[จบ] ยอดหมอพลิกแผ่นดิน

    บทที่ 52 หมอเทวดาจ้าว ช่วยชีวิตพวกข้าด้วยเถอะ!

    บทที่ 52 หมอเทวดาจ้าว ช่วยชีวิตพวกข้าด้วยเถอะ!

           

    “ลิ่วจื่อ วางมีดลงก่อน”

          

    จ้าวผิงพูดขึ้น แล้วเข้าไปแย่งมีดทำครัวมาจากมือเฉียนลิ่ว

          

    “ก็แค่เหล้าไหเดียว จะดื่มก็ดื่มไปเถิด”

          

    “ไม่ได้” เฉียนลิ่วยังคงปฏิเสธ “อวิ๋นหม่านเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง เขาไม่เคยคำนวณเงินจำนวนนี้ หรือท่านก็ไม่เคยคำนวณด้วยเช่นกัน?”

          

    “เหล้าหนึ่งไหราคาหนึ่งร้อยตำลึงเงิน จะพอซื้อข้าวได้สักเท่าใดเชียว?”

          

    “ถ้ายังสิ้นเปลืองต่อไป ที่บ้านคงได้สิ้นเนื้อประดาตัวกันพอดี พวกเราตกลงกันไว้แล้วนี่ว่าจะหาเงินให้ได้เยอะ ๆ ข้าทนดูท่านล้างผลาญเงินทองแบบนี้ต่อไปไม่ได้หรอก”


    “สามี ลิ่วจื่อพูดถูก” เหวินฮุ่ยกล่าวอย่างเห็นพ้อง “ก่อนหน้านี้ข้าไม่รู้ว่าท่านจะรับซื้อข้าวจากคนทั้งหมู่บ้านถึงปล่อยให้ทุกคนกินเหล้า ในเมื่อเงินของพวกเรายังต้องนำไปใช้กับเรื่องอื่น เหล้านี่ก็ไม่ต้องกินแล้ว”


    อวิ๋นหม่านคุกเข่าลงตรงหน้าจ้าวผิง เขาตบบ้องหูตัวเองพลางกล่าวขอขมา “ท่านอาจารย์ ข้าขอโทษ ข้าไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย ต่อไปถึงตีให้ตายข้าก็ไม่กล้าดื่มเหล้านี้อีกแล้ว”


    “เจ้าแน่ใจหรือ?” จ้าวผิงถามยิ้ม ๆ

          

    “แน่ใจขอรับ” อวิ๋นหม่านพยักหน้ารัว ๆ

          

    จ้าวผิงหันไปถามเซี่ยเฉวียน “เฉวียนจื่อ ก่อนนี้ท่านไม่ให้ข้ารับซื้อข้าวงอกจากคนในหมู่บ้าน เพราะคิดว่าข้าทำเรื่องสิ้นเปลืองเงินทอง แต่ถ้าข้าตั้งใจจะเอาข้าวเหล่านั้นมาหมักเหล้าเล่า?”


    “ไม่ได้… เช่นนั้นยิ่งไม่ได้” เซี่ยเฉวียนยืนกรานปฏิเสธ “ตอนนั้นท่านเคยบอกไว้แล้วนี่ว่าจะหมักเหล้าต้องมี…”


    “หนังสือรับรองใช่หรือไม่? ท่านดูสิว่านี่คืออะไร?”


    จ้าวผิงส่งหนังสือรับรองไปให้อีกฝ่าย


    เซี่ยเฉวียนมองแล้วก็ยังไม่เข้าใจ เขาเป็นนายพราน สามารถเขียนชื่อตัวเองได้ก็ดีเท่าไรแล้ว ตัวอักษรอื่นเขารู้จักน้อยมาก


    เซี่ยเฉวียนกล่าวทั้งที่ยังหน้าแดงว่า “จ้าวเซียนเชิง ข้า… ข้าอ่านไม่ออก”


    “เหวินฮุ่ย เจ้าช่วยอ่านให้เขาฟังที” จ้าวผิงสั่งความเหวินฮุ่ย


    เหวินฮุ่ยก็สงสัยเช่นกันจึงรับมาอ่านเสียงดัง


    “ตงไห่มีเซียนผู้หนึ่ง มีสมญาว่าเผิงไหล สามารถหมักสุราเซียนได้ เป็นมงคลต่อคนนับหมื่น… อนุญาตให้หมักสุราปีละหมื่นไห…”


    ตอนท้ายยังประทับตราราชการของเจ้าเมืองและตราส่วนตัวของเผิงเยว่เป็นการรับประกันถึงสองชั้นด้วย


    “พวกเราหมักเหล้าได้แล้ว?!” 


    เมื่ออ่านจบ ดวงตาของเหวินฮุ่ยก็แทบจะถลนออกมา นางพูดอย่างตื่นเต้นยินดี “ยอดไปเลย! ต่อไปพวกเราก็สามารถขายเหล้าเซียงซือหาเงินได้ ไหละร้อยตำลึงเงิน พวกเรายังมีอีกหลายสิบไห นั่นขายได้หลายพันตำลึงเงินเชียวนะ”


    “ข้ากับลิ่วจื่อช่วยกันหมัก แต่ละวันทำออกมาได้ยี่สิบไห นั่นก็เท่ากับสองพันตำลึงเงินแล้ว”


    “พี่เมิ่งหรู รวยแล้ว! พวกเรารวยแล้ว!” เหวินฮุ่ยกระโดดกอดหลิ่วเมิ่งหรูอย่างตื่นเต้นราวกับเด็ก ๆ


    เซี่ยเฉวียนหน้าแดงยิ่งกว่าเดิม เขาก้มหน้าพูด “ข้าไม่รู้ว่าเซียนเชิงซื้อข้าวงอกพวกนั้นเพราะมีจุดประสงค์อื่นอยู่แล้ว เข้าใจท่านผิดไป โปรดลงโทษข้าด้วย”


    “ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด”

     

    จ้าวผิงโบกไม้โบกมือ “อีกอย่าง ที่ท่านขวางก็ด้วยกลัวว่าข้าจะผลาญทรัพย์สินในบ้านจนสิ้น ท่านทำไปเพราะความหวังดี”


    “อีกทั้งเรื่องก็ผ่านไปแล้ว แต่ท่านจำไว้ว่า ต่อไปห้ามขัดขืนคำสั่งของข้าอีก ไม่อย่างนั้นท่านก็ตามพี่จื้อเสวียกลับหมู่บ้านเซี่ยซุนไปเถอะ”

    “ข้าเข้าใจแล้ว” เซี่ยเฉวียนพยักหน้าอย่างอ่อนน้อม


    พวกเขาไม่อาจดื่มเหล้าได้อีก ต่อให้นั่นเป็นเหล้าที่พวกเขาหมักกันเอง แต่เหล้าเซียงซือไหละร้อยตำลึงเงินนั้น ทุกคนดื่มแล้วก็มีแต่จะรู้สึกปวดฟันเปล่า ๆ

          

    อีกทั้งยังมีเฉียนลิ่วกับอวิ๋นหม่านคอยขัดขวางด้วย ทุกคนจึงรู้สึกว่าแค่ได้กินอาหารที่มีทั้ง ข้าวขาว ต้มเนื้อ ก็ดีแล้ว ของพวกนี้ให้กินทั้งชีวิตก็ยังไหว


    มีเพียงจ้าวผิงที่รู้สึกเหมือนกำลังเคี้ยวเทียนไขอยู่

          

    ปัจจัยต่าง ๆ ของราชวงศ์ต้าเว่ยยังคงล้าหลัง มีเพียงการใช้หม้อดินเผาเท่านั้น ยังไม่มีการใช้กระทะเหล็ก หรือเป็นไปได้ว่ามีการใช้กระทะเหล็กกันแล้ว แต่ยังไม่แพร่กระจายมาถึงอำเภออวิ๋นอัน

          

    เอาเป็นว่าที่บ้านจ้าวผิง เวลาทำอาหารล้วนใช้หม้อดินเผา

          

    อาหารล้วนใส่เพียงเกลือหยาบและน้ำมันหมูเล็กน้อย ไม่มีรสชาติใดเลย


    ถ้ามีโอกาสเขาจะต้องทำกระทะเหล็กไว้ใช้งานสักใบ ดีที่สุดคือต้องทำผงน้ำแกงเข้มข้นและพวกผงเครื่องเทศต่าง ๆ เอาไว้ใช้ด้วย


    เวลาผัดผักกินถึงจะเข้าท่า


    หลังกินข้าว จ้าวเสียวเสี่ยวก็เอาแต่ตัวติดกับเหวินฮุ่ย จ้าวผิงจึงได้แต่ไปนอนกับหลิ่วเมิ่งหรู


    แต่กลับนอนไม่หลับ


    ยามนี้มีเงินสองหมื่นตำลึงติดตัว ถ้าพวกเซี่ยเฉวียนมีใจเป็นอื่น เป็นไปได้มากว่าคืนนี้เขาอาจลงมือฆ่าคน


    “สามี ท่านเป็นอะไรหรือ?”


    หลิ่วเมิ่งหรูสัมผัสได้ถึงความไม่ปกติของจ้าวผิงจึงถามขึ้นเสียงเบา


    “ข้ากลัว” จ้าวผิงตอบตามตรง


    “กลัวสิ่งใดหรือ?” หลิ่วเมิ่งหรูถามอย่างสงสัย “มีหู่จื่อกับเฉวียนจื่อคอยเฝ้าอยู่ข้างนอก ต่อให้มีโจรก็เข้ามาถึงห้องพวกเราไม่ได้หรอก อีกอย่างท่านยังวางกับดักไว้อีก…”


    “ที่ข้ากลัวคือพวกเฉวียนจื่อต่างหาก” จ้าวผิงพูด “นับแต่โบราณ เงินทองทำให้คนหน้ามืดตามัว ตอนนี้พวกเรามีเงินมากมาย หากพวกเขา…”


    “ชู่ว!”


    ไม่รอให้จ้าวผิงพูดจบ หลิ่วเมิ่งหรูก็กล่าวอย่างไม่ยี่หระว่า “ก็แค่เงินไม่กี่ร้อยตำลึงเองไม่ใช่หรือ เหล้าที่ซ่อนอยู่ในลานบ้านรวมกันแล้วยังแพงกว่าเงินในห้องนอนของพวกเราเสียอีก พวกเขายังจะทำอะไรท่านเพื่อเงินเล็กน้อยแค่นั้นหรือ?”


    “ไม่ใช่ไม่กี่ร้อยตำลึง แต่เป็นเงินสองหมื่นตำลึงต่างหาก”


    จ้าวผิงล้วงตั๋วเงินออกมาจากอกเสื้อ


    หลิ่วเมิ่งหรูมองตาค้าง นางรับตั๋วเงินเหล่านั้นมาด้วยมือสั่นระริก จนทำหล่นไปก็หลายใบ


    “นี่… ท่านเอาตั๋วเงินพวกนี้มาจากไหน?” หลิ่วเมิ่งหรูถามเสียงตะกุกตะกัก


    “ขายเหล้าได้” จ้าวผิงพูด “ข้าไม่ได้บอกความจริงกับพวกเขา เหล้าเซียงซือของพวกเราไม่ได้ขายไหละหนึ่งร้อยตำลึงเงิน แต่ขายไหละสองพันตำลึงเงินต่างหาก”


    ตึง!


    หลิ่วเมิ่งหรูล้มโครมลงบนเตียง นางตกใจจนหมดสติไปแล้ว


    “เมิ่งหรู! เมิ่งหรู?”

          

    จ้าวผิงร้องเรียกพลางกดจุดเหรินจง ทั้งยังตบหน้าอีกฝ่ายเบา ๆ กระทั่งผ่านไปครู่ใหญ่ หลิ่วเมิ่งหรูจึงค่อย ๆ ได้สติขึ้นมา


    จากนั้นนางก็กระโดดลงจากเตียงเตรียมจะวิ่งออกไปข้างนอก


    “เมิ่งหรู เจ้าจะทำอะไร?” จ้าวผิงรีบร้อนถาม


    “ข้าจะไปขนเหล้าเซียงซือเข้ามา” หลิ่วเมิ่งหรูพูด “เหล้าหนึ่งไหราคาสองพันตำลึงเงิน ในลานบ้านพวกเรามีเหล้าอยู่สามสิบสี่สิบไห นั่นคือเงินเจ็ดหมื่นกว่าตำลึงเชียวนะ”


    “นายอำเภอคนก่อนยังไม่มีเงินมากถึงเพียงนี้ ต้องเอาเหล้ามาไว้ข้างหมอนถึงจะปลอดภัย หากวางไว้ข้างนอกข้าไม่สบายใจ”


    “พวกเขาไม่รู้ราคาที่แท้จริง คงไม่สนใจเหล้าพวกนั้นหรอก” จ้าวผิงอธิบาย “แต่ที่ข้ามีตั๋วเงินสองหมื่นตำลึง พวกเฉวียนจื่อล้วนเห็นแล้ว การเอาของมีค่ามาไว้กับข้าต่างหากที่ไม่ปลอดที่สุด”


    หลิ่วเมิ่งหรูคิดแล้วก็เห็นพ้องจึงกลับไปที่ข้างเตียงอีกครั้ง


    นางคว้าท่อนไม้ข้าง ๆ ขึ้นมาพลางกล่าวอย่างเด็ดขาดว่า “สามี ท่านพักผ่อนก่อนเถอะ ข้าจะอยู่เฝ้าเอง มีข้าอยู่ รับรองว่าจะไม่ปล่อยให้ใครเข้ามาในห้องเด็ดขาด!”


    จ้าวผิงพยักหน้า เขานั่งอยู่บนขอบเตียงข้างหลิ่วเมิ่งหรู


    แต่นั่งอยู่สักพัก ชายหนุ่มก็รู้สึกว่าน่าเบื่อจึงเอ่ย “เมิ่งหรู พวกเราไม่รู้ว่าพวกเขาจะเข้ามาแย่งเงินหรือเปล่า เราจะนั่งเบิกตาอยู่แบบนี้หรือ?”


    “เช่นนั้นจะให้ทำอย่างไร?” หลิ่วเมิ่งหรูถามกลับ “พวกเขายังไม่ลงมือ พวกเราจะไปทำร้ายพวกเขาก่อนก็คงไม่ดีกระมัง ถ้าทำร้ายคนผิดเล่า?”

     

    “ข้าคิดว่าพวกเราน่าจะทำเรื่องที่มีความหมายกว่านี้”


    “เรื่องที่มีความหมายกว่านี้คืออะไรเล่า?”


    “อย่างเช่น… ผลิตทายาท”


    ว่าแล้ว มือของจ้าวผิงก็เริ่มอยู่ไม่สุข

     

    “ท่าน!”


    หลิ่วเมิ่งหรูอยากตำหนิ แต่ร่างกายกลับซื่อสัตย์เป็นอย่างมาก ในไม่ช้านางก็อ่อนระทวยซบลงบนอกจ้าวผิง


    ครู่หนึ่ง เตียงก็ส่งเสียงชวนพิศวงขึ้นมา


    หนึ่งชั่วยามผ่านไปเสียงที่ว่าจึงค่อยสิ้นสุดลง


    จากนั้นคนทั้งสองก็ลุกขึ้นมานั่งเบิกตาโพลงอยู่บนขอบเตียง หากไม่ทำอะไรเลยก็ออกจะน่าเบื่อเกินไป จ้าวผิงจึงเริ่มอยู่ไม่เป็นสุขขึ้นมาอีกครั้ง


    ทั้งคู่ทำสลับไปมาอยู่เช่นนี้ ทั้งคืนทำกันไปถึงสี่รอบ


    แม้ช่วงหลังจะใช้เวลาน้อยลงเรื่อย ๆ แต่ก็ใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วยาม เมื่อรวมกันแล้วก็น่าตกใจอยู่ดี

     

    กระทั่งจ้าวผิงเองก็ยังตกใจ จากสภาพร่างกายของเจ้าของร่างเดิม เขาจะทำเรื่องอย่างว่านานขนาดนั้นได้อย่างไร


    เห็นทีคงเป็นเพราะตัวเขาปรับสภาพร่างกายได้เหมาะสม กินโสม ตังกุยและเห็ดหลินจืออย่างเอาเป็นเอาตาย ประกอบกับรำมวยไท่จี๋อยู่ทุกวันแน่ ๆ


    เอาเป็นว่าไม่ว่าจะเป็นอย่างไหนที่ได้ผล แค่ทำต่อไปแบบนี้ก็พอแล้ว


    ตอนจ้าวผิงตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ชายหนุ่มก็ไม่ได้รู้สึกว่าแข้งขาอ่อนแรง ทั้งยังกระปรี้กระเปร่าเปี่ยมกำลังวังชาเสียอีก

          

    เมื่อเปิดประตูออกไปข้างนอกก็พบว่าพวกเซี่ยเฉวียนล้วนอยู่ที่นั่น แต่ละคนขอบตาดำกันทุกคน ท่าทางเหมือนได้นอนไม่เต็มอิ่ม


    จ้าวผิงถามอย่างอดไม่ได้ “พวกท่านเป็นอะไรไป? เมื่อคืนไม่ได้นอนหรือ?”


    “พี่ผิง ท่านช่วยสั่งสอนพี่เฉวียนหน่อยสิ ถ้าท่านยังไม่ตักเตือน เขาคงทรมานพวกข้าจนตายแน่ ๆ ” เฉียนลิ่วฟ้อง

      

    “เกิดอะไรขึ้น?” จ้าวผิงถามสีหน้าจริงจัง


    เซี่ยเฉวียนอธิบาย “จ้าวเซียนเชิง ตอนนี้ท่านมีเงินมากเกินไป ข้ากลัวว่าจะมีคนคิดร้ายจึงให้ทุกคนอยู่ยามตอนกลางคืน คอยลาดตระเวนรอบ ๆ บ้านท่าน แล้วค่อยให้พวกเขาพักผ่อนตอนกลางวัน”


    “ท่านทำถูกต้องแล้ว” จ้าวผิงตบไหล่เขาเบา ๆ พลางลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก


    นอกจากเซี่ยเฉวียนจะไม่โลภในเงินทองแล้ว ยังคิดถึงเรื่องความปลอดภัยแทนเขาอีกด้วย


    เป็นเขาเองที่มองคนอื่นในแง่ร้ายเกินไป


    อย่างไรก็ตามอาจต้องปรับปรุงวิธีการสักเล็กน้อย จ้าวผิงจึงพูด “เฉวียนจื่อ ตอนนี้พวกท่านมีกันเจ็ดคน เฉียนลิ่วต้องหมักเหล้า ตัดเขาออกไป พวกท่านจะมีกันหกคน”


    “ท่านสามารถแบ่งคนเป็นสามกะได้ ยกตัวอย่างเช่น ท่านกับเซี่ยหยางเฝ้ายามช่วงครึ่งคืนแรก หู่จื่อกับมู่อวิ๋นเฝ้ายามช่วงถัดไป อวิ๋นหม่านกับพี่เหมิ่งเฝ้าเวลาที่เหลือ เท่านี้พวกท่านก็ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ”

          

    “จริงด้วย ทำไมข้าคิดไม่ถึงนะ” เซี่ยเฉวียนพูดขณะตบศีรษะตัวเอง


    “ฮ่า ๆ ทำอะไรหัดใช้ปัญญาเสียบ้าง” จ้าวผิงยิ้มพูดขำ ๆ


    เซี่ยเฉวียนกระอักกระอ่วน แต่มีจ้าวผิงช่วยคลี่คลายสถานการณ์ “เอาละ ตอนนี้ฟ้าสว่างแล้ว วันนี้ไม่ต้องทำอะไร พวกท่านไปพักผ่อนกันเถอะ”


    ทว่าขณะที่ทุกคนกำลังจะแยกย้ายก็เห็นรถม้าคันหนึ่งมุ่งหน้าตรงมาทางนี้

          

    เซี่ยเฉวียนผลักจ้าวผิงไปข้างหลัง สั่งความต่อทุกคนว่า “มีศัตรูมา ถืออาวุธเตรียมรับมือ”

          

    “ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นหมอหลินจากตัวอำเภอต่างหาก”

          

    จ้าวผิงตาดี มองเห็นว่ารถม้าคันนั้นประดับธงเอาไว้ และบนธงมีตัวอักษร ‘หลิน’ ปรากฏอยู่

          

    มิหนำซ้ำคนบังคับรถม้ายังสวมชุดมือปราบ มองปราดเดียวก็จำได้แล้ว แต่ชายหนุ่มอดประหลาดใจไม่ได้ว่าอีกฝ่ายมาที่หมู่บ้านซีผิงแต่เช้าตรู่ด้วยเหตุใด หรือจะพบโรคที่รักษาไม่หายอีกแล้ว


    ตอนนี้แม้พวกเซี่ยเฉวียนจะลดความระวังตัวลงแต่ก็ไม่ได้โยนอาวุธในมือทิ้ง ทั้งหมดล้วนอยู่ในท่าพร้อมโจมตีตลอดเวลา


    รถม้ามาถึงลานบ้านในชั่วพริบตา จากนั้นหลินหัวก็ลงมาจากรถม้า


    เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าจ้าวผิง ก่อนจะหลั่งน้ำตาขอร้อง “จ้าวเซียนเชิง ช่วยชีวิตพวกข้าด้วยเถอะ!”

     


    คล้ายกับเรื่อง[จบ] ยอดหมอพลิกแผ่นดิน ที่คุณอ่าน