หลังจากเจรจาธุรกิจเสร็จเรียบร้อยหนิงเฟยหลงก็ทิ้งให้ซู่เฟิงคอยติดต่อประสานงานกับทางด้านนี้ส่วนตนเองกลับไปยังสำนักยุทธ์หลวงเพื่อแจ้งความสำเร็จในภารกิจ
ตึกบัญชา
“ผู้อาวุโสศิษย์ทำภารกิจสังหารจู่ช่างลิวสำเร็จแล้ววันนี้จะมารับแต้มคะแนนขอรับ” หนิงเฟยหลงกล่าว
ผู้อาวุโสคนนี้คือคนเดิมที่มันพบในยามมารับภารกิจมันมีสีหน้าที่เหลือเชื่อ มันไม่อยากจะเชื่อว่าชายหนุ่มจะทำสำเร็จได้จริงต่อให้มันลงมือเองก็คงไม่สำเร็จเห็นทีจะมีเพียงรองเจ้าสำนักทั้งสองเท่านั้นที่ทำได้
“จะ..เจ้าทำมันได้จริงรึ ?”ผู้อาวุโสถึงกับตั้งคำถามอย่างลืมตัว มันกระแอมไอหนึ่งครั้งแล้วกล่าวต่อ “หากเจ้าทำได้จริงสมควรจะต้องมีหลักฐานไหนล่ะหลักฐาน ?”
หนิงเฟยหลงคาดคิดไว้อยู่แล้วจึงผิวปากยาว ไม่นานเหยี่ยวปีกทองก็บินร่อนเข้ามาภายในตึกทำเอาศิษย์และผู้อาวุโสต่างตกใจ
“นั่นมันเหยี่ยวปีกทองสัตว์อสูรระดับสี่ !!” ดวงตาของผู้อาวุโสเบิกโพลง มันไม่อยากเชื่อว่านี่คือความจริง
สักพักหนึ่งก็มีบุรุษร่างผอมบางวัยกลางคนเดินเข้ามาหาผู้อาวุโสผู้ดูแลภารกิจ“เหยียนเป่าที่นี่เกิดอะไรขึ้น ทำไมข้าถึงรับรู้ได้ถึง...” บุรุษผู้ที่เข้ามาใหม่คล้ายว่าจะมองเห็นเหยี่ยวปีกทองคำที่มาเกาะบนไหล่ของชายหนุ่มแล้ว
“จู่ช่างลิว !!!” บุรุษวัยกลางคนโพล่งเสียงออกมา “เจ้าคือจู่ช่างลิว?” มันรู้ดีว่าผู้ที่สนิทสนมกับเหยี่ยวปีกทองที่สุด ย่อมต้องเป็นจู่ช่างลิวแต่ทำไมถึงรู้สึกว่าชายหนุ่มนี่ไม่ใช่
“ศิษย์ไม่ใช่จู่ช่างลิวศิษย์มีนามว่าหนิงเฟยหลง พึ่งจะสอบเข้ามาในปีนี้ และจู่ช่างลิวคือภารกิจที่ศิษย์ได้รับบัดนี้ภารกิจสำเร็จแล้ว จึงมารับผลคะแนน” หนิงเฟยหลงประสานมือเคารพอย่างนบนอบ
ชายวัยกลางคนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แต่นัยน์ตาก็ยังมีความประหลาดใจอยู่บ้างมันไม่คิดเลยว่าเด็กรุ่นใหม่จะเก่งกาจถึงเพียงนี้ระดับกำเนิดพลังกลับสามารถเอาชนะยอดฝีมือนั้นได้ ยากที่จะเชื่อแต่เหยี่ยวปีกทองคือหลักฐานชิ้นสำคัญไม่อาจปฏิเสธได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริงต่อให้ใช้อุบายจัดการแล้วอย่างไร นั่นก็ยังคือความจริงอยู่ดีมันไม่มีสิทธิ์ที่จะให้ภารกิจนี้ล้มเหลวต่อให้ไม่มีหัวของจู่ช่างลิวมาเป็นประกันก็ตาม
“ดี ! ดีมาก !เจ้าทำให้สำนักยุทธ์หลวงภาคภูมิใจ” บุรุษวัยกลางคนหัวเราะกังวานมองดูชายหนุ่มอย่างภาคภูมิใจ หนิงเฟยหลงสังเกตว่า ชายผู้นี้ไม่ธรรมดารัศมีลมปราณสูงส่ง และผู้อาวุโสเหยียนเป่าก็ยังให้ความเคารพอย่างมากจึงไม่กล้าจะอวดอ้าง
“ศิษย์เพียงโชคดีเท่านั้นผู้อาวุโสอย่าได้ชมเชยศิษย์เลย”
“หาได้ยาก มีความสำเร็จไม่หลงลำพองอนาคตของเจ้าต้องไม่ธรรมดา...” กล่าวจบชายผู้นี้ก็หันไปหาเหยียนเป่า “เจ้าจงมอบคะแนนให้เขาซะ”สิ้นเสียงร่างนั้นก็พร่ามัวหายไป
เหยียนเป่าผู้ดูแลภารกิจได้แต่รับคำสั่งมอบคะแนนให้กับชายหนุ่มไปสองหมื่นแต้มหนิงเฟยหลงได้รับคะแนนแล้วก็มุ่งไปยังตึกศาสตรา มันหวังจะแลกคะแนนกับอาวุธระดับสูงหรือที่สูงกว่าสักหน่อย
ก่อนที่จะมาที่นี่ชายหนุ่มได้ทำความใกล้ชิดสนิทกับเหยี่ยวปีกทองมาแล้วจึงทำให้มันเชื่องส่งผลให้ภารกิจนี้สำเร็จได้โดยดี แต่ไม่ได้คาดการณ์ว่าจะได้คะแนนมาง่ายถึงเพียงนี้มันไม่ได้สังหารจู่ช่างลิวจริงแต่กล้ากลับมารับคะแนนนี่เป็นความบ้าบิ่นอย่างแน่นอน หากสำนักจับได้ล่ะก็มีหวังคงต้องถูกจำคุกหรือไม่ก็ถูกประหาร หรือถ้าเบาที่สุดคงเป็นถูกทำลายวรยุทธ์ทั้งสิ้นแต่มันก็ยังกล้าที่จะหลอกลวง เพราะอย่างไรเมื่อมันได้เลื่อนสถานะและกลายเป็นศิษย์ที่โดดเด่นก็สมควรที่จะไม่ต้องถูกลงโทษใดๆ
ตึกศาสตรามีอาวุธเยอะแยะมากมายจัดแบ่งเป็นส่วน ๆ โอสถและสิ่งของอื่น ๆ ที่มีคุณค่าก็ถูกเก็บไว้
พอเข้ามาถึงก็มีศิษย์ที่รออยู่ออกมาต้อนรับคอยแนะนำสิ่งของต่างๆ ให้เหมาะกับบุคคลผู้มาแลกสิ่งของ บอกกล่าวถึงคุณสมบัติและราคาศิษย์พวกนี้คือศิษย์ฝ่ายนอกที่มีฝีมือไม่โดดเด่นนัก มักจะเข้าร่วมกับสามตึกหลักในเขตนอกเพื่อให้มีผลงานแทนการทำภารกิจเลื่อนระดับเป็นศิษย์ฝ่ายใน เพียงแต่ต้องใช้ระยะเวลามากหน่อยก็เท่านั้น
หนิงเฟยหลงมาถึงก็มีคนออกมาต้อนรับ “ศิษย์พี่ไม่ทราบว่าท่านสนใจสิ่งใด ? ได้โปรดบอกกล่าวแก่ข้า อย่าได้เกรงใจ”คนผู้นี้คือศิษย์ฝ่ายนอกหน้าตาสามัญตัวกลมอ้วนฉุ ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม
“อืม เข้าใจแล้ว”หนิงเฟยหลงสอดส่ายสายตาไปมาภายในตึก เพื่อหาสิ่งที่มันต้องการ แต่ของในที่นี้มีมากนักยากต่อการค้นหาให้หมดในระยะเวลาอันสั้น“เอาเช่นนี้เถอะเจ้าแนะนำอาวุธระดับสูง และระดับปฐพีให้ข้าหน่อย”
“ระดับปฐพี ? ท่านมีแต้มมากมายขนาดไหนกัน?” ชายหนุ่มตัวกลมตกตะลึงไม่น้อยตั้งแต่มันเข้ามาที่นี่ก็สองปีแล้วยังไม่เคยมีใครถามถึงอาวุธระดับปฐพี นั่นเพราะต้องใช้แต้มจำนวนมากในการแลกแม่แต่ศิษย์ฝ่ายในยังมีแต้มไม่เพียงพอในการแลก เห็นจะมีแต่ผู้อาวุโสเท่านั้น
“สองหมื่นแต้มพอหรือไม่ ?” หนิงเฟยหลงเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบกลับทำให้ชายผู้นี้ต้องเบิกตาค้างแต่แล้วมันก็ไม่ได้หลงเชื่อทันทีสีหน้าเริ่มดูเหยียดหยาม
“ศิษย์พี่แม้ว่าท่านไม่รู้ว่าต้องใช้แต้มเท่าไหร่ในการแลกของระดับปฐพีแต่ก็ไม่ควรโกหกกันเช่นนี้”
หนิงเฟยหลงเลิกคิ้วขึ้น พลางขบคิด ‘หรือว่าเราดูไม่น่าเชื่อถือ ?’
“เอาเถอะพาข้าไปดูเดี๋ยวเจ้าก็ได้รู้เอง” มันไม่อยากต่อปากต่อคำมากรีบเร่งให้ชายผู้นี้แนะนำสิ่งของแทน
อาวุธระดับปฐพีอยู่ชั้นบนสุด ต้องขออนุญาตผู้อาวุโสก่อนขึ้นไปภายในมีอาวุธอยู่ไม่กี่ชิ้น แต่เป็นอาวุธที่ทรงพลังและแข็งแกร่ง กวาดตามองก็พบทั้งขวานค้อน ดาบ กระบี่ ทวน หอก กระบองและธนูส่วนที่เหลือจะเป็นชุดเกราะเพียงตัวเดียวที่ดูหม่นหมองเท่านั้นซึ่งมีร่องรอยของการชำรุดอยู่
หนิงเฟยหลงเห็นชุดเกราะแล้วก็รู้สึกประทับใจแต่อีกใจก็ไม่ค่อยอยากจะได้เนื่องจากมันชำรุด ทั้งการออกแบบยังดูล้าสมัยไม่มีสิ่งบ่งบอกว่ามันเป็นชุดเกราะที่สง่างามและทนทานเลย ทั้งชื่อของมันยังแปลกประหลาดอีก‘ชุดเกราะว่างเปล่า’ชายหนุ่มนึกไม่ออกเลยว่าคนตั้งชื่อคิดสิ่งใดอยู่ตอนตั้งชื่อของมันไม่ได้เรื่องยิ่งกว่ามันที่ตั้งชื่อวิชากระบี่เสียอีก
ของอีกอย่างที่พอจะเข้าตาคงเป็นกระบี่ กระบี่นี้มีนามว่า ‘กระบี่ร่วงโรย’มีกลิ่นอายความมืดอยู่จาง ๆ สิ่งที่สะดุดตาคงมีแต่กระบี่และชุดเกราะเท่านั้นแต่เมื่อสอบถามถึงแต้มที่ต้องจ่ายแล้วมันถึงกับต้องกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
ชุดเกราะตัวนี้ใช้แต้มถึงสองหมื่นห้าพันแต้ม ส่วนกระบี่นั้นต้องใช้แต้มสองหมื่นแต้มเป็นอันว่ามันต้องใช้แต้มทั้งหมดเพื่อแลกกับกระบี่ ในใจก็ยิ่งรู้สึกห่อเหี่ยวมันพึ่งได้แต้มมามาด ๆ ก็ต้องจ่ายออกไปทั้งหมดมันมองดูบัตรที่ได้รับมาสองหมื่นแต้มด้วยความเสียดาย
“เอาล่ะข้าตกลงจะแลกกระบี่ร่วงโรย พาข้าๆไปชำระแต้ม”
ชายร่างกลมมองหน้าหนิงเฟยหลงด้วยความยากจะเชื่อแม้ในใจไม่อาจยอมรับแต่ก็พาไปในใจก็กลัวผู้อาวุโสจะตำหนิมันที่พาใครไม่รู้มาแอบอ้างหาเรื่องวุ่นวายให้ด้วยเกรงว่าชายหนุ่มผู้นี้จะมาสร้างเรื่องโดยที่ไม่มีแต้มอยู่จริงแต่อีกใจก็ให้ความเชื่อมั่น เมื่อเห็นแววตาที่เฉยเมยของศิษย์ผู้นี้มันจึงต้องพาไป
หนิงเฟยหลงมาถึงก็หยิบเอาบัตรสองหมื่นแต้มออกมาที่ประทับด้วยตราสัญลักษณ์ของตึกบัญชามอบให้กับผู้อาวุโสที่ดูแลผู้อาวุโสได้รับข่าวมาจากตึกบัญชาแล้วจึงไม่ได้มีความตกใจแต่อย่างใดรับมอบแต้มทั้งสองหมื่นและให้ชายหนุ่มไปหยิบกระบี่นั่นด้วยตนเอง
ชายร่างกลมจ้องมองหนิงเฟยหลงด้วยสายตาที่จริงจังวันนี้มันช่างโชคดีนักที่ได้เจอชายผู้นี้ มาแลกแต้มถึงสองหมื่นหมายความว่ามันเองก็จะได้รับคะแนนสองพันแต้มเป็นการตอบแทนเช่นกัน การปฏิบัติจึงต่างออกไปจากคราแรก“ศิษย์พี่เชิญ”
กระบี่ยังคงอยู่ที่เดิมแต่เมื่อเดินไปใกล้กลับรับรู้ได้ถึงความอันตรายที่น่าสะพรึง “นี่มัน.....ร่วงโรยสิ้นหวัง สูญสลาย...” หนิงเฟยหลงอดสั่นสะท้านไม่ได้ กระบี่ที่ดีจริง ๆมันไม่ได้รีบเดินไปหยิบ แต่ใช้ลมปราณควบคุมสภาวะรอบข้างก้าวเท้าอย่างมันคงกระแสอากาศสั่นไหวเล็กน้อยกีดกันพลังแห่งการสูญสลาย
ห่างจากตัวกระบี่หนึ่งฉื่อ (ราว ๆ 1 ฟุต) ชายหนุ่มหลับตาลงปราณกระบี่ภายในร่างปะทุขึ้น โอบล้อมร่างกายหมุนวนไม่สิ้นสุดเพียงพริบตาก็รวมเป็นหนึ่งเดียว พุ่งใส่กระบี่ร่วงโรย กลายเป็นกระบี่ทั้งสองต่อรบกันเกิดกัมปนาทสนั่นทั่วบริเวณ ผู้อาวุโสที่ดูแลที่นี่รีบเคลื่อนย้ายขึ้นมาดูพบกับตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนศิษย์ฝ่ายนอกทำการสยบกระบี่เพียงชั่วอึดใจ พูดไปใครเล่าจะเชื่อ
ในที่สุดปราณกระบี่ของหนิงเฟยหลงก็เข้าสู่กระบี่ร่วงโรยได้ในครั้งนี้มันได้เข้าใจถึงความลึกลับของกระบี่มากยิ่งขึ้นกลายเป็นผู้เข้าถึงกระบี่อย่างสมบูรณ์ รอยยิ้มประดับบนชายหนุ่มโดยไม่รู้ตัว
หนิงเฟยหลงยกกระบี่ชูขึ้นพลังแห่งการสูญสลายก็บังเกิดสร้างความตื่นเต้นยินดีให้กับตัวมันเองเป็นอย่างมาก ต่างกับผู้อาวุโสและศิษย์ร่างอ้วนฉุที่ยืนตะลึงอ้าปากกว้างอย่าว่าแต่พวกมันทั้งสองเลยต่อให้เป็นผู้อื่นมาเห็นก็ต้องตะลึงจะมีใครบ้างที่พึ่งพบเจอกระบี่ก็สยบมันแล้วใช้พลังออกมาได้บ้างนั่นมันต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกับกระบี่ถึงจะทำได้ และนั่นอาจหมายความว่าชายหนุ่มผู้นี้อาจจะเข้าใจถึงเจตจำนงแห่งการสูญสลาย!!
“บ้าไปแล้ว ! นั่นมันมีแต่จอมยุทธ์ขอบเขตแดนพิภพไม่ใช่หรือไงที่เข้าใจเจตจำนงต่าง ๆได้ ?” ผู้อาวุโสดูแลตึกศาสตราพึมพำกับตนเอง
หนิงเฟยหลงไม่รู้เลยว่าตนเองทำให้ผู้อื่นต้องตะลึงไปกับความอัจฉริยะในวันนี้ไปกี่ครั้งแล้วมันยังคงจดจ่อกับกระบี่ของตนเองก็เท่านั้น