"ท่านเทพโนอาร์ได้บันดาลอาวุธแห่งทวยเทพแก่พวกเราแล้ว! "
เสียงคำรามของบุรุษผู้ถูกเลือกกำลังดังมาจากแท่นพำนักของเทพเจ้า
บนยอดพีระมิดนั้นมีร่างของราชสีห์สีทองยืนอยู่คนหนึ่ง
เขาเป็นบุรุษหนุ่มผู้น่าเกรงขามที่มาพร้อมกับชุดเกราะสีทองประดับลวดลายสีแดงคล้ายเส้นใยประสาทแห่งชีวิต
แสงสว่างทีทองอร่ามจากชุดของเขา ได้ย้อมเงามือที่ถูกบดบังให้กลับมาฉับพลันสว่างเรืองรองอีกครั้งหนึ่ง
“เปิดคลังแสงของเทพเจ้า! ”
ชายผู้นั้นประกาศด้วยเสียงอันดังกึกก้อง
พริบตานั้นมวลอากาศหน้าพีระมิตก็ถูกบิดเบือนจนเห็นเป็นวังวนของกระแสน้ำ
มันหมุนวนอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นรูสีดำขนาดใหญ่ที่ฉายภาพของสถานที่อันแปลกตา
สถานที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยชุดเกราะสีขาวที่ดูบอบบาง หมวกเกราะที่ติดเครื่องแก้วประหลาดสีแดง และอาวุธไร้คมที่ดูคล้ายกับแท่งเหล็กสำหรับใช้ทุบตีมากกว่าจะเอาไปฟันแทง
มันเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิตนี้
“เหล่านักรบจงสวมอาวุธ! ”
พริบตาที่เขาลั่นคำสั่ง อาวุธกับชุดเกราะก็โบยบินออกมาจากรูสู่โลกภายนอก
พวกมันวิ่งเข้าหาเหล่านักรบที่ยืนประจำอยู่ในแนวหน้า พร้อมกับเข้าสวมติดตั้งให้ประนึ่งว่ามันมีความนึกคิดเป็นของมันเอง
เสียงกระแสไฟฟ้าเริ่มดังออกมาจากชุดเกราะ พร้อมกับที่มีแสงสีแดงส่องสว่างขึ้นมาตามรอยต่อของข้อพับแขนและขา
วิสัยทัศน์ที่ถูกมองผ่านหมวกเกราะ ถูกแต่งแต้มเติมเต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมาก
พวกเขาสามารถมองเห็นได้ถึงชีพจรชีวิตที่ไหลเวียนใต้ผิวโลก
สามารถมองเห็นร่างกายที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงไม้
สามารถรับรู้ที่ว่างได้กว้างไกลยิ่งกว่าที่เคยราวกับมีดวงตาติดอยู่รอบทิศทาง
สามารถได้ยินแม้แต่เสียงกระซิบของผู้คนที่ยืนห่างไกลออกไป
[เพาเวอร์สูท] นั่นคือนามของมัน
ในเวลาต่อมา อาวุธสีขาวที่คล้ายตะบองเหล็กยาวหนึ่งเมตรก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง
มันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงอยู่บนมือของพวกเขา ก่อนจะแตกตัวแยกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วเริ่มเรียงตัวขึ้นมาใหม่เป็นอาวุธที่น่าเกรงขาม
บางคนได้รับขวานที่ทรงพลัง
บางคนได้รับเป็นดาบเล่มโตที่มีขนาดใหญ่
บางคนได้รับเป็นกรงเล็มที่แหลมคม
มันอาวุธที่สามารถเปลี่ยนรูปทรงได้ทุกรูปแบบตามใจที่ผู้ใช้อยากปราถนา
[อาวุธไร้ลักษณ์] นั่นคือนามของมัน
“จงใช้อาวุธของเทพเจ้าบุกเข้าไปหยั่งดินแดนของอสูรเพื่อนำชัยชนะกลับมาสู่แผ่นดินของเรา! ”
บุรุษสิงโตเริ่มสั่งให้เหล่านักรบลั่นกลองสงคราม
ตอนนั้นเองที่สตรีเผ่าแมวในชุดเมดสีดำได้แย่งความสนใจไปจากบุรุษสิงโตผู้น่าเกรงขาม
เธอกระโดดออกมาจากข้างหลังของบุรุษสิงโตทองคำ พร้อมกับแผ่ออร่าสีแดงออกมา
ออร่าสีแดงนั้นถูกนำมารวมที่ตรงหน้าเธอ
มันก่อตัวเป็นก้อนทรงกลมขนาดห้าเมตร พร้อมกับส่งคลื่นเสียงที่ชวนทำให้ฝันร้ายดังไปทั่วทั้งแปดทิศ
“จงเปิดเส้นทาง”
สตรีเผ่าแมวเอยเอื้อนคำพูดออกมาอย่างเบาบาง แต่กลับได้ยินชัดไปทั่วทุกมุมของสนามรบ
ก้อนสีแดงฉับพลันเลือนหายไป
พร้อมกับที่เกิดปาฏิหาริย์จักปรากฏขึ้นตรงหน้า
เหล่านักรบต่างจับจ้องสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง
พวกเขามองเห็นบางสิ่งกำลังแตกตัวขยายออกมาจากจุดที่ก้อนสีแดงหายไป
มันมีลักษณะคล้ายกับผิวน้ำที่แตกกระจายออกเป็นวง ประหนึ่งก้อนลูกโป่งอากาศที่แตกออกใต้ผิวน้ำลึก
พวกเขาไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคือ [คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า] ที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
คลื่นนั้นกำลังเข้าปะทะกับม่านสีฟ้าที่หุ้มดินแดนของอสูรกายลอยฟ้า
ผิวม่านบาเรียเริ่มสั่นกระเพื่อมอย่างรุนแรงจากแรงปะทะ ก่อนจะถูกแหวกออกเป็นรูขนาดใหญ่ที่มีความกว้างมากกว่าสิบเมตร
“เส้นทางถูกเปิดแล้ว! ”
“ทุกคนเตรียมบุก! ”
นักรบเผ่ามนุษย์สัตว์ต่างลั่นกลองศึก ใช้อาวุธในมือทุบกระแทกสร้างจังหวะให้ฮึกเฮิม
เลือดในกายของพวกเขากำลังเดือดพล่าน และพร้อมที่จะทำสงครามแลกชีวิตเพื่อดินแดนแห่งนี้กันแล้ว
แต่ทว่าพอพวกเขาได้เงยหน้ามองขึ้นไปหยังเงาของแผ่นดิน ที่กำลังลอยอยู่เหนือพื้นขึ้นไปหลายสิบเมตรตรงหน้า---
“...ว่าแต่จะบุกขึ้นไปยังไงกันดีกันละนั่น? ”
---พวกเขาก็พบกับความจริงที่ว่าตัวเองนั้นบินไม่ได้...
“กระโดดเข้าไปเช่นนี้ไง”
บุรุษสิงโตคำรามเสียงดังกลบเสียงอื้ออึงของสนามรบ
เขากระโดดตัดอากาศจากยอดพิระมิดลงมาสู่แถวหน้าสุดของกองทัพนักรบนับล้านคน
การปรากฏตัวขึ้นที่แนวหน้าอย่างไม่ทันคาดคิดของเขา ทำให้เหล่านักรบต่างกล้ำกลืนน้ำลายลงคอพร้อมกัน
แสงสีทองที่ส่องประกายจากชุดเกราะเริ่มพร่าเลือนจางหาย
ในขณะเดียวกัน แสงสีแดงที่เป็นเส้นสายใยประสาทกลับเจิดจ้าสว่างขึ้นจนสายตาพร่ามัว
มวลอากาศรอบตัวเขาเริ่มไหลเวียนสับสนอลม่าน
แล้วพริบตาต่อมา ก็บังเกิดเสียงระเบิดกึกก้อง พร้อมกับที่ร่างของบุรุษสิงโตพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า
"จงเชื่อมันในเกราะของเทพเจ้าโนอาร์ แล้วพลังจักบังเกิดขึ้นให้แก่พวกท่าน! "
โดยไร้ซึ่งข้อกังขา
โดยไร้ซึ่งความสงสัย
เหล่านักรบต่างพร้อมใจกันทุ่มพลังใส่ขาทั้งสองข้างของตน แล้วกระโดดทะยานขึ้นท้องฟ้า เลียนแบบตามแสงสีทองที่สุกสว่างนั้นในทันที
ความปรารถนาที่จะโบยบินไล่ตามราชสีห์สีทอง ได้แปรเปลี่ยนเป็นแรงกระตุ้นสู่ชุดเกราะสงคราม
เส้นใยที่ถูกทักทออย่างละเอียดละออเข้ากับนาโนแมชชีน กำลังผันแปรเรียงตัวล้อเลียนรูปลักษณ์ของกล้ามเนื้อผู้สวมใส่
ล้อเลียนเพื่อพัฒนารูปลักษณ์ซ้ำขึ้นมา ก่อนจะระเบิดเป็นพลังเหนือธรรมชาติให้กับเจ้าของผู้ที่สวมใส่มัน
"โอ๊วววว! "
กองทัพมนุษย์สัตว์เริ่มกระโดดมุดเข้าช่องว่างที่ถูกเปิดออกบนม่านสีฟ้า โดยมีราชสีห์สีทองเป็นผู้นำทัพ
เหนือผืนดินคือผืนฟ้า
เหนือผืนฟ้าคือผืนดิน
เหนือผืนดินขึ้นไปคือกำแพงสีเทาที่ทอดยาวออกไปสุดปลายสายตา
กำแพง… ที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยต้องยอมปราชัยกลับไป
"พบศัตรูจำนวนมาก! "
บนยอดของกำแพงนั้น มีอาวุธร้ายที่พวกเขาไม่เคยพบเคยเห็นจากสงครามครั้งที่แล้ว ได้มาปรากฏอยู่บนนั้น
พวกมันมีลักษณะเป็นแท่งทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเท่าลำต้นของต้นไม้ใหญ่
มีผิวสีเงินมันวาวสะท้อนแสงตะวันจนแสบตา
ภายในนั้นกลวงโบ๋ราวกับเป็นหลุมลึกที่ไร้ก้น
มันถูกสร้าง และปล่อยให้ลอยตัวอย่างอิสระบนแท่นนูนทรงกลมสีเงินที่ส่องแสงสีขาว
"มันโจมตีมาแล้ว! "
นักรบเผ่าแมวคนหนึ่งกรีดเสียงดังขึ้นมาอย่างตื่นตระหนก
ขนของเขาตั้งชั้นฟูฟ่อง
ได้ยินเสียงเสียดอากาศแสบแก้วหู
ได้เห็นแสงสีน้ำเงินส่องประกายขึ้นจากบนยอดกำแพงตลอดแนว ราวกับมีพู่กันยักษ์มาละเลงสีแต่งแต้มย้อมให้มันกลายเป็นสีน้ำเงิน
พวกเขายังคงลอยอยู่ใจกลางอากาศ
ไร้ซึ่งพื้นให้ยืนหยัด
มีอิสระจากผืนแผ่นดิน แต่ไร้ซึ่งอิสระที่จะเคลื่อนไหวอย่างน่าตลกขบขัน
พวกเขาไม่อาจจะหลบเลี่ยงการโจมตีนี้ไปได้
กำแพงติดอาวุธที่ตั้งตระหง่านตรงหน้า มันทำให้เหล่านักรบหวนระลึกถึงฝันร้ายของสงครามครั้งแรก
บ่อเลือดกระจายไปทั่วแผ่นดิน
มิอาจต่อสู้ได้
มิอาจก้าวข้ามกำแพงนี้ไปได้
มิอาจที่จะเอาชนะเผ่าอสูรกายได้…
แสงแห่งมัจจุราชสีขาวอมน้ำเงินเริ่มย้อมร่างของนักรบนับร้อยที่อยู่ ณ รูกว้างบนม่านแสงสีฟ้า
ทุกชีวาจักต้องเลือนหายไปพร้อมกับยามที่แสงสว่างนั้นจบสิ้นลง
หากแต่กฏที่ว่านั้นกลับมิอาจใช้กับนักรบกลุ่มนี้ได้
ชุดเกราะอันล้ำสมัยที่มีส่วนผสมของแร่เฮเดสอันทรงคุณค่า คือตัวแปรที่ช่วยในการลบล้างพลังงานแสงรังสีนั้น
เกราะหัว เกราะตัว แขน ขา ทุกส่วนที่ถูกหุ้มปิดกายา ได้ช่วยปัดเป่าเงาแห่งมัจจุราชออกจากตัวพวกเขา
ไม่มีนักรบคนใด ที่ต้องยอมเสียสละพลีกายเหนือแผ่นดินจากการโจมตีในครั้งนี้
"สมกับที่เป็นเกราะของเทพเจ้า! "
"สุดยอด! "
"ได้เวลาโจมตีสวนกลับ! "
ในเวลาเดียวกัน เหล่าทัพชนเผ่าม้าก็เริ่มโจมตีสวนกลับ
พวกเขายกคันธนูยื่นตรงออกไป แล้วง้างมันออกโดยไร้ซึ่งคันศรกับลูกธนู
ถึงแม้จิตใจจะสงสัยว่าอาวุธแห่งเทพเจ้าทำไมถึงมีรูปลักษณ์พิกลพิการ แต่พริบตานั้น ข้อกังขาก็ถูกปัดเป่าหายไปจนสิ้น
แสงสีแดงพึงบังเกิดขึ้นบนที่ว่างอากาศทันทีที่พวกเขาง้างธนูที่ไร้คันศร
มันคือลำแสงเลเซอร์ที่มีอำนาจทะลวงได้แม้โลหะหนาในชั่วพริบตา
ศรแสงสีแดงนั้นถูกยิงออกไปดั่งห่าฝน พุ่งเป็นเส้นตรงโดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงกฏของแรงโน้มถ่วง
อาวุธที่ดูแข็งแรงเกรียงไกรของศัตรู ถูกเจาะหลอมละลายสิ้นด้วยลูกศรเพียงดอกเดียวเท่านั้น
"ฮะ! "
ท่ามกลางแสงสีแดงที่โปรยปราย มีแสงสีทองพุ่งทะยานตามลงไป
นั่นคือบุรุษสิงโต ชายผู้ถูกเลือกโดยเทพเจ้าของพวกเขา
มือทั้งสองเขากำดาบสีขาวเล่มโต แล้วฟันมันลงบนกำแพงสีเทาที่ขวางเส้นทางระหว่างพวกเขา กับเมืองของอสูรกายเอาไว้
กำแพงสูงสิบเมตรที่ขวางเส้นทางได้ถูกแยกออกเป็นสองฝั่ง ประหนึ่งการแยกแม่น้ำของโมเสก
กำแพงที่ไม่เคยพังทลาย ได้ถูกตัดแยกออกเป็นสองส่วนในชั่วพริบตา
กำแพงสูงมิอาจก้าวข้าม
อาวุธอันทรงพลังที่มิอาจเอื้อมเอาชนะ
ในวันนี้ พวกเขา สามารถก้าวข้ามมันไปได้แล้ว
“สุด… สุดยอด...”
เหล่านักรบที่เคยผ่านสงครามครั้งแรก ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาอย่างไม่รู้ตัว
ความเศร้า
ความสุข
ความทุกข์
ความเจ็บปวด
และความปิติยินดี
ทุกอารมณ์กำลังอัดแน่นอยู่ภายในหัวใจ แล้วหลั่งออกมาเป็นน้ำตาให้กับสหายผู้ล่วงลับที่จากไปเพราะสงคราม
พวกเขาไม่ใช่ผู้แพ้อีกต่อไป
นักรบแห่งเผ่ามนุษย์สัตว์ จะไม่มีคำว่าพ่ายแพ้อีกต่อไป
สหายมิตรแห่งข้าเอย จงนอนตายตาหลับเสียเถิด
ไม่มีสิ่งใดที่พวกเจ้าจำต้องเป็นห่วงอีกต่อไป
สงครามในคร่านี้จะมีเพียงแต่ชัยชนะเท่านั้น
พวกเรา จะมีแต่เพียงชัยชนะเท่านั้น!
"ทุกคน! บุกเมืองเผ่าอสูรกาย! "
"โอ๊ววววว! "
***เจ้าแห่งฮาเร็มสาวยัน [โนอาร์]
ฉันทำหน้าที่ของฉันเสร็จแล้ว
ตอนนี้นายท่านคงกำลังนำทัพพวกเศษสวะบุกเข้าไปข้างในเมืองศัตรูอยู่
จากที่ดูตรงนี้ เหมือนว่าจะสามารถบุกเข้าไปได้อย่างปลอดภัยดี
อาวุธของศัตรูไม่อาจเทียบรัศมีอาวุธของฉันได้เลย
แต่ว่า…
ทำไมถึงใช้อาวุธรังสีกับพวกเรา ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไร้ประโยชน์กันนะ?
แถมยังไม่มีร่องรอยของยามหรือทหารคอยตรวจตราเฝ้ากำแพงเมืองอีกด้วย
อยากจะตรวจสอบจำนวนสิ่งมีชีวิตภายในเมืองของศัตรูอยู่เหมือนกัน แต่เป็นเพราะบาเรียที่น่ารำคาญ เลยทำได้แค่ตรวจสอบรอบ ๆ บริเวณบาเรียที่เจาะเข้าไปได้เท่านั้นเอง
ซึ่งฉันพบว่าไม่มีวี่แววแม้แต่เงาทหารของศัตรูแม้แต่คนเดียว...
“อืม...”
ถ้าคิดในแง่ร้ายคือเป็นแผนล่อเข้าเมืองเพื่อปิดประตูตีแมว
แต่ถ้าคิดในแง่ดีคือศัตรูจัดหาอาวุธมาเตรียมใช้ต่อต้านไม่ทันการ
"... ช่างเถอะ"
ต่อให้เป็นอาวุธแบบใด ก็ไม่มีทางเจาะเกราะทองคำของนายท่านได้หรอก
อีกอย่าง ถ้าถึงเวลาอันตรายจริง ๆ ฉันก็สามารถควบคุมชุดเกราะของทุกคนให้มาเป็นโล่เนื้อกับนายท่านได้ทุกเวลาอยู่แล้ว
ตอนนี้มาสนตรงนี้ก่อนดีกว่า
"ฮุ ฮุ ฮุ"
ในที่สุดก็ถึงเวลานี้
เวลาที่ฉันจะสามารถขจัดเสี้ยนหนามคู่แข่งทางความรักไปให้หมดสิ้น
ถึงฉันอีกคนจะบอกว่ายอมให้ไพไรต์มีฮาเร็มได้ แต่ฉันคนนี้ยอมรับไม่ได้ค่ะ
ของทุกอย่างคือของ ๆ ฉัน และมีฉันเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นค่ะ
โนอาร์คนนั้นไร้เดียงสาเกินไปค่ะ
โชคดีที่โนอาร์ผู้ไร้เดียงสาเหนื่อยจนหลับไปแล้ว ฉันเลยมีโอกาสกลับมายึดร่างกายนี้ได้สำเร็จ
ถึงหุ่นยนต์จะไม่มีวันเหนื่อย แต่จิตวิญญาณไม่ใช่เช่นนั้นค่ะ
เอาละ ว่าแล้วรีบใช้โอกาสนี้จัดการทุกอย่างแทนยัยคนอ่อนหัดก่อนดีกว่าค่ะ
ตอนนี้สงครามได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
นายท่านไพไรต์กำลังนำทัพอยู่ในแนวหน้า
เพราะแบบนี้ เลยทำให้ยัยเสือขี้ขโมยรู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ค่า
นายท่านไม่รู้สึกตัวเลยว่ายัยเสือคนนั้นกำลังรู้สึกน้อยใจที่ทำประโยชน์ให้ไม่ได้
ดังนั้น ในฐานะเมียหลวงที่ดี จึงต้องตอบรับความปราถนาของเมียน้อยค่ะ
ตอบรับด้วยการมอบชุดนัดรบที่มีพร้อมกับแขนขาเทียมให้กับยัยนั่นค่ะ
พอยัยนั่นได้รับพลัง มันจะต้องกระโจนไปแนวหน้าเพื่อต่อสู้ร่วมกับนายท่านอย่างแน่นอน
แต่ในสงครามอะไรก็เกิดขึ้นได้ค่ะ
บางทีชุดเกราะอาจเสียกลางทาง
บางทีอาจจะมีกระสุนลูกหลงพุ่งเข้าใส่
หรือไม่ก็ชุดขัดข้องจนระเบิดตัวเองอย่างปริศนา
สนามรบมันอันตรายมากเลยค่ะ
หุ หุ หุ
ฉันเฝ้ารอช่วงโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาอย่างอดใจทนรอไม่ไหวแล้วค่ะ!