ประตูแง้มออกหนิงเฟยหลงมองออกไปด้วยความไม่พอใจ“ใครกัน ?”
“พวกข้าเองเจ้าจำพวกข้าได้หรือไม่ ?” หนึ่งในกลุ่มคนตอบกลับด้วยความเคียดแค้น
เมื่อหนิงเฟยหลงมองออกไปก็พบกับเจ้าของเสียงนั่นไม่ใช่เจ้าฟันเหยินที่มาหาเรื่องมันก่อนหน้านี้หรือ ? ไม่ถูก ๆตอนนี้มันฟันหลอแล้ว “ที่แท้ก็เป็นเจ้า”
“อะไรคือที่แท้ก็เป็นเจ้าเจ้าจำคนหล่อ ๆ อย่างข้าไม่ได้เช่นไร ?” ผู่อี้ไม่พอใจเป็นอย่างมากราวกับว่ามันเป็นผู้หล่อเหลาจริงๆ (ตอนที่68)
หนิงเฟยหลงอดไม่ได้ที่จะสำรวจดูรูปร่างหน้าตาของชายผู้นี้ใหม่แล้วเอ่ยถาม “อะไรคือความหล่อเหลาของเจ้ากัน ?”
“ก็ใบหน้าของข้าอย่างไรเล่า”ผู่อี้กล่าวพลางลูบใบหน้าของตนเอง ทำเอาคนที่ตามมาด้วยกับหนิงเฟยหลงสำลักลมหายใจในความมั่นหน้าของชายผู้นี้
“แล้วเจ้ามาทำไมกัน?”
ผู่อี้กำลังลูบหน้าตนเองอยู่ก็นึกขึ้นได้มันไม่ได้จะมาโชว์ความหล่อเหลาของตนเอง กลับกันมันมาที่นี่เพื่อการแก้แค้น“เจ้าลืมความแค้นของเราไปแล้วรึ ?”
“ความแค้น ?ของเจ้าผู้เดียวมิใช่รึ ? นั่นมันไม่ใช่ของข้า” หนิงเฟยหลงกล่าวพร้อมกับยิ้มให้
“บัดซบเอ๊ย !! ข้าอยากจะตบเจ้าให้ตายคามือจริง ๆ”ผู่อี้ยืดอกขึ้นแล้วชี้หน้าหนิงเฟยหลง “หากเจ้ายอมคุกเข่าคำนับข้าสามครั้งแล้วยอมติดตามข้า รับรองว่าเจ้าจะไม่เจ็บตัวต่อแต่นี้ไปในเขตฝ่ายนอกจะไม่มมีใครมาทำร้ายเจ้าได้อีก”
“เร็วเข้าเจ้ารีบคำนับพี่ผู่อี้ เขาจะได้เมตตาเจ้าวันนี้จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว” คนที่มาด้วยกล่าวเสริม
“อย่างนั้นหรือ ? พวกท่านจะไม่ติดใจเอาความข้าอีก ?”
“แน่นอน”ผู่อี้กล่าวขึ้นอย่างหนักแน่นพร้อมกับนำมือวางบนบ่าของหนิงเฟยหลง
หนิงเฟยหลงแสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายแล้วกล่าวต่อว่า “แล้วหากเป็นพวกท่านคำนับข้าสามครั้ง ข้าเองก็คงไม่ถือสาเช่นกัน”จากนั้นภาพที่พวกผู่อี้เห็นก็เป็นฉากดำมืดมีแสงระยิบระยับภาพอื่นนอกจากนี้พร่ามัวไปเสียหมด แล้วค่อย ๆ กลายเป็นมืดสนิท
...
ผู่อี้เป็นคนแรกที่ได้สติมันรู้สึกจุกท้องอย่างไรก็ไม่รู้อีกทั้งยังมึนหัว และยังรู้สึกว่ามีลมเย็นพัดไปมา“ทำไมวันนี้อากาศช่างเย็นนัก” มันอดที่จะบ่นพึมพำไม่ได้ แต่เมื่อลืมตาแล้วมันก็ถึงกับตกใจ ผู่อี้คิดว่าตนเองตาฝาดไปจึงขยี้ตาและถ่างให้มากกว่าเดิมใช่นี่มันคือเรื่องจริง !
มันกับพรรคพวกกำลังห้อยอยู่บนต้นในสภาพที่เปลือยเปล่าผู่อี้แทบจะกระอักเลือดออกมา มันทั้งโกรธทั้งอับอาย “หนอยแน่เจ้าศิษย์ใหม่นั่นรอข้าก่อนเถอะ หากข้าลงไปได้จะรีบไปขอความช่วยเหลือจากศิษย์ฝ่ายในมาจัดการเจ้าให้รู้สำนึกให้ได้ !” มันตะโกนอย่างบ้าคลั่ง
ผู่อี้และพรรคพวกต้องห้อยอยู่อย่างนี้นานกว่าครึ่งชั่วยามผู้อาวุโสจึงมาพบเห็นและปล่อยมันลงไปแต่ก่อนหน้านั้นศิษย์ทั้งหลายที่ผ่านไปหาก็ล้วนเห็นพวกมันทั้งสิ้นพากันหัวเราะเป็นเรื่องขบขันไปทั่วสำนักเสียแล้วผู้อี้ไม่รู้ว่าจะนำหน้าอันหล่อเหลาของตนไปซุกไว้ที่ใดดี
...
หลังจากที่หนิงเฟยหลงจัดการผู่อี้และคนอื่น ๆ ไปมันก็ได้กลับเข้าไปฝึกดังเดิม เพียงแต่มีคำถามเกิดขึ้นทั่วทั้งสำนักล้วนรู้กิตติศัพท์ของมันแต่ทำไมผู่อี้ผู้นี้ถึงไม่รู้ทั้งยังมาชวนต่อยตี หมอนี่ท่าจะบ้า หรือว่าโง่ก็ไม่รู้หวังว่าจัดการเพียงเท่านี้จะทำให้พวกนั้นอับอายจนไม่กล้าสู้หน้าใครไปอีกนานนี่เป็นบทเรียนที่บังอาจมายุ่มย่ามกับจงเฉิงป๋อผู้นี้
หนิงเฟยหลงตัดสินใจที่จะฝึกฝนร่างธาราเคลื่อนก่อนร่างนี้มีประโยชน์อย่างมากในการตั้งรับมันมีพลังที่ใช้ได้ทั้งโจมตีและตั้งรับนับว่าสมดุลที่สุดในบรรดาสามร่างที่มีตัวเลือกในการโจมตีมันมีค่อนข้างมากแล้ว แต่การตั้งรับนั้นไม่มีถึงแม้จะได้รับเกราะว่างเปล่ามา แต่หากไม่ถึงคราวจำเป็นจริง ๆ มันจะไม่ใช้เด็ดขาดนั่นมันเสี่ยงเกินไป
ร่างลมหวนกับร่างธาราเคลื่อนนั้นต่างกันอยู่มากร่างลมหวนเน้นความเร็วเข้าใจในสายลม แต่ร่างธาราเคลื่อนนั้นอ่อนโยนแข็งแกร่งในเวลาเดียวกัน มันค่อนข้างยากที่จะเข้าใจได้โดยเร็ว...
ร่างธาราเคลื่อน !
พลังธาตุวารีปะทุก ตูม ! ปราณธาตุแตกออกกระจายไป ร่างกายมันยังเข้ากับปราณวารีไม่ได้ชายหนุ่มนึกออกถึงเพลิงสีชาดทันที “ทำอย่างไรดี ?” มันไม่รู้ว่าควรจะฝึกฝนเช่นไร ?แต่ก็นึกถึงชายลึกลับที่มันเคยสู้ด้วย ชายผู้นั้นมีทั้งธาตุไฟ และพลังหยินชั่วร้ายทั้งสองไม่ถูกกัน แต่กลับอยู่ในตัวคน ๆ เดียวได้ เช่นนั้นมันก็ต้องลองดู
หนิงเฟยหลงพยายามทำอีกหลายครั้งแต่ก็ล้มเหลวชายหนุ่มเริ่มที่จะท้อ..มันลงนอนแผ่ไปกับพื้นแล้วหลับตานอนเล่นหากทำไม่ได้ก็พักผ่อนเสียหน่อย ไม่แน่ว่าอาจคิดได้...
“ใช่แล้ว ! ต้องลองดู ลองดู !”หนิงเฟยหลงกลับมานั่งลงอีกครั้งรวมสมาธิสัมผัสพลังอัคคีและวารีขึ้นพร้อมกันมือข้างขวาปรากฏเปลวเพลิงสีชาด ข้างซ้ายปรากฏเป็นวารีธาตุ“บ่มเพาะมันทั้งสองร่างนี่แหละ”มันต้องประหลาดใจเมื่อตนเองสามารถควบคุมพลังธาตุทั้งสองได้ แต่ทว่า...
วืด...ตูม !!!!
“อั่ก !”เกิดระเบิดขึ้นเมื่อหนิงเฟยหลงนำมือทั้งสองข้างมาประกบแขนทั้งสองข้างแทบจะฉีกออกจากกันมันรู้สึกได้ถึงร่างกายที่สามารถแตกออกได้ทุกเมื่อ “อันตรายเกินไป...”
พลังที่นำมารวมเข้ากันก่อนหน้านั้นรุนแรงเกินไปอีกทั้งยังไม่สงบมันควบคุมได้ไม่ดีพอทั้งสองร่างไม่สามารถฝึกพร้อมกันได้ หรือว่ามันต้องฝึกร่างหงสาก่อนแต่ร่างหงสามีข้อกำหนดไว้มันต้องได้ครอบครองโลหิตหงสาเสียก่อนจึงจะสามารถฝึกฝนร่างกายนี้ได้
ชายหนุ่มไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหงสาคืออะไรบันทึกที่มันเคยอ่านไม่เคยมีคำนี้ปรากฏขึ้นมาก่อนจะให้มันไปหามาได้อย่างไร ?
หากฝึกฝนร่างใดไม่ได้ก็จะเหลือเพียงร่างลมหวนกระนั้นหรือ ?ไม่มีทางมันจะไม่ยอมแพ้
หนิงเฟยหลงใช้เวลาไปกับการฝึกร่างนี้นานถึงสี่วันนับเวลาปกติบนทวีปก็ไม่อาจฝึกสำเร็จ
เหลือเวลาอีกหนึ่งวันในการประลองหนิงเฟยหลงค่อนข้างจะผ่อนคลายอย่างไรเสียในสำนักตอนนี้คนที่เป็นศิษย์ก็ไม่มีใครต่อกรมันได้ทั้งนั้นหรือแม้แต่ผู้อาวุโสก็ตามที หากจะมีคงมีแต่รองเจ้าสำนักทั้งสองและเจ้าสำนักเท่านั้น !
วันนี้เป็นวันก่อนวันประลองแล้ว ชายหนุ่มไม่ได้เร่งรีบที่จะออกไปมันบ่มเพาะจิตต่ออีกสักหน่อยตั้งแต่จากป่าใหญ่สมบัติแห่งโชคชะตามามันก็ไม่ได้บ่มเพาะพลังจิตอีกนี่นับเป็นโอกาสดีฝึกฝนเสียหน่อย เผื่อการทดสอบวันอาจจำเป็นต้องใช้
พลังจิตมันเพิ่มพูนขึ้นทุกขณะแต่ที่น่าแปลกคือพลังจิตนั้นสามารถเติบโตไปพร้อมกับพื้นฐานลมปราณได้ยิ่งมีพลังยุทธ์สูงขึ้น พลังจิตก็จะยิ่งมากขึ้นตามแต่หากฝึกฝนพลังจิตไปด้วยนั่นจะยิ่งทำให้เกิดความก้าวหน้าที่เหนือล้ำกว่าพื้นฐานลมปราณเสียอีกนับเป็นข้อได้เปรียบสำหรับผู้บ่มเพาะพลังจิตที่สามารถฝึกฝนพลังยุทธ์อย่างหนิงเฟยหลงซึ่งมันอาจเป็นผู้เดียวที่สามารถทำได้
“ไม่น่าล่ะ ผู้ฝึกฝนพลังยุทธ์ส่วนมากถึงอิจฉาผู้บ่มเพาะพลังจิตเพราะมันน่าอัศจรรย์อย่างนี้นี่เองนอกจากการเติบโตจะเร็วแล้วยังแข็งแกร่งมากกว่าด้วย”
แววตาของหนิงเฟยหลงเริ่มสั่นไหวยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าอนาคตของตนต้องไร้ขีดจำกัดเป็นแน่ความฮึกเหิมบังเกิด กระตุ้นการฝึกฝนให้มากขึ้น สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้มันหยิ่งทะนงแต่ยิ่งทำให้ชายหนุ่มขับเคลื่อนไปด้วยความเร็วที่มากขึ้น !
และแล้วเวลาที่ยาวนานของมิติปริศนาก็หมดลง เมื่อถึงเช้าวันใหม่ของเวลาทวีปปกติวันนี้คือวันประลองเลื่อนขั้นของศิษย์ในสำนักยุทธ์หลวงหนิงเฟยหลงออกจากมิติอย่างรวดเร็ว ที่มันรีบไปไม่ใช่เพราะตื่นเต้นแต่เป็นเพราะไปดูความก้าวหน้าของหนิงอันอันก็เท่านั้น
..........