หลังจากมองหลงเฉินอยู่ครู่หนึ่ง หลิวเยวี๋ยนก็กวาดตามองใบหน้าอ่อนเยาว์ของผู้ฝึกยุทธ์ที่เก่งกาจทั้งสิบคน
หลงเฉินมั่นใจว่าภายนอกเขาได้แสดงกิริยามารยาทที่เหมาะสม ทว่าภายในใจลึก ๆ เขาไม่ชอบบรรยากาศเช่นนี้เอาเสียเลย ด้วยคำพูดเข้มงวดของหลิวเยวี๋ยน เด็กหนุ่มสาวทั้งสิบไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ
อย่างไรก็ตาม หลงเฉินไม่มีแก่ใจจะฟัง ก่อนหน้านี้เขาตั้งตารอคอยที่จะได้พบชายที่ทรงพลังผู้นี้ หากแต่หลิวเยวี๋ยนมองเขาเป็นเพียงคนที่เกณฑ์เข้ามาเพื่อเพิ่มกำลังคนเท่านั้น หลงเฉินจึงไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไรในตัวคนผู้นี้
‘ดูเหมือนการที่ข้าไม่ได้ไปที่ลานประลองเป็นตายตามคำท้าของเฟิงอู่เทียนจะทำให้ข้ามีชื่อเสียงในสำนักสุริยันมรกตขึ้นมาไม่ใช่เล่น’
เมื่อดูพิจารณาจากสายตาของเหล่าผู้อาวุโสและผู้คุมกฎที่เผยแววดูถูกดูแคลนออกมา หลงเฉินจึงคาดเดาว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น
‘เฟิงอู่เทียน หลิวหลิง... การกระทำของพวกเจ้าทำให้ข้าโดนเหยียดหยามถึงเพียงนี้...’
ขณะที่หลิวเยวี๋ยนกำลังพูดอยู่นั้น หลงเฉินก็แอบหันไปมองและพบว่าสาวงามหลิวหลิงกำลังพูดคุยกับบิดาของนาง เมื่อสังเกตเห็นว่ามีคนจ้องมองนางอยู่ หลิวหลิงก็มีท่าทีเยาะเย้ยใส่หลงเฉิน
‘หากมีโอกาสเมื่อไรละก็ ข้าจะลงโทษเจ้าให้ได้เลยคอยดู!’
ขณะที่หลงเฉินกำลังครุ่นคิดถึงวิธีรับมือกับพวกเขา หลิวเยวี๋ยนก็พยักหน้าให้กลุ่มคน
“เหลือเวลาไม่มากแล้ว พวกเจ้าไปที่มิติห้วงนภาของเหล่ามรกตกันเลยเถอะ ในการแข่งขันครั้งนี้ เฟิงอู่เทียนจะเป็นผู้นำ พวกเจ้าทุกคนต้องเชื่อฟังและทำตามคำสั่งของเขา และจงคำนึงถึงชื่อเสียงของสำนักสุริยันมรกตไว้เป็นสำคัญ”
เขาหันไปมองหลิวหลาน
“หลานเอ๋อร์ พาพวกเขาเข้าไปที่หอห้วงนภาได้แล้ว”
หลิวหลานพยักหน้าและลุกขึ้นยืน เผยให้เห็นทรวดทรงงดงามของนาง นางพยักหน้าให้หลิวเยวี๋ยนจากนั้นก็พาคนทั้งสิบเอ็ดคนออกไปจากสำนักสุริยันมรกตและตรงไปยังหอห้วงนภา
หลิวเยวี๋ยนเฝ้ามองพวกเขาจากไปและหันไปหาผู้อาวุโสทั้งสี่
“พวกท่านคิดเห็นอย่างไรกับโอกาสของพวกเราในครั้งนี้?”
หนึ่งในผู้อาวุโสรีบตอบ
“การแข่งขันเพื่อชิงกระบี่แก้วสิขรนั้นเป็นการต่อสู้ระหว่างสุดยอดฝีมือ คนอื่น ๆ ที่เข้าไปที่นั่นก็เพื่อเป็นกำลังเสริมเท่านั้น โดยทั่วไปแล้วแม้ว่าสำนักสุริยันมรกตของเราจะไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก แต่เราก็มียอดฝีมือที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์อย่างเฟิงอู่เทียนที่มีทั้งสายเลือดและความสามารถในระดับแก่นมนุษย์ ในความเห็นของข้านั้นไม่น่าจะมีปัญหาอะไร!”
ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งส่ายศีรษะ
“หากเราพูดถึงยอดฝีมือที่เก่งกาจที่สุด พวกที่มาจากสำนักอื่น ๆ ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย โดยเฉพาะสำนักจักรพรรดิมรกต ผู้นำที่พวกเขาส่งไปในครั้งนี้น่าจะเป็นบุตรสาวของผู้อาวุโสฉู่เฟิ่งชิง นามว่า ฉู่ยวิ๋นเหยา อายุสิบหกปี อู่เทียนคงกดดันไม่น้อยที่ต้องรับมือกับเด็กสาวอัจฉริยะผู้นี้”
หลิวเยวี๋ยนขมวดคิ้วและพยักหน้า
“ฉู่ยวิ๋นเหยาอาจทำให้เฟิงอู่เทียนเกิดความกดดันก็จริงอยู่ แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังเด็กนักและเสียเปรียบเรื่องที่นางเป็นหญิง โอกาสชนะของพวกเราไม่ริบหรี่ถึงเพียงนั้นหรอก!”
“หากสำนักสุริยันมรกตสามารถคว้าชัยชนะมาได้ในครั้งนี้ พวกเราคงมีชื่อเสียงที่ดีขึ้น และเมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้อาวุโสใหญ่ก็คงจะปฏิบัติต่อพวกเราอย่างดี เป็นโอกาสเหมาะสำหรับพวกเราที่จะขยายอำนาจให้มากขึ้น...”
เมื่อคิดได้ดังนั้น ทุกคนก็พูดคุยต่ออีกพักใหญ่ก่อนจะแยกย้ายกันไป
“จะว่าไป... ท่านผู้อาวุโสใหญ่ ดูเหมือนว่าจะมีความบาดหมางระหว่างหลงเฉินและหลิวหลิง ท่านคิดว่าเขาจะสร้างปัญหาให้กับหลิงเอ๋อร์ระหว่างการแข่งขันของมิติห้วงนภาหรือไม่?”
หลิงหลิงเปรียบดั่งองหญิงค์แห่งสำนักสุริยันมรกต ทุกคนต่างรักใคร่เอ็นดูในตัวนาง หลิวเยวี๋ยนหัวเราะอย่างเย็นชา
“ก็แค่คนนอกที่เพิ่งเข้ามาในตระกูล หากเขามีจุดประสงค์แปลก ๆ ละก็ อู่เทียนคงจะกำจัดเขาในนามของข้าอย่างแน่นอน นอกจากนี้หลิงเอ๋อร์เองก็บรรลุถึงระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์แล้วและสามารถจัดการกับคนผู้นั้นได้ด้วยตัวเอง!”
เมื่อออกจากสำนักสุริยันมรกต หลงเฉินก็สัมผัสได้ว่าในจำนวนสิบคนนี้ ทั้งเก้าคนล้วนสนิทสนมกับเฟิงอู่เทียนที่อยู่ข้างหน้า และมีถึงสามคนที่บรรลุถึงระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์แล้ว
หลิวหลานไม่พูดอะไรนอกจากนำทางพวกเขา อีกเก้าคนมองมาที่หลงเฉินด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ราวกับกำลังเยาะเย้ยเขาพร้อมแววของการดูถูกเหยียดหยามที่ปรากฏอยู่ในดวงตา
“เขารับคำท้าสู้แต่ไม่กล้าพอจะรักษาสัญญางั้นรึ หลงเฉินผู้นี้ช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย”
หนึ่งในนั้นส่ายศีรษะและกระซิบกระซาบกับคนข้าง ๆ
“ความขี้ขลาดเป็นเรื่องปกติของพวกที่มาจากเมืองเล็ก ๆ เขาอาจจะเป็นตัวถ่วงของพวกเราในการแข่งขันมิติห้วงนภาก็เป็นได้”
“ข้าคิดว่าเขาควรรีบตาย ๆ ไปให้เร็วที่สุดจะดีกว่า หากเขาหนีไประหว่างการแข่งขันละก็ สำนักสุริยันมรกตของพวกเราคงต้องอับอายขายหน้าและผู้อาวุโสใหญ่อาจจะลงโทษพวกเราทั้งหมดก็ได้ หากเป็นเช่นนั้นพวกเราจบเห่แน่”
“อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนั้นเลย ข้าแน่ใจว่าเฟิงอู่เทียนคงไม่ปล่อยให้เขารอดจากที่นี่ไปได้หรอก ข้าได้ยินข่าวลือมาว่าหวงเฟยหยางที่เคยติดตามเฟิงอู่เทียนถูกหลงเฉินผู้นี้ฆ่าตายด้วยลูกไม้สกปรก”
“ไม่สมกับเป็นชายชาตรีเอาเสียเลย ไร้ซึ่งความแข็งแกร่งแล้วยังรู้จักแต่การลอบกัดจากเงามืด”
กลุ่มคนเดินไปพลางซุบซิบกันไป
เมื่อได้ฟังบทสนทนาเหล่านั้น หลิวหลิงก็รู้สึกดีใจอยู่ลึก ๆ เมื่อคิดว่าเขาน่าจะกำลังทำสีหน้าบูดบึ้งอยู่ในตอนนี้ นางจึงรู้สึกพอใจมากขึ้นอีก เพราะพวกเขาพูดคุยกันไม่ห่างจากหลงเฉินนักและหลิวหลิงรู้ดีว่าเขาจะต้องได้ยินการสนทนาทั้งหมดอย่างแน่นอน นางจึงหันไปมองและคาดหวังว่าจะได้เห็นเขาที่กำลังเดือดดาล แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ เขายังคงเดินไปก้มหน้าไปเรื่อย ๆ ด้วยท่าทีเฉยเมย
‘นี่เขากำลังแสร้งทำเป็นไม่สะทกสะท้านหรือว่าเขาไม่กล้าพอจะโต้ตอบกันแน่?’
หลิวหลิงสงสัยใคร่รู้ จากนั้นก็พุ่งความสนใจไปที่เฟิงอู่เทียนซึ่งเดินอยู่ข้าง ๆ และทอดสายตามองไปทางอื่น ความสง่าผ่าเผยและท่าทางแน่วแน่ของเขาดึงดูดนางอย่างมาก
‘พี่เฟิงอู่เทียนช่างเป็นชายหนุ่มที่สมบูรณ์แบบจริง ๆ แม้จะมีหลงเฉินนับหมื่นคนก็ไม่มีใครเทียบพี่อู่เทียนเพียงคนเดียวได้...’
เพียงแค่วาดฝันว่านางจะได้แต่งงานกับชายผู้นี้ หลิวหลิงก็รู้สึกปลาบปลื้มยินดี เวลานี้เฟิงอู่เทียนมองนางด้วยสายตาอ่อนโยน หัวใจของนางหวั่นไหวราวกับกวางตัวน้อย ๆ
“หลิงเอ๋อร์ เจ้าเป็นคนปล่อยข่าวเรื่องที่หลงเฉินรับคำท้าแต่ไม่กล้าปรากฏตัวใช่หรือไม่?”
น้ำเสียงของเฟิงอู่เทียนแฝงไปด้วยความไม่พอใจ หลิวหลิงรู้สึกประหม่า
“ก็ความผิดของใครกันล่ะที่ทำตัวน่ารำคาญเช่นนั้น? เขากล้าทำให้ท่านอับอาย แค่เจ้าคนชั่วนั่นปรากฏตัวก็ทำให้ข้ารู้สึกโกรธแล้ว!”
เฟิงอู่เทียนส่ายศีรษะและลูบศีรษะนางเบา ๆ
“ทำตัวดี ๆ หน่อย และวันหน้าอย่าทำเช่นนี้อีก เขาจะได้รับผลกรรมในสิ่งที่เขาทำเอง ดังนั้นไม่ต้องเปลืองแรงไปวุ่นวายกับเขาหรอก อย่างไรเสียเขาก็รนหาที่ตายอยู่ดี จะเสียเวลากับคนพรรค์นั้นไปเพื่ออะไร?”
หลิวหลิงพยักหน้าอย่างเชื่อฟังและเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงร่าเริง
“ขอบคุณพี่อู่เทียน ข้าจะจำใส่ใจเอาไว้”
หลิวหลานได้ยินคำพูดของเฟิงอู่เทียนเช่นกัน นางหันไปยิ้มให้เขาและเร่งฝีเท้า
‘เฟิงอู่เทียนมีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากในช่วงสองปีมานี้ หลิงเอ๋อร์คงไม่ต้องทนทุกข์หากติดตามเขาไปในภายภาคหน้า แล้วตัวข้าล่ะ? ท่านพ่อจะจัดแจงให้ข้าแต่งงานกับชายผู้นั้น ข้าจะทำเช่นไรดี?’
ขณะที่กำลังรู้สึกสับสนอยู่นั้นเอง หลิวหลานก็หันไปมองข้างหลังและพบว่าหลงเฉินกำลังเดินอยู่คนเดียว พวกเขาทั้งสิบเอ็ดคนอยู่ใกล้กันมาก และหลงเฉินก็คงได้ยินทุกคำพูดของเฟิงอู่เทียน
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองดูแล้ว เขากลับมีทีท่าสงบเยือกเย็นทั้ง ๆ ที่อยู่เพียงลำพัง
‘เขามีจิตวิญญาณที่แรงกล้า หากแต่ไร้ซึ่งภูมิหลังที่ดี’
หลิวหลานพินิจพิจารณาจากนั้นก็เดินหน้าต่อ ภายนอกสำนักสุริยันมรกตมีผู้คนมากมาย หลังจากผ่านไปได้ราวสองก้านธูป พวกเขาก็มาถึงทางเข้ามิติห้วงนภา --- หอห้วงนภา
ภายในเหล่ามรกต นอกจากศาลาแลกสมบัติและหอภารกิจแล้ว นี่คือสถานที่ที่ครึกครื้นที่สุด ชีวิตประจำวันของสมาชิกตระกูลหลิงอู่คือการฝึกฝน ทดสอบ และทำภารกิจให้ลุล่วง
หนึ่งในการทดสอบก็คือการเข้าไปในมิติห้วงนภาและต่อสู้กับสัตว์อสูรเพื่อฝึกฝนทักษะยุทธ์ของตนเอง ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ได้รับสิ่งของจากสัตว์อสูรเหล่านี้และแลกเปลี่ยนพวกมันเป็นคะแนนผลงานได้อีกด้วย
หลงเฉินรู้ว่าในมิติห้วงนภามีดินแดนอันกว้างใหญ่อยู่สามดินแดน ซึ่งก็คือ ดินแดนแก่นมนุษย์ ดินแดนแก่นปฐพี และดินแดนแก่นสวรรค์ ในดินแดนแก่นมนุษย์นั้น สัตว์อสูรที่ทรงพลังที่สุดคือสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่
ในดินแดนแก่นปฐพี สัตว์อสูรที่ทรงพลังที่สุดคือสัตว์อสูรขั้นหกหรือขั้นเจ็ด และพวกที่แข็งแกร่งกว่านั้นก็จะอยู่ในดินแดนแก่นสวรรค์
สถานที่ซึ่งเหล่าผู้ติดตามของเหล่ามรกตผู้บรรลุระดับแก่นมนุษย์ใช้ฝึกฝน คือดินแดนแก่นมนุษย์ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่นที่สุดในมิติห้วงนภา
อย่างไรก็ตาม นี่คือวันที่มีการแข่งขันระหว่างผู้ที่อยู่ในเหล่ามรกตและถูกจัดขึ้นในดินแดนแก่นมนุษย์ อีกแปดเหล่าซึ่งตระหนักในข้อนี้ดีจึงนำคนของตนเองออกจากมิติห้วงนภาเพื่อให้มีที่ว่างสำหรับการแข่งขัน
“ระยะเวลาในการแข่งขันคือแปดวัน ภายในแปดวันนี้พวกเจ้าจะต้องค้นหาสัตว์อสูรกร่อนจิตและขโมยกระบี่แก้วสิขรในท้องของมันมาให้ได้ หากไม่มีใครสามารถหากระบี่แก้วสิขรพบก็จะถือว่าการแข่งขันสิ้นสุดลง นอกจากนี้ คนจากเหล่าอื่น ๆ ก็จำเป็นต้องเข้ามาในมิติห้วงนภาแห่งนี้เช่นกัน!”
หลังจากเข้ามายังหอมิติห้วงนภา หลิวหลานก็เน้นย้ำข้อนี้อีกครั้ง
“แปดวันเชียวรึ?” หลงเฉินคำนวณ
“ข้าต้องการเวลาเจ็ดถึงแปดวันในการผสานผลึกแก้วเพลิงอัสนี อย่างไรเสีย กระบี่แก้วสิขรก็ไม่ได้เหมาะกับข้านัก ข้าน่าจะหาสถานที่สักแห่งและผสานผลึกแก้วชิ้นที่สิบ และหลังจากนั้น...”
หลงเฉินพึมพำกับตนเองเบา ๆ หลิงซีได้ยินคำพูดที่เขาพูดออกมาด้วยความวิตกกังวล
“หลงเฉิน อย่าเพิ่งชะล่าใจและอย่าเพิ่งพูดถึงผลึกแก้วชิ้นที่สิบในตอนนี้เลย เจ้าจะสามารถอยู่รอดในมิติห้วงนภาแห่งนี้ได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ข้ามองตาของพวกเขาแล้ว บอกได้เลยว่าพวกเขาไม่หวังดีกับเจ้าแน่...”
หลิงซีสังเกตการณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วนมากกว่าเขา หลงเฉินเงยหน้าขึ้นและมองไปยังทั้งเก้าคน เขาสัมผัสได้ถึงความกระหายเลือดของพวกเขา และผู้ที่ดูนิ่งเฉยมากที่สุดก็คือเฟิงอู่เทียน
ในบรรดาคนทั้งหมด เขาเป็นคนที่มีความขัดแย้งกับหลงเฉินมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเขาไม่อยากจะวุ่นวายกับหลงเฉินนัก เมื่อหลิงซีตอกย้ำ หลงเฉินก็ตระหนักว่าเขาจำต้องระวังการกระทำของตนเองให้ดี
เวลานี้ ทุกคนตามหลิวหลานเข้าไปในหอห้วงนภา ภายในหอห้วงนภาที่กว้างใหญ่กลับว่างเปล่าและมีกลุ่มคนเพียงไม่กี่กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีคนอยู่ราวสิบคน
‘คนเหล่านี้คงจะเป็นผู้ติดตามที่มีความสามารถโดดเด่นในระดับแก่นมนุษย์จากแต่ละสำนักในเหล่ามรกต รวม ๆ กันแล้วน่าจะมีอยู่ราวร้อยคนทีเดียว...’
ทุกคนล้วนมีคลื่นพลังที่น่าสะพรึงกลัวและเห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ใช่ผู้ที่จะรับมือได้ง่าย ๆ มีคนจำนวนไม่น้อยทีเดียวที่ดูอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลงเฉินทว่าบรรลุถึงระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์แล้ว ...และการแข่งขันของมิติห้วงนภาเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ!
*********************