คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 50 เก้าดารา

     

            สมดังคำกล่าวว่าป่าเขาไร้วันเดือนเลื่อนปี กาลเวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไวดั่งลม

            แม้ซูฉางอันจะไม่ได้อยู่ในป่าทว่าเขาก็อยู่แต่ในสำนักเท่านั้น

            เขาฝึกดาบในช่วงเช้าฝึกกระบี่ช่วงเย็นพอตกกลางคืนก็ฝึกพลังวิญญาณด้วยการซึมซับพลังจากธรรมชาติและการทำสมาธิเป็นเช่นนี้ดังเดิมทุกวัน

            เวลาเลยผ่านไปไวดั่งสายธารฤดูกาลผ่านผัน บัดนี้ก็เป็นเวลาของเดือนเก้าแล้ว

            เวลาห้าหกเดือนที่ผ่านมาแม้จะดูธรรมดา ทว่าก็เป็นเวลาที่มีสีสันหลากหลายเหลือเกิน

            หลังได้คุยกับฉู่ซีฟงในที่สุดเขาก็เลิกร้อนรนได้เสียที ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาการฝึกวิชาดาบของเขาก็ไม่ได้เป็นเหมือนแต่ก่อนอีกแล้วเขาไม่ต้องเผชิญกับปัญหาน่ากลัดกลุ้มที่แม้จะฝึกไปเท่าไรก็ฝึกไม่สำเร็จอีกต่อไป

            เขาเริ่มพิจารณากระบวนดาบของฉู่ซีฟงอย่างละเอียดอีกครั้งแน่นอน ด้วยความรู้ที่มีในตอนนี้ เขาย่อมไม่มีทางทำความเข้าใจกับสิ่งที่ลึกล้ำขนาดนั้นได้อยู่แล้วเพียงแต่ แม้ทุกกระบวนท่าของฉู่ซีฟงจะแลดูธรรมดาและเรียบง่ายแต่ทุกครั้งที่แสดงกระบวนท่า เขาจะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘อำนาจ’ อยู่เสมอ

            ถูกต้อง ‘อำนาจ’

            อำนาจจะถูกสร้างขึ้นโดยจิตมั่นและจิตมั่นก็ถูกสร้างโดยหัวใจ

            เมื่อมีอำนาจมากจนถึงจุดสูงสุดก็จะก่อให้เกิด ‘แดนอำนาจ’ และ ‘แดนอำนาจ’ นี้เองก็จะก่อให้เกิดเป็นเส้นทางแห่งพลัง

            และเส้นทางแห่งพลังนี้เองที่ทำให้นักรบกลายเป็นดาราจักร!

            แน่นอนซูฉางอันไม่ได้คิดหลักการเหล่านี้ออกด้วยตัวเองแต่กู่เซี่ยนจวินเป็นคนบอกเขาต่างหาก

            เขารู้ดีว่าหากอยากมีเส้นทางแห่งพลังเป็นของตัวเอง สิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรกก็คือการมี ‘จิตมั่น’ ก่อนนั่นเองและในปราณดาราที่มั่วทิงอวี่มอบให้เขา ก็มีจิตมั่นอยู่ด้วยเช่นกันจิตมั่นของมั่วทิงอวี่ ก็คือจิตแห่งดาบนั่นเอง แต่นั่นเป็นจิตมั่นของมั่วทิงอวี่ไม่ใช่ของซูฉางอัน เขาต้องเดินในเส้นทางแห่งพลังของตัวเอง และฝึกวิชาดาบของตัวเองแบบนั้นจึงจะสร้างจิตมั่นของตัวเองขึ้นมาได้

            ขั้นตอนนี้ นับเป็นขั้นที่ลำบากมาก

            มีนักรบมากมายที่แม้จะมีพลังอยู่ในระดับไท่ยีแล้ว ก็ยังสร้างจิตมั่นของตัวเองไม่ได้

            ทว่ากับซูฉางอันเขาเอาชนะยอดฝีมือระดับเก้าดาราถึงเจ็ดคนได้ตั้งแต่เมื่อห้าหกเดือนก่อนแล้วในตอนนั้น เขามีพลังอยู่ในระดับหลอมจิตเท่านั้น ด้วยพลังระดับนั้น หากอยากสร้างจิตมั่นให้ได้หาใช่เรื่องง่ายไม่

            โชคยังดีที่เขามีปราณดาราของมั่วทิงอวี่กับวู๋ถงอยู่ในร่างทั้งยังได้รับคำชี้แนะจากปรมาจารย์อย่างอวี้เหิงอีก ดังนั้น ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ในที่สุดเขาก็เริ่มหาเส้นทางของตัวเองได้บ้างแล้ว

            คืนนั้น เขานั่งขัดสมาธิอยู่กลางลานฝึกลมราตรีของฤดูใบไม้ร่วงพัดเข้ามาลูบร่าง ทำให้เส้นผม และชายเสื้อปลิวไสวไปตามแรง

            เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่บางมากในฤดูใบไม้ร่วงที่หนาวเย็นเช่นนี้การสวมเสื้อผ้าแบบนั้นย่อมไม่ใช่การกระทำที่ชาญฉลาดเป็นแน่ทว่ารอบตัวเขากลับมีแสงสีแดงอันแสนเลือนรางทอประกายออกมาอย่างต่อเนื่องมันเป็นปราณดาราแห่งเพลิงศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง หลายเดือนมานี้ซูฉางอันมักจะหาเวลาว่างมาใช้ในการศึกษาปราณดาราที่วู๋ถงทิ้งเอาไว้ให้เสมอทำให้ได้ทักษะใหม่มาไม่น้อย ยกตัวอย่างเช่น จะใช้มันให้ความอบอุ่นกับร่างกายอย่างไร

            ในบางครั้งซูฉางอันก็เคยคิดว่าหากวู๋ถงรู้ว่าตนนำปราณดาราที่นางถ่ายทอดให้มาทำเช่นนี้นางจะเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาอัดตนหรือเปล่า

            แต่ในเวลานี้เขาไม่มีเวลามากังวลเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้หรอกนะ เพราะเขาเจอปัญหาเสียแล้ว

            ตอนนี้ เขามีปราณดาราอยู่ในขั้นที่แปดได้แก่ปราณดาราแห่งดาบสี่ขั้น และปราณดาราแห่งเพลิงศักดิ์สิทธิ์อีกสี่ขั้นอีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น เขาก็จะก้าวขึ้นไปอยู่ในระดับเก้าดาราแล้ว

            ทว่ากลับเกิดปัญหาในขั้นสุดท้ายเสียได้

            ตอนนี้สภาพภายในร่างกายของเขาค่อนข้างสลับซับซ้อนเหลือเกิน

            ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีใครมีปราณดาราสองดวงซึ่งมีลักษณะของพลังที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงอยู่ในร่างเดียวหรอกนะ

            แต่โดยส่วนมากจะตายเพราะเรื่องนี้กันแทบทุกรายมีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังรอดชีวิตมาได้ และส่วนมากก็เป็นผู้อาวุโสที่มีพลังแข็งแกร่งซึ่งสามารถใช้พลังอันแสนแข็งแกร่งของตนข่มพลังอีกอย่างเอาไว้เท่านั้น

            แต่เห็นได้ชัดว่าซูฉางอันไม่ได้แข็งแกร่งแบบนั้น

            ที่ร่างกายของเขารองรับปราณดาราที่แข็งแกร่งและแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงถึงสองดวงเอาไว้ได้เป็นเพราะในร่างของเขามีบางสิ่งที่ทรงอำนาจมากไม่ต่างกัน.... โลหิตเทพแท้

            มันเป็นเหมือนยาที่ช่วยรักษาชีวิตของซูฉางอันเอาไว้เพราะเพื่อให้โลหิตเทพฟื้นคืนชีพ มันจึงต้องช่วยปกป้องที่พึ่งพิงเอาไว้ด้วยก็เหมือนเหตุการณ์บนเขาโยวหยุน ที่โลหิตเทพส่งพลังไปให้ซูฉางอัน ทำให้เขาสามารถฟันจนครึ่งเทพเทียนจ้าวเกือบจะหมดลมนั่นเอง

            โดยปกติแล้วปราณดาราที่มีพลังแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทั้งสองดวงจะต่อสู้ห้ำหั่นกันอย่างบ้าคลั่งโดยใช้ตันเถียนของนักรบเป็นสนามรบกระทั่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะถูกทำลายจนหมดลงในที่สุด แต่แน่นอนว่าเมื่อถึงเวลานั้นตันเถียนของนักรบก็จะถูกทำลายจนแหลกเหลวไม่เหลือชิ้นดีแล้วเช่นกันซึ่งไม่ว่าจะเป็นนักพรตหรือนักรบ หากตันเถียนถูกทำลายย่อมไม่มีทางรอดชีวิตไปได้อยู่แล้ว

            แต่ซูฉางอันแตกต่างออกไปในร่างของเขามีโลหิตเทพอยู่ โลหิตเทพจึงปกป้องที่พักพิงโดยการแยกปราณดาราทั้งสองดวงออกจากกันให้ปราณดาราทั้งสองดวงไปอยู่ทางซ้ายและขวาของตันเถียนโดยมีโลหิตเทพขั้นอยู่ตรงกลางทำให้ร่างกายของซูฉางอันยังคงความสมดุลได้อย่างน่าพิศวง

            แน่นอน ซูฉางอันรับรู้ถึงข้อนั้นดีดังนั้น เขาจึงฝึกฝนด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก คือต้องฝึกพลังที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงคู่กันไปทั้งสองอย่างเพื่อคงความสมดุลนี้เอาไว้นั่นเอง

            แต่มาตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว ตอนนี้เขามีพลังมาจนถึงขีดสุดแล้วตันเถียนของเขาเล็กเกินไปจึงไม่สามารถบรรจุพลังแห่งปราณดาราถึงสิบขั้นเอาไว้ได้อีกแล้ว ดังนั้น เขาจึงต้องเร่งฝึกปราณดาราขั้นที่สิบให้ได้เพื่อที่เขาจะได้บรรลุระดับเก้าดารา ตันเถียนของเขาจะได้มีขนาดใหญ่มากขึ้นไปด้วยเมื่อถึงตอนนั้น ตันเถียนที่มีจึงจะจุพลังแห่งปราณดาราได้มากขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง

            แต่เขาไม่รู้เลยว่าปราณดาราขั้นที่สิบจะสำเร็จลงเมื่อไรเพราะหากมีพลังใดมากจนเกินไป เป็นไปได้มากว่าความสมดุลในตอนนี้จะถูกทำลายลงเมื่อถึงตอนนั้น เขาก็มีเพียงจุดจบเดียว คือการตายเท่านั้น

            นี่เป็นเรื่องที่อันตรายมากดังนั้นซูฉางอันจึงต้องระวังให้มาก แต่หากไม่อยากติดอยู่ในระดับหลอมจิตไปตลอดชีวิตเขาก็ต้องบรรลุขั้นที่สิบของปราณดาราให้ได้และซูฉางอันก็ไม่ใช่พวกที่ชอบเดินย่ำอยู่กับที่เสียด้วยยิ่งตอนนี้ร่างของเขาก็ยังมีสัตว์ประหลาดอย่างโลหิตเทพอยู่ แล้วแบบนี้เขาจะทนรอต่อไปได้ยังไง ดังนั้น สำหรับเขาแล้วไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหาทางเลื่อนพลังขึ้นไปในระดับเก้าดาราให้จงได้!

            “คุณชายซูนั่งตรงนั้นมาหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆแล้ว หากยังเป็นแบบนี้ต่อไป จะไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงๆ รึ?” ไกลออกไปหญิงสาวในชุดสีเหลืองถามหญิงสองคนที่มีรูปโฉมงดงามไม่น้อยไปกว่านางด้วยท่าทางกังวล

            “น่าจะไม่เป็นไรหรอก” หญิงชุดแดง หนึ่งในนั้นขมวดคิ้วมุ่นนางมองไปที่ชายผู้นั่งตากลมอยู่กลางลานพลางพูดขึ้น

            “อืม” หญิงชุดขาวอีกคนพูดเสริม “ไม่ว่าจะยังไงที่นี่ก็มีท่านอวี้เหิงกับฉู่ซีฟงอยู่ด้วย ข้าว่าคงไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรอก”

            แม้ทั้งสามจะพูดว่าไม่เป็นไรแต่พวกเขาก็ยังคอยยืนอยู่ใต้ชายคาพลางจับตามองเด็กหนุ่มในลานด้วยความเป็นห่วงอยู่ตลอด

            แน่นอน หญิงทั้งสามก็คือฝานหรูเยว่เซี่ยโหวฟ่งอวี้ กับกู่เซี่ยนจวินนั่นเอง

            แม้ทั้งสามจะอยู่ด้วยกันนานถึงหกเดือนแล้วแต่กลับเข้ากันไม่ได้สักเท่าไร โดยเฉพาะเซี่ยโหวฟ่งอวี้กับกู่เซี่ยนจวินพวกนางมักจะทะเลาะกันอยู่เสมอ ในบางครั้งยังมีการประลองยุทธ์กันด้วยยังดีที่พวกนางรู้ขอบเขต ควบคุมตัวเองได้อย่างดี

            แต่กู่เซี่ยนจวินแข็งแกร่งเป็นอย่างมากในงานหลอมดาว แม้นางจะได้ที่สองก็จริงแต่เมื่อครึ่งปีก่อนนางก็มีพลังอยู่ในระดับอรุณรุ่งแล้วหากวันนั้นนางเสนอตัวว่าจะประลองกับซูฉางอันด้วยล่ะก็เขายังจะได้เป็นจอมดาราอยู่หรือเปล่ายังไม่รู้เลย

            ในการประลองหลายครั้งตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาเซี่ยโหวฟ่งอวี้สู้อีกฝ่ายไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นช่วงที่ผ่านมานี้นางลดความซุกซน เลิกคิดแต่จะเที่ยวเล่น แล้วหันมาตั้งใจฝึกฝนวิชาแทนและเมื่อไม่นานมานี้ นางก็มีพลังอยู่ในระดับเก้าดาราขั้นสูงสุดแล้วระดับอรุณรุ่งอยู่ใกล้แค่เอื้อมเท่านั้น

            ฝานหรูเยว่เองก็ได้รับอนุญาตจากอวี้เหิง ให้อาศัยอยู่ในสำนักได้เช่นกัน

            นางมีพรสวรรค์พอใช้ได้ทั้งก่อนหน้านี้ก็เคยฝึกพลังมาบ้าง ดังนั้น หลังผ่านการฝึกมาตลอดหลายเดือนตอนนี้นางจึงมีพลังอยู่ในระดับหลอมจิตขั้นสูงอีกเพียงนิดเดียวก็จะเอื้อมแตะระดับเก้าดาราได้แล้ว

            แต่อาจเป็นเพราะองค์ชายห้าเซี่ยโหวฟ่งอวี้จึงรู้สึกไม่ดีกับนางสักเท่าไร เพราะซูฉางอันกู่เซี่ยนจวินจึงรักษาระยะห่างกับนางมาจนถึงทุกวันนี้บวกกับฝานหรูเยว่เองก็มีนิสัยอ่อนแอและขี้อายอยู่แล้ว ดังนั้นนอกจากช่วยดูแลเรื่องการกินการอยู่ให้ซูฉางอัน นางก็แทบจะไม่ได้พูดคุยกับคนอื่นๆอีกเลย

            แต่แม้ทั้งสามจะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อกันแต่เพื่อซูฉางอัน บัดนี้พวกนางก็มารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียงต่างก็ทิ้งทิฐิที่มีต่อกันเป็นการชั่วคราวแล้วหันมาเป็นห่วงเป็นใยซูฉางอันอย่างพร้อมหน้า

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน