ตอนที่ 399 ปีกแห่งผืนฟ้าและอีกหนึ่งนภา
หลังฝากฝังทุกสิ่งจนเรียบร้อย นิทานที่ไร้อาวุธคู่กายอีกในที่สุดก็ได้ออกเดินทาง ที่ตั้งของสำนักงานใหญ่หอสมุดย่อมเป็นนครรูนิค และระยะห่างระหว่างบาราทรัมและนครรูนิคนั้นถือว่าไกลจนน่าเหนื่อยใจ
เพราะต้องการปกปิดข่าวรั่วไหล ในตอนที่พวกโฮโจเดินทางไปนครเฟเบิลนั้นพวกเขาจึงเลือกที่จะเดินทางด้วยเรือซึ่งกินเวลามาก ในตอนนั้นพวกเขาออกเดินทางจากนครรัตนะที่ถือว่าอยู่ใกล้กับนครรูนิคมากแล้ว แต่ในตอนนี้นิทานต้องเดินทางจากบาราทรัมที่ไกลยิ่งกว่า
ซอเด็ตและนิทานย่อมไม่ยินดีเสียเวลานั่งเรือเป็นสัปดาห์ ภารกิจของนิทานนั้นเสร็จสิ้นแล้วเขาไม่มีความจำเป็นใดต้องทำตัวลับล่อ ๆ อีก ทางด้านซอเด็ตหลังออกจากบาราทรัมก็ไม่มีความจำเป็นใดต้องปลอมแปลงตนเองอีก
ตัวเลือกการเดินทางของพวกเขาย่อมเป็นวิธีที่รวดเร็วที่สุดอย่างข่ายอาคมเคลื่อนย้าย ค่าใช้จ่ายที่สูงจนนิทานแสบปากนั้นไม่เป็นสิ่งใดต่อซอเด็ต เธอจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมดพลางลากร่างของเรนเดลและเซเรนเซ่เข้าสู่ข่ายอาคมเคลื่อนย้าย
หลังผ่านข่ายอาคมเคลื่อนย้าย ทั้งสามไม่ได้เคลื่อนย้ายไปที่นครรูนิคในทันใด หากแต่เลือกเคลื่อนย้ายไปโผล่ที่นครเอเม็ตที่อยู่ไม่ห่างไปนักแทน
นครเอเม็ตเป็นเมืองใหญ่ที่อยู่ทางตอนใต้ในพื้นที่ของหอสมุด เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเมืองท่าสำคัญของหอสมุดอย่างเมืองท่าอันเดลและนครหลวงหลักของหอสมุดอย่างนครรูนิค
เนื่องจากตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่เดินทางได้ง่าย นครเอเม็ตจึงเป็นเมืองใหญ่อันดับต้น ๆ ของหอสมุดที่มีประชากรหนาแน่นและสิ่งอำนวยความสะดวกอยู่มากมาย และนั่นรวมถึงสถานีโดยสารของกลุ่มการค้าเชียนเป่าด้วยเช่นกัน
เมื่อมาถึงนครเอเม็ต ทั้งสามเดินทางออกจากเมืองตัวเปล่าด้วยร่างเรนเดล เซเรนเซ่ และชายหนุ่มรูปงามผมทอง กลุ่มคณะนี้ไม่ได้มีสิ่งใดเตะตาคนทั่วไปแต่อย่างใด เนื่องจากหอสมุดนั้นติดกับเขตของศาสนาปฐมมันตรา นักบวชธุดงค์จึงสามารถพบเจอได้ทั่วไป ทางด้านชาวมาลาไคเองก็ไม่ได้หายากจนเกินไป
และเพราะเป็นเมืองใหญ่ คนที่ใช้งานข่ายอาคมเคลื่อนย้ายจึงมีค่อนข้างมาก รูปลักษณ์หนุ่มหล่อของซอเด็ตและท่าทีของเธอดูสมกับเป็นคนชั้นสูง คนทั้งหลายเพียงปรายตามองครู่เดียวก็รู้ได้ในทันทีว่าชายคนนี้ต้องมีฐานะดี ปกติวิสัยกับการใช้ข่ายอาคมเคลื่อนย้าย
ยามที่ทั้งสามออกจากเมือง ไม่มีแม้แต่ผู้ใดจะชำเลืองสายตามองเสียด้วยซ้ำ นครใหญ่แห่งนี้ทั้งมีชีวิตชีวาและวุ่นวายเกินกว่าจะสนใจกลุ่มคนเพียงไม่กี่คน ยิ่งเป็นเพียงกลุ่มของนักสลักเอกด้วยแล้ว
ความสงบเหล่านั้นกลับถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา ด้วยการมาถึงของตัวตนที่สามารถสั่นสะเทือนทั้งมหาทวีป
ร่างของเผ่าซือบาสผู้งดงามโบยบินเข้าสู่น่านฟ้าของนครเอเม็ต เหล่าทหารยามเมื่อพบเห็นผู้ที่คิดบินข้ามผ่านกำแพงเมืองจึงคิดหมายเตรียมล้อมจับ หากเมื่อรู้สึกได้ถึงระดับพลังและได้มองเห็นใบหน้าของเผ่าซือบาสผู้นั้น ทหารยามทั้งหมดพลันแข็งทื่อ ยืนมองร่างนั้นบินเข้าใกล้กำแพงเมือง
“ปีกแห่งผืนฟ้า…?” ทหารยามนายหนึ่งพูดด้วยเสียงสั่นเครือ คำพูดนั้นเป็นการตอกย้ำความคิดของผู้ที่กังขาทั้งหมดในที่นั้น แม้พวกเขาจะไม่เคยพบเจอปีกแห่งผืนฟ้ามาก่อน หากเพราะระดับพลังและตัวตนของเธอกลับโดดเด่นยิ่งกว่าผู้ใด โดดเด่นเสียจนในหัวปรากฏฐานะของเธอออกมาโดยอัตโนมัติ
“ปีกแห่งผืนฟ้ามายังนครเอเม็ต? ข้าฝันไปรึเปล่า..”
“นางข้ามฝั่งมาหรือ? เอเทอรัมนั้นอยู่ห่างไกลถึงคนละซีกของมหาทวีปเชียว..”
“ปีกแห่งผืนฟ้า.. ผู้เรียนรู้ 5คำในตำนาน”
เสียงพึมพำอื้ออึงของชาวเมืองที่ค่อนข้างมีฝีมือและเหล่าทหารยามดังขึ้นจากทุกภาคส่วนของนครเอเม็ต เพียงพริบตาข่าวนี้ก็แพร่กระจายไปยังสาขาของขุมกำลังใหญ่ในนครเอเม็ตแห่งนี้
พลังจิตวิญญาณของอริยะระดับสูงและกลางหลายต่อหลายคนพลันหันไปจับจ้องที่ร่างของเผ่าซือบาสผู้เข้าใกล้นครมากขึ้นทุกที ในฐานะของหัวหน้าสาขา ข่าวใหญ่เช่นนี้พวกเขาย่อมต้องรายงานไปยังขุมกำลังเบื้องหลังของตน
ศิลาส่งผ่านจำนวนมากมายมหาศาลถูกเปิดใช้อย่างพร้อมเพรียงกัน ไม่ว่าผู้ใดต่างก็เริ่มแพร่กระจายข่าวการปรากฏตัวของปีกแห่งผืนฟ้าในอีกซีกของมหาทวีป
หากความตื่นตกใจยังไม่ทันจะพุ่งขึ้นสูงสุด ร่างอีกร่างหนึ่งพลันทะยานร่างตามติดอยู่เคียงข้างปีกแห่งผืนฟ้า
ร่างนั้นมิได้มีปีกโบยบินได้เหมือนกับปีกแห่งผืนฟ้า หากเขากลับพุ่งทะยานกลางอากาศเป็นจังหวะเส้นตรง คล้ายกับการกระโดดพุ่งตัว เพราะรูปแบบการเคลื่อนตัวที่มีจังหวะให้ลดความเร็วลงนั้นเองทำให้ในทีแรกคนจำนวนมากไม่อาจสัมผัสถึงคนผู้นั้น
ร่างนั้นเร่งความเร็วขึ้นเล็กน้อย เตะอากาศทะยานร่างเข้าเคียงคู่ปีกแห่งผืนฟ้าอย่างง่ายดาย ทางด้านข้างของคนผู้นั้นคือร่างของสุนัขป่าตัวใหญ่สีดำทะมึนที่ตามติดเขา
น่าแปลกที่มันกลับเคลื่อนไหวราวกับสามารถควบคุมมิติได้ ร่างของมันก้าวเหยียบบางสิ่งกลางอากาศครั้งหนึ่ง ร่างของมันก็หายวับไป แล้วจึงมาปรากฏตัวข้าง ๆ คนผู้นั้น เหยียบอากาศอีกครั้ง แล้วก็หายไปอีกครั้ง ทำเช่นนั้นซ้ำไปซ้ำมา
นอกเหนือจากวิธีการเคลื่อนที่กลางอากาศที่ดูแปลกตาแล้ว สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของพวกเขาได้มากยิ่งกว่าคือจุดที่คนผู้นั้นอยู่
คนผู้นั้นกำลังเดินทางเคียงข้างปีกแห่งผืนฟ้า ใกล้ชิดเสียจนไม่อาจปฏิเสธได้ว่าทั้งสองนั้นร่วมทางกันมา
ปีกแห่งผืนฟ้านั้นเดินทางคนเดียว นั่นคือสิ่งที่รู้โดยทั่วกัน หากเป็นภารกิจใหญ่หรือความร่วมมือระหว่างขุมกำลังจึงจะมีคณะติดตามมา ไม่เช่นนั้นปีกแห่งผืนฟ้าย่อมไม่เดินทางกับใคร
ขณะที่เหล่าประชาชนตื่นตกใจกับการที่ปีกแห่งผืนฟ้าไม่ได้เดินทางคนเดียว สิ่งที่เหล่าผู้ทรงอิทธิพลในเมืองนี้ตื่นตกใจกลับเป็นพลังจิตวิญญาณของผู้ฝึกสัตว์ผู้นั้น
ความหนาแน่นและกลิ่นอายนั้นอาจดูไม่สูงส่งเท่าของปีกแห่งผืนฟ้า ไร้ซึ่งความรู้สึกด้อยกว่าหรือทำให้อยากหมอบกราบ แต่มันกลับไม่ด้อยไปกว่ากลิ่นอายของปีกแห่งผืนฟ้าเลย
ตัวตนของผู้ฝึกสัตว์คนนั้นไม่มีสิ่งใดอ่อนด้อยไปกว่าปีกแห่งผืนฟ้า เป็นกลิ่นอายที่ทรงพลังราวกับกำลังจ้องมองสัตว์นักล่า กลิ่นอายที่ทำให้ผู้พบเห็นสั่นสะท้านไปทั้งกาย
เหล่าผู้ทรงอิทธิพลกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ความสมดุลเท่าเทียมนั้นกลับทำให้พวกเขานึกถึงนามหนึ่งที่เริ่มแพร่หลายในไม่กี่เดือนนี้ นามที่สื่อถึงชายผู้ที่สามารถเทียบเคียงกับปีกแห่งผืนฟ้าได้ ชายผู้ที่ปีกแห่งผืนฟ้าให้การยอมรับว่าเสมอกับตน
ร่างสองร่างในที่สุดก็ข้ามผ่านกำแพงเมืองโดยไม่มีผู้ใดกล้าขัดขวาง ทั้งสองร่อนร่างลงสู่พื้นดิน ยืนประจันหน้ากับเหล่าทหารยามที่มีหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง
หนึ่งคือชายหนุ่มผู้มีผมสีดำสนิทและดวงตาสีน้ำเงินเข้มราวกับสุดเขตของห้วงสมุทรที่แสงจะส่องถึง ทั้งลึกลับและงดงาม หากก็ดูเศร้าหมองและเดียวดาย เขาสวมชุดแขนยาวสีดำกลัดกระดุมที่ดูเข้ากันกับผมสีดำของเขา แล้วจึงสวมทับด้วยเสื้อกั๊กสีน้ำเงินเข้มแขนกุด กางเกงขายาวสีน้ำตาลมีลวดลายสีน้ำเงินเข้ากันกับดวงตา
เสื้อผ้าที่เรียบร้อยและมีระดับช่วยส่งเสริมใบหน้าที่ดูดีอยู่แล้วให้โดดเด่นขึ้นมา เสียเพียงรองเท้าที่เขาสวมกลับเป็นรองเท้าหนังที่ดูไม่เข้ากันนัก บริเวณปลายผมหางม้าต่ำที่ถูกมัดอย่างหลวม ๆ มีริบบิ้นสีน้ำเงินที่ปักลวดลายของกุหลาบสีน้ำเงินเอาไว้ แม้ไม่ได้โดดเด่นแต่อย่างใดหากมันกลับสะอาดเอี่ยมราวกับได้รับการดูแลอย่างดี
ทางด้านข้างคือสุนัขป่าสีดำทมิฬที่สูงถึงช่วงเหนืออกของชายหนุ่มด้านข้าง ดวงตาของมันเป็นสีดำสนิทราวกับเม็ดลำไย กลางหน้าผากแม้ไม่ปรากฏสิ่งใดหากภายใต้การปลอมแปลงนั้นคือตราสัญลักษณ์รูปพระจันทร์เสี้ยวสีม่วง ทั้งสี่เท้าถูกสวมไว้ด้วยรองเท้าเดินป่าที่บริเวณเล็บถูกเจาะรูเอาไว้ กระเป๋าบรรจุวังใบหนึ่งห้อยพาดไว้ข้างกายพร้อมสายรัด
ขนอันฟูฟ่องที่ดูนุ่มนิ่มนั้นปกปิดมัดกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่งทั่วกายของสุนัขป่าตัวนี้ ดวงหน้านั้นเพียงมองก็ให้เขาความรู้สึกน่าหวาดหวั่นคล้ายกับกำลังจ้องมองศัตรูทางธรรมชาติของตน
น่าแปลกที่ยามยืนพร้อมกันทั้งสามคน คนแทบทั้งหมดกลับเลือกจะสนใจชายหนุ่มผู้นั้นและสุนัขก่อนแทนที่จะเป็นปีกแห่งผืนฟ้าผู้โด่งดัง
ดวงหน้าของซอเด็ต เอเทลยังคงงดงามไม่เสื่อมคลาย แม้ว่าจะมิได้งามล่มเมืองแต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ถึงเสน่ห์ในดวงหน้าที่ผสมผสานระหว่างความอ่อนหวานและแข็งกร้าวของเธอ ดวงตาสีน้ำเงินหม่นของเธอขมุกขมัวราวกับท้องฟ้ายามที่ฝนพรำ เต็มไปด้วยเมฆฝนอันหม่นหมองและความรู้สึกที่ถูกกลบฝัง
ผมสีส้มอัสดงงดงามของเธอปล่อยไสวยาวถึงช่วงเอว ทั้งส่วนหน้าที่ถูกตัดแต่งเป็นปอยสองข้างและส่วนหลังที่มีการกลัดริบบิ้นไว้กับเส้นผมโดยไม่มัดแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจที่เธอมีต่อรูปลักษณ์ของตนเอง
ปีกสองคู่สีขาวบริสุทธิ์ยามนี้ไม่ได้กางออกจนสุด เพียงกางออกเล็กน้อยประคองร่างของเธอ บริเวณช่วงปีกขวาคือผ้าสีขาวบริสุทธิ์ที่มีสัญลักษณ์ของปีกที่โบยบินไปบนท้องนภาปักไว้ เสื้อคลุมเมฆาที่โอบล้อมร่างเธอสลายหายไปอย่างเชื่องช้า เผยให้เห็นเสื้อคลุมอีกชั้นหนึ่งที่ปกปิดร่างของเธอจนมิด
ยามยืนเคียงข้างกันและกันกลับทำให้คนทั้งมวลเหม่อมองอย่างไม่อาจละสายตา คล้ายกันกับกำลังมองสุริยันที่ลาลับขอบฟ้าที่ปลายสุดของมหาสมุทร บนนภาคือท้องฟ้าฝนพรำมืดครึ้มที่ใกล้จะมืดสนิทจนเห็นดวงดารา
ใบหน้าทั้งสองและหนึ่งสุนัขป่านั้นทำให้ทหารยามคนนั้นร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ท้ายที่สุดแล้วจึงเป็นอริยะท่านหนึ่งที่แต่งกายด้วยชุดคลุมของหอสมุดและประดับตรากองทัพเข้ามาแทนที่
เขาสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเข้าเผชิญหน้ากับนักสลักเอกสองคนที่ทำให้จิตใจของเขาพะว้าพะวัง
“เครื่องยืนยันตนสำหรับเข้าเมือง” เขากล่าวเสียงแข็ง อีกฝ่ายเป็นเพียงนักสลักเอกเท่านั้น แม้จะสูงส่งอย่างไรอริยะก็ยังสามารถพูดคุยได้โดยไม่ต้องมากมารยาทจนเกินไป
เขาพยายามจะทำตนให้ดูแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ให้สมกับฐานะอริยะหากลิ้นและร่างกายของเขากลับไม่ทำตามคำสั่ง มือของเขาที่ยื่นออกรอรับการยืนยันตนสั่นสะท้านยามที่ทั้งสองจ้องมองมา กลิ่นอายและพลังจิตวิญญาณของทั้งสองเมื่อต้องเผชิญใกล้ ๆ แล้วแม้แต่อริยะเช่นเขายังไม่อาจทำใจให้สงบได้
ซอเด็ตแสดงตราสัญลักษณ์ของตระกูลเอเทลที่สลักชื่อของเธอไว้ ทางด้านนิทานเองก็แสดงตราสัญลักษณ์ของหน่วยพิทักษ์เมืองที่สลักชื่อของเขาและคีตาเอาไว้
อริยะผู้นั้นตรวจสอบตราทั้งสองด้วยความละเอียดสูงสุดตั้งแต่เขาเกิดมา เมื่อพบว่าเป็นของจริงเขาก็ผ่อนลมหายใจน้อย ๆ
“ของจริง…”
“ปีกแห่งผืนฟ้า ซอเด็ต เอเทล และ…”
“อีกหนึ่งนภา นิทานและคีตา วงจันทรา….”
เสียงพูดอย่างเหม่อลอยของอริยะผู้นั้นกลับสั่นสะเทือนทุกคนในที่นั้น ศิลาส่งผ่านจำนวนเหนือคณานับถูกใช้งานอย่างพร้อมเพรียงกันอีกครั้ง ผู้ทรงอิทธิพลแทบทั้งหมดในนครเอเม็ตมิอาจเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ ได้อีก ทั้งหมดกระวนกระวายขอความเห็นจากสำนักงานใหญ่
เข้าพูดคุย? ตีสนิท? ปล่อยผ่าน? แสดงสินน้ำใจ?
ตัวเลือกมากมายปรากฏขึ้นในหัวของพวกเขา หากแต่เวลานี้กลับไม่มีผู้ใดได้รับการติดต่อกลับ อีกฝั่งหนึ่งของปลายสายเองก็กำลังตื่นเต้นกับข่าวที่ได้รับ เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากที่ซอเด็ตและนิทานคีตามาถึงนครเอเม็ต ข่าวก็ได้แพร่กระจายไปทั่วมหาทวีป
ปีกแห่งผืนฟ้าและอีกหนึ่งนภากำลังเดินทางร่วมกัน?