ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ

    ความสงบสุขช่างแสนสั้นนัก

            หลังจากสิ้นสุดการแข่งขันอันดุเดือด แสงสุดท้ายของวันลาลับขอบฟ้าไปแล้ว รางวัลแห่งความพากเพียรก็ถูกประกาศขึ้นอย่างเป็นทางการ กลุ่มมังกรขนด ผู้คว้าชัยด้วยจำนวนธงถึงสิบห้าผืน ได้รับเกียรติสูงสุด ด้วยการบรรจุเข้าเป็น กองหน้าทหารหัวหมู่ทะลวงฟัน ซึ่งนับเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติยิ่งในกองทัพ ส่วนกลุ่มอื่น ๆ ที่เข้าร่วมประลองก็ล้วนได้รับเงินทอง และอาวุธชุดเกราะพิเศษเป็นของรางวัลตามลำดับความสามารถ

    แม่ทัพผู้เฒ่าเฉินเหยาจิน ผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาและมองเห็นความสำคัญของขวัญกำลังใจ มีบัญชาให้จัดงานเลี้ยงขึ้นในค่ำคืนนี้ เพื่อฉลองความสำเร็จ และสร้างความผ่อนคลายให้แก่เหล่าทหารหาญที่เหน็ดเหนื่อยจากการฝึกฝนมาทั้งวัน

     เมื่อ เฉินซูเหริน เดินลงมาจากปรัมพิธี ใบหน้าของนางยังคงเจือรอยยิ้มบางเบาอันเป็นเอกลักษณ์ ทว่าทันทีที่เท้าของนางแตะถึงพื้นเบื้องล่าง จ้าวมู่เฉิน และเหล่าสหายก็รีบกรูกันเข้ามาโอบล้อม พวกเขาต่างหัวเราะร่าด้วยความยินดี แล้วในชั่วพริบตาเดียว จ้าวมู่เฉิน ก็อุ้ม พี่ใหญ่เฉินของเขาขึ้นแบกบนบ่า โยนร่างนางขึ้นบนท้องฟ้า ก่อนจะรับกลับลงมาอย่างแผ่วเบา เหล่าทหารสามสิบกว่านายก็ช่วยกันโยนร่างของเฉินซูเหรินขึ้นบนท้องฟ้า ตามด้วยเสียงโห่ร้องยินดี ของเหล่าหยวน อาไค่ เล่าเปียว และ ติงซาน ราวกับว่านางคือผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่ง!

    บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความยินดีชื่นมื่น เสียงหัวเราะขบขันดังระงมไปทั่วลาน จ้าวมู่เฉินในท่าทางซุกซน และใสซื่อ ได้เล่าถึงแผนการต่าง ๆ ที่ พี่ใหญ่เฉิน สั่งให้เขาทำ ซึ่งล้วนน่าขบขันยิ่งนัก ทำให้เหล่าสหายต่างพากันหัวเราะจนท้องแข็ง เสียงหัวเราะของเขานั้นบริสุทธิ์ยิ่งนัก ราวกับเด็กน้อยผู้ไม่รู้จักพิษภัยใดในโลก

    ภาพความสุขเหล่านั้นฉายชัดในแววตาของ แม่ทัพผู้เฒ่าเฉิน ที่ยืนมองอยู่ห่างๆ รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าอันเหี่ยวย่นของเขา เหล่าหยวน เดินเข้ามายืนอยู่เคียงข้างพลางกระซิบเสียงแผ่วเบา “ชีวิตของทั้งสองคนในยามนี้ดูมีความสุขยิ่งนักนะขอรับ...หากวันใดคุณชายจ้าวได้รับความทรงจำกลับคืน หวังว่าความสุขเช่นนี้จะคงอยู่ตลอดไป”

    แม่ทัพผู้เฒ่าถอนหายใจยาว พลางพยักหน้าเล็กน้อย แววตาฉายความหวัง “ข้าก็หวังเช่นนั้น...หลานสาวของข้าคงเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในต้าถังเป็นแน่”

    ….

    ยามราตรีมาเยือน บรรยากาศในค่ายฝึกก็พลันเปลี่ยนไปจากความเคร่งเครียดของการประลอง กลายเป็นความผ่อนคลายและอบอุ่น งานเลี้ยงสังสรรค์ยามค่ำคืนถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ทั่วทั้งลานถูกจุดด้วย กองไฟทั้งเล็กใหญ่ แสงสีส้มแดงเต้นระริกยามต้องลม ขับไล่ความมืดมิดและเติมความอบอุ่นให้แก่ผู้คน

    เหล่าทหารต่างจับกลุ่มนั่งล้อมวงรอบกองไฟที่ส่งเสียงฉี่ ของน้ำมันเนื้อย่างเสียบไม้อันส่งกลิ่นหอมฟุ้งลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เสียงพูดคุย และเสียงหัวเราะดังมาจากแต่ละกลุ่มเป็นระยะ สะท้อนถึงมิตรภาพที่กำลังก่อตัวขึ้น

    ส่วนกองไฟที่อยู่ใกล้กับกระโจมของแม่ทัพผู้เฒ่าเฉินนั้น ล้วนมีแต่เหล่าทหารคนสำคัญที่ได้ร่วมดื่มสุราเล่าเรื่องราวเก่าในวัยหนุ่มให้กันฟัง เสียงหัวเราะครึกครื้นและน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความทรงจำแห่งอดีตอันรุ่งโรจน์อบอวลไปทั่ว

    แต่ กองไฟที่ใหญ่ที่สุด เห็นจะเป็นของกลุ่ม จ้าวมู่เฉิน ที่ขณะนี้มีทหารทยอยมานั่งล้อมวงมากกว่ายี่สิบนาย ใบหน้าของแต่ละคนเปื้อนรอยยิ้ม และแววตาเป็นประกาย เฉินซูเหริน ยกจอกสุราขึ้นจรดริมฝีปากบางเบา ก่อนจะรินสุราให้แก่เหล่าสหายที่เข้ามาแสดงความยินดีให้แก่กลุ่มของพวกนาง

    “ขอบคุณพวกท่านยิ่งนัก ที่มาให้กำลังใจ และร่วมยินดีกับพวกเราในวันนี้” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลผิดกับท่าทางแก่นแก้วที่เคยแสดงออกไป

    เหล่าหยวน ใช้มีดสั้นแร่เนื้อย่างที่สุกกำลังดีส่งให้ จ้าวมู่เฉิน และคนอื่น ๆ พลางรินสุราให้ตนเองแล้วยกขึ้นดื่ม ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี “ข้าขออภัยที่อาจกระทำรุนแรงเกินไปในยามแข่งขัน หวังว่าพวกท่านจักไม่ถือสา”

    เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง ทุกคนต่างรู้ดีว่าเหล่าหยวนกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ทหารหลายนายต้องเจ็บตัวเพราะฝีมือของเขาและอาไค่ แต่ในเวลานี้ ผู้คนต่างโยนความคิดที่ไม่ดีออกจากหัว หันมาสนทนากันด้วยความสนุกสนาน บ้างก็เริ่มร้องเพลงพื้นบ้าน เสียงดังประสานกันอย่างครึกครื้น บ้างก็ลุกขึ้นเต้นรำกันอย่างสนุกสนานท่ามกลางแสงไฟที่ลุกโชน บรรยากาศแห่งมิตรภาพ และความผ่อนคลายหวนคืนสู่ค่ายฝึกอีกครั้งในค่ำคืนนี้

    …..

    หนึ่งเดือนให้หลัง... ค่ำคืนอันแสนผ่อนคลายในงานเลี้ยงฉลองชัยได้ผ่านพ้นไป ความสัมพันธ์ระหว่าง เฉินซูเหริน และเหล่าสหายทหาร โดยเฉพาะ จ้าวมู่เฉิน เล่าเปียว และ ติงซาน ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นทุกวัน เฉินซูเหรินยังคงมาเยือนจ้าวมู่เฉินที่เรือนชนบทเพื่อฝึกวิชายุทธ และเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้เขาฟังอย่างสม่ำเสมอ

    บ่ายวันหนึ่ง แสงตะวันอ่อนรำไรสาดส่องลงกระทบพื้นดินยามปลายเหมันต์ พ่อบ้านเฉิน ผู้สูงวัยและซื่อสัตย์ประจำจวนแม่ทัพเฉิน เดินนำขบวนองครักษ์ทหารราวสิบนายมาตามทางเดินในป่าด้วย อากัปกิริยารีบร้อน ใบหน้าของเขาปรากฏร่องรอยของความกังวลอย่างเห็นได้ชัด ด้วยเมื่อเช้านี้เอง องค์หญิงชิงเหอ พระมารดาของเฉินซูเหริน ได้ส่งแม่นมคนสนิทของพระนางนามว่า หลี่หมัวมัว เดินทางมาจากฉางอัน เพื่อมาตรวจสอบความเป็นอยู่ และทดสอบคุณสมบัติของสตรีต้าถังว่าคุณหนูเฉินซูเหรินในเวลานี้ มีพฤติกรรมเป็นเช่นไรบ้าง มีความประพฤติตามขนบธรรมเนียมหรือไม่ ยามนี้หลี่หมัวมัวกำลังรอการกลับไปของคุณหนูของเขาอย่างใจจดใจจ่อ

    พ่อบ้านเฉินมองเห็นคุณหนูของเขากำลังยืนอยู่ใต้ต้นหลิวใหญ่ ร่างเล็กบอบบางกำลัง สอนจ้าวมู่เฉินฝึกวิชายุทธ อย่างกระตือรือร้น ท่าทางของจ้าวมู่เฉินยังคงเปิ่นซื่อและไร้เดียงสา ทว่าการเคลื่อนไหวกลับคล่องแคล่วขึ้นผิดหูผิดตา พ่อบ้านเฉินมิรอช้า เขารีบวิ่งเหยาะ ๆ เข้าไปหาคุณหนูของตนอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงก็รีบประสานมือโค้งคำนับพลางเอ่ยด้วยอาการเหนื่อยหอบจากการวิ่ง

    “เรียนคุณหนู...องค์หญิงมารดาของคุณหนู...ส่งแม่นมหลี่หมัวมัวมาทดสอบคุณหนูขอรับ!”

    สิ้นคำของพ่อบ้านเฉิน เฉินซูเหริน ถึงกับเบิกตาโพลง ดวงตาเรียวคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะ โพล่งอุทานออกมาอย่างลืมตัว 

    “แม่นมหลี่มาเช่นนั้นหรือ…?!”

    ใบหน้าของนางถอดสีทันทีจากที่เคยสดใสก็ซีดเผือดลงอย่างรวดเร็ว แววตาเต็มไปด้วยความกังวลและตื่นตระหนก นางรีบเอ่ยลาจ้าวมู่เฉินด้วยความรีบร้อน 

    “จ้าวน้อย ข้าต้องกลับจวนก่อน! วันหลังข้าจักมาหาเจ้าใหม่ แม่นมของเสด็จแม่ส่งมา นางเจ้าระเบียบอย่างมาก ข้าต้องรีบไป!”

    กล่าวจบเฉินซูเหรินก็ กระวีกระวาด หมุนตัวกลับทันที นางรีบเดินนำพ่อบ้านเฉินโดยไม่รอช้า ราวกับกลัวว่าหากชักช้าแม้เพียงครู่เดียวจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น เมื่อเดินมาได้สักระยะไม่เห็นพ่อบ้านเฉินตามมา นางจึงเหลียวหันไปมอง ก่อนจะรีบเดินกลับมาดึงแขนพ่อบ้านเฉินให้รีบเดินเร็วขึ้น

    เฉินซูเหรินเดินลากพ่อบ้านเฉินมาจนถึงรถม้าของจวนแม่ทัพ นางบ่นอุบมาตลอดทาง ดวงหน้างามง้ำงอด้วยความหงุดหงิดระคนหวาดหวั่น 

    “ท่านพ่อบ้าน..! ท่านรีบเดินหน่อยจะได้หรือไม่? นี่ท่านเคยผ่านสนามรบมาพร้อมกับท่านปู่ของข้าจริงหรือเปล่าเนี้ย.? หากช้ากว่านี้หลี่หมัวมัวรอข้านาน ข้าอาจถูกทำโทษได้นะ โอ๊ย..!! ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว! ไป! รีบ ๆ ไป!”

    กล่าวจบ นางก็รีบกระโดดขึ้นรถม้าอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยพ่อบ้านเฉินที่ยังคงหอบหายใจ สารถีรีบบังคับรถม้าให้แล่นอย่างเร็วรี่ เสียงล้อบดถนนดังครืดคราด องครักษ์ที่มาด้วยก็ควบม้าตามมาไม่ห่างรถม้าของเฉินซูเหริน ราวกับกลัวว่าคุณหนูของพวกเขาจะหายตัวไปอีกครั้ง

    ภายในรถม้าอันโอ่อ่าที่เคยเป็นที่พักผ่อนยามเดินทาง บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยความตึงเครียด เฉินซูเหริน นั่งไม่ติดนางหันไปหาพ่อบ้านเฉินที่ยังคงปรับลมหายใจให้เข้าที่ 

    “ท่านพ่อบ้าน ท่านเล่าให้ข้าฟังหน่อยว่าตอนที่นางมา นางได้บอกอะไรท่านบ้างหรือไม่?” เสียงของนางแฝงความร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด

    พ่อบ้านเฉินนั่งคิดชั่วครู่ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าก็ยังคงสัมผัสได้ถึงความกังวลเล็กน้อยในน้ำเสียงนั้น 

    “แม่นมหลี่เหมือนจะไม่ได้กล่าวอะไรมากนัก นางบอกแค่ว่าองค์หญิงส่งนางมาดูแลคุณหนูก็เท่านั้นขอรับ”

    คำตอบของพ่อบ้านเฉินยิ่งทำให้เฉินซูเหรินขมวดคิ้วแน่น ดวงหน้าบูดบึ้งกว่าเดิม นางถอนหายใจเฮือกใหญ่ สายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าที่กำลังแล่นผ่านทิวทัศน์เบื้องนอกอย่างรวดเร็ว ในใจพลันบังเกิดความรู้สึก ตื่นเต้น เกรงกลัว และ กดดัน อย่างประหลาด นางรู้ดีว่าการมาของหลี่หมัวมัวในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด การ “ดูแล” ของแม่นมผู้นี้ ย่อมหมายถึงการพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินชีวิตของคุณหนูเฉินซูเหรินไปอย่างสิ้นเชิงเป็นแน่