วยความรวดเร็วราวกับพายุงวงช้าง อลินตาหันไปได้ก็เดินดุ่มแซงหน้าอวยชัยเข้าไปหาสัปเหร่ออุ่นพรหมอย่างรวดเร็วพร้อมพึมพำคาถาอะไรบางอย่างไปด้วยสัปเหร่ออุ่นพรหมเห็นอลินตาเดินเข้ามาหาตัวเองก็เริ่มทำหน้าเหี้ยมเกรียมพร้อมกับลายสีเหลืองๆโผล่แวมๆ บริเวณใบหน้า!!