ฉินเฟิงยืนอยู่หน้ามู่ชิงหลันและหลี่เทียนิ กระบี่สั้นที่บิดามอบให้ถูกชักออกจากฝักแล้ว กระแสอัสนีสีม่วงเส้นบางเคลื่อนไปตามตัวกระบี่เป็ครั้งคราว
อีกฟากหนึ่ง เหอจิ่วยืนอยู่ห่างออกไปไม่ถึงยี่สิบก้าว
ชายหนุ่มจากเมืองพยัคฆ์ทองมิได้รีบโจมตี
สายตาของเขากวาดผ่านหยดโลหิตสีม่วงทอง เกล็ดัสีดำ และลูกแก้วสายฟ้าซึ่งลอยอยู่เหนือแท่นศิลาทีละอย่าง ก่อนจะกลับมาหยุดบนร่างฉินเฟิง
ของสามสิ่งตรงหน้ามีที่มาเกี่ยวข้องกับสัตว์เทวะอย่างแน่นอน
แม้เขาจะไม่รู้ว่ามีคุณสมบัติอย่างไร แต่เพียงพลังที่แผ่ออกมาก็ทำให้พลังปราณภายในตันเถียนของเขาสั่นไหว
หากได้มาสักชิ้น อาจเปลี่ยนอนาคตของเขาไปตลอดชีวิต
ความโลภเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนวัยสิบแปดผู้ทะเยอทะยานสามารถละทิ้งได้ง่าย
เหอจิ่วกล่าวขึ้นช้า ๆ
“ฉินเฟิง ข้ายอมรับว่าเ้ามีความสามารถมากกว่าที่ข้าคิดไว้”
“ขั้นรับปราณขั้นห้า สามารถสังหารเฉินกู่ขั้นรับปราณขั้นเก้าได้ ต่อให้ใช้ประโยชน์จากความประมาทของอีกฝ่าย ผลลัพธ์นี้ก็เพียงพอให้คนจำนวนมากไม่กล้ามองข้ามเ้า”
“แต่ของตรงหน้านี้มิใช่สิ่งที่ผู้มีพลังเพียงเท่านี้ควร”
หลี่เทียนิหัวเราะเย็น
“ถ้อยคำเช่นนี้ฟังดูดีนัก”
“พูดให้ตรงกว่านั้นก็คือ เ้าอยากแย่งของ แต่้าหาเหตุผลให้ตนเองดูไม่เหมือนโจร”
ชายหนุ่มสองคนด้านหลังเหอจิ่วเปลี่ยนสีหน้าทันที
“หลี่เทียนิ ระวังปากของเ้า!”
หลี่เทียนิยกกระบี่ขึ้นพาดบ่า
“ข้าพูดผิดตรงไหน หากเป็ของไร้ค่า พวกเ้าจะยืนจ้องด้วยสายตาเช่นนั้นหรือ”
เหอจิ่วยกมือห้ามคนของตน
เขาไม่ได้มองหลี่เทียนิอีก กลับจ้องฉินเฟิงเพียงผู้เดียว
“ข้าให้ทางเลือกเ้า”
“ของสามสิ่งบนแท่น เราแบ่งกัน”
“ข้าเอาหนึ่งชิ้น เ้าหนึ่งชิ้น ส่วนชิ้นสุดท้ายให้คุณหนูมู่”
หลี่เทียนิหรี่ตา
“แล้วข้าเล่า”
เหอจิ่วยิ้ม
“เ้ามิใช่ผู้เปิดประตู และมิได้มีพลังถึงขั้นเปิดชีพจร การเข้ามาถึงที่นี่ได้ก็นับว่าโชคดีแล้ว”
หลี่เทียนิกำด้ามกระบี่แน่น
แต่ฉินเฟิงยกมือขึ้นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เขารีบลงมือ
จากนั้นจึงถามเหอจิ่ว
“เ้าฟังคำประกาศเมื่อครู่ไม่เข้าใจหรือ”
เหอจิ่วขมวดคิ้ว
“คำประกาศใด”
“เสียงจากสนามบอกชัดเจนว่า ต้องผ่านสามด่านจึงมีสิทธิ์เลือกหนึ่งสิ่ง”
ฉินเฟิงมองของบนแท่น
“พวกเรายังไม่มีผู้ใดเป็เ้าของของเหล่านี้”
“แล้วเ้ากลับเริ่มแบ่งเสียก่อน”
“เ้าไม่คิดว่าตนเองรีบร้อนเกินไปหรือ”
เหอจิ่วชะงักเล็กน้อย
เขาเองได้ยินเสียงโบราณจริง แต่ไม่เข้าใจอักษรและความหมายทั้งหมด
ก่อนหน้านี้จึงคิดว่าแท่นตรงหน้าเป็สมบัติซึ่งสามารถ่ชิงได้โดยตรง
ชายคนหนึ่งด้านหลังเหอจิ่วเอ่ย
“ต่อให้ต้องผ่านสามด่าน คนที่มีคุณสมบัติเลือกก็ควรเป็พี่เหอมากที่สุด”
“ขั้นเปิดชีพจรขั้นสองสูงที่สุดในที่นี้!”
ฉินเฟิงหันไปมอง
“หากสนามเลือกจากระดับพลังอย่างเดียว เหตุใดต้องสร้างสามด่าน”
ชายผู้นั้นพูดไม่ออกชั่วขณะ
ฉินเฟิงกล่าวต่อ
“หากเ้าเชื่อว่าระดับสูงกว่าทุกอย่างจริง ก็ลองผ่านด้วยตัวเอง”
“แต่ก่อนจะผ่าน อย่าแตะของบนแท่น”
คำพูดเพิ่งจบ
ตูม!
สายฟ้าสีม่วงสายหนึ่งพลันผ่าลงตรงกลางสนาม
แท่นศิลาสามแท่นแยกออกจากกันอย่างช้า ๆ
ของทั้งสามสิ่งลอยสูงขึ้น
พร้อมกันนั้น เสาศิลาขนาดมหึมาเก้าต้นรอบสนามสว่างขึ้นทีละต้น
หนึ่ง
สอง
สาม
จนถึงต้นที่เก้า
ลวดลายสัตว์เทวะจำนวนมากบนเสาศิลาปรากฏชัดขึ้น
เสียงโบราณดังสะท้อนทั่วพื้นที่อีกครั้ง
“ด่านแรก กายา”
“รับอัสนีสามสาย ผู้ยืนอยู่ได้ ผ่าน”
ทันทีที่เสียงสิ้นสุด ลานศิลาด้านหน้าก็แยกออกเป็สิบวง
แต่ละวงกว้างประมาณห้าก้าว
มีอักษรเรืองแสงอยู่ตรงกลาง
ฉินเฟิงอ่านออกทันที
ผู้เข้าทดสอบหนึ่งคนต่อหนึ่งวง
หลี่เทียนิถอนหายใจ
“ดูเหมือนเ้าพูดถูก เราต้องผ่านก่อนจริง ๆ”
มู่ชิงหลันมองสายฟ้าเหนือศีรษะ
“รับอัสนีสามสายด้วยร่างกาย?”
“น่าจะเป็เช่นนั้น”
ฉินเฟิงตอบ
“แต่อย่าฝืน หากรู้สึกว่าร่างรับไม่ไหว หลังสายแรกถอนตัวทันที”
หลี่เทียนิหัวเราะ
“เ้าอย่ามองข้าเหมือนคนที่ไม่รู้จักชีวิตตนเอง ข้ายังอยากกลับไปเอาชนะเ้า”
มู่ชิงหลันกลับถาม
“ท่านเองเพิ่งได้รับพลังอัสนีไม่นาน ร่างจะรับได้หรือ”
ฉินเฟิงมองเมฆ้า
“ข้าจะลองก่อน”
เหอจิ่วหัวเราะเบา ๆ
“ขั้นรับปราณขั้นห้าอยากเป็คนแรก?”
ฉินเฟิงไม่ตอบ
เดินเข้าไปในวงศิลาหนึ่ง
ทันทีที่เท้าเข้าสู่ขอบวง แสงสีทองก็ปิดล้อมพื้นที่ทันที
ไม่มีทางออกจนกว่าจะจบสายฟ้าหรือผู้ทดสอบประกาศยอมแพ้
ฉินเฟิงยืนนิ่ง
กระบี่ถูกเก็บกลับเข้าฝัก
เขาไม่ได้คิดใช้โลหะรับสายฟ้า
หากด่าน้าทดสอบกายา การใช้กระบี่ช่วยย่อมไม่มีความหมาย
เหนือศีรษะ เมฆสีม่วงเริ่มหมุน
เปรี๊ยะ!
ประกายอัสนีจำนวนมากรวมตัวเข้าหาจุดเดียว
หลี่เทียนิสูดลมหายใจ
“มาแล้ว”
ตูม!
สายฟ้าเส้นแรกผ่าลงตรงร่างฉินเฟิง
มู่ชิงหลันเผลอกำมือแน่น
แสงสีม่วงปกคลุมร่างเด็กหนุ่มจนมองไม่เห็น
พื้นรอบเท้าเกิดรอยแตกเป็ใย
กลิ่นไหม้อ่อน ๆ ลอยขึ้น
เมื่อแสงลดลง ร่างฉินเฟิงยังยืนอยู่ที่เดิม
เสื้อบริเวณไหล่มีรอยไหม้
เส้นผมบางส่วนตั้งขึ้น
แต่ร่างไม่ได้ล้ม
กระแสอัสนีขนาดเล็กจำนวนมากยังเคลื่อนไปตามิั
ฉินเฟิงสูดลมหายใจลึก
สายฟ้าสายแรกแรงกว่ากระแสที่เขาได้รับจากหยดโลหิตก่อนหน้าหลายเท่า
หากเป็ร่างของเมื่อสามวันก่อน เขาอาจหมดสติทันที
แต่หลังผ่านรากิญญาโลหิต โอสถหลอมชีพจร และโลหิตสัตว์เทวะ ร่างกายปัจจุบันแข็งแรงกว่าเดิมอย่างมหาศาล
ยิ่งไปกว่านั้น พลังสายฟ้าที่เหลืออยู่ในเส้นชีพจรกลับตอบสนองต่ออัสนีจากภายนอก
แทนที่จะปล่อยให้สายฟ้าวิ่งกระจัดกระจายทำลายร่าง ฉินเฟิงเริ่มหมุน วิชาหลอมอัสนีขั้นต้น
ข้อมูลในแผ่นศิลาที่เพิ่งได้รับไหลผ่านความคิด
ขั้นแรก นำอัสนีเข้าสู่ชีพจร
เขาไม่พยายามขับสายฟ้าออก
กลับนำมันผ่านเส้นชีพจรทั้งหกสายอย่างช้า ๆ
ความเจ็บแสบแล่นทั่วร่าง
แต่ทุกจุดที่สายฟ้าเคลื่อนผ่าน เส้นชีพจรกลับมีความรู้สึกแข็งแรงขึ้นเล็กน้อย
ฉินเฟิงมีแววตาเปลี่ยน
นี่มิใช่เพียงการทดสอบ
แต่เป็วาสนาสำหรับคนที่รู้วิธีใช้
สายฟ้าเหล่านี้มีพลังบริสุทธิ์กว่าพลังอัสนีธรรมชาติภายนอกหลายเท่า
หากหลอมเข้าเส้นชีพจรได้ เขาสามารถใช้ด่านนี้ช่วยฝึกวิชาหลอมอัสนีโดยตรง
ทันใดนั้นเสียงโบราณดังขึ้น
“สายที่สอง”
เมฆรวมตัวอีกครั้ง
คราวนี้สายฟ้าใหญ่กว่าเดิมเกือบครึ่งหนึ่ง
ตูม!
ร่างฉินเฟิงสั่นรุนแรง
เข่าขวาเกือบทรุด
เืไหลจากมุมปากเล็กน้อย
หลี่เทียนิมีสีหน้าเปลี่ยน
“มันแรงขึ้น!”
มู่ชิงหลันก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
แต่แสงป้องกันรอบวงทำให้ไม่มีใครเข้าไปได้
ภายในวง ฉินเฟิงไม่สนใจเืที่มุมปาก
เขานั่งขัดสมาธิลงทันที
วิชาหลอมอัสนีหมุนเร็วขึ้น
สายฟ้าส่วนหนึ่งถูกนำเข้าสู่เส้นชีพจรสายที่หก
อีกส่วนเริ่มแทรกเข้าเส้นชีพจรสายที่เจ็ดซึ่งยังไม่เปิด
ความเจ็บเกิดขึ้นทันที
จุดอุดตันของเส้นชีพจรสายที่เจ็ดแข็งกว่าสายก่อนหลายเท่า
แต่สายฟ้าไม่เหมือนพลังปราณธรรมดา
ทุกครั้งที่ผ่าน มันทำให้สิ่งอุดตันอ่อนลงอย่างช้า ๆ
ฉินเฟิงไม่ได้เร่งชน
เขาใช้สายฟ้าชำระทางเดินก่อน
หนึ่งรอบ
สองรอบ
สามรอบ
ผ่านไปสิบกว่าลมหายใจ อัสนีสายที่สองจึงถูกหลอมเกือบหมด
เหอจิ่วซึ่งยืนดูอยู่ด้านนอกมีสีหน้าจริงจังขึ้น
เขาไม่รู้ว่าฉินเฟิงกำลังฝึกวิชาใด
แต่เห็นชัดว่าสายฟ้าซึ่งควรทำร้ายร่าง กลับถูกเด็กหนุ่มดูดซับเข้าไปบางส่วน
คนด้านหลังเขากระซิบ
“พี่เหอ หรือสมบัติที่มันได้ก่อนหน้าจะเป็วิชาสายอัสนี”
เหอจิ่วไม่ตอบ
แต่สายตาเย็นลงอีกหลายส่วน
หากเป็วิชาอัสนีของสัตว์เทวะ มูลค่าของมันอาจสูงกว่าสมบัติบนแท่นเสียอีก
เสียงโบราณดังขึ้นเป็ครั้งที่สาม
“สายสุดท้าย”
ครั้งนี้เมฆเหนือวงศิลาทั้งหมดพลันเปลี่ยนจากสีม่วงเป็ม่วงดำ
มู่ชิงหลันมีสีหน้าตึงขึ้น
แม้ยืนอยู่นอกวง นางยังััได้ถึงพลังอันรุนแรงจาก้า
“ฉินเฟิง!”
นางเรียกชื่อเขาเป็ครั้งแรกด้วยน้ำเสียงร้อนรน
ฉินเฟิงลืมตาขึ้น
“ข้ายังรับได้”
กล่าวจบก็หลับตาอีกครั้ง
เขาไม่ได้พูดเพื่อให้นางสบายใจ
จากการประเมินของตน สายที่สามอาจทำให้าเ็ไม่น้อย แต่ยังไม่ถึงระดับทำลายรากฐาน
ยิ่งไปกว่านั้น หากถอนตัวตอนนี้ วิชาหลอมอัสนีขั้นแรกจะขาดเพียงส่วนสุดท้าย
เขาไม่ยอมทิ้งโอกาสนี้
ตูมมม!
สายฟ้าสายที่สามผ่าลงมา
แสงม่วงดำครอบคลุมพื้นที่กว้างเกือบทั้งวง
พื้นศิลารอบตัวฉินเฟิงแตกร้าวอย่างรุนแรง
แรงอำนาจจากอัสนีแผ่ออกนอกวงจนผู้ฝึกขั้นรับปราณหลายคนต้องถอย
ภายในแสงนั้น ฉินเฟิงรู้สึกราวกับกระดูกทั้งร่างถูกฟ้าผ่าพร้อมกัน
เืไหลจากจมูก
รอยแตกเล็กปรากฏบนผิวบริเวณแขน
แต่เขายังคงหมุนวิชา
“เข้ามา!”
ฉินเฟิงคำรามในใจ
แทนที่จะหลีกเลี่ยงพลังที่เหลือ เขากลับเปิดเส้นทางทั้งหกสายเต็มที่
อัสนีหลั่งไหลเข้าสู่ร่าง
เส้นชีพจรสายที่เจ็ดถูกกระแทกครั้งใหญ่
ครั้งแรก
จุดอุดตันสั่น
ครั้งที่สอง
เกิดรอยแยก
ครั้งที่สาม
ตูม!
เส้นชีพจรสายที่เจ็ดเปิดออกกว่าครึ่ง
แต่ฉินเฟิงหยุดทันที
เขาไม่ฝืนทะลุให้สมบูรณ์
พลังจากสายฟ้ายังรุนแรงเกินไป หากใช้ทั้งหมดเปิดชีพจรโดยไม่ผ่านการขัดเกลา อาจทำให้เส้นทางพลังแตกร้าวภายหลัง
เขาจึงนำพลังส่วนที่เหลือเข้าสู่เส้นชีพจรทั้งหกสายเดิม
เปรี๊ยะ!
ประกายสีม่วงเริ่มปรากฏรอบร่างอย่างเป็ธรรมชาติ
ลมหายใจสิบครั้งต่อมา เมฆเหนือวงศิลาก็สลาย
เสียงโบราณดังขึ้น
“ด่านกายา ผ่าน”
แสงรอบวงหายไป
ฉินเฟิงยังนั่งอยู่
เมื่อเปิดตาขึ้น ประกายอัสนีเล็ก ๆ แล่นผ่านดวงตาชั่วขณะ
เขาตรวจร่างกายทันที
ขั้นรับปราณขั้นห้ายังเหมือนเดิม
เส้นชีพจรสายที่เจ็ดเปิดเพียงครึ่ง
แต่กายาแข็งแรงขึ้นอีกหลายส่วน
ที่สำคัญที่สุด กระแสอัสนีไม่ได้กระจัดกระจายอยู่ตามร่างเหมือนก่อน
มันสามารถไหลตามเส้นชีพจรได้แล้ว
วิชาหลอมอัสนีขั้นแรก — สำเร็จเบื้องต้น
ฉินเฟิงลุกขึ้น
เพียงขยับแขนก็ได้ยินเสียงกระดูกเบา ๆ
มู่ชิงหลันเดินเข้ามาทันที
“ท่านาเ็หรือไม่”
ฉินเฟิงเช็ดเืตรงมุมปาก
“เป็เพียงาแเล็กน้อย เส้นชีพจรไม่เสียหาย”
นางมองรอยไหม้บนเสื้อและเืที่จมูก
“นี่เรียกาแเล็กน้อย?”
ฉินเฟิงเห็นความไม่พอใจในน้ำเสียงก็ยิ้มเล็กน้อย
“เทียบกับผลที่ได้รับ ถือว่าเล็กจริง ๆ”
มู่ชิงหลันนิ่งไป
ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“อย่างน้อยครั้งหน้า ก่อนทำสิ่งอันตรายควรประเมินให้แน่ใจกว่านี้”
“ข้าประเมินแล้ว”
“แล้วถ้าประเมินผิด?”
ฉินเฟิงมองนาง
“เ้ากำลังตำหนิข้าหรือ”
มู่ชิงหลันชะงักเล็กน้อย
จากนั้นหันหน้าไปทางวงศิลาอื่น
“ข้าเพียงไม่้าให้คนที่ยังต้องรักษาข้าอยู่ทำตัวเองาเ็หนักเสียก่อน”
หลี่เทียนิหัวเราะเสียงดัง
“ถ้าข้าเป็เ้า ข้าจะถือว่านี่คือคำเป็ห่วง”
มู่ชิงหลันหันมองเขาเพียงครั้งเดียว
หลี่เทียนิรีบหยุดหัวเราะ
“ข้าจะไปทดสอบแล้ว”
เขาเดินเข้าวงศิลาอย่างรวดเร็ว
ฉินเฟิงมองตามแล้วส่ายหน้าเบา ๆ
เหอจิ่วเห็นฉินเฟิงผ่าน จึงไม่รออีก
เขาเลือกวงศิลาด้านตรงข้าม
มู่ชิงหลันเข้าอีกวงหนึ่ง
จากนั้นคนที่เหลือจึงเริ่มตาม
ไม่นาน สายฟ้าก็ผ่าลงทีละวง
หลี่เทียนิรับสายแรกได้ไม่ยาก
สายที่สองทำให้เขาทรุดเข่าข้างหนึ่ง
เมื่อสายที่สามลงมา เขาคำรามเสียงดัง ใช้พลังปราณทั้งหมดห่อหุ้มร่าง
หลังอัสนีสิ้นสุด เสื้อขาดหลายแห่ง ผิวมีรอยไหม้ แต่ยังยืนได้
ผ่าน
มู่ชิงหลันต่างออกไป
นางใช้พลังเหมันต์สร้างชั้นน้ำแข็งบางห่อหุ้มร่าง
สายแรกถูกลดพลังไปมาก
สายที่สองทำลายน้ำแข็งเกือบทั้งหมด
สายที่สามทำให้นางกระอักเืเล็กน้อย
แต่กายาของผู้ฝึกขั้นเปิดชีพจรแข็งแรงกว่าขั้นรับปราณอยู่แล้ว จึงผ่านได้เช่นกัน
เหอจิ่วกลับผ่านง่ายที่สุด
ขั้นเปิดชีพจรขั้นสองทำให้ร่างสามารถรับอัสนีทั้งสามสายได้โดยาเ็เพียงเล็กน้อย
คนของเขาอีกสองคนถอนตัวหลังสายที่สอง
อีกหนึ่งคนฝืนรับสายสามจนหมดสติ และถูกแสงจากสนามส่งออกไปทันที
เมื่อด่านแรกจบ จากคนทั้งหมดสิบคน เหลือผู้ผ่านเพียงหก
ฉินเฟิง
มู่ชิงหลัน
หลี่เทียนิ
เหอจิ่ว
ชายจากเมืองพยัคฆ์ทองอีกหนึ่งคนชื่อ หวงตง
และหญิงสาวจากเมืองธารม่วงซึ่งตามเข้ามาภายหลังชื่อ ซูหลิงเอ๋อร์
ซูหลิงเอ๋อร์มีระดับขั้นรับปราณขั้นเก้า นางฝึกวิชาหลอมกายเป็หลักจึงสามารถผ่านอัสนีได้อย่างหวุดหวิด
หลังพักเพียงหนึ่งก้านธูป เสียงโบราณก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ด่านที่สอง ิญญา”
พื้นสนามพลันมืดลง
เสาศิลาทั้งเก้าปล่อยหมอกสีดำออกมา
หมอกแพร่คลุมทั่วพื้นที่อย่างรวดเร็ว
ฉินเฟิงมีสีหน้าเปลี่ยน
พลังิญญา
หมอกนี้ไม่ได้โจมตีร่างกาย
แต่เข้าสู่การรับรู้โดยตรง
ภาพมู่ชิงหลัน หลี่เทียนิ และคนอื่นเริ่มจางหาย
ไม่ถึงสามลมหายใจ ทุกสิ่งก็หายไป
ฉินเฟิงพบว่าตนเองยืนอยู่เพียงลำพังในสถานที่แห่งหนึ่ง
พื้นหยกสีขาว
เสาทองสูงใหญ่
กลิ่นสมุนไพรระดับสูงลอยอยู่ในอากาศ
เขารู้จักที่นี่ดีเกินไป
ตำหนักเทพโอสถ
สถานที่ซึ่งเขาเคยอยู่ในชาติที่แล้ว
ฉินเฟิงยืนนิ่ง
แม้รู้ทันทีว่านี่คือภาพลวง แต่หัวใจกลับเต้นช้าลงอย่างไม่รู้ตัว
ข้างหน้า มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น
หญิงสาวผู้หนึ่งเดินออกมาจากหลังม่านหยก
อาภรณ์สีชมพูอ่อน
ใบหน้างดงาม
ดวงตาที่ครั้งหนึ่งเขาเคยมองด้วยความไว้วางใจเหนือผู้ใด
หลัวเยียนหราน
คู่หมั้นในชาติที่แล้ว
หญิงผู้สมคบกับชู้รักสังหารเขา
นางเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเช่นครั้งอดีต
“เฉินเทียน”
นามเดิมของเขาถูกเรียกออกมา
มือของฉินเฟิงกำแน่นขึ้นเล็กน้อย
แม้รู้ว่าเป็ภาพลวง แต่ความทรงจำก่อนตายกลับไหลกลับมาอย่างชัดเจน
ห้องสมบัติ
โลหิต
มีดที่แทงจากด้านหลัง
สายตาของหญิงที่เขาเชื่อใจ
และชายผู้ยืนข้างนางพร้อมรอยยิ้มเยาะ
หลัวเยียนหรานเดินเข้ามา
“กลับมาเถิด”
“ทุกอย่างยังเหมือนเดิม”
“ท่านยังเป็เทพโอสถอันดับหนึ่ง”
“ไม่มีใครสังหารท่าน”
“ทั้งหมดเป็เพียงความฝัน”
ฉินเฟิงมองนางเงียบ ๆ
จากนั้นถาม
“เ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเสียใจที่สุดเื่ใดก่อนตาย”
ภาพลวงตรงหน้ายิ้ม
“ท่านเสียใจที่เชื่อใจข้า?”
“ไม่”
ฉินเฟิงตอบ
“ข้าเสียใจที่ใช้ชีวิตทั้งชีวิตศึกษาวิชาโอสถจนลืมว่า โลกของผู้ฝึกยุทธ์ไม่มีใครรับรองได้ว่าความสามารถด้านหนึ่งจะปกป้องชีวิตตนเองได้ตลอด”
“ข้ามีตำราต่อสู้นับพัน”
“เคยรักษาผู้แข็งแกร่งนับไม่ถ้วน”
“เคยเห็นวิชายิ่งใหญ่หลายชนิด”
“แต่กลับไม่เคยฝึกจริงแม้แต่วิชาเดียว”
เขามองมือของตน
“ตอนถูกสังหาร ข้าไม่ได้แพ้เพราะความรู้ไม่พอ”
“ข้าแพ้เพราะไม่มีพลังรักษาชีวิตตนเอง”
ภาพหลัวเยียนหรานหยุดเดิน
ฉินเฟิงเงยหน้า
ดวงตาไม่มีความสั่นไหวอีก
“ชาตินี้ข้าจะไม่ทำผิดเช่นเดิม”
“ส่วนเ้า”
น้ำเสียงของเขาเย็นลง
“ไม่ว่าเ้าในภาพนี้จะเหมือนนางเพียงใด เ้าก็ไม่ใช่นาง”
“และต่อให้เป็นางจริง วันหนึ่งข้าก็จะกลับไปพบด้วยตนเอง”
ฉินเฟิงยกมือ
พลังิญญารวมตรงหว่างคิ้ว
“แตกเสีย”
ตูม!
ภาพทั้งตำหนักแตกกระจายเหมือนกระจก
ฉินเฟิงกลับมายืนกลางหมอกสีดำอีกครั้ง
แต่รอบตัวยังไม่มีผู้ใด
แสดงว่าเขาผ่านภาพลวงแรกแล้ว แต่ด่านยังไม่จบ
ทันใดนั้น เสียงร้องดังขึ้น
“เฟิงเอ๋อร์!”