บทที่ 19 ระดับกลั่นน้ำค้าง บรรลุวิชาหมัดชิงหนิวขั้นต้น
หลังจากเลือกวรยุทธ์เสร็จสิ้น สวี่ไท่ผิงใช้แต้มสำนักอีกสิบเหรียญ ซื้อดาบเหล็กกล้าชั้นดีหนึ่งเล่ม คันธนูไม้เนื้อแข็งเขาวัว และลูกธนูกว่าร้อยดอก
"ท่านเสวียนจิ้ง ข้าเลือกเสร็จแล้วขอรับ"
จริง ๆ แล้ว สวี่ไท่ผิงยังอยากได้วิชาตัวเบาสักตำรา ทว่าวิชาตัวเบาระดับต่ำสุดก็มีราคาสูงถึงสามร้อยเหรียญขึ้นไป ซึ่งเขาไม่มีปัญญาจ่าย
"เมื่อเลือกแล้วจะไม่สามารถคืนได้ พรุ่งนี้ยามอู่ (11.00 – 12.59 น.) จะมีนกวิเศษนำสิ่งของเหล่านี้ไปส่งที่เรือนไผ่เขียว โปรดเตรียมแต้มสำนักไว้ให้พร้อม"
เสียงเ็าของภูตกระจกดังขึ้นอีกครั้ง
"ขอรบกวนท่านเสวียนจิ้งด้วยขอรับ"
สวี่ไท่ผิงโค้งคำนับให้กับกระจกทองแดงอย่างนอบน้อม
...
ยามโหย่ว (17.00 – 18.59 น.) ในวันเดียวกัน
เรือนไผ่เขียว
ภายในลานบ้านอันเงียบสงบ แสงตะวันอบอุ่นยามบ่ายส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา สาดส่องไปยังใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อของสวี่ไท่ผิง
ยามนี้สวี่ไท่ผิงหลับตานั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง หมอกสีขี้เถ้าแผ่ออกมาจากร่างกาย ก่อนจะลอยขึ้นไปรวมกันตรงเหนือศีรษะ
ในขณะนี้ สวี่ไท่ผิงเข้าสู่สภาวะที่ลืมเลือนทุกสิ่งทุกอย่างหมดสิ้น ในใจมีเพียงคำว่า ‘ฝึกฝน’
ตามคำแนะนำของท่านอาจารย์จื่อหยาง การฝึกฝนในยามจื่อ (23.00 – 00.59 น.) ยามอู่ (11.00 – 12.59 น.) และยามโหย่ว (17.00 – 18.59 น.) ของทุกวัน มักจะได้ผลลัพธ์เป็สองเท่า ดังนั้นทุกคราที่ถึงเวลานี้ สวี่ไท่ผิงจะปิดประตูลานเข้านั่งสมาธิฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ
เปรี้ยง...
ทันใดนั้น ภายในร่างกายของสวี่ไท่ผิงพลันมีเสียงะเิพลังปราณดังสนั่นขึ้นมา
หมอกสีขี้เถ้ารอบกายพลันมลายสิ้น จากนั้นหมอกสีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะพลันพวยพุ่งออกจากร่างกายของสวี่ไท่ผิง ก่อนจะรวมตัวกันอีกครั้งที่เหนือศีรษะ
หากมีผู้ที่ฝึกฝน ‘คัมภีร์ฉานเสีย’ อยู่ที่นี่ พวกเขาย่อมจำได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้เป็สัญลักษณ์ของการที่ผู้ฝึกฝน ‘คัมภีร์ฉานเสีย’ บรรลุจากระดับก่อหยาดเข้าสู่ระดับกลั่นน้ำค้าง นั่นคือ การชะล้างตะกอน
ชั่วอึดใจต่อมา สวี่ไท่ผิงลืมตาขึ้น แววตาเปี่ยมล้นด้วยความยินดี
แม้แต่ตัวเขาก็ไม่คาดคิดว่าตนจะบรรลุระดับก่อหยาดเข้าสู่ระดับกลั่นน้ำค้างได้ เพราะตามที่ท่านอาจารย์จื่อหยางเคยกล่าวไว้ เขาต้องใช้เวลาอย่างน้อยสิบวันจึงจะก้าวข้ามระดับได้
"หรือว่าเป็เพราะข้าได้ใช้พลังปราณตอนต่อสู้กับปีศาจหมาป่า จึงทำให้ความเร็วในการฝึกฝนของข้าเพิ่มขึ้น"
สวี่ไท่ผิงคาดเดาในใจ
"สวี่ไท่ผิงจากเรือนไผ่เขียว อยู่ในลานหรือไม่"
ยังไม่ทันได้ครุ่นคิดเื่นี้อย่างถี่ถ้วน ก็มีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นจากนอกบ้าน นั่นคือ นกอินทรีหัวขาว ไป๋หง
"เ้าหนู สิ่งของของเ้ามาถึงแล้ว"
ทันทีที่ย่างก้าวออกไป สวี่ไท่ผิงก็เห็นนกวิเศษไป๋หงกำลังยืนอยู่ที่หน้าประตูลาน เบื้องหน้าของอีกฝ่ายมีกล่องไม้ใบใหญ่ที่ปิดผนึกวางอยู่
"ขอบคุณมากขอรับ ท่านลุงไป๋"
สวี่ไท่ผิงกล่าวขอบคุณด้วยความดีใจ จากนั้นก็รีบเดินเข้าไปหา
"เ้าหนู การหาแต้มสำนักมิใช่เื่ง่าย ่ปลายปียังต้องส่งค่าคุ้มครองให้กับศาลาซีเฟิง เก็บออมไว้บ้างก็ดี"
ไป๋หงเตือนสติสวี่ไท่ผิงด้วยความปรารถนาดี
"ท่านลุงไป๋โปรดวางใจ ไท่ผิงรู้จักประมาณตน นี่เป็เพียงอาวุธป้องกันตัวและตำราวรยุทธ์เท่านั้น"
ความปรารถนาดีของไป๋หง ทำให้สวี่ไท่ผิงรู้สึกอบอุ่นใจยิ่งนัก
"เ้ารู้จักประมาณตนก็ดีแล้ว"
ไป๋หงพยักหน้า
หลังจากเหตุการณ์ซื้อซากปีศาจหมาป่าเมื่อวานนี้ ความประทับใจที่ไป๋หงมีต่อสวี่ไท่ผิงพลันทวีคูณยิ่งขึ้น ไม่ได้มองเขาเป็เพียงศิษย์น้อยแปลกหน้าจากนอกสำนักอีกต่อไป
"ข้าเห็นพลังปราณในตัวเ้าบริสุทธิ์กว่าเมื่อวานนี้นัก หรือว่าเ้ามีการบรรลุอะไรบางอย่าง?"
ไป๋หงเพ่งพินิจสวี่ไท่ผิงอย่างจริงจัง
"ใช่แล้วขอรับ ท่านลุงไป๋ พลังปราณของข้ายามนี้อยู่ในระดับกลั่นน้ำค้างแล้ว หากบรรลุระดับแปรพิสุทธิ์ ก็จะสามารถลองทะลวงขั้นปฐมได้"
สวี่ไท่ผิงมิได้ปิดบังไป๋หง
"ไม่เลว"
ไป๋หงพยักหน้ารับรู้อย่างพอใจ
เขาได้เห็นความพากเพียรของสวี่ไท่ผิงมาตลอด ดังนั้นจึงไม่แปลกใจนัก
"จงฝึกฝนต่อไปอย่างสงบใจเถิด แม้จะถึงระดับกลั่นน้ำค้าง ก็เป็เพียงการมีคุณสมบัติที่จะบรรลุขั้นปฐมเท่านั้น อย่าได้ลำพองใจไป"
เขากล่าวเตือนสติสวี่ไท่ผิงอีกครั้ง
"ไท่ผิงจะจดจำคำชี้แนะของท่านลุงไป๋ไว้ขอรับ"
สวีไท่ผิงโค้งคำนับไป๋หงอย่างนอบน้อม
"กลับไปฝึกฝนในบ้านเถิด วันนี้หลังจากส่งของให้เ้าเสร็จ ข้าต้องติดตามผู้าุโยอดเขาที่สี่ออกจากูเาสักระยะ คงต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะกลับมา"
กล่าวจบไป๋หงก็กางปีกทั้งสองข้าง บินขึ้นจากพื้น
"ติดตามผู้าุโยอดเขาที่สี่ออกจากูเา… หรือว่าจะไปปราบปีศาจช่วยชาวบ้าน?"
มองตามร่างของไป๋หงที่ค่อย ๆ ห่างออกไป สวี่ไท่ผิงก็นึกขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น
อ้างอิงจากคำอธิบายในตราหยกประทานวิชา ศิษย์และผู้าุโทั้งเจ็ดยอดเขาจะได้รับภารกิจมากมายนอกูเาในแต่ละเดือน เมื่อทำภารกิจเสร็จสิ้น สำนักก็จะให้รางวัลเป็แต้มจำนวนมาก
แค่ภารกิจทั่วไปนอกูเาก็ได้รับรางวัลเป็แต้มสำนักมากกว่าหนึ่งพันแล้ว สิ่งนี้ทำให้สวี่ไท่ผิงอิจฉายิ่งนัก
"สวี่ไท่ผิง อย่าได้ทะเยอทะยานเกินตัว"
ยามพบว่าจิตใจเริ่มเปลี่ยนแปลง สวี่ไท่ผิงจึงรีบเตือนตัวเองในใจทันที
จากนั้น เขาก็ยกกล่องไม้ใบนั้นเข้าไปในลานบ้าน
...
ห้าวันต่อมา
ลานหลังเรือนไผ่เขียว
เปรี้ยง!
หลังจากที่สะสมพลังมาเป็เวลานาน ร่างกายของสวี่ไท่ผิงรายล้อมไปด้วยไอเย็นจาง ๆ ได้ชกหมัดเข้าใส่ก้อนหินที่สูงเท่าคนตรงหน้า
ในขณะที่หมัดถูกเหวี่ยงออกไป นอกจากเสียงทะลุผ่านลมแล้ว ยังได้ยินเสียงคำรามของวัวอย่างเลือนราง
เปรี้ยง!
พร้อมกับเสียงดังสนั่น หินก้อนมหึมาเบื้องหน้า ถูกหมัดเล็ก ๆ ของสวี่ไท่ผิงชกจนเป็รูโหว่
ทว่าสวี่ไท่ผิงมิได้หยุดเพียงแค่นั้น หลังจากที่ชกหมัดแรกออกไป เขาก็ยืนนิ่งปรับพลังปราณ จากนั้นก็เหวี่ยงหมัดทั้งสองข้างสลับกันออกไป
เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง!…
สวี่ไท่ผิงชกหมัดใส่หินก้อนนั้น หมัดแล้วหมัดเล่า ราวกับฝูงวัวที่กำลังวิ่งพล่าน
เปรี้ยง!
ในที่สุดก้อนหินสูงเท่าตัวคน ก็ถูกสวี่ไท่ผิงทุบด้วยหมัดทั้งสองข้างจนแตกกระจายเป็เศษหินเล็ก ๆ
ทว่ายามบดขยี้หินก้อนนี้แล้ว พลังปราณของสวี่ไท่ผิงก็หมดลงเช่นกัน พลังปราณน้ำแข็งที่ปกป้องรอบกายเขาราวกับปราการโปร่งใส พลันสลายหายไปในบัดดล
"แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก……"
หลังจากชักหมัดกลับ สวี่ไท่ผิงใช้มือทั้งสองข้างยันเข่า แล้วเริ่มหอบหายใจถี่
สิ่งที่เขาเพิ่งใช้ไปก็คือวิชาหมัดชิงหนิวที่เพิ่งได้มาจากคลังอาวุธของศาลาซีเฟิง และยังเป็สองกระบวนท่าไม้ตายของวิชาหมัดชิงหนิว นั่นคือ ทะลายภูผาและทะลวงแนวรบ
"ดูเหมือนว่าด้วยระดับพลังปราณของข้าในยามนี้ อย่างมากที่สุดคงใช้กระบวนท่าทะลายภูผาและทะลวงแนวรบได้อย่างละหนึ่งครั้ง"
สวี่ไท่ผิงพูดอย่างเหนื่อยหอบ
เนื่องจากวิชาหมัดชุดนี้เรียบง่ายและดุดัน ดังนั้นหลังจากฝึกฝนมาหลายวัน เขาก็สามารถใช้มันได้อย่างคล่องแคล่ว ทว่าสองกระบวนท่าไม้ตายนี้ยังทำให้เขาลำบากใจอยู่บ้าง เพราะต้องใช้พลังปราณมากเกินไป
แม้ว่าพลังปราณจะฟื้นตัวได้เร็ว แต่สวี่ไท่ผิงก็สามารถฝึกฝนได้เพียงวันละสองถึงสามครั้งเท่านั้น หากมากกว่านั้น พลังปราณจะฟื้นตัวไม่ทัน
"วันนี้พอแค่นี้ก่อน ยามที่แดดร่มลงแล้ว ยังต้องไปถอนวัชพืชให้จื่อซูเก้าใบ"
สวี่ไท่ผิงหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดเหงื่อบนตัว
เพราะมีวรยุทธ์เพิ่มขึ้นมาอีกสองวิชาที่ต้องฝึกฝน ยามนี้เวลาของเขาจึงกระชั้นชิดมาก จนแทบอยากจะผ่าหนึ่งชั่วยามให้เป็สองชั่วยามเลยทีเดียว
ทว่าหลังจากที่บรรลุระดับกลั่นน้ำค้างแล้ว พลังปราณของเขาก็สมบูรณ์กว่าแต่ก่อนหลายเท่า บางครั้งถึงแม้จะไม่หลับนอนสองสามวันก็ไม่รู้สึกเหนื่อยล้ามากนัก เช่นนั้นเวลาที่ใช้ในการฝึกฝนจึงเพิ่มขึ้นมากเช่นกัน
"บรู้ววว!……"
ในขณะที่สวี่ไท่ผิงกำลังคิดว่าจะไปหาอะไรกิน ทันใดนั้นกลับได้ยินเสียงหมาป่าหอน
"เหมือนจะมาจากูเาหยางลู่ มิใช่ว่าที่นั่นมีปีศาจหมาป่าโผล่มาอีกกระมัง?"
เขานึกตรองพลางวิ่งออกจากลานหลังอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็พลิกตัวขึ้นไปบนกำแพงลานบ้าน แล้วะโขึ้นไปบนหลังคา