จารึกที่ 6 : เงาโลหิตไล่ล่าสังหาร : เดิมพันด้วยชีวิตและทรัพย์สิน
ท่ามกลางมวลอากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของเกสรบุปผา บรรยากาศภายในโรงประมูล "เมฆาโชติ่" กลับตึงเครียดประหนึ่งสายซอที่ถูกขึงจนเกือบขาดผึง เสียงขานราคา "25 ตำลึงเงิน" ของอาเจียยังคงดังก้องสะท้อนไปมาราวกับคำประกาศา ชายชุดคลุมสีเทาจากมุมมืดหันมาจ้องมองเด็กหนุ่มอย่างเชื่องช้า ดวงตาภายใต้เงาหมวกนั้นคมกริบและเย็นเยียบดุจคมมีดที่กำลังกรีดลงบนผิวเนื้อ
"30 ตำลึงเงิน..." เสียงของมันราบเรียบไร้อารมณ์ แต่กลับแฝงด้วยแรงกดดันมหาศาลที่ทำให้ผู้คนรอบข้างหายใจติดขัด
อาเจียสะดุ้งโหยงเหมือนถูกน้ำร้อนลวก ความหน้าเงินที่พุ่งพล่านในอกเปลี่ยนเป็ความปวดร้าวที่แล่นริ้วไปถึงขั้วหัวใจ
'สามสิบตำลึง! นั่นมันค่าแรงข้าสามปี! เ้าบ้านี่มันเห็นเงินเป็ใบไม้ร่วงหรืออย่างไร!'
เขาอยากจะถอดใจแล้วเก็บเงินไว้กอดให้นอนหลับฝันดี แต่เสียงตวาดของ มู่เฉิน ยังคงดังสนั่นในจิติญญา
[สู้ต่อเ้าหนู! ชิ้นส่วน มารศิลา (石魔 - สือหมัว) แห่งยุคาชิ้นนี้คือหัวใจสำคัญ หากคลาดคลาไป เ้าจะต้องเสียใจยิ่งกว่าเสียเงินร้อยเท่า!]
อาเจียกัดฟันกรอด น้ำตาแห่งความเสียดายรื้นขึ้นมาคลอเบ้า เขาหลับตาลงนึกถึงภาพ หมั่นโถวไส้เนื้อรสเลิศ ที่กำลังจะลอยหายไป ก่อนจะตัดสินใจะโออกไปด้วยเสียงที่สั่นเครือแต่แฝงความดุดันของสุนัขจนตรอก
"40 ตำลึงเงิน! ...ขาดตัว!"
สิ้นเสียงะโ ห้องประมูลตกอยู่ในความเงียบงัน ชายชุดคลุมเทาจ้องมองอาเจียอยู่ครู่หนึ่ง รังสีสังหารที่แผ่ออกมาจางลงเล็กน้อยก่อนที่มันจะแค่นเสียงในลำคอแล้วนั่งลง ยอมถอนตัวจากการประมูล ทว่าสายตาคู่นั้นกลับสื่อความหมายชัดเจนว่า 'เก็บรักษาของไว้ให้ดีเถิด เพราะอีกไม่นานมันจักเป็ของข้า'
เมื่อผู้ดำเนินรายการเคาะค้อนไม้จบการประมูล อาเจียทรุดตัวลงกับเก้าอี้ด้วยสภาพเหงื่อกาฬท่วมตัว ร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรงประหนึ่งเพิ่งผ่านศึกาพันลี้ อันเนื่องมาจากผลสะท้อนของความเครียดที่ต้องสูญเสียทรัพย์สินก้อนโตไปในพริบตา
...
ใน่บ่ายคล้อยที่ตะวันเริ่มอ่อนแสงลงและเงาไม้ทอดยาว อาเจียเดินออกจากห้องรับรองด้วยท่าทางระแวดระวัง ในอ้อมแขนกอดกล่องไม้ใส่ ชิ้นส่วนมารศิลา ไว้แน่นยิ่งกว่าชีวิต
เฟิงอี้หราน ที่เดินมาส่งได้กล่าวเตือนด้วยสีหน้าจริงจัง "สหายอาเจีย คนผู้นั้นคือ 'เงาโลหิต' นักฆ่ามือดีจากหออัคคีทมิฬ มันไม่เคยปล่อยเหยื่อที่แย่งของมันไปได้รอดกลับบ้าน... เ้า้าให้ข้าส่งคนคุ้มกันหรือไม่?"
อาเจียชะงักกึก สมองคำนวณอย่างรวดเร็ว หากให้สำนักพู่กันเพลิงคุ้มกัน เขาอาจต้องเสียค่าตอบแทน หรือแย่กว่านั้นคือความลับเื่พู่กันนิรันดร์อาจรั่วไหล เขาจึงส่ายหน้าพร้อมงัดคติพจน์ด้านการเอาตัวรอดขึ้นมาใช้
"ถ้าสู้แล้วไม่ได้กำไร วิ่งหนีคือยอดกลยุทธ์... ข้ามีวิธีของข้า ขอบคุณสหายเฟิงที่หวังดี"
อาเจียแยกตัวออกมา เดินลัดเลาะไปตามตรอกซอยที่คดเคี้ยวของเมืองการค้าหลิน ท่ามกลางฝูงชนที่เริ่มบางตาในยามโพล้เพล้ เขาแสร้งทำตัวเป็เด็กบ้านนอกที่ตื่นเต้นกับของใหม่ แต่ประสาทัักลับตื่นตัวเต็มที่ มู่เฉินคอยระวังภัยให้อย่างใกล้ชิด
[มันตามมา... สามคน... ระยะห่างห้าสิบก้าว] เสียงมู่เฉินเตือนเรียบๆ แต่เย็นเยียบ
อาเจียใจหายวาบ เขาเลี้ยวเข้าสู่ซอยแคบที่เต็มไปด้วยกองขยะและลังไม้ผุพัง ทันใดนั้น! เงาร่างสามสายก็พุ่งทะยานลงมาจากหลังคาดักหน้าและหลังปิดทางหนี ชายชุดเทาคนเดิมเดินออกมาจากเงามืด กระบี่ในมือส่งเสียงกรีดร้องแหลมเล็กเมื่อถูกชักออกจากฝัก
"ทิ้งของไว้ แล้วไสหัวไป... หรือจะทิ้งชีวิตไว้พร้อมของ" มันเอ่ยเสียงเรียบดุจมัจจุราช
อาเจียก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังชิดกำแพงเย็นเฉียบ มือข้างหนึ่งกำ พู่กันนิรันดร์ ในสาบเสื้อแน่น อีกข้างกระชับกล่องไม้ ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนี้ แทนที่ความกลัวจะครอบงำ สัญชาตญาณความตระหนี่กลับทำงานก่อนสิ่งอื่นใด
'ถ้าสู้... กระบี่มันอาจทำลายเสื้อผ้าข้าเสียหาย... หรือถ้าข้าาเ็ ค่ายาก็แพงหูฉี่...'
"พี่ชาย..." อาเจียฉีกยิ้มแห้งแล้งที่ดูน่าสมเพช "ของชิ้นนี้ข้าซื้อมาตั้งสี่สิบตำลึง ท่านจะมาปล้นกันดื้อๆ แบบนี้ มันไม่โหดร้ายต่อกระเป๋าเงินคนจนไปหน่อยหรือ?"
เงาโลหิตไม่ตอบ แต่วาดกระบี่ฟันฉับพลัน! คลื่นพลังสีแดงฉานพุ่งเข้าใส่อาเจียหมายจะผ่าร่างให้เป็สองซีก!
"ชนะแล้วได้แค่ชื่อเสียง สู้แพ้แล้วเสียค่ายา ข้าไม่ทำ!"
อาเจียะโลั่นพร้อมทิ้งตัวกลิ้งหลบไปด้านข้างอย่างทุลักทุเลคล้ายสุนัขจนตรอก แต่ทว่าในจังหวะที่กลิ้งตัวหลบนั้น มือของเขาแอบตวัดพู่กันนิรันดร์วาดอักขระที่ร่ำเรียนมาจากจารึกก่อนหน้า ปรากฏ อักขระสุ่ย (水) ที่หมายถึงน้ำ ผสมผสานเข้ากับ วงล้อสูญตา (O) ที่มี อักขระหลิง (零) วูบไหวอยู่ภายใน ลงบนกองขยะเน่าเปียกชื้นข้างตัวอย่างรวดเร็ว!
อาเจียแสยะยิ้มเ้าเล่ห์แล้วะโข่มขวัญศัตรูเสียงดังลั่น
"จงลิ้มรส... เคล็ดวิชาลับ: หมอกพิษัทมิฬกลืนดารา!"
(ทั้งที่ในใจรู้ดีว่ามันคือ 'ะเิน้ำล้างขยะ' ต่างหาก)
[...] มู่เฉิน ถึงกับพูดไม่ออก ในห้วงจิติญญาปรากฏภาพิญญาายกมือขึ้นปิดหน้าด้วยความอับอายสุดขีด พลางถอนหายใจยาวเหยียดที่ะเืไปถึงก้านสมองของอาเจีย [เ้าหนู... อย่าได้เอาชื่อสุนัขมาเรียกศาสตร์า... วิชาควบคุมธาตุอันสูงส่งของข้า กลายเป็ะเิขยะไปเสียแล้ว... ข้าอยากจะบ้าตาย!]
ตูม!
อักขระหลิง (零) กระชากความชื้นจากกองขยะออกมาขยายผลอย่างรุนแรงตามกฎธาตุน้ำ บังเกิดเป็ไอน้ำะเิออกกลายเป็ม่านหมอกสีเทาหนาทึบที่เหม็นเน่าคละคลุ้งไปทั่วตรอก แต่มันไม่ใช่หมอกธรรมดา ด้วยอำนาจของ อักขระหลิงมันดูดกลืนแสงสว่างรอบข้างไปจนหมดสิ้น ทำให้ตรอกนั้นมืดมิดประหนึ่งราตรีอนธการในชั่วพริบตา!
"อ้ากก! ตาข้า!" เสียงร้องของนักฆ่าลูกสมุนดังระงมเมื่อสูญเสียการมองเห็น
อาเจียไม่รอช้า เขาอาศัยความชุลมุนนี้วิ่งหนีสุดชีวิต แต่ด้วย ความเขียม ที่หยั่งรากลึก แม้ในขณะวิ่งหนีตาย เขาก็ยังอุตส่าห์ก้มลงเก็บเศษเหล็กจากดาบของนักฆ่าที่ทำหล่นไว้เมื่อครู่ยัดใส่กระเป๋า 'เหล็กดี... ขายได้หลายอีแปะ...' ก่อนจะหายตัวไปในความมืดของเส้นทางลับที่มู่เฉินชี้แนะ ทิ้งให้กลุ่มนักฆ่าฟาดฟันกับความว่างเปล่าและความเหม็นเน่าของกองขยะ
เมื่อพ้นระยะอันตราย อาเจียมาหยุดหอบหายใจอยู่ที่ชายป่ารกร้างนอกเมือง เขาทรุดตัวลงนั่งพิงต้นไม้ใหญ่ มือสั่นเทาหยิบกล่องไม้และเศษเหล็กขึ้นมาดูพลางหัวเราะแห้งๆ ทั้งน้ำตา
"เสียเืได้... แต่เสียทรัพย์สินเงินทองไม่ได้... วันนี้ข้ารอด... แถมยังได้กำไรเป็เศษเหล็กมาอีกชิ้น..."