" ใช้ ใช้..ดีมากเมอร์ฟี่ต้อนพวกมันไปทางนั้น ? "
" โฮ๊ง ๆ " เสียงสุนัข
เสียงจากชายวัยกลางคนอายุ35 รูปร่างสูงสันทัดนัยตาสีเขียวมรกตเส้นผมสีน้ำตาลออนใบหน้าคมเข้มมีหนวดเคราขึ้นบางๆดูผิวเผินแล้วหน้าเขาก็คงไม่เกิน30 อ่อนกว่าวัยและคงจะดูดีมากๆถ้าหากเขาไม่มีปัญหาเื่สายตาเลยจำต้องใส่แว่นสายตาอยู่ตลอด ซึ่งกำลังเดินต้อนฝูงแกะกับสุนัขคู่ใจอยู่ในฟาร์ม ใช้แล้วเขาคือหมอโคลเวอร์เป็หมอมือหนึ่งถือว่าเป็หมอที่เก่งคนหนึ่งอยู่ที่เมืองเล็กๆเมืองหนึ่งทางตอนใต้ของประเทศนี้ และเขาคนนั้นก็คือผมเองที่มีชื่อว่านายแพทย์ ไรท์ แกร์เดนท์ โคเวอร์ ผมเป็หมออยู่ประจำที่เมืองวอลเธอร์บลูแห่งนี้ แต่งงานมีครอบครัวบ้านเราอาศัยอยู่แถบชาญเมืองชนบทเล็กๆเหมือนว่าที่นี้จะตัดขาดกับโลกภายนอกทิวทัศน์ห้อมล้อมด้วยเทือกเขาที่ห่างออกไปไกลสุดตา ท้ามกลางความเงียบสงบของเมืองนี้ชาวบ้านที่นี้มีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายไม่วุ่นวายและอยู่อย่างเป็มิตรเพราะคนในเมืองนี้ไม่ค่อยจะมีคนนอกเข้ามาที่เมืองนี้มากนักพวกเขาก็รู้จักกันดี ส่วนภรรยาที่ีสาวรูปงามชื่อมาร์รินอายุ 27 และลูกสาววัย3ขวบชื่อโอลิเวียเธอน่ารักเหมือนดังตัวตุ๊กตา ยังมีเพื่อนสุนัขต้อนฝูงแกะที่รู้ใจของผมชื่อเมอร์ฟี่ ถึงบ้านของเราเป็บ้านเล็กๆและเรียบง่ายที่อยู่กลางฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ผมหลีกเลี่ยงความวุ่นวายในเมืองหลวงเลยย้ายมาทำงานอยู่โรงพยาบาลในเมืองเล็กๆที่ห่างไกลความเจริญแห่งนี้ถึงแม้จะพลาดกับตำแหน่งบริหารต่างๆของกระทรวงในเมืองหลวงก็ตาม เมื่อก่อนตอนที่ผมพึ่งจบจากมหาลัยกระทรวงการแพทย์มาเซนโนเวีย ผมใช้ชีวิตอิสระกับการเดินทางออกผจญภัยในหลายๆทวีปหลายประเทศทั่วโลกเพื่อเรียนรู้วิชาแขนงศาสตร์การแพทย์ต่างๆเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ก่อนจะได้มาเจอมาร์รินแล้วเราก็แต่งงานอยู่มีลูกด้วยกัน มีความสุขกับทุกวันกับการที่เห็นรอยยิ้มน้อยๆของโอลิเวีย ปัจจุบันตอนนี้ก็มีบาง่บางเวลาที่ผมมีงานเคสคนไข้เร่งด่วนต้องเดินทางไปรักษาผู้ป่วยคนไข้ต่างเมืองบ้างก็ตาม
อากาศยามเช้าวันนี้มีแสงแดดอ่อนๆส่องรอดผ่านเงาไม้ เมฆบางๆบนฟ้าลอยเป็กลุ่มก้อน พร้อมด้วยกลิ่นอากาศที่เต็มไปด้วยไอดินกลิ่นหญ้าบวกด้วยเสียงของนกที่ร้องบินมาเกาะรับแสงบนยอดไม้แกะเกือบร้อยตัวที่รอการตัดขนและฝูงวัวเจ็ดแปดตัวปล่อยเดินเล็มยอดหญ้าอ่อนในฟาร์ม เมื่อมองออกไปขอบริมรั้วของฟาร์มด้านขวามือสุดมีลำธารเล็กๆน้ำใสไหลผ่านเอื่อยๆให้สัตว์ในฟาร์มลงไปดื่ม ส่วนในโรงนาที่มีข้าวสาลีข้าวโพดเพียงพอต่อการดำรงชีพได้ตลอดปี สำหรับพืชผักต่างๆก็เก็บมาจากสวนที่ปลูกข้างบ้าน เหลือบางส่วนเรามักจะไปแจกให้เพื่อนบ้านเสมอ คนแถวๆนี้รู้จักและเป็มิตรกับครอบครัวพวกเรามาก ปากทางเข้าฟาร์มเป็ประตูไม้สีขาวและมีตู้ไปรษณีย์ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวบ้านเกือบร้อยเมตร อยู่ๆมีเด็กผู้ชายที่สวมหมวกติงลี่ปั่นจักยานเสียงโซ่ดังเสียดล้อมาแต่ไกล เขาคือบุรุตไปรษณีย์หรือเด็กส่งจดหมาย ที่นำจดหมายมาหยอดลงที่ตู้รับจดหมายไปรษณีย์ที่ประตูหน้าฟาร์ม ตอนนี้หมอโคลเวอร์ สวมชุดเอี้ยมชาวสวนกับรองเท้าบูทกำลังเดินต้อนฝูงแกะให้ออกไปกินหญ้ากับคู่หูเ้าสุนัขเมอร์ฟี่อยู่ในฟาม์รที่เต็มไปด้วยต้นหญ้าอ่อนๆ
"คุณหมอโคลเวอร์ครับ... มีจดหมายมาถึงครับ " เสียงเด็กชายคนนั้นะโบอกมาแต่ไกล เขานำจดหมายหยอดลงกล่องไปรษณีย์ผมยกมือข้างหนึ่งเป็สัญลักษณ์ทักทายกันเด็กผู้ชายคนนั่นพยักหน้ารับก่อนเขาปั่นจักยานจากไป มือผมดันขยับขาแว่นที่กำลังจะหลุดให้กลับเข้าที่ แล้วเดินออกไปที่ตู้ไปรษณีย์ ผมเลิกคิ้วขึ้นมองกล่องจดหมายคิดในใจสงสัยคงเป็จดหมายจากกระทรวงหรือไม่ก็จดหมายเร่งด่วนของคนไข้ ผมเลยมือล้วงเอาจดหมายนั้นขึ้นมาอ่านจ่าหน้าซอง จาก มิสเตอร์ มาโก้ บิวสัน นี้ก็คงจะเป็จดหมายของคนไข้อีกราย
" กลับเข้าบ้านกันเถอะเมอร์ฟี่ " ผมบอกกับสุนัขแสนรู้ของผม มันก็เห่าตอบกับเ้าของมัน โฮ๊ง ๆ กระดิกหาง แล้วพากันเดินกลับกว่าจะถึงบ้านจดหมายในมือก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อ
" ปะป๋าาาา" โอลิเวียลูกสาวผมที่น่ารักเหมือนตุ๊กตาผมสีบลอนด์ที่ได้มาจากแม่ฝูกเปียสองข้างผูกโบว์สีชมพูเธอมีข้างนัยตาสีเขียวอมฟ้าและมักวิ่งเข้ามาจะกอด
" คุณค่ะ... เปลี่ยนชุดก่อนที่อุ้มลูกนะค่ะ ปรกสกทั้งตัวแบบนั้น" เสียงภรรยาลอยมาจากในครัว เธอมักพูดเื่นี้เสมอเพราะลูกสาวจะวิ่งมาอ้อนผมให้อุ้มทุกเช้าแต่ หัวใจของคนเป็พ่ออย่างผมแทบละลายทุกครั้งเมื่อเจอแววสายตาใสๆที่ของเธอมามองด้วยสายตาอ้อนนี่ละหน่าที่เขาว่าอาการเห่อลูก
"รู้ แล้วจ้าๆ" ผมะโบอกเธอให้ได้ยิน เอามือจุ๊ปากเล่นกับลูกสาว
"เดียวพ่อไปเปลี่ยนชุดก่อนสาวน้อย" ผมพูดแบบหน้าตายแกล้งหยอกเธอด้วยการทำตาเหล่ จนเธอหัวเราะ
"ค่ะ ปะป๋า..." เสียงใสๆของเธอตอบอย่างไร้เดียงสา เธอกำลังกอดตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลขนฟูๆที่คอมีโบว์สีขาวที่ผมซื้อกลับมาให้ ตอนที่ไปรักษาคนไข้ที่เมืองหลวงมาเซนโนเวียเมื่อหลายเดือนก่อน ตุ๊กตาหมีตัวนี้แทบไม่ห่างมือเธอเลยเพราะเธอรักตุ๊กตาหมีตัวนี้มาก
" มาร์ริน ........ " ผมเดินมาโอบกอดเธอทางด้านหลัง เส้นผมสีบลอนด์ที่มัดรวบเธอนัยตาเธอฟ้าสดใสในชุดกระโปร่งยาวเรียบๆสีฟ้าอ่อนเผยถึงรูปโฉมเล็กบางสวยดังสาวเมืองกรุง ซึ่งเธอกำลังล้างผักที่เก็บในสวนข้างบ้านเตรียมจะทำอาหารเช้า
" พูดแบบนี้ มีปัญหาอะไรให้คิดหนักใจอีกแล้วใช้มั้ยค่ะคุณ" เธอพูดแบบยิงตรงไม่อ้อม
" ใช้... คงเป็แบบนั้น " ผมตอบอำพรางความรู้สึกและเหมือนอยากรู้ว่าความรู้สึกของเธอเช่นกัน
" จดหมายจากที่ไหนค่ะ ที่ได้รับเมื่อกี่" เธอถามส่วนมือก็กำลังจะนำผักที่หันเสร็จใส่หม้อตั้งไฟต้มค่อยๆปรุงรสราติโดยไม่มองหน้าผม
" จากโครบัสต้า " ผมตอบสั้นๆ
" โครบัสต้า " เธอก็พูด สั้นๆเช่นกัน
" ผมจะปฎิเสธ เคสนี้ก็ได้น่ะ แค่ตอบจดหมายปฏิเสธส่งกลับไป " ผมพูดด้วยความรู้สึกที่กังวลในใจ กลัวว่าเธอจะคิดมากเพราะผมไม่ได้เดินทางไปรักษาคนไข้ที่อยู่ไกลๆนานหลายปีแล้วั้แ่แต่งงานมา การปฏิเสธคนไข้ที่ขอความช่วยเหลือ ถึงอย่างไรลึกๆความรู้สึกบางอย่างในใจผมก็ยังขัดแย้งอยู่ดี
" โครบัสต้า อยู่ห่างจากนี้แค่3วันเอง คุณไปทำหน้าที่ของคุณเถอะค่ะ ถ้าที่นั้นมีทางแก้ไขหรือถ้าไม่คนไข้อาการไม่หนักคงไม่ต้องถือมือคุณ และที่สำคัญการรักษาเพื่อนมนุษย์ที่หมดหวังคือสิ่งยืนยันว่าโลกนี้ยังมีหมอโคลเวอร์คนเดิมอยู่ ฉันกับลูกจะอยู่รอคุณที่นี้อย่าห่วงอะไรเลยค่ะ " เธอหันมายิ้มอย่างอ่อนโยนเอาใบหน้าเธอมาซบที่แก้มพูดให้กำลังใจเพราะรู้ว่าผมติดลูกสาวไม่อยากจากไปนานๆ
" ขอบคุณ.. น่ะผมรักคุณน่ะมาร์ริน ผมจะรีบกลับมา " เป็คำพูดที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยม
" จะออกเดินทางวันไหนค่ะคุณ " เธอถามโดยความรู้สึกในใจลึกๆที่ไม่อยากให้เขาไปแต่คงไม่มีเหตุผลที่ไม่ให้เขาไปช่วยชีวิตคนที่กำลังรอคอยเขาอยู่ และไม่อยากให้เขารู้สึกผิดในอนาคตหากคนไข้ที่รอเขาต้องสูญเสียโดยที่ไม่ได้พยายามที่จะช่วยพวกเขาเลย การช่วยเพื่อนมนุษย์ของเขาโดยไม่สนว่าคนนั้นจะรวยหรือจะจนหรือคนนั้นจะดีเลวเช่นไรการเสียสละเพื่อส่วนรวมและยึดหลักจรรยาบรรณแพทย์ที่ยึดมั่น ใครมาให้เขาช่วย เขาก็จะช่วย เขาช่วยชีวิตนับหลายร้อยหลายพันให้รอดพ้นจากความตายมาได้เสมอ เป็หมอที่มีชื่อเสียงเก่งกาจคนหนึ่ง จนวันที่ฉันมาเจอเขา รู้ว่าการนึกถึงคนอื่นมากกว่าตนเองมันคือสันดารจิติญญาของหมอในตัวเขานี้คือเสน่ห์ของเขาที่ทำให้ฉันหลงรัก ในเมื่อเขาดูแลแต่ผู้อื่นโดยไม่คำนึงถึงตนเองฉะนั้นฉันเองต้องเป็ผู้ดูแลเขาที่ดีเช่นกัน
" พรุ่งนี้ น่ะที่รัก " ผมตอบและขอบคุณเธอที่เข้าใจและอยู่เคียงข้างมาตลอด จูบที่ริมฝีปากเธออย่างอ่อนโยน
" เดี่ยวฉันจะไปจัดกระเป๋าให้ค่ะ" มาร์รินพูดก่อนเดินไปอุ้มโอลิเวียที่นั่งเล่นตุ๊กตาหน้าเฉลียงบ้าน
' ถึงเวลาทานมื้อเช้าแล้วจ๊ะลูกรัก' เสียงของเธอกำลังพูดกับลูก เมนูมื้อเช้าเธอมักจะทำซุปข้าวโพดกับขนมปังฝีมือการทำอาหารแม่ศรีเรือนรสชาติที่ยังอร่อยไม่เคยเปลี่ยนไป....
"ฝากดูแลน้องสาวนายด้วยเมอร์ฟี่ ถ้าทำให้น้องสาวเ้างอแงกลับมาฉันจะจับนายทำไส้กรอกย่าง"
ผมหันไปขยิบตาก้มตัวลงมือชี้หน้าใส่คู่หูประจำฟาร์ม มันมายืนดูพวกเราทั้งสองที่หน้าประตูครัว มันเอียงคอแล้วก็ เห่าๆ โฮ๊ง ๆ กระดิกหางหมุนตัวรอบตัวเอง นั้นคือแสดงออกถึงการรับคำสั่ง ความแสนรู้ของมัน ต้องตอบแทนด้วยการเอามือไปลูบที่หัวมันเสมอ
.................................................../////////////////////////////........................................................
***** ในขณะเดี่ยวกันที่เมืองหลวง แนวร่วมแกนนำกลุ่มพรรคแรงงานหลายสิบคนกำลังประชุมวางแผนการปฎิวัติประเทศ ด้วยการล้มล้างรัฐบาลและราชวงศ์มาเซนโนเวีย ที่ห้องประชุมลับใต้ดินแห่งหนึ่งกลางเมืองหลวง*****
" ตอนนี้ไปที่ก็มีแต่คนตกงาน เพราะนโยบายของรัฐบาลที่มัวแต่สนใจแต่นำเข้าเครื่องจักรกลมาทดแทนแรงงาน"ผู้นำการประท้วง
' ใช้ว่ารัฐบาลที่ส่งเสริม แต่เป็คำสั่งราชองค์การของพระาาด้วยนี้สิ' เสียงแทรกลอยๆจากกลุ่มผู้คนที่มาร่วมประชุมที่อื้ออึง
' ประชาชนทุกย่อมหญ้าเดือดร้อน อดยาก บ้านเมืองมีแต่โจรที่คอยปล้นสะดม'
' นั้นสิถ้าปล่อยให้เป็แบบนี้รากฐานธุรกิจของพวกเราก็ต้องเจ๊งหมดพินาศกันพอดี'
' รัฐบาลก็ไร้ประสิทธิภาพ รังแกแต่คนจนที่ไร้ทางสู้ '
' ถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง อนาคตลูกหลานพวกเราก็ต้องเหมือนเราตอนนี้'
' ใช้.. ใช้..'
' แล้วเราจะเปลี่ยนแปลงได้ไงละ ในเมื่อประชาชนอย่างเรามีแค่มือเปล่าๆ'
" หึ่ม... การเปลี่ยนแปลงจะใช้สันติภาพและมือเปล่าไม่ได้หรอก " เสียงทุ้มต่ำของบุคคลปริศนาที่มีอำนาจพลังวาจา ลอยออกมาในมุมมืด ทำให้เสียงพูดแทรกที่ออกความคิดเห็นจอแจนั้นหยุดชะงัก ยืนสูบบุหรี่ในเงามืดเห็นแต่ไฟที่สว่างปลายบุหรี่ที่แดงสว่าง แล้วพูดต่อ
" ประชาชนกับจะสู้กับระบอบเผด็จการด้วยมือเปล่า คงเหมือนไข่ไปกระทบหินมีแต่เสียเวลาเปล่า พวกคุณกลับบ้านไปเถอะ " เขาแสยะยิ้ม คำพูดนั้นทำเอาประชาชนที่มาชุมนุมที่นั้นต่างไม่ใจลุกขึ้นมาโต้แย่งชายผู้นั้นทันที่ ผู้ชายคนที่พูดค่อยๆเดินออกจากเงามืด เขาเดินแทรกผ่ากลางวงคนกลุ่มนั้นเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าผู้นำกลุ่มประท้วงที่กำลังมีสีหน้าตึงเครียด เมื่อเขาเดินเข้ามาจนแสงไฟสีส้มส่องกระทบเห็นรูปร่างปรากฏชัด ใบหน้าที่คมเข้ม แววตาที่มุ่งมั่นที่ไร้ความปราณี ส้วมหลวกปีกสีดำในชุดสูทที่น้ำตาลแต่งกายเรียบร้อยมีเสน่ห์แก่ผู้ที่ได้พบเห็นดูไปแล้วเหมือนพวกที่ถนัดชอบใช้สมองวางแผน เขาคือแกนนำมวลชนพรรคแรงงานที่เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล
" โห้ว.. คุณ มาคอฟ แอลเดนิส คุณมาที่นี้ได้ไงกัน " ผู้นำการประท้วงถาม
" ผม จะมาชวนพวกคุณร่วมมือกันเพื่อปลดปล่อยประเทศนี้เป็อิสระ สนใจกันหรือป่าว " เขาคลี่ยิ้มบางๆ ไล่สายตากวาดมองทุกคนในที่นั้น
" แล้วคุณมีวิธีไหนที่จะหยุดอำนาจรัฐบาลประเทศนี้ " แก่นนำชั้นหัวกะทิถามแทรก
" การปลดปล่อยมันต้องมาจากทุกๆคน ไม่ใช้แค่พวกเราคนเดียว หากเราทุกคนร่วมพลังกัน ไม่ว่าั์จะใหญ่เท่าไร มันก็จะล้มจากสิ่งเล็กๆได้เสมอ อิสรภาพจากรัฐบาลที่ขูดรีด ที่มีราชวงศ์ชักใยเื้ัความสกปรก ขณะที่ประชาชนกำลังจะอดตาย หาเงินจ่ายภาษีแต่พวกเขากลับอยู่สบายกินดีอยู่ดีบนทุกข์ประชาชนไม่สนใจชาวบ้านอยากเราๆ ว่าจะอยู่หรือจะตาย วันตอนนี้เราต้องร่วมพลังแสดงให้พวกเขาเห็นว่าประชาชนอย่างเราจะกำหนดทิศทางและอนาคตของเราเอง อนาคตที่ไม่มีรัฐบาลจากอำนาจราชวงศ์หนุนหลัง เราสู้เพื่ออิสรภาพของเรา ตอนนี้ถึงเวลาแล้วทุกๆท่าน ที่พวกเราต้องล้างทำความสะอาดประเทศนี้ให้สิ้นซาก เราจะปฏิรูปประเทศใหม่และจะเขียนบัญทึกหน้าประวัติศาสตร์ด้วยตัวของพวกเราเองใครจะร่วมกับเราบาง มาสู้เพื่อมาเซนโนเวีย ! " แกนนำมวลชนพรรคแรงงานกล่าวสุนทรพจน์ด้วยพลังวาจาน้ำเสียงที่มีเสน่ห์ทรงอำนาจกับการพูดมาปลุกใจประชาชนในที่ประชุมนั้น
'เราต้องปฏิวัติ เราต้องปฏิวัติ เราต้องปฏิวัติ สู้เพื่อมาเซนโนเวีย ' เสียงคนที่มาร่วมชุมนุมต่างโห่ร้องเห็นด้วยเป็เสียงเดียวกันกับความคิดเขา
" เมื่อทุกๆท่านมีเจตนาเหมือนกัน อีก3วันจะมีงานวันราชสมภพ วันนั้นเราจะเรียกสิทธิ์ของประเทศมาเซนโนเวียของเรากลับคืนมา " เขาพูดต่อ พร้อมกำมือยกแขนขวาขึ้นสูงชูกำให้ประชาชนเป็สัญลักษณ์ สร้างความฮึกเหิมให้มวลชนของเขา เสียงโห่ร้องอย่างฮึกเหิมของคนที่ฟังเขาพูดในที่นั้นชื่นชมเขาอย่างวีรบุรุต ตอนนี้เขาเกลี้ยกล่อมประชาชนตามหัวเมืองต่างจนสร้างพลังมวลชนที่จะขับเคลื่อนการปฎิวัติ พร้อมที่จะปฎิรูปการเมืองใหม่ในประเทศมาเซนโนเวีย
.......................................................................................................................................................