ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 63 บุรุษหนุ่มสามัญชน

            เมื่อได้ยินดังนั้นทำให้เสิ่นเสวียนอดยิ้มแห้งๆออกมาไม่ได้

            เป็นอย่างที่คิดไว้ โรงเตี๊ยมคือสถานที่ที่รู้ข่าวสารได้ล้ำลึกที่สุดตลอดกาลไม่ว่าจะเป็นโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรหรือที่นี่ เพียงแค่มากินอาหารก็ได้ยินเรื่องน่าสนใจแล้ว

            “ท่านพี่ สัตว์วิเศษตัวนั้นคืออะไรหรือ”

            เสิ่นเสี่ยวเม่ยถามอย่างอยากรู้

            “สนใจอย่างนั้นหรือ”

            “อื้ม”

            “แล้วเจ้าล่ะ”

            เสิ่นเสวียนหันไปถามเสิ่นเลี่ยน

            “อืม”

            เสิ่นเลี่ยนแววตาฉายประกายเพลิงฮึกเหิมออกมาเขาต้องการสั่งสมประสบการณ์อย่างแรงกล้า ก่อนหน้านี้เขามีพรสวรรค์มากท่ามกลางคนวัยเยาว์ในตระกูลเสิ่นฝึกฝนถึงขั้นปรมาจารย์ระดับสูงได้ตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ไหนแต่ไรมาเขาคิดมาตลอดว่าตนเองยอดเยี่ยมมากแล้วกระทั่งได้เจอกับเสิ่นเสวียน

            เขาอายุน้อยกว่าเสิ่นเสวียนหนึ่งปีนับว่าเป็นคนรุ่นเดียวกัน เขาคิดมาตลอดว่านายน้อยผู้นี้ไร้ประโยชน์ ไม่เคยเห็นเขาเป็นเป้าหมายในการใช้ชีวิตมาก่อน

            กระทั่งเสิ่นเสวียนปรากฏตัวขึ้นในหอประชุมทำให้เขาเปลี่ยนความคิดต่อเสิ่นเสวียนไปอย่างสิ้นเชิง

            ตอนนี้เขาเห็นเสิ่นเสวียนเป็นเป้าหมายในการใช้ชีวิตจะไม่ปล่อยให้โอกาสที่จะได้สั่งสมประสบการณ์หลุดมือไปเด็ดขาด

            “ในเมื่อเป็นเช่นนี้พวกเราไปดูกันเถอะ”

            เสิ่นเสวียนดื่มสุราอุ่นๆเข้าไปก่อนจะกล่าว

            หลังจากจ่ายค่าอาหารเรียบร้อยแล้วพวกของเสิ่นเสวียนทั้งสามคนจึงเดินออกจากโรงเตี๊ยมแล้วขี่ม้ามุ่งหน้าไปทางเขาหมังตั้ง

            หมู่บ้านชิงซานตั้งอยู่ที่เชิงเขาหมังตั้งเขาหมังตั้งเป็นเทือกเขาที่ค่อนข้างใหญ่ในแคว้นชิงหยุน พาดผ่านจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตกบนนั้นเต็มไปด้วยสัตว์วิเศษ ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่สูงชัน หมู่บ้านชิงซานคือทางเข้าออกที่สร้างขึ้นโดยธรรมชาติด้วยเหตุนี้จึงมีคนมารวมตัวอยู่ที่นี่เยอะมากจนเกิดเป็นหมู่บ้านขึ้นมา

            กลางหมู่บ้านชิงซานมีถนนหลวงกว้างสามจั้งพาดผ่านเป็นเส้นทางมุ่งตรงไปยังเขาหมังตั้ง สองข้างทางมีสิ่งก่อสร้างเรียงราย ทั้งสามคนขี่ม้าไปถึงทางขึ้นเขาหมังตั้งอย่างรวดเร็ว

            ตรงนี้มีต้นไม้สูงเสียดฟ้ายืนตระหง่านอยู่สองต้นเหมือนกับทางเข้าหมู่บ้านลำต้นมีขนาดใหญ่มาก บนนั้นสลักตัวอักษรไว้ว่า ‘เขาหมังตั้ง’ ดูจากตัวอักษรแล้วน่าจะเป็นฝีมือของคนผู้เดียวกับที่เขียนชื่อหมู่บ้านตรงทางเข้า

            เวลานี้เป็นช่วงพลบค่ำ ไม่ค่อยมีคนผ่านเข้าไปมากนักส่วนใหญ่แล้วจะลงจากเขากลับไปยังหมู่บ้านชิงซาน เมื่อเห็นพวกของเสิ่นเสวียนทั้งสามคนมุ่งหน้าขึ้นไปบนนั้นหลายคนจึงมองราวกับพวกเขาทั้งสามโง่เขลายิ่งนัก

            แม้เจ้าจะเป็นลูกหลานจากตระกูลใหญ่อย่างน้อยก็น่าจะพกสมองมาบ้างหรือเปล่า! เด็กสามคนขึ้นไปบนเขาหมังตั้งตอนนี้ ไม่รนหาที่ตายจะเรียกว่าอะไร

            “เฮ้ พวกเจ้าจะไปไหนกัน”

            ขณะนั้นเอง บุรุษหนุ่มสามัญชนอายุยี่สิบกว่าปีคนหนึ่งส่งเสียงเรียกพวกของเสิ่นเสวียนไว้

            เสิ่นเสวียนหันไปมองแล้วกล่าวกับบุรุษหนุ่ม“เข้าไปเดินเล่นนิดหน่อย”

            “พี่ขอเตือนพวกเจ้าอย่าขึ้นไปตอนนี้ดีกว่าดึกแล้วสัตว์วิเศษจะดุร้ายกว่าตอนกลางวันมาก ตอนนี้บนนั้นเต็มไปด้วยอันตราย พวกเจ้าอาจไม่โชคดี”

            “ขอบคุณที่เตือน”

            เสิ่นเสวียนพยักหน้าน้อยๆให้บุรุษหนุ่มสามัญชนผู้นั้น ทว่าเขาไม่ได้สนใจคำเตือนของอีกฝ่าย ยังคงเดินหน้าต่อไป

            “เฮ้ ข้ากำลังคุยกับพวกเจ้าอยู่นะในนั้นอันตรายมาก!”

            เห็นพวกของเสิ่นเสวียนยังเดินหน้าต่อไปทำให้บุรุษหนุ่มสามัญชนผู้นั้นรู้สึกเสียหน้าเหมือนกับโดนเมิน จึงตะโกนเรียกพวกของเสิ่นเสวียนอีกครั้ง

            แต่เสิ่นเสวียนทำเหมือนไม่ได้ยินยังคงเดินหน้าต่อไป ด้วยพลังของเขาในตอนนี้สามารถรับรองความปลอดภัยของพวกเขาสามคนได้แม้มิอาจไปต่อก็ยังล่าถอยออกมาอย่างปลอดภัย

            ตอนนี้แม้พลังยุทธ์ของเขาเพิ่งถึงขั้นแก่นทองคำระดับกลางแต่พลังจิตวิญญาณของเขาเกือบถึงขั้นหยวนก่อกำเนิดแล้ว เขามั่นใจว่าเมื่อทะลวงไปถึงขั้นแก่นทองคำระดับปลายแล้วพลังจิตวิญญาณจะทะลวงไปถึงขั้นหยวนก่อกำเนิดได้อย่างแน่นอน

            บุรุษหนุ่มสามัญชนเห็นพวกของเสิ่นเสวียนทั้งสามคนเดินห่างออกไปเรื่อยๆเขาจึงเดินตามมาด้วย

            “บอกพวกเจ้าแล้วพวกเจ้ากลับไม่ฟังหากต้องเจออันตรายเข้าจริงๆ แล้วจะเสียใจ”

            ระหว่างที่กล่าว เขารีบเร่งฝีเท้าตามพวกของเสิ่นเสวียนไป

             

            เขาหมังตั้งสูงชันมาก แม้แต่ทางเข้าจากหมู่บ้านชิงซานก็ยังชันมากหลังจากเดินไปได้ราวสามสิบจั้ง ทั้งสามคนก็ตัดสินใจผูกม้าไว้ข้างทางแล้วเดินเท้าต่อไป

            ระหว่างทางเสิ่นเสวียนยิ้มออกมาอธิบายวิธีการเอาตัวรอดให้เสิ่นเสี่ยวเม่ยและเสิ่นเลี่ยนฟังเป็นครั้งคราว อย่าเห็นว่าเสิ่นเสี่ยวเม่ยมีพลังขั้นแม่ทัพระดับกลางแล้วหากปล่อยให้นางอยู่ในที่รกร้างเช่นนี้จริงๆ ไม่แน่ว่านางจะสามารถเอาตัวรอดออกไปได้

            “วิ่งเร็ว!มีคนตายแล้ว!”

            ขณะที่พวกเขาเดินไปได้กว่าครึ่งลี้พลันมีเสียงคนโหวกเหวกดังมาจากด้านบน

            ทั้งสามคนมองตามเสียงไป เห็นว่าตรงเนินเขาด้านบนมีคนวิ่งลงมาสี่คนสี่คนนี้มีอายุประมาณสามสิบถึงสี่สิบปี เสื้อผ้าของพวกเขาเหมือนโดนกรงเล็บแหลมคมฉีกกระชากไอพลังบนร่างแผ่ซ่าน เห็นได้ชัดว่าได้รับบาดเจ็บไม่น้อย

            “ขึ้นไปดูหน่อย”

            เสิ่นเสวียนกล่าวกับเสิ่นเลี่ยน

            “ขอรับ”

            เสิ่นเลี่ยนกล่าวรับคำของเสิ่นเสวียนแล้วเขาก็เร่งฝีเท้าเข้าไปหาสี่คนนั้นอย่างรวดเร็ว กระทั่งไปถึงตรงหน้าหนึ่งในสี่คนนั้นจึงประคองเขาขึ้นพลางถาม“เป็นอย่างไรบ้าง”

            “นั่น!!!ทางนั้นมีสัตว์วิเศษ!”

            เขามีสีหน้าตื่นตระหนก หลังจากกล่าวออกมาเขาก็วิ่งลงไปด้านล่างทันที

            ความหวาดกลัวในแววตาแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของสัตว์วิเศษ

            เห็นคนเหล่านั้นวิ่งลงไปด้านล่างเสิ่นเลี่ยนกลับมีแววตาร้อนแรงยิ่งกว่าเดิม

            พลังยุทธ์ของคนเหล่านั้นต่างอยู่ในขั้นปรมาจารย์หนึ่งในนั้นมีพลังขั้นเดียวกับเขา นั่นคือขั้นปรมาจารย์ระดับสูง ตอนนี้เขาอยากลองดูสักหน่อย

            “ท่านผู้นำข้าอยากไปดูสักหน่อย”

            เสิ่นเลี่ยนหันมองเสิ่นเสวียนกล่าวขออนุญาต

            “ไปเถอะ”

            เสิ่นเสวียนพยักหน้าอนุญาต

            เสิ่นเลี่ยนวิ่งตรงขึ้นไปด้านบนยิ่งขึ้นไปกลิ่นคาวเลือดยิ่งตลบอบอวล

            “ช้าก่อน!ช้าก่อน!”

            ขณะนั้นเอง บุรุษหนุ่มสามัญชนก่อนหน้านี้วิ่งไปพลางตะโกนร้องเรียกเสิ่นเสวียนไปพลางเพียงไม่นานก็ตามทันเสิ่นเสวียนและเสิ่นเสี่ยวเม่ย เขาหายใจแรงๆ อย่างเหนื่อยหอบ

            “เป็นอย่างไรบ้าง”

            เสิ่นเสวียนมองบุรุษหนุ่มสามัญชนผู้นั้นแล้วถาม

            “ด้านบนอันตรายมากเมื่อครู่ข้าไม่ได้บอกพวกเจ้าไปแล้วหรอกหรือ รีบลงไปเถอะ”

            บุรุษหนุ่มสามัญชนแสดงความจริงใจออกมาน้ำเสียงของเขาร้อนรนมาก เพียงแต่แววตาที่มองเสิ่นเสวียนกลับตรงกันข้าม แววตาของเขาเก็บซ่อนความรู้สึกเอาไว้เป็นอย่างดีแม้แต่เสิ่นเสวียนยังไม่สังเกตเห็น

            “ไม่เป็นไรหรอกขอบคุณมาก พวกข้ารู้ตัวดี”

            เสิ่นเสวียนยิ้มบางๆ พลางส่ายหัวคนผู้นี้ดูจริงใจมากทีเดียว!

            จากนั้นเขาก็ดึงเสิ่นเสี่ยวเม่ยให้เดินขึ้นไปต่อเสิ่นเลี่ยนนำหน้าขึ้นไปแล้ว สัตว์วิเศษตัวนั้นแข็งแกร่งมาก ด้วยพลังของเสิ่นเลี่ยนคนเดียวอาจเอาชนะอีกฝ่ายได้ยาก

            “เฮ้อ!ช่างเถอะ คิดเสียว่าข้าโชคร้าย ขึ้นไปกับพวกเจ้าด้วยเลยแล้วกัน!”

            บุรุษหนุ่มสามัญชนส่ายหัวเขากลอกตาขึ้นฟ้าใส่เสิ่นเสวียนแล้วเดินตามไป

            เสิ่นเสวียนไม่ได้ขับไล่และไม่ได้ตอบรับใดๆกับคนที่ตามหลังพวกเขามาผู้นั้น พลังจิตวิญญาณของเขาตรวจสอบอยู่เบื้องหน้าตลอดเวลาตอนนี้เสิ่นเลี่ยนเผชิญหน้ากับสัตว์วิเศษตัวนั้นแล้ว

            มันคือหมีปีศาจธุลีดินตัวใหญ่อายุร้อยปีตัวหนึ่งมีร่างสูงหนึ่งจั้งห้าฉื่อ พลังรุนแรงปะทุออกมาจากอุ้งเท้าหมีทั้งสองข้าง สามารถบดขยี้กระดูกของมนุษย์ผู้ใหญ่คนหนึ่งได้เลย

            เสิ่นเลี่ยนไม่ได้กล่าวอะไรออกมาเขาแสดงพลังหมัดโจมตีออกไปทันควัน

            พลั่ก!

            เสิ่นเลี่ยนเพิ่งเข้าประชิดตัวกลับเห็นหมีปีศาจธุลีดินตัวนั้นยกอุ้งเท้าตบเข้าที่หน้าอกของเสิ่นเลี่ยนอย่างรุนแรงเขากระโจนเข้าไปเร็วมากเท่าไรก็กระเด็นกลับออกมาเร็วมากเท่านั้น ร่างเขากระแทกลงกับพื้นอย่างแรงจนฝุ่นตลบ

            “ตั้งสติให้มั่นหากเข้าปะทะแล้วสู้ไม่ได้ ต้องหาจุดอ่อนของอีกฝ่ายให้เจอ”

            เสิ่นเลี่ยนกระเด็นตกลงมากองที่พื้นพลันได้ยินเสียงของเสิ่นเสวียนดังมาจากทุกทิศทาง

            “เอ๋?ท่านผู้นำ!”

            เสิ่นเลี่ยนมองไปรอบๆ ทว่ากลับไม่เห็นร่างเงาของเสิ่นเสวียนเลย

            แต่การต่อสู้ทำให้เขามิอาจคิดเรื่องอื่นได้เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ไม่ได้จู่โจมออกไปทันที แต่ถอยหลังและเคลื่อนที่ไปรอบๆ ไม่หยุดรักษาระยะห่างจากหมีปีศาจธุลีดิน

            “โฮก!”

            หมีปีศาจธุลีดินตบหน้าอกตัวเองพลางร้องคำรามเสียงดังก้องวิ่งไล่ตามเสิ่นเลี่ยนไปด้วยสี่เท้า

             

            “เสิ่นเลี่ยนเป็นต้นกล้าที่ดี”

            ทางฝั่งเสิ่นเสวียนและเสิ่นเสี่ยวเม่ยที่กำลังเดินขึ้นไปเสิ่นเสวียนพยักหน้าเล็กน้อยก่อนกล่าวออกมาเช่นนี้

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน