[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์

    103 เรื่องประหลาด

    “น่าจะหลบพ้นแล้วล่ะ”


    ตงฟางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เขารู้สึกโล่งใจมากหลังจากวิ่งหนีปีศาจมาหลายชั่วโมง ตลอดการวิ่งเขาคิดเพียงแค่ว่าตัวเองจะต้องไปให้ไกลที่สุดจากจุดที่เขาระเบิดพลังปะทะกับปีศาจ แล้วสถานที่วิ่งหลบของเขามันก็มักจะแปลกกว่าชาวบ้าน เพราะเขาเลือกวิ่งเข้าหาจุดที่หญิงสาวด้านหลังของเขาบอกว่าเป็นสถานที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูร


    แม้มันจะเป็นสถานที่อันตรายกับมนุษย์ สถานที่เขาอยู่ในตอนนี้กลับเป็นจุดหลบซ่อนตัวอย่างดีให้กับเขา ปีศาจก็คงคิดไม่ถึงว่ามนุษย์อย่างเขาจะเข้ามาหลบในสถานที่ที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรระดับ 5 และ 6 มากมายขนาดนี้


    “แผล”


    “ไม่ต้องห่วง แขนทั้งสองข้างหายดีแล้ว ยังดีที่กระดูกไม่หักแล้วก็รวมกับผลยาฟื้นฟูระดับ 5 ที่ทำเก็บไว้ระหว่างทาง ทำให้รักษาตัวเองได้เร็ว แล้วเธอล่ะ เป็นยังไงบ้าง มีอะไรตอบสนองอีกหรือยัง”


    ตงฟางมองไปยังหญิงสาวที่วางเธอเอาไว้บนกิ่งไม้ใหญ่ มองลงไปใต้ต้นไม้มีสัตว์อสูรฝูงใหญ่กำลังนอนหลับไม่สนใจพวกเขาทั้งสองคน ด้วยการที่ตงฟางใช้พลังจิตคลุมพวกเขาทั้งสองคนเอาไว้ จึงทำให้พวกมันสัมผัสตัวตนพวกเขาไม่ได้


    “ยังไม่มีอะไรฟื้นฟูอีกสินะ นอกจากแขนที่ขยับได้”


    ตงฟางยิ้มให้จากนั้นเขาก็นำหม้อเล็กๆออกมาเปิดดูอาหารที่จะได้ในมื้อนี้ หลังจากทำเก็บไว้หลายอย่าง


    “ซุปเนื้อกับโจ๊ก อืมยังอร่อยเหมือนเดิม ต่อไปก็ตาเธอแล้ว”


    ตงฟางตักซุปเข้าปาก จากนั้นก็ยื่นอีกคำไปให้หญิงสาว ทันทีที่เธอกลืนซุปลงไปในท้องเขาก็เห็นคิ้วของเธอขยับหลังจากตอบสนองบางอย่าง ตงฟางจึงรีบถามทันที


    “รู้สึกร้อนเหรอ หรือว่าจะรับรสได้แล้ว”


    หญิงสาวไม่ตอบเธอขอตักซุปเองเพราะใช้แขนได้แล้ว ตงฟางจึงยื่นซุปให้ จากนั้นเธอก็ลองตักซุปเนื้อของเขาช้าๆแล้วทำตาปริบๆมองมายังเขา


    “รับรสได้แล้วสินะ ว่าแต่รสชาติมันเป็นยังไงเหรอ”


    “อร่อยนะ”


    “หืม งั้นก็ลองโจ๊กนี่ดู”


    ตงฟางตักโจ๊กเข้าปากตัวเองเพื่อทดสอบพิษเหมือนเดิม จากนั้นเขาก็ยื่นโจ๊กไปให้เธอสลับกับถ้วยซุป หญิงสาวจึงตักโจ๊กชิมแล้วทำตาโต จนตงฟางอดยิ้มไม่ได้หลังจากเห็นหญิงสาวที่มีใบหน้าเย็นชา กำลังทำตาโตกับรสชาติอาหารที่สามารถรับรสได้อีกครั้ง


    “เอานี่ ฉันจะช่วยป้อน เรามีเวลาน้อยมากรีบๆกิน”


    ตงฟางช่วยตักซุปให้หญิงสาวสลับกับเธอตักโจ๊กป้อนตัวเอง ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกตัวว่าตงฟางยังไม่ได้กินอะไรเลยจึงยื่นช้อนที่ตักโจ๊กไปให้ตงฟาง


    “หืม จะป้อนเหรอ”  ไม่มีเสียงตอบมีเพียงแค่การพยักหน้า ตงฟางจึงฉีกยิ้มแล้วอ้าปากกินโจ๊กที่เธอป้อนเขา ส่วนเขาก็ทำการป้อนซุปให้ตัวเองสลับกับเธอที่พยายามป้อนโจ๊กให้เขาเยอะกว่า เพราะเขาเป็นคนต้องใช้แรงวิ่งพาเธอหนี


    “อิ่มแล้ว”


    “แน่ใจนะ ยังเหลือเก็บไว้อีกเยอะเลย กินอีกสักหน่อยไหม เผื่อเราจะเจอปีศาจอีกครั้งจนไม่มีเวลากินอะไร”


    หญิงสาวส่ายหน้าตงฟางจึงหยิบยาออกมาป้อนแล้วก็เริ่มอุ้มเธอขึ้นหลังพาพุ่งตัวเดินทางจากสถานที่แห่งนี้  เดิมทีการเดินทางของเขาจะใช้เวลา 1 วันในการไปถึงนิกายโบราณ ตอนนี้เขากลับต้องวิ่งเข้าไปในเขตสัตว์อสูรเพื่ออ้อมไปอีกทางจึงใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีก 1 วัน หากเขาเดาไม่ผิดวันที่ 18 น่าจะเดินทางถึงนิกายโบราณ


    “นั่นมัน  ดูเหมือนโชคจะเข้าข้างเราแล้วนะ” 


    ตงฟางมองจ้องไปยังสมุนไพรต้นสีฟ้ากำลังปลดปล่อยไอเย็นออกมารอบๆต้นของมัน  จากสายตาที่หญิงสาวมองออกไปไกลนั้น เธอเห็นบัวต้นหนึ่งสูง 30 เซนติเมตรกำลังเบ่งบานอยู่ท่ามกลางหนองน้ำขนาดกว้างเพียงแค่ 10 เมตร   ถึงอย่างนั้นการจะเข้าไปเก็บกลับเป็นไปไม่ได้เพราะรอบๆหนองน้ำมีสัตว์อสูรมากมายนอนเฝ้า พวกมันล้วนแล้วเป็นระดับ 6 ทั้งหมด ยากที่ตงฟางจะรับมือได้ หากเป็นเธอที่ร่างกายปกติ ยังคิดหนักกับการเข้าไปเก็บสมุนไพรต้นนี้มา


    อย่างไรก็ตามเธอกลับตกใจเล็กน้อย เมื่อจู่ๆเม็ดบัวจำนวน 2 เม็ดได้หลุดออกมาจากดอกบัวใจกลางหนองน้ำ ลอยมาทางฝั่งของเธอโดยเจ้าของมันไม่รับรู้ถึงการขโมย


    “บัวเหมันต์ทรราชระดับ 7 หากใช้เม็ดของมันหลอมยาตัวหนึ่ง เราจะได้ยาที่มีสรรพคุณในการรักษาระบบประสาทที่ดีมากๆ บังเอิญอีกว่าตลอดทางที่เรามาด้วยกัน เราเก็บสมุนไพรระดับ 6 มาเยอะแล้วมันก็ตรงตามวิธีหลอมที่ฉันเรียน”


    “ยาระดับไหน”


    “แน่นอน ฉันต้องหลอมยาระดับ 7 อยู่แล้วสิ ถ้าเป็นยาระดับ 6 เธอไม่น่าจะหายดีใน 1 เดือนนี้หรอกนะ ฉันตามไปเมืองหลวงกับเธอไม่ได้หรอก ตอนนี้มันยังไม่ถึงเวลา”


    “แต่พลังวิญญาณแค่ระดับผสาน” หญิงสาวทำหน้าสงสัย โดยท่าทางการพูดและการแสดงอารมณ์ของเธอไม่ต่างจากตุ๊กตาเลยสักนิด


    “ไม่ต้องห่วง ฉันหลอมยาระดับ 6 ให้เธอดูแล้วไม่ใช่เหรอ แค่ยาระดับ 7 ไม่ถือว่าทำไม่ได้ แค่มันยากมากๆเท่านั้น เอาล่ะ เหลือแค่หาสถานที่เงียบๆหลอมยา เธอก็จะกลับมาเป็นปกติได้อีกครั้งแล้ว”


    ตงฟางไม่ได้พูดเพื่อให้ความหวัง ครั้งนี้เขาสามารถทำได้จริงไม่ใช่ความหวังอีกต่อไป หญิงสาวที่เห็นถึงความใส่ใจเธอจึงเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ตงฟางที่เห็นรอยยิ้มเขาถึงขั้นยืนตะลึงงันเพราะตลอดหลายวันที่อยู่ด้วยกัน เขาไม่เคยเห็นเธอแสดงสีหน้าใดเลยนอกจากใบหน้าเย็นชา ไร้ชีวิตชีวา แม้บางครั้งจะย่นคิ้วทำหน้าสงสัย ตอนนี้เธอกลับแสดงรอยยิ้มเป็นใบหน้าที่สอง ทำให้เขาอึ้ง


    “เมื่อกี้เธอยิ้มเหรอ” ไม่มีเสียงตอบใดๆ ใบหน้าที่เคยยิ้มก็กลับไปเป็นใบหน้าเย็นชาเช่นเดิม ทำเอาตงฟางถอนหายใจแล้วอุ้มเธอขึ้นหลังพาเดินทางออกไปจากสถานที่แห่งนี้ ก่อนเจ้าของบัวเหมันต์ทรราชระดับ 7จะรู้ตัวว่าเม็ดบัวของมันหายไป 2 เม็ด


    พรึ่บ~! พรึ่บ พรึ่บ~!


    การเดินทางแบบไม่มีการหยุดพักเริ่มต้นขึ้น  แม้ว่ามันจะไม่ดีต่อร่างกาย ตงฟางกลับใช้พลังจิตกระตุ้นตัวเองให้รักษาตัวตลอด โดยเขาทำเพียงแค่กินเนื้อให้เยอะเพื่อมอบพลังงานให้เซลล์ ทำให้เขาวิ่งได้เรื่อยๆโดยไม่หยุดพัก ทันใดนั้นเขากลับต้องหยุดเท้าตัวเองลงบนกิ่งไม้ขนาดใหญ่ที่กระโดดขึ้นมาเหยียบ หลังจากรู้ว่าป่าไม้ที่เขาวิ่งมาตลอดทั้งวันทั้งคืน ใกล้จะสิ้นสุดแล้ว


    “ตรงนั้นใช่ไหม นิกายโบราณ”


    ห่างออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา เป็นพื้นที่ทรายอีกครั้ง แต่ตรงที่ตงฟางมองจ้องไปนั้น มีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนทราย เขาจึงอยากรู้ว่ามันเป็นนิกายโบราณหรือไม่ ถ้าไม่เขาจะได้รีบผ่าน


    “อือ”


    “งั้นไปกันเถอะ ข้างในน่าจะมีสถานที่ให้เราหลบซ่อนเพื่อหลอมยา”


    ตงฟางขยับตัวเล็กน้อยเพื่อจัดร่างที่กำลังขี่หลังให้เข้าที่ จากนั้นก็เริ่มกระโดดลงจากต้นไม้พุ่งตัวมุ่งหน้าไปยังสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ของนิกายโบราณ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะก้าวออกจากป่าตงฟางกลับหยุดตัวเองลง เมื่อเขาสัมผัสได้ถึงความเงียบที่ผิดปกติเกินไป จนต้องหยุดเท้าแล้วหลบซ่อนตัว


    “มีบางอย่างแปลกไป หากเจออะไรสะกิดหน่อยนะ”


    หญิงสาวที่อยู่ด้านหลังพยายามกวาดตามองหาสิ่งผิดปกติ ส่วนตงฟางเขาได้ใช้ตาทิพย์กวาดมองไปรอบๆ จนพบเข้ากับตำแหน่งหนึ่งมีต้นไม้ล้มระเนระนาด ไม่เพียงเท่านั้นยังมีร่างของมนุษย์นอนตายเกลื่อน นับจำนวนได้ราว 100 คน แล้วยังมีปีศาจนอนตายอยู่ด้วยหลายสิบร่าง


    “ตำแหน่งนั้นมีการต่อสู้ระหว่างมนุษย์และปีศาจ”


    ตงฟางชี้นิ้วบอกทิศทางแล้วก็เริ่มพุ่งตัวอ้อมไป ไม่คิดจะเข้าใกล้ตำแหน่งที่เกิดการต่อสู้ขึ้นมา ทันใดนั้นเขาก็หยุดเท้าตัวเองอีกครั้งหลังจากตรงหน้า มีศพหลายร้อยศพนอนตายเช่นเดียวกัน แต่สภาพศพเหล่านี้ตายมามากกว่า 2 วัน ต่างจากจุดแรกที่เขาพบ


    “เกิดอะไรขึ้น ทำไมแถวนี้ถึงมีการต่อสู้หนักหน่วงขนาดนี้”


    ตงฟางรีบพุ่งหนี เขายังไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปีศาจ หากเป็นระดับ ผันแปรวิญญาณยังพอไหวให้เขาหนี หากเป็นระดับราชา เขาไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องเสียอะไรอีก ทันใดนั้นเขาก็พุ่งตัวออกมาจากป่าได้ตามที่คิด แต่เขากลับเห็นแสงของการต่อสู้ระเบิดอยู่ห่างออกไปไกล มันเป็นเส้นทางที่เขาต้องใช้เดินเข้าไปยังนิกายโบราณ


    “นี่ ปกติปีศาจเข้ามาในประตูเทพธิดาพวกมันเข้ามาทำอะไรเหรอ เข้ามาตามหาของล้ำค่าเหมือนเราไหม”


    ตงฟางถามหญิงสาวที่อยู่ด้านหลัง ตอนนี้เขาอยากรู้จุดประสงค์ของปีศาจ เดิมทีเขาคิดว่าพวกมันเข้ามาเพราะต้องการของล้ำค่า จึงต่อสู้กับมนุษย์เพื่อเก็บของเหล่านั้นออกไปจากประตูเทพธิดา แต่การตายของผู้คนหลายกลุ่มที่เขาเห็น มันมากเกินไป ส่วนมากที่เขาวิเคราะห์ไม่น่าจะเป็นการต่อสู้แย่งชิง แต่เป็นการเอาให้ตาย


    “พวกมันต้องการของเหมือนเรา”


    “งั้นเหรอ แล้วเธอคิดว่าครั้งนี้กับครั้งก่อนที่เข้ามา ปีศาจทำอะไรแปลกไปไหม”


    “พวกมันล่ามนุษย์ ไม่ใช่เพื่อแย่งชิงสิ่งของ”


    ตงฟางมองไปยังศพที่อยู่บนทรายห่างไปไม่ไกลนัก บนนิ้วมือของศพที่ตายยังมีแหวนเก็บของสวมเอาไว้ เขาจึงรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย กับการลงมือของปีศาจที่อาจไม่ได้เข้ามาเก็บของล้ำค่า ถึงอย่างนั้นเขาก็ต้องตามหาหนิงเหอ เผื่อเธอจะตกอยู่ในที่นั่งอันตราย


    “ไปกันเถอะ นิกายตรงหน้าอาจจะอันตราย แต่มันน่าจะดีกว่าหลบซ่อนในป่า”


    ตงฟางเปิดใช้งานพลังจิตพาร่างของเขาบินตรงไปยังนิกาย เขาพยายามไม่ใช้พลังจิตเดินทางเพราะว่าจะเก็บไว้ใช้สู้เท่านั้น ร่างกายของเขาสามารถรับภาระในการเดินทางได้ จึงให้ร่างกายรับไป ส่วนพลังจิตเก็บไว้ใช้ยามที่เขาหมดหนทางหนี


    บรึ้ม~!


    “ระดับผันแปรวิญญาณ”  ตงฟางย่นคิ้ว ยิ่งเข้าใกล้นิกายโบราณ การต่อสู้ก็ยิ่งชัดเจนมากยิ่งขึ้น ระดับพลังที่โจมตีไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือปีศาจส่วนมากเป็นระดับจารึกวิญญาณ ถึงอย่างนั้นมันก็มีระดับผันแปรวิญญาณอยู่หลายร้อยคน พยายามต้านทานการบุกของปีศาจ ภายใต้การบินไปด้วยสำรวจไปด้วย ตงฟางพบว่ามนุษย์ที่รับมือกับปีศาจและกำลังเสียเปรียบกำลังใช้งานพลังบางอย่างเพื่อหลบการโจมตีที่ทำให้เสียชีวิต


    “นี่ นิกายโบราณยังมีพลังวิญญาณปกคลุมเหรอ”


    “อืม”


    “ไม่แปลก ที่บางครั้งมนุษย์จะกระโดดเข้าใกล้สิ่งก่อสร้างตรงหน้าเรา”


    ตงฟางมองจ้องการต่อสู้จนรู้ว่านิกายโบราณปลอดภัยสำหรับเขา จึงเปิดใช้งานพลังจิตทั้งหมดบินฉีกกระชากอากาศเข้าไปด้านในทันที ด้วยความเร็วระดับนี้ เขาต้องใช้ก็เพราะว่าไม่อยากให้ปีศาจเข้ามาขัดขวางไม่ให้เขาเข้าไปข้างใน


    ภายใต้การบินด้วยความเร็วไว ทางฝั่งปีศาจที่สัมผัสถึงตัวของตงฟางได้ พวกมันทำเพียงแค่มองจ้องเท่านั้น ทางฝั่งมนุษย์ที่พยายามต่อสู้กับพวกมันล้วนแล้วมองตงฟางเช่นกัน ไม่มีใครเข้ามาขัดขวางการบิน เป็นเพราะตงฟางเลือกที่จะบินเข้าไปในห่าพลังวิญญาณที่กำลังพุ่งเข้าโจมตีกัน แล้วใช้ความสามารถตาทิพย์อ่านทิศทางการโจมตีเหล่านั้นบินลอดผ่านจนเข้ามายืนในเขตของนิกายโบราณได้ในที่สุด


    ตุบ~!


    “ถึงสักที”


    สองเท้าเหยียบลงไปยังหน้าทางเข้าประตูขนาดใหญ่กว้างกว่า 100 เมตร ก่อนที่ตงฟางจะพุ่งเข้าไปข้างในโดยไม่สนใจการต่อสู้เลยสักนิดเดียว เขายังไม่ต้องการร่วมต่อสู้กับใคร เพราะยังมีภารกิจอีกมากมายให้เขาได้ทำ อย่างแรกเขาจำเป็นต้องเข้าไปหามนุษย์ที่รวมกลุ่มอยู่ข้างในก่อน เพื่อถามถึงเหตุการณ์ตอนนี้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมมนุษย์ถึงส่งคนมาโจมตีปีศาจหน้าทางเข้านิกายโบราณแบบนี้ แล้วมนุษย์กลุ่มใหญ่ที่เขาสัมผัสได้ในนิกายกำลังทำอะไร ถึงไม่ออกมาจัดการปีศาจให้ตายไปทั้งหมด ด้วยจำนวนที่มากกว่า ตงฟางคิดว่าปีศาจที่มีอยู่ราว 100 ตัวไม่น่าจะรับมือคนที่อยู่ในนิกายไหว