อี้เฉินครั้นปรายตาไปมอง สองสตรี เยว่ชิงเซียน กับหลินเฟย เขาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำออกมาในทันที เมื่อเห็นรอบด้านเกิดจลาจล จากแผ่นดิน ที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น “เหมือนว่าข้าต้องไปทำหน้าที่ ของคนตระกูล อี้ แล้วล่ะพวกเจ้าโปรดรักษาตัวด้วย”
สองสาวกลอกตา เอ่ยเสียงต่ำคว้า หมับจับมืออี้เฉินไว้ในทันใด “ไม่อี้เฉิน พวกเราเองก็จะไปกับเจ้าด้วย ยามนี้กำลังเสริมเรียกรวมพล หากเจ้าไม่พาพวกเราไป พวกเราก็สามารถไปได้อยู่ดี”
อี้เฉินครั้นที่เห็นความดื้อรั้นของพวกนาง เขาได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะกุมมือพวกนางทั้งสองไว้แน่น “พวกเจ้าเอาจริงหรือ ทว่าหากเกิดอะไรขึ้น พวกเจ้าต้องถอยออกมาให้เร็วที่สุด เข้าใจหรือไม่”
“อืมๆ ข้าเข้าใจแล้วอี้เฉิน” หลินเฟยขานรับคำของอี้เฉินอย่างว่าง่าย
ผิดกับเยว่ชิงเซียน ที่แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความกระแทกแดกดัน “แล้วเราจะหนีไปไหนได้อี้เฉิน หากปราการทมิฬแตกพ่าย”
อี้เฉินส่ายหัวออกไปให้นางน้อยๆ ไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงกับ พวกนางอีกต่อไป เนื่องด้วยยามนี้เป็นวิกฤตของจริง ไม่เช่นนั้นปราการทมิฬ ไม่เรียกกำลังเสริมออกมาแน่ ก่อนอี้เฉินจะเร่งสืบฝีเท้า ไปยังบริเวณหน้าเมืองไทจง หมายมั่นจะกลับออกไปยังเขตปลอดคน ไปยังปราการทมิฬอีกครา
แม้ในใจลึกๆ อี้เฉินจะรู้ดี ยามนี้เขาไม่มีพลังที่มากพอ จะเปลี่ยนแปลง ศึกสงครามในยามนี้ได้ ทว่าจะให้เขาทอดทิ้งคนในตระกูล ที่ถูกสั่งให้ต่อสู้กับศัตรูต่างดินแดน จนตัวตายได้อย่างไร แม้กระทั่งเด็กรุ่นใหม่ ที่เกิดมายังถูกตราหน้า ว่าเป็นตระกูลผู้โง่เขลา ซึ่งข้อนี้ทำให้อี้เฉินเจ็บปวดไม่น้อย บาปที่จักรพรรดิชรา อี้เทียนหรง ก่อ ไม่คิดมันจะส่งผลมาสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ราวกับเป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดพวกเขาไว้ ภายในสถานที่แห่งนั้น
ทว่าเขตบริเวณทางออกเมืองไทจง ไปยังป้อมปราการทมิฬ วุ่นวายไม่น้อย แม้แต่เหล่านักรบ ยังมายืนรออยู่ยังสถานที่แห่งนี้ เพื่อจะออกไปต่อสู้ศึก มีเพียงกลุ่มคนระดับสูงเท่านั้น ที่สามารถออกจาก เมืองหลวงไปได้ในยามนี้
ครั้นอี้เฉินไปต่อแถว พร้อมเยว่ชิงเซียน กับหลินเฟย สายตาหลายคู่ ต่างก็จับจ้องมาที่ตัวของอี้เฉินเป็นตาเดียว ทว่าอี้เฉินไม่ได้ใส่ใจผู้คนเหล่านั้นเท่าใดนัก ก่อนน้ำเสียงหนึ่ง จะตะโกนก้องเรียกหาเขา ออกมาท่ามกลางฝูงชน ก่อนบริเวณรอบๆ นั้นจะเกิดความวุ่นวาย
“เจ้าอ้วน ไปต่อแถวด้านหลังนู้นไป เป็นแค่ครึ่งก้าวเทพสวรรค์ ริอ่านคิดไปเข้าร่วมสงครามมหาทวีปเช่นนั้นหรือ” ชายหนุ่มแค่นเสียงแข็ง ผลักชายตัวอ้วนกลม หงายก้นจ้ำเบ้าในทันใด
ก่อนหญิงสาว จะกล่าวขึ้น “พี่ เปาเปา ไม่เป็นไรนะ”
ชายหนุ่มในกลุ่มจ้องมอง จางเหมย จากหัวจรดเท้า “แม่นางน้อยมาอยู่กลุ่มพวกเราดีหรือไม่ เดียวพวกข้า จะพาเจ้าไปเปิดหูเปิดตาเอง”
จางเหมย กล่าวเสียง“ชิ”เล็ดลอดผ่านไรฟัน ออกมาในทันใด เมื่อศีรษะชายหนุ่ม ขยับเข้ามาใกล้ตัวนาง ฝ่ามือนางกำหมัดเข้าหากันจนแน่นในทันใด ก่อนจะเหวี่ยงหมัดออกไปเบื้องหน้า
“ไอ้เวรเอ๊ย เอาหมัดของข้าไปกินเสีย”
ในเสี้ยวพริบตา ร่างที่วูบไหวอี้เฉินพุ่งปราด ออกไปท่ามกลางหมู่ชน ราวกับภูตพราย จับหมัดเรียวเล็กของ จางเหมยไว้แน่นในทันใด ปัง! ก่อนอี้เฉินจะยื่นฝ่ามือ ออกไปหาชายตัวอ้วนกลม “เปาเปา ไม่เจอกันนาน ไม่คิดว่าพวกเจ้า จะมาอยู่ยังสถานที่แห่งนี้”
“พี่ใหญ่ ข้านึกว่าท่าน จะไม่ได้ยินน้ำเสียงของ พวกเราแล้ว”จางเหมยกล่าวพูด พลางเข้ามากอดกายอี้เฉินไว้แน่น
เปาเปา ที่ดึงมืออี้เฉิน ปัดเสื้อผ้าเปื้อน ฝุ่นออกเล็กน้อย ก่อนจะส่งรอยยิ้มทอประกายออกมาให้อี้เฉิน ตบไหล่ชายหนุ่มในทันที “ไงอี้เฉิน สหายของข้าไม่เจอกันนาน”
อี้เฉินได้แต่ส่ายหัว ทว่าเพียงเวลา5ปีเศษไม่คิด เปาเปากับ จางเหมย จะมาอยู่ในขั้นครึ่งก้าว เทพสวรรค์ได้แล้ว
ชายหนุ่มแค่นเสียงแข็งกร้าว ออกมาทันใด ส่งให้ผู้คนโดยรอบ ต่างก็หันปรายตาไปมองพวกเขา “เจ้า! เจ้า! จะมายินดีอะไรกันตอนนี้ ไม่รู้หรือว่าพวกเราเป็นใคร”
ทว่าเมื่อผู้คนรอบด้าน ที่คุ้นใบหน้าอี้เฉิน มันก็ทำให้น้ำเสียง ของผู้คน เอ่ยพูดถึงเขา ออกมาไม่ขาด แม้แต่สตรีบางคน ยังหน้าแดงน้อยขึ้นมา ชื่นชมในตัวอี้เฉินกันอยู่ในกรอบสายตา
“เขา เขาอี้เฉินอย่างนั้นหรือ คนที่ไปป่วนงาน ชุมนุมจอมยุทธ์รุ่นใหม่” ทันใดเสียงซุบซิบก็ดังขึ้นมาไม่ขาด
“อืมๆ ไม่ผิดแน่ เขาแหละอี้เฉิน ที่เป็นอันดับหนึ่งของจอมยุทธ์รุ่นใหม่ แถมข้ายังได้ยินว่า เขาสามารถต่อสู้กับคุณชายรอง เทียนซง ที่อยู่ในขั้นเทียบเท่าเจ้าสำนัก จนทำให้คุณชาย เทียนซงต้องถอยร่นกลับไป”
ชายหนุ่มครั้นได้ยินเสียงผู้คนรอบด้าน กล่าวซุบซิบออกมาไม่ขาด เขาหดตัวจนเล็กรีบในทันใด เอ่ยเสียงสั่นออกมา ด้วยความยากลำบาก “ไม่มีอะไรคงจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดกระมัง คุณชายอี้เฉิน เชิญท่าน หากหมดธุระแล้ว”
อี้เฉินครั้นได้ยินเขาได้แต่ส่ายหัว ไม่คิดข่าวคราวของเขา จะแพร่สะพัด ออกไปกว้างไกลเช่นนี้ ทันใดที่อี้เฉินเอ่ยเสียงจริงจัง พลางอธิบายสถานการณ์ในยามนี้ ให้มิตรสหายภายในหมู่บ้านลมหวนฟัง พวกเปาเปา จางเหมยก็ยังเอ่ยน้ำเสียงหนักแน่น ที่จะติดตามแม้กระทั่งเฉินไป
อี้เฉินที่เห็นความมุ่งมั่นของ เปาเปา กับจางเหมย เขาได้แต่ปล่อยเลยตามเลย เมื่อรับรู้ว่าสถานการณ์ ในยามนี้ไม่ค่อยสู้ดีนัก เมื่อทุกอย่างดูเงียบผิดปกติ ครั้นพวกเขาสืบฝีเท้า ออกมาอยู่บริเวณเขตปลอดคน ตรงไปยังป้อมปราการทมิฬ เปาเปา จางเหมย เอ่ยถามขึ้นมาในทันใด “สตรีนางนี้เป็นผู้ใดหรือ อี้เฉินหวังว่า เจ้าจะไม่ทำให้หลินเฟย ลำบากใจอยู่ใช่ไหม”
เยว่ชิงเซียนนางได้ยินกระแอมไอ ออกมาน้อยๆ ในทันใด ก่อนหลินเฟยจะเข้าไปอธิบาย ให้เปาเปา กับจางเหมย ผ่อนโทสะลง
พวกเขาไม่ได้กล่าวพูดสิ่งใดมาก เมื่อเห็นใบหน้าที่ตึงเครียดของอี้เฉิน อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ความทะเล้น กะล่อนภายในตัวเขา พลันสลายหายไปจนสิ้น รับรู้ได้ถึงความจริงจังขึ้นมาในทันใด
ไม่นานที่พวกเขาสืบฝีเท้า เข้าไปภายในปราการทมิฬ ก็รับรู้ถึงบรรยากาศที่หนักอึ้ง ราวกับพวกเขามาอยู่อีกมิติหนึ่งก็มิปาน แม้รอบบริเวณ จะเต็มไปด้วยเหล่านักรบนับล้านชีวิต อยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ ทว่ามันกับดูเงียบสงัดอึมครึม เต็มไปด้วยบรรยากาศที่ดูหนักอึ้ง ไม่เว้นแม้กระทั่ง กองกำลังของคนดินแดนจักรพรรดิ ต่างก็มีสีหน้าบึ้งตึง เมื่อเห็นกองกำลังที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร ราวกับกองทัพที่จะกวาดล้างทั่วทวีป บดขยี้ดินแดนให้แตกเป็นเสี่ยงๆ
ก่อนอี้เฉินจะสืบฝีเท้า ขึ้นไปด้านบนปราการสูงเสียดฟ้า พร้อมกับคนอื่นๆ ทว่าเมื่อเห็นกลางทะเลทราย ซินเจียน ที่ร้อนระอุเบื้องหน้า เต็มไปด้วยกองทัพใหญ่ หลายล้านชีวิต มันก็ทำให้เขาหัวใจสั่นสะท้านตกวูบลงไปทันใด
ทว่าพวกศัตรูกลับยืนนิ่ง ราวกับพวกเขา ยืนรออะไรบางอย่างอยู่ ทำให้อี้เฉินยิ่งหน้ามืดทะมึน บิดเบี้ยวจนไม่น่ามอง ไม่เว้นแม้กระทั่งหลินเฟย กับเยว่ชิงเซียน ที่ขา ของนางสั่นออกมาน้อยๆ รับรู้ถึงความหวาดกลัวได้ในทันใด
ยิ่งเวลาไหลผ่านไป ภาพกองทัพใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้า ยิ่งทำให้ความหวาดกลัวเกาะกุมหัวใจ พวกเขาเหล่าคนดินแดนเทพ แม้แต่อี้เฉินยังกัดกราม จนเกิดเสียงฟันกระทบ หากพวกเขาสั่งบุกเมื่อใด ปราการทมิฬแห่งนี้ ได้ราบเรียบเป็นหน้ากองแน่
ก่อนอี้ฟางหรง จะสืบฝีเท้ามาหาอี้เฉิน ส่งปราณจิตออกไปกล่าวย้ำเตือน เด็กหนุ่ม “เจ้าอย่าทำอะไรบุ่มบ่าม เป็นอันขาดอี้เฉิน ยามนี้สถานการณ์ เข้าขั้นวิกฤตจริงๆแล้ว บางทีข้าอาจจะส่งเจ้า ไปยังดินแดนจักรพรรดิ พร้อมกับน้องชายข้าอวิ๋นซีก็เป็นได้”
อี้เฉินที่ได้รับข้อความปราณจิต จากผู้เป็นอาจารย์ เขาหน้าบึ้งตึงในทันใด ก่อนส่งข้อความปราณจิต บอกกล่าวผู้เป็นอาจารย์ “มันแย่ขนาดนั้นเชียวหรือ แล้วท่านล่ะ หากท่านไม่ไป ข้าก็ไม่ไปเช่นกัน”
อี้ฟางหรง เขกหัวอี้เฉินไปหนึ่งที ผู้คนที่อยู่โดยรอบต่างก็รับรู้ได้ พวกเขาสองคน พูดคุยผ่านปราณจิตกันอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าเรื่องที่กล่าวพูดออกมา มีเพียงอี้เฉินกับ องค์หญิงอี้ฟางหรงเท่านั้นที่รับรู้
ทว่าแววตาอี้เฉิน ไม่จำยอมที่จะหลบหนี ไปเพียงลำพัง เมื่อยังเห็นคนที่เขารัก พร้อมกับมิตรสหาย ยังคงอยู่ด้านหลังของเขาเฉกเช่นนี้ ฝ่ามืออี้เฉินจึงกำหมัดแน่นหนักกว่าเก่า ส่งให้ฝ่ามือมีเลือดไหลซึม ออกมาน้อยๆ
อี้ฟางหรงก็ไม่ได้เกลียดท่าที ของอี้เฉินเท่าใดนัก นางเข้าอกเข้าใจสถานการณ์ ที่อี้เฉินต้องเผชิญ แบกรับเป็นอย่างดี