เซียนกวีท่องโลกวรรณกรรม (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 52 :ประชันอาคมลัทธิเต๋าและกวีสลักจารึก

    ตอนที่ 52 :ประชันอาคมลัทธิเต๋าและกวีสลักจารึก

     

    “ที่แท้กวีสรรเสริญที่ท่านคณบดีบอกว่าจะนำไปแขวนไว้ในห้องโถงใหญ่คือบทกวีสลักป้ายโลหะที่เอง......”

     

    หลินอี้ได้สติกลับคืนมาเช่นกัน

     

    ขณะเดียวกันจิตใจก็รู้สึกตื้นตันยิ่งนัก บัดนี้เขาก็มิรู้ว่าจะเอ่ยสิ่งใดออกมา

     

    ตอนที่เขาเดินทางมาสำนักศึกษาผิงโจวได้ถูกบัณฑิตเหล่านั้นดูแคลน

     

    เขาถูกบีบบังคับให้แต่บทกวีที่เปียมพลังพรสวรรค์ออกมา ซึ่งสามารถโน้มน้าวใจพวกเขาได้เป็นอย่างดี

     

    บัดนี้เนื่องด้วยกวีสลักป้ายโลหะของเขานี้ ทำให้ทุกคนพากันยกย่องเขาเป็นอาจารย์

     

    พวกเขาเคารพนับถืออย่างสุดหัวใจ

     

    หรือบางทีอาจเป็นดั่งที่ท่านคณบดีเจิ้งจือชิวกล่าวไว้ บัณฑิตเหล่านี้มิได้เลวร้ายพวกเขาเพียงชื่นชอบในความจริง

     

    “ก่อนหน้านี้ข้าเคยกล่าวไว้ข้าประพันธ์บทกวีเพียงเพื่อระบายความรู้สึกเท่านั้น หากพวกเจ้าสามารถเข้าใจและตระหนักได้นั่นเป็นเพราะความเข้าใจอันสูงส่งของพวกเจ้าเอง ! ”

     

    สายตาของหลินอี้มองไปทางเหล่าบัณฑิตยิ้มแล้วกล่าวว่า “บัดนี้ก็เย็นมากแล้ว พวกเจ้ากลับไปพักผ่อนก่อนเถิด ! ”

     

    แท้จริงแล้วหลินอี้มีความสุขยิ่งนัก

     

    เมื่อกวีของปรัชญาเมธีเมื่อชาติก่อนสามารถนำมาใช้ที่นี่ได้ เขาจึงมีความสุขยิ่งนัก

     

    นี่คือความภาคภูมิใจของสายเลือดชาวจีน

     

    “พวกเราอยากเห็นเจ้ามากกว่านี้! ”

     

    บัณฑิตหญิงบางคนเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าที่แดงเรื่อน้ำเสียงเบา และดูกังวล

     

    หลินอี้กล่าวอย่างเบื่อหน่ายว่า “เช่นนั้นพวกเจ้าจงดูไปเถิด! ”

     

    ......

     

    ขณะเดียวกัน

     

    ใต้ตีนเขาสำนักศึกษาผิงโจว ผู้เฒ่าร่างผอมถือไม้เท้าไว้ในมือสวมเสื้อคลุมนักพรตขาดรุ่งริ่งปรากฏตัวขึ้น

     

    ดวงตาของผู้เฒ่าดูมืดมนเขามองขึ้นไปที่ห้องโถงของสำนักศึกษาซึ่งสว่างไสวบนไหล่เขาด้วยรอยยิ้มน่ากลัวบนใบหน้าของเขา

     

    “ค่ำคืนนี้......ข้าจะเข่นฆ่าให้สิ้น......”

     

    ตึง !

     

    ผู้เฒ่าผู้นั้นใช้ไม้เท้ากระแทกลงไปบนพื้นเกิดรอยแตกขึ้นที่พื้นทันที รอยแยกนั้นเชื่อมไปถึงหน้าแผ่นศิลาจารึกของสำนักศึกษาผิงโจว

     

    ชั่ววินาทีนั้น

     

    บนแผ่นศิลาจารึกมีแสงประกายออกมาแล้วจางหายไปอย่างรวดเร็วรอยแยกก็หายไปเช่นกัน

     

    “หืม ? ”

     

    ผู้เฒ่าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยมองไปที่ศิลาจารึกที่เชิงเขาในขณะนั้น เขารู้สึกได้ถึงลมแรงที่พัดโชยมา

     

    “แย่แล้ว ! ”

     

    ผู้เฒ่าตกใจเมื่อเห็นสิ่งนี้ เขารีบกระโดดถอยหลังจากนั้นก็รีบหลบหนีออกไปเกือบหนึ่งลี้จวบจนกระทั่งออกจากพื้นที่ของสำนักศึกษาไป ความรู้สึกเฉียบคมนั้นจึงจางหายไป

     

    “บทกวีบนศิลาจารึก......แถมสำนักศึกษาผิงโจวยังมีกวีสลักป้ายโลหะด้วยงั้นหรือ? ”

     

    ผู้เฒ่ามีสีหน้าดูย่ำแย่ลงในทันที

     

    เมื่อมีกวีสลักป้ายโลหะสำนักศึกษาผิงโจวจึงมีคุณสมบัติพอที่จะเข้าสู่สถานศักดิ์สิทธิ์ จากนี้ไปจะสามารถป้องกันความเสียหายได้มากมาย

     

    สามารถปกป้องปัญญาชนในสำนักศึกษาได้

     

    อาคมลัทธิเต๋าเป็นอาคมที่มิได้รับการยอมรับจากโลกแห่งวรรณกรรมศักดิ์สิทธิ์แน่นอนว่าจึงถูกปฏิเสธจากเส้นทางวรรณกรรม

     

    หากต้องการเดินเข้าไปเช่นนี้ ย่อมมีความยากยิ่ง

     

    “เพียงแต่ว่า บทกวีบนศิลาจารึกนี้เพิ่งปรากฏยังไม่ได้รวมเข้ากับสำนักศึกษาผิงโจวอย่างสมบูรณ์ดังนั้นจึงมิอาจหยุดข้าได้......”

     

    ผู้เฒ่ายิ้มขึ้นอย่างเยือกเย็น

     

    เขานั่งขัดสมาธิลงมือทั้งสองบีบไปที่ตราประทับ ก่อนจะมีควันสีฟ้าพวยพุ่งออกมาจากด้านหลังศีรษะของเขาภาพเงาลวงตาโปร่งใสที่ดูเหมือนเขาทุกประการลอยขึ้นจากพื้น

     

    นั่นคือหยินเสิ่น !

     

    แน่นอนว่าสำหรับผู้เฒ่าลัทธิเต๋าผู้นี้เขาชื่นชอบจะเรียกตนว่าเป็นหยวนเสิ่นมากกว่า

     

    “หยวนเสิ่นของข้าบรรลุขั้นสูงสามารถปลิดชีวิตคนได้อย่างไร้ร่องรอย เหมาะเจาะพอดี......คืนนี้ให้มันสังเวยเลือดที่สำนักศึกษาผิงโจวแห่งนี้! ”

     

    ผู้เฒ่าลัทธิเต๋ายิ้มขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์เขามองไปทางสำนักศึกษาผิงโจว พึมพำเสียงเบาว่า “ดึกป่านนี้แล้ว ยังมิเริ่มฝึกวิชาปลุกจิ้งจอกอีกหรือจะได้ช่วยข้าอีกแรง มองดูแล้ว......ข้าจะต้องตักเตือนเขาสักหน่อย ! ”

     

    ผู้เฒ่าลัทธิเต๋าใช้มือข้างขวายกขึ้นปัดเบาๆ พบว่ามีเงาจิ้งจอกน้อยตัวหนึ่งปรากฏขึ้นแล้วมุ่งหน้าไปทางสำนักศึกษาผิงโจว

     

    พรึ่บ !

     

    จากนั้น

     

    วินาทีที่เงาจิ้งจอกน้อยเข้าใกล้แผ่นศิลาจารึกกลับมีประกายสีทองเปล่งออกมาจากแผ่นศิลาจารึก พลังห้าวหลานเจิ้งชี่ถูกระเบิดออกมา

     

    “ฟู่ ! ”

     

    จิ้งจอกน้อยถูกกรงแสงสีทองห้อมล้อมไว้มันส่งเสียงร้องออกมาอย่างโหยหวน ก่อนจะสลายหายไป

     

    “จิ้งจอกน้อย ! ”

     

    “ห้าวหลานเจิ้งชี่ ?กวีสลักบทศิลาจารึกนั้น......เป็นเขา เป็นเขา ! ”

     

    หยินเสิ่นรอบกายผู้เฒ่าลัทธิเต๋าเป็นหมอกสีดำจิตวิญญาณชั่วร้ายของเขาพุ่งสูงขึ้นพุ่งไปทางศิลาจารึกหญ้าโดยรอบดูแข็งทื่อลงทันที "ข้าอยากจะรู้เหลือเกินว่ากวีสลักศิลาจารึกของเจ้าจะร้ายกาจเพียงไร......”

     

    พรึ่บ !

     

    ทุกหนทางที่หยินเสิ่นของผู้เฒ่าผ่านไปผืนดินก็ถูกปกคลุมด้วยชั้นน้ำแข็ง แต่ขณะที่มันกำลังจะเข้าใกล้จารึกนั้น

     

    เช้ง !

     

    เสียงกระบี่ดังชัดขึ้นจากนั้นกระบี่พรสวรรค์ที่แปรเปลี่ยนมาจากพลังห้าวหลานเจิ้งชี่ก็ลอยออกจากฝัก ณจารึก

     

    ลอยขึ้นสู่ฟ้า พุ่งไปทางผู้เฒ่าลัทธิเต๋า

     

    บริเวณรอบกระบี่พลังพรสวรรค์นั้นมีตัวอักษรสีทองสลักไว้ตัวเล็กๆ “ลับกระบี่นับสิบปี ! ”

     

    จากนั้นตัวอักษรสีทองเล็ก ๆก็เปลี่ยนเป็นแสงสีทอง จากนั้นพุ่งเข้าไปในกระบี่พลังพรสวรรค์ ทำให้พลังพรสวรรค์เปล่งประกายเจิดจ้า

     

    ราวกับกระบี่เรืองแสง

     

    พลังแห่งกระบี่แหลมคมยิ่งนัก !

     

    “ลับกระบี่นับสิบปียอดเยี่ยมยิ่งนักมิน่าเล่า กระบี่นี้จึงมีพลังมากมาย ! ”

     

    ผู้เฒ่าลัทธิเต๋ามิได้มีท่าทีตกใจมากเท่าไรเขาใช้หยินเสิ่นแสดงทักษะเต๋า พลังแห่งฟ้าดินรวมตัวกันกลายเป็นมือใหญ่สีดำเข้าไปจับด้ามกระบี่ไว้

     

    “มือมาร ! ”

     

    ตูม !

     

    วินาทีที่พลังพรสวรรค์เผชิญหน้ากับมือสีดำการปะทะกันของพลังพรสวรรค์กับพลังฟ้าดินทำให้เกิดเป็นพลังงานอันน่าเกรงขามราวกับสามารถกวาดล้างโลกได้

     

    ผู้เฒ่าเอามือไขว้หลังไว้โดยมิได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อยหัวเราะออกมาหึ ๆ “กวีสลักจารึก แค่นี้เองน่ะหรือ ! ”

     

    พรึ่บ !

     

    เมื่อสิ้นเสียงของผู้เฒ่าก็ได้มีกระบี่พลังพรสวรรค์อีกเล่มหนึ่งปรากฏ มีตัวอักษรสีทองเล็ก ๆ

    “กระบี่แหลมคมไร้เทียมทาน”

     

    อักษรสีทองนั่นกลายเป็นแสงทองไหลเข้าสู่ตัวกระบี่

     

    “งั้นหรือ ? ”

     

    ผู้เฒ่าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเห็นได้ชัดว่าเขาคาดมิถึง เรื่องกวีบนศิลาจารึกมิได้มีเพียงประโยคเดียวเขานิ่งเงียบแล้วกล่าวว่า “ข้ามิมีเวลามาเสียกับบทกวีของเจ้าหรอกนะ ! ”

     

    “แดนมาร ! ”

     

    บูม !

     

    ผู้เฒ่าสะบัดชุดคลุมของเขาจากนั้นควันสีดำก็ลอยออกมาจากชุดคลุมนั้น ปกคลุมไปทั่วรอบศิลาจารึกราวกับปกคลุมทั่วท้องฟ้าก็มิปาน

     

    กระบี่แห่งพลังพรสวรรค์ได้รับแรงกดดันอย่างรุนแรง

     

    แผ่นดินสั่นสะเทือนมิคลาย

     

    เว้ง !

     

    แสงสีทองของรอยสลักบทกวีเป็นประกายขึ้นอีกครั้ง

     

    ต่อมา กระบี่อีกเล่มได้ลอยออกมาตัวอักษรสีทองเปล่งออกมาว่า “วันนี้ข้าจะแสดงให้ดู” จากนั้นมันก็หลอมรวมเป็นหนึ่ง

     

    ยังมิทันไร

     

    จากนั้นก็มีกระบี่ออกมาอีกเล่มหนึ่งดูหนาใหญ่แข็งแกร่งกว่ากระบี่อีกสามเล่มก่อนหน้า

     

    ต่อมาได้มีตัวอักษรสีทองเล็ก ๆขึ้นว่า “ผู้ใดได้รับความอยุติธรรม ? ”

     

    เว้ง !

     

    กระบี่ทั้งสามเล่มหลอมรวมเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งกลายเป็นกระบี่พลังแห่งพรสวรรค์ขนาดยักษ์ยาวสิบจ้าง ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

     

    “กวีบทนี้......คาดว่าคงอยู่ในระดับราชบัณฑิตขั้นสาม......หยวนเสิ่นที่ข้าสั่งสมมามีขีดจำกัดเพียงพรสวรรค์หกสิบชั่ง......”

     

    พลั่ก !

     

    ทันทีที่หยินเสิ่นของผู้เฒ่าตื่นตระหนกกระบี่แห่งพรสวรรค์เล่มโตนั้นก็พุ่งขึ้นไปบนฟากฟ้า ฟันลงมาในอากาศ

     

    พลังห้าวหลานเจิ้งชี่ของกระบี่อันแหลมคมและเปล่งประกายน่าเกรงขามลุกโชนกระตุ้นพลังแดนมารของเขา

     

    พลังห้าวหลานเจิ้งชี่ทำให้หยินเสิ่นของเขารู้สึกเจ็บปวดราวกับว่าเขากำลังถูกแผดเผา

     

    “ให้ตายสิ ! ”

     

    ผู้เฒ่าโบกมือด้วยหยินเสิ่นควันสีดำที่ถูกเผาไหม้โดยพลังห้าวหลานอันทรงพลังก็หดกลับ พุ่งคืนสู่ชายแขนเสื้อของเขา

     

    ส่วนกระบี่ยักษ์พลังพรสวรรค์ก็ดูเหมือนจะหมดแรงกระจายไปทั่วฟ้าดิน

     

    เนื่องจากนี่เป็นการต่อสู้ระหว่างหยินเสิ่นอาคมลัทธิเต๋าและกวีสลักจารึกประกอบกับกระดิ่งวรรณกรรมเตือนได้ระเบิดไปแล้ว จึงมิมีใครในสถานศึกษารู้สึกถึง

     

    แม้แต่คณบดีเจิ้งจือชิวก็เช่นกัน

     

    “แม้แต่พลังเหนือธรรมชาติหยินเสิ่นของข้ายังถูกทำลายคาดมิถึงจริง ๆ ว่าสำนักศึกษาระดับล่างเช่นนี้จะมีกวีสลักจารึก......”

     

    หยินเสิ่นของผู้เฒ่าสั่นไหวมิแน่นอนสายตาจ้องมองไปทางศิลาจารึกด้วยสีหน้าเศร้าหมองก่อนจะพึมพำว่า

     

     “ทว่า......มันจบลงเสียแล้ว ! ”

     

    ผู้เฒ่าหัวเราะออกมาอย่างเจ้าเล่ห์

     

    แต่วินาทีต่อมา

     

    รอยยิ้มบนสีหน้าของเขาก็สลายไป ดวงตาที่มองไปทางศิลาจารึก บัดนี้กลับดูบ้าคลั่งขึ้น......

     

    เพียงชั่วพริบตา ศิลาจารึกนั้นก็กลายเป็นภูเขาหนังสือกองโต

     

    หนังสือมากมายหลายประเภทกองรอบภูเขาจากนั้นเปิดหน้าด้วยตัวของมันเองทั้งยังได้ยินเสียงเทศนาของนักปราชญ์อย่างคลุมเครือ

     

    ขณะนี้พลังพรสวรรค์ฟ้าดินรวมตัวกันอย่างบ้าคลั่งห่อหุ้มพลังหยินเสิ่นของผู้เฒ่าท่ามกลางภูเขาหนังสือ......

     

    คล้ายกับเรื่องเซียนกวีท่องโลกวรรณกรรม (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน