ห้องโถงลับใต้ดิน
อี้ชิงจ้องมองหุ่นเชิดตรงหน้าของเขารูปร่างของมันคือผู้หญิงวัยกลางคนที่ดูธรรมดาสามัญที่ไม่โดดเด่นอะไร แต่ที่ทำให้นางดูมีเสน่ห์คือที่หน้าผากมีตราประทับสีเขียวลี้ลับ แผ่กลิ่นอายธาตุไม้บริสุทธิ์เข้มข้นออกมา
กลิ่นอายปราณวิญญาณบนตัวก็แข็งกล้าดำรงอยู่ในตบะพลังระดับวิญญาณแท้
ใช่แล้ว... นี่คือหุ่นเชิดมนุษย์ระดับวิญญาณแท้!
ทั้งยังมิใช่หุ่นเชิดมนุษย์ธรรมดาอีกด้วยแต่เป็นหุ่นเชิดมีชีวิต!
“หากมองอย่างผิวเผินนางก็ไม่แตกต่างกันมนุษย์ทั่วไปเลยสักนิด เป็นแค่ผู้ฝึกตนระดับวิญญาณแท้...น่าทึ่งจริงๆ ดูเหมือนความรู้ของข้าต่อโลกบ่มเพาะใบนี้จะยังน้อยนิดเท่าหางอึ่ง”
ชายหนุ่มประเมินอย่างยกย่องต่อผลงานของเฮยหลงถ้ามิใช่เพราะสัมผัสของเขาเฉียบคมพอจนรู้สึกแปลกๆกับผู้หญิงตรงหน้า เขาคงอาจหลงคิดไปว่าเฮยหลงแอบไปลักพาตัวผู้ฝึกตนหญิงจากที่ไหนสักแห่งมาก็ได้
“นางเป็นเพียงต้นแบบขอรับยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี แต่ก็ใช้ไปก่อนได้” เฮยหลงเอ่ย
“ดี! เช่นนั้นก็ให้นางคอยปกป้องบ้านแทนข้าก็แล้วกัน”
……
……
3 วันต่อมา
ถึงเวลาสำหรับการเดินทางไปเยี่ยมเยือนป้าสะใภ้ที่เมืองไม้เขียว
ในช่วง 3 วันมานี้...
มารดาคนงามของเขาได้มุ่งเน้นไปที่การบ่มเพาะเพื่อฟื้นคืนรากฐานพลังโดยส่วนใหญ่อาศัยทรัพยากรปราณวิญญาณและของล้ำค่ามากมายที่ลูกชายของนางได้มอบให้ ประกอบกับเคล็ดบ่มเพาะกายแสงจันทร์เคล็ดกายาระดับเหลืองขั้นสุดยอด ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับนางยิ่ง
พัฒนาการของนางก็พุ่งทะยานดุจหงส์เพลิง!
จากระดับรวมวิญญาณ...
บัดนี้อยู่ระดับปราณเเท้ ขั้น 5 !?แข็งแกร่งเหนือล้ำกว่าพลังดั่งเดิมก่อนที่นางจะบาดเจ็บที่รากฐานเสียอีก!? ทั้งยังดูทรงพลังลึกล้ำสามารถต่อกรกับผู้ฝึกตนที่มีขั้นมากกว่าได้อย่างไม่ยากเย็น!
ปราณเลือดหนาแน่นผิวพรรณงามผุดผ่องดุจแสงจันทร์
ยิ่งทำให้นางงามสะคราญโฉมราวนางเซียนสวรรค์แห่งจันทราผู้จุติลงมาสู่โลกหล้า... งดงามจนสองสาวใช้ที่เห็นคราแรกเป็นต้องอึ้งตะลึงค้างเกือบนึกไปว่านายหญิงคือนางเซียนกลับชาติมาเกิดใหม่
“นับจากนี้จูหน่าจะเป็นคนดูแลกิจการทั้งหมดของตระกูลพวกเจ้าก็บ่มเพาะฝึกฝนตัวเองไปพลางๆก่อนเถอะ”
“เจ้าค่ะ นายหญิง”ป้าเฉียงและเสี่ยวเหมาก้มศีรษะตอบรับอย่างเคารพนอบน้อมสายตาของพวกนางแอบมองสองเจ้านายด้วยอารมณ์แปลกประหลาด มีทั้งความเขินอายและซับซ้อน
สัมผัสได้ถึงสายตาของพวกนาง อี้ชิงก็เดาได้ว่าทั้งสองสาวใช้คงล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ลับระหว่างเขาและมารดาแล้วแน่ๆเนื่องจากในช่วง 3 วันมานี้ เขาเอาแต่โอบกอดนัวเนียกับนางไม่หยุดไม่เว้นวัน
ไม่แปลกที่จะทิ้งร่องรอยไว้
แต่ทั้งสองก็ช่างซื่อสัตย์และภักดีกับพวกตนมากทีเดียวเลือกที่จะทำเป็นมองไม่เห็น ไม่ปริปาก... แถมค่ำคืนก่อนวันที่จะเดินทางพวกนางได้ทอดกายให้เขาเอาระบายอารมณ์อย่างสุขสบายตัวทำหน้าที่บ่าวได้อย่างยอดเยี่ยม
และทั้งๆที่ควรจะนอนพักผ่อน กลับยืนกรานจะออกมาส่งให้ได้
ทำเอาอี้ชิงรู้สึกชื่นชมไม่น้อย
“ดะ... เดินทางปลอดภัยนะเจ้าค่ะ นายหญิง! นายน้อย!” หงเฉียงและหงเหมากล่าวอวยพรเจ้านาย ร่างกายเกร็งๆสั่นเทาที่หว่างขาหว่างหีก็ชุ่มย้อยไปด้วยน้ำCวยขาวขุ่นของนายน้อย จำต้องพยายามขมิบหีขมิบตูดรั้งเก็บอาการให้มากที่สุด
กุก กัก! กุก กัก!
“ฮี้ๆ”
รถม้าค่อยๆวิ่งออกไปอย่างช้าๆก่อนจะเพิ่มความเร็วมากขึ้นเมื่อขึ้นถนนสัญจรสายหลักของเมือง ใช้เวลาสักพักก็ออกพ้นจากประตูเมืองไม้คราม แล้ววิ่งไปตามถนนดินลูกรังบนเส้นทางมีผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา มีรถม้าและเกวียนลากของชาวบ้าน
เสียงของผู้คนสนทนาพูดคุยดังให้ได้ยินได้ฟัง
ทำให้ข้างในกระโจมผ้าใบของรถม้าไม่เงียบเฉียบเต็มไปด้วยสีสันและความน่ารื่นเริง
“ท่านแม่ ท่านไม่ได้ออกจากบ้านนานแล้วใช่ไหม?” อี้ชิงถามยิ้มๆเพราะเขาสังเกตเห็นว่าดวงตาของแม่ของเขาเอาแต่เหลือบมองออกไปข้างนอกหน้าต่างมองดูฝูงชนและป่าเขา ท่าทางดูน่าอภิรมย์ยิ่งนัก
“ใช่... มันก็นานมากแล้วจริงๆ อาจจะหลายเดือน...หรือเกือบปีได้แล้ว” นางรําพึงรําพันด้วยอารมณ์ที่เริ่มดําดิ่งพลางทอดถอนหายใจยาว หวนคิดถึงความทรงจำเมื่อสิบปีก่อน มีทั้งความสุขและขื่นขม
ประหนึ่งรับรู้ห้วงอารมณ์ที่กำลังเศร้าเสียใจของนางในฐานะบุตรชายที่ดีของนาง ชายหนุ่มย่อมไม่ยินยอมให้เป็นเช่นนั้นเขาเร่งเอ่ยปลอบประโลมทันควัน “ท่านแม่เวลานั้นก็เปรียบเสมือนกับสายน้ำ มีพบมีจาก ไม่มีแน่นอน...”
“ที่เราต้องทำเพื่อคนที่จากไป ก็คืออยู่อย่างมีความสุข”
“...” หลิงรั่วซีรับฟังก็พยักหน้าช้าๆน้ำเสียงของนางดีขึ้นเล็กน้อย “เจ้าพูดไม่ผิดข้าไม่ควรเอาแต่จมปลักอยู่กับอดีต”
“ใช่แล้วล่ะขอรับท่านยังมีลูกสาวและลูกชายที่เฝ้าคอยเป็นห่วงเป็นใยท่าน...ข้าสัญญาว่าจะทำให้ท่านแม่มีความสุข จนหลงลืมความทุกข์ทรมานเหล่านั้น ข้าจะทำให้ท่านจดจำได้แต่สิ่งดีๆที่ข้าจะมอบให้...”
“ท่านแม่ของข้า...รั่วซี...” อี้ชิงโอบกอดร่างเพรียวบางเปี่ยมเสน่ห์ดุจนางเซียนสวรรค์ของนางกระชับให้เข้ามาใกล้ ก่อนที่จะจุมพิตที่หน้าผากของนางอย่างนุ่มนวลอ่อนโยนปลอบโยนหัวใจที่ปวดร้าวของมารดา
หลังจากที่นางฝึกฝนและบ่มเพาะเคล็ดกายาชุบร่างขัดเกลากระดูกเส้นเอ็นด้วยแสงจันทร์แล้ว นางก็บริสุทธิ์ งดงาม และมีเสน่ห์เย้ายวนมากขึ้นจนเขาแทบอดทนข่มกายใจไม่ไหว เป็นต้องเผลอตัวเผลอใจอยากแนบชิด
“เจ้า...ชอบฉกฉวยโอกาสนักนะ ไม่เกรงกลัวว่าใครจะมาเห็นเข้าหรือยังไง?” มารดาคนงามตกใจจนผงะ พวงแก้มนวลแดงขึ้นสีระเรื่ออย่างโกรธเคืองระคนเอียงอายเพราะตอนนี้พวกเขาอยู่ในรถม้า ข้างๆยังมีผู้คนเดินขวักไขว่ส่งเสียงจอแจ
เขายังกล้าที่จะกระทำการอุกอาจเยี่ยงนี้?โดยไม่สนใจว่าจะโดนใครพบเข้า?
“หึหึ... ท่านแม่คิดมากไปแล้วท่านคิดว่าข้าเลือกรถม้าที่ปกปิดมิดชิดเช่นนี้เพราะอะไร? ท่านไม่ต้องกลัวหรอกขอรับข้าได้แปะยันต์เก็บเสียงกับยันต์ป้องกันเอาไว้แล้วต่อให้เป็นผู้ฝึกตนก็ไม่สามารถมองทะลุผ่านได้ง่ายๆหรอก”
อี้ชิงหัวเราะขบขำ เห็นท่าทางขัดเขินก็ยิ่งอยากรังแกนางมากขึ้นกว่าเดิมสองไม้สองมือหยาบโลมคว้าหน้าอกอวบอิ่มสองเต้าใหญ่ดุจภูเขาหิมะแฝดของนางบีบเค้นคลึงขึ้นลงอย่างมันส์มือ อย่างเต็มมือเต็มนิ้วจนล้นปริ
“สารเลว... ข้าก็คิดอยู่แล้วว่าเจ้าตามมาเพราะเหตุผลใด”
หรี่ตามองลูกชายเจ้าเล่ห์มากกําหนัดของนางอย่างรำคาญใจอย่างหีแฉะ?แต่แทนที่จะหยุดเขา นางกลับใช้มือเรียวหยกของตนล้วงลูบเข้าไปในกางเกง คว้ากุมท่อนCวยใหญ่ๆยาวๆอวบๆของเขาเอาไว้ และค่อยๆลูบไล้เบาๆ
“อู๊ยยยส์ ท่านแม่...” ครานี้เป็นชายหนุ่มที่สะดุ้งแทนโดนมือที่อ่อนนุ่มของนางจับรูดๆชักๆอย่างเสียวสยิวจนต้องกระเด้งเอวแกร่งขึ้น
“ฮี่ๆเจ้าคิดว่าข้าจะยอมให้เจ้าเอาเปรียบได้ง่ายๆงั้นหรือ?” มารดาคนงามแสยะยิ้มดุจนางมารปีศาจจิ้งจอกจอมเจ้าเล่ห์เพทุบายนางยังเอ่ยอย่างหยอกล้อต่อไปด้วยว่า “ในเมื่อเจ้าอยากปรารถนาในตัวข้าเพียงนี้...เช่นนั้น เรามาทำอะไรสนุกๆกันก่อนเถอะ”
“ขอรับ ท่านแม่” อี้ชิงตาเปล่งประกายยิ้มกว้างอย่างได้ใจ
กุก กัก! กุก กัก!
“ซี๊ดดดดส์ๆๆ~♥ อู๊ววววร์...♥!!”
“อื้อออห์...♥”
“อื้มมมมห์ๆ...♥ ๆๆ...♥”
“จ๊วฟๆ... จ๊วฟๆ~♥”
“หุหุ... Cวยของเจ้ามันแข็งและใหญ่จริงๆดูสิ กระตุกสู้มือไม่หยุดเลย?...♥”
“หีของท่านแม่ก็สวยน่าเย็ดมากๆเลยขอรับน้ำหีเยิ้มเปียกขนาดนี้คงอยากโดนCวยของลูกชายคนนี้เย็ดเอามากเลยสินะ?หืม?”
“ใช่ แม่เงี่ยนมากๆ!ดังนั้นพอถึงที่พัก เจ้าต้องเย็ดข้าให้แรงๆเลยนะ...♥ ชิงเอ๋อห์...♥”
“ได้เลยขอรับ ท่านแม่คนงามของข้า”
รถม้ายังคงวิ่งต่อไปบนหนทางของมันท่ามกลางถนนหนทางที่ทอดยาวไกลและประปรายไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตานั้น...มารดาและบุตรต่างชื่นชมธรรมชาติฟ้าดินที่แสนสวยงามด้วยกัน
มือของพวกเขาลูบไล้โลมเล้ากันไปมาจนในที่สุด... ก็แทบจะแก้ผ้าล่อนจ้อน โชว์นมอวดหีแอ่นCวยกันอย่างโทงๆในกระโจมผ้าใบพวกเขาครวญครางกระเส่าซู๊ดซี๊ดรัญจวน จูบปากดูดลิ้นกันอย่างนัวเนีย
สองมือจับนมจับหีจับCวยกันอย่างโหยหาอย่างเสี้ยนสวาทรัก
นัยน์เนตรคู่คมคู่งามสบประสาน โอบกอดสัมผัสกันอย่างหลงใหลลุ่มหลงในคาวรักตัณหาที่ยากจะเก็บกลั้น!
……
ยามกลางวันช่วงที่แสงแดดสาดส่องและร้อนที่สุด
อี้ชิงได้ควบคุมรถม้าให้วิ่งแยกออกจากเส้นทางถนนวิ่งเข้าไปในเส้นทางแยกย่อยที่ห่างจากหมู่บ้านและจุดพักม้าไม่มากเข้าไปในภูเขาเขียวไร้นามที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใบหญ้ารกทึบมากมายช่วยอำพรางสายตาคน
เขาโบกมือขับเคลื่อนเดินปราณวิญญาณแล้วส่งแผ่นยันต์วิเศษออกไปหลายสิบใบปกคลุมไปทั่วบริเวณกว่าครึ่งลี้ (200-300 เมตร) ทั้งยังปักธงค่ายกลปกป้องมากกว่า12 ชุดไว้ในมุมต่างๆเพื่อความปลอดภัย
“ค่ายกลซ่อนพนา...จงก่อปรากฏ!” อี้ชิงพนมมือไว้ที่ทรวงอกขับเคลื่อนเดินปราณวิญญาณตามที่ไป๋หลงสอน โดยใช้กองหินปราณวิญญาณคราม200 ก้อนเป็นแหล่งพลังงาน
สร้างเป็นค่ายกลอาคมลวงตาและป้องกันที่แม้แต่ยอดฝีมือระดับยอดยุทธ์ก็ไม่อาจทะลวงผ่านได้
ปัง!
คลื่น!!...
ใช้เวลาเพียง 3-5 อึดใจการเตรียมการก็เสร็จสมบูรณ์ม่านพลังสีเขียวมรกตที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าหรือจิตสัมผัสได้ก่อตั้งขึ้น มันสั่นพ้องกับยันต์และธงขยับขยายอาณาเขตไปเกือบครึ่งภูเขา!
“เสร็จแล้วหรือ?เจ้า... ก็รู้เรื่องค่ายกลด้วย?” เสียงของมารดาคนงามเปล่งออกมาจากรถม้าอย่างประหลาดใจนางไม่คิดว่าเจ้าตัวลามกและขี้เกียจนี่จะมีความสามารถด้านค่ายกลอาคมซุกซ่อนไว้อีก
“ฮ่าๆ ท่านแม่ประเมินข้าสูงไปแล้วความรู้ของข้ายังคงตื้นเขินนัก แค่ใช้วิธีที่เขียนไว้ในมรดกที่ท่านอาจารย์มอบให้เท่านั้น...” ชายหนุ่มพูดอย่างเก้อเขิน เกาศีรษะแกรกๆก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง พูดจาเชื้อเชิญ
“ท่านแม่แถวๆนี้ค่อนข้างดีและรกร้างไร้ผู้คน มีธารน้ำสะอาด มีต้นไม้ช่วยบังตามีพื้นโล่งๆให้ตั้งเต็นท์กระโจมนอนเหมาะที่จะใช้พักเท้าและทานอาหาร... ท่านไม่คิดว่าอย่างงั้นหรือขอรับ?”
“อะ...อืม... ข้าจะออกไปแล้ว”

