ตะวันคล้อยต่ำลง แสงอัสดงสุดท้ายเริ่มสาดส่องผืนดินบนหมู่บ้านของประชากรนกฟินิกซ์ เป็นสัญญาณว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าราตรีกาลก็จะมาเยือนอีกครั้ง กระนั้นภาพยามเย็นที่เป็นราวศิลปะชั้นสูง ก็ยังตรึงตราอยู่ในใจผู้ที่มองมันอยู่ไม่เคยเปลี่ยน แม้ว่ามันจะเกิดซ้ำ ๆ ขึ้นทุกวัน แต่ก็เป็นการซ้ำที่ทำให้ผู้มองรู้สึกอิ่มเอิบใจทุกครา...
“อ้าว! เอกอนนั่งรอนานแล้วเหรอ” ผมทักขึ้นเมื่อเห็นว่าอดีตอันดับที่ 3 กำลังนั่งจ้องมองพระอาทิตย์ที่ค่อย ๆเลื่อนลับขอบฟ้าอย่างเป็นสุข
“ก็สักพัก”
เอกอนตอบโดยไม่ได้หันมามองผู้ถาม เขานั่งอยู่ที่ศาลาเล็ก ๆ หน้ากระโจมผู้นำเผ่ามาได้พักใหญ่แล้ว ไม่ใช่ว่าภารกิจที่เขาไปทำมันง่ายเกินไปจนเสร็จเร็ว แต่เป็นเพราะเขาเริ่มเหนื่อยแล้วต่างหาก ดังนั้นศาลาไม้ที่ถูกทำอย่างลวก ๆ แต่กลับเข้ากับบรรยากาศตอนนี้ มันจึงถูกเลือกให้เป็นที่พักผ่อนของตัวเขาเอง
“ผมจะพาเทลเลอร์ไปรับทักษะดาบใหม่จะไปด้วยกันมั๊ย” ผมพูดพลางเดินเข้าไปใกล้เอกอนอีกนิด ข้างหลังของผมนั้นตามติดมาด้วยลูกศิษย์จอมทึ่มและผู้ติดตามทั้ง 2
“ไปสิกำลังเบื่อ ๆ อยู่พอดี” กล่าวจบเอกอนก็หันหน้ามาทางผมพร้อมกับเดินออกจากศาลามาสมทบ
“แล้วที่ที่รับทักษะมันอยู่ไหนล่ะครับ” เทลเลอร์ถามแทรกขึ้นมาจากข้างหลัง
“ถ้ำบรรพบุรุษ”
30นาทีเต็มที่พวกเราใช้เวลาเดินทางมายังถ้ำที่ว่า โดยจำเป็นต้องออกจากหมู่บ้านนกฟินิกซ์ก่อน ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเรากลับมาอยู่ในเขตพื้นที่แห้งแล้งอีกครั้ง และทางที่ไปยังถ้ำบรรพบุรุษก็ลึกลับขนาดซอกซอยในช่องเขา สามารถสร้างเป็นเขาวงกตได้เลย
“พี่รู้ได้ไงว่ามันอยู่ที่นี่” เจ้าลูกศิษย์จอมทึ่มถามขึ้น ขณะที่สายตาไล่ไปตามอุโมงค์มืดเบื้องหน้าอย่างไม่ไว้ใจ
“พี่เคยมาทำภารกิจน่ะ”
“งั้นก็แสดงว่าพี่ได้รับทักษะดาบที่นี่มาแล้ว”
“เปล่าภารกิจเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับทักษะดาบหรอก อีกอย่างตอนที่พี่มาพี่มีทักษะดาบอยู่แล้ว จึงไม่อยากได้เพิ่มอีกมันยุ่งยากเวลาใช้” เทลเลอร์พยักหน้ารับรู้
“แล้วจะเอาไงต่อล่ะ ต้องเข้าไปด้วยมั๊ย” เป็นเอกอนที่ถาม
“ไม่หรอก NPCที่อยู่ในนั้นไม่ค่อยต้อนรับแขกเท่าไหร่”
“งั้นก็หมายความว่า” เทลเลอร์ทำหน้าเอ๋อแล้วชี้มือไปที่ตัวเอง “ผมต้องเข้าไปคนเดียว”
“ถูกต้อง พี่นำทางมาให้แล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับเธอแล้วล่ะเทลเลอร์” เจ้าลูกศิษย์เริ่มกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น พลางทำสีหน้าหวาด ๆ เวลามองทางเข้าถ้ำ ที่ดูเหมือนมันจะมืดมิดจนไม่มีที่สิ้นสุด
“ไปสิ” ผมดุนหลังให้อีก เมื่อเห็นว่าเทลเลอร์ยังทำท่าทางเหมือนไม่อยากจะเข้าไปจนใจจะขาด “ของดีมันไม่ได้ตั้งอยู่ในที่ที่ให้เอามาได้ง่ายหรอกนะ”
ในที่สุดเจ้าลูกศิษย์ก็ยอมจำนน เขาหันมามองหน้าผมราวกับว่าจะสั่งเสีย ก่อนจะค่อย ๆ เดินคอตกเข้าไปในถ้ำอย่างเชื่องช้า กระทั่งลับสายตาของพวกผมไปในที่สุด
“แล้วจะทำอะไรดีละทีนี้” เอกอนถามเหมือนขอความเห็น ซึ่งผมก็ได้แค่นิ่งคิดอยู่เงียบ ๆ จนกระทั่งมีอะไรบางอย่างดึงกระตุกที่ขากางเกงผมเบาๆ เป็นการสะกิด
“พี่ค่ะ...พี่ค่ะ....ช่วยหนูหน่อยนะคะ”
ผมหันไปตามเสียงเรียกก็พบว่าเป็นเด็กน้อยผมยาวสีน้ำตาลเข้ม อยู่ในชุดกระโปรงยาวสีครีมอ่อน ที่มีดวงหน้าจิ้มลิ้มดูน่ารักน่าหยิกเป็นที่สุด แต่มันไม่ใช่ประเด็นเพราะที่สำคัญกว่าคือเธอมาอยู่กลางภูเขาแบบนี้ได้ยังไง
“เอกอน” ผมหันมามองเพื่อนร่วมทีมอย่างเข้าใจในความหมาย มันเป็นการรู้โดยอัตโนมัติว่า เด็กคนนี้คืออะไรและมันก็แทบจะในทันทีที่เอกอนเอ่ยตอบออกมา
“ภารกิจลับ”
++++++++++++++++++++++++++
น่าแปลกทั้งที่ปากทางข้างนอกถ้ำดูมืดมิดแต่พอเดินเข้ามาได้สักพัก ข้างในถ้ำกลับค่อย ๆ สว่างไสวขึ้น ราวกับใครเอาตะเกียงมาจุดไว้ก็ไม่ปาน แต่ถ้าหากมองดูดี ๆ ก็จะพบสาเหตุที่ทำให้ถ้ำแห่งนี้สว่างนั่นก็คือ ละอองแสงสีฟ้าอ่อน ๆ ที่เปล่งอย่างเรืองรองและค่อยๆ ลอยผุดขึ้นมาจากบนพื้นถ้ำอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งเทลเลอร์ต้องขอยกย่องในจินตนาการของผู้ออกแบบจริง ๆ เพราะมันสวยจนเหมือนกับตัวเขาหลุดเข้ามาในอีกมิติหนึ่งเลยทีเดียว และถึงแม้จะมีหินงอกหินย้อยเหมือนดั่งเช่นถ้ำอื่นๆ แต่มันก็ถูกประดับไปด้วยละอองสีฟ้าที่ว่า ที่มันเหมือนกับจะไม่หายไปไหนแต่เกาะติดกับผนังถ้ำได้
“สวยจริงๆ ” เทลเลอร์อุทานอย่างเคลิบเคลิ้ม แล้วมองบรรยากาศรอบข้างอย่างนึกหลงใหล จนลืมความกลัวในตอนต้นไปโดยปริยาย แถมยังเดินลึกเข้าไปในถ้ำอย่างไม่รู้ตัวอีกด้วย
กึก!
เทลเลอร์ชะงักฝีเท้าเดินไม่ใช่เพราะว่าเขาสะดุดอะไรแต่เพราะ มาถึงที่หมายแล้วต่างหาก และที่รู้ว่ามาถึงก็เพราะว่าNPC ที่เป็นผู้จะถ่ายทอดทักษะดาบให้เขากลับนอนหลับตาพริ้มอยู่บนโขดหินก้อนใหญ่ แต่นั้นไม่ได้ทำให้เทลเลอร์แปลกใจเท่ากับว่าNPC ที่พูดถึงเป็นผู้หญิง แถมเป็นผู้หญิงที่สวยเอามาก ๆ ด้วย ซึ่งแม้ตัวเขาจะอยู่ข้างล่างแต่ดวงหน้าของเธอที่มีเอกลักษณ์ มันก็เด่นชัดจนแม้จะอยู่ไกลก็สามารถสัมผัสถึงได้ และยิ่งรอบตัวเธอในตอนนี้นั้นรายล้อมไปด้วย ละอองสีฟ้าระยิบระยับด้วยแล้ว มันทำให้เทลเลอร์ถึงกับหลงใหลในทันทีที่เห็น
“มีผู้มาเยือนถิ่นข้าหรือนี่ เผ่าพันธุ์มังกรปฐพีสินะ” ร่างที่อยู่บนโขดหินกล่าวเพียงเบา ๆ แต่มันกลับดังก้องไปทั่วถ้ำอย่างมีอำนาจ จนทำให้เทลเลอร์สะดุ้งและตื่นจากพวังค์ที่แอบมองหน้าของเธอแล้วจินตนาการ
ฟุบ! วูบ!
จู่ ๆ ร่างของเธอก็กลายเป็นละอองฝุ่นหายไป ก่อนจะพบอีกทีเมื่อเธอปรากฏขึ้นที่ข้างหลังเทลเลอร์แล้ว แถมยังโอบกอดเขาจากข้างหลังจนเจ้าตัวรู้สึกสะท้านวาบ และยิ่งเธอเลื่อนมือไล่ไปตามหน้าอกของเขาเบา ๆ ก็ทำให้เทลเลอร์ถึงกับใบหน้าแดงซ่านอย่างไม่รู้สาเหตุ แล้วดูเหมือนเธอจะค่อย ๆ หายใจรดที่ต้นคอของเขาด้วย ซึ่งมันทำให้เทลเลอร์ตัวแข็งทื่อไปในบันดล ไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่เคยถูกอิสตรีแตะต้องหรอก แต่เพราะเธอมาอย่างกะทันหันจนตัวเขาตั้งตัวไม่ทันต่างหาก
“แถมเป็นบุรุษหนุ่มด้วย”
ฟุบ! วูบ!
เธอพูดกระซิบด้วยเสียงอันเบา จากนั้นร่างของเธอหายไปอีกครั้ง และปรากฏลงตรงเบื้องหน้าของเทลเลอร์ ซึ่งนั่นทำให้เขาถึงกับต้องถอนหายใจวาบ และส่ายหน้าตัวเองแรง ๆ เพื่อขับเลือดที่มันขึ้นหน้า จนแดงซ่านไปหมดให้อยู่ในสภาพเดิม
“มีธุระอะไรกับข้า” เธอเริ่มกล่าวด้วยวาจาห้วนๆ ซึ่งมันขัดกับใบหน้าที่หวานละมุนนั่นเป็นอย่างยิ่ง
“เออ...” เทลเลอร์เริ่มติดอ่าง “ผม..มาขอรับทักษะดาบครับ” ในที่สุดเจ้าของฉายานักดาบมังกรคลั่ง ก็กล่าวจบอย่างยากเย็น มันเหมือนกับเขากำลังนั่งแก้ต่างความผิดให้ตัวเองเวลาเข้าห้องปกครองไม่มีผิด
“...” ไม่มีเสียงอันใดเล็ดลอดออกมา เธอกำลังมองเทลเลอร์ตั้งหัวจรดเท้า ไม่ใช่เพราะว่าเธอจะดูถูกแต่เพราะต้องการสำรวจอะไรบางอย่างก็แค่นั้น
“ถอนอาภรณ์ชิ้นบนของเจ้าออกสิ”
“หา” เทลเลอร์อุทานด้วยความตกใจ เมื่อประโยคแรกหลังจากที่เขาบอกจุดประสงค์ในการมา คือให้เขาถอดเสื้อออกต่อหน้าผู้หญิง
“ก...ก็ได้” เทลเลอร์เริ่มติดอ่างอีกครั้ง ก่อนจะค่อย ๆ แกะกระดุมเสื้อออกและถอดมันโยนลงบนพื้นข้างๆ ตัว เผยให้เห็นผิวขาวเนื้อแน่นในแบบวัยแตกเนื้อหนุ่ม และตอนนี้หน้าเทลเลอร์ก็แดงเผือกไปด้วยความอายแกมเคอะเขินอีกครั้ง
“อืม...”
เธอครางอย่างพอใจ แล้ววนมือเบา ๆ ตรงหน้าของตัวเอง สักพักจึงบังเกิดละอองฝุ่นสีขาวกลุ่มหนึ่งขึ้นมา ที่ค่อย ๆ รวมตัวกันเป็นดาบสีขาวบริสุทธิ์ ที่สลักลวยลายด้วยสีเงินอย่างวิจิตรงดงาม ซึ่งเทลเลอร์คิดว่ามันควรค่าแก่การตั้งโชว์มากกว่ามาใช้ต่อสู้มากกว่า และก่อนที่เทลเลอร์จะได้ถามอะไรออกไป เธอก็คว้าดาบนั่นอย่างรวดเร็วแล้วพุ่งเข้าหาเทลเลอร์โดยทันที
ทักษะเพลงดาบภูผาทมิฬ สะบั้นเขาร้อยลูก
ตูม!
++++++++++++++++++++++
ทักษะเวทย์แห่งแสง ศรศักดิ์สิทธิ์
ตูม!
“ให้ตายเถอะ...ไอ้เราก็นึกว่าเป็นภารกิจลับ ที่ไหนได้ให้ฆ่างูดำตัวเดียวเนี้ยนะแถมระดับ 8อีกต่างหาก” เอกอนบ่นอย่างเสียไม่ได้ แต่เขาก็ใช้ทักษะซัดจนมอนเตอร์ที่พูดถึงจนเป็นแสงหายไป และค่าประสบการณ์ที่ระบบแจ้งถึงก็น้อยนิดจนเขาอยากจะแขวนคอให้รู้แล้วรู้รอด
“อ่ะ...นี่ของเธอ” เอกอนยื่นสร้อยสีทองวาววับที่ได้จากการดรอปมอนเตอร์เมื่อครู่ ซึ่งเป็นไอเทมภารกิจและก็เป็นของที่หนูน้อยหน้าตาบ้องแบ้วนี่ต้องการด้วย อันที่จริงความยากของภารกิจนี้ไม่ได้อยู่ที่มอนเตอร์ระดับ 8 หรอก แต่อยู่ที่เจ้างูดำนี่มันหาตัวยากต่างหาก แล้วกว่าจะหากเจอก็ปาไปตั้ง 2 ชั่วโมงเต็ม ๆ
“ขอบคุณค่ะ” เด็กสาวกล่าวด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มแล้วร่างของเธอก็ค่อย ๆ เลือนหายไป พร้อมกับเสียงของระบบที่บอกกับเอกอนว่า เขาได้น้ำยาเพิ่มพลังป้องกัน 1000 จุดเป็นเวลา 1 ชั่วโมงจำนวน 2 ขวด
“ได้อะไรล่ะ” ผมถามเมื่อเห็นว่าเอกอนกำลังทำหน้าราวกับโลกจะแตก
“น้ำยาล้างเล็บ" เอกอนตอบประชดซึ่งผมก็ได้แค่หัวเราะน้อยๆ เท่านั้น
“เอาเถอะอย่างน้อยนายก็จะได้เอาไปล้างให้ภรรยาไง”
“ยังไม่มีเควิน” แล้วผมก็หัวเราะให้อีกระลอกก่อนจะชวนเอกอนเดินกลับไปที่ถ้ำบรรพบุรุษอีกครั้ง เพราะตอนเราหาเจ้างูดำนั้นเดินออกมาไกลพอดู ซึ่งถ้าเป็นคนที่ไม่เคยมาพวกเขาเหล่านั้นได้หลงกันแน่นอน
“น่าจะเสร็จแล้วนะ”
ผมเปรยขึ้นเบา ๆ ระหว่างที่เดินอยู่ และทันทีที่เดินไปถึงถ้ำก็เห็นร่างของลูกศิษย์ตัวเองค่อยๆ เดินออกมาอย่างอืดอาด แถมออกมาในสภาพที่ต้องเรียกว่าฟัดกับสุนัขทั้งฝูงมา ซึ่งเนื้อตัวนั้นไม่ต้องพูดถึงมอมแมมจนเป็นพี่ขอทานได้เลย ยิ่งบวกกับผมที่ยุ่งเหยิงและมือซ้ายถือเสื้อมือขวาถือดาบด้วยแล้ว นี่มันคนบ้าชัด ๆ
โครม!
ร่างของเทลเลอร์ล้มครืนลงอย่างหมดแรง ดีที่ผมไปรับไว้ทันไม่งั้นได้คะมำจนสภาพเยินอีกแน่นอน ผมค่อยๆ พยุงร่างของเจ้าลูกศิษย์ขึ้นแล้วถามเบา ๆ
“เป็นอะไรมากมั๊ย”
“ไม่ครับ...โหมหนักไปหน่อย”
คำพูดที่เล็ดรอดออกมานั้นไร้ซึ่งเรี่ยวแรงสิ้นดี มันแหบพร่าและเหนื่อยอ่อนราวกับว่าพึ่งไปปีนเขาแล้ววิ่งลงมาก็ไม่ปาน ตอนนี้ผมเริ่มชักนึกสงสารขึ้นมาอีกแล้ว นี่ผมส่งเทลเลอร์ไปเจอกับอะไรล่ะเนี้ย แล้วยัยนั่นก็น่าจะเพลา ๆ มือบ้างนะ นี่คงจะซัดซะเต็มกำลังละสิ
“เอาเถอะงั้นกลับไปที่หมู่บ้านก่อนละกัน” ผมกล่าวได้แค่นั้นก็เปิดหน้าต่างเก็บไอเทมขึ้นมา แล้วหยิบน้ำยาเพิ่มพลังชีวิตระดับสูงกรอกเข้าปากของเทลเลอร์อย่างทุลักทุเล จนกระทั่งลูกศิษย์ของผมเริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นมาอีกครั้ง แล้วบาดแผลกับรอยเปื้อนที่มอมแมมก็ค่อย ๆ เลือนหายไป จากนั้นสีหน้าก็ดูดีขึ้นมาอีกครั้ง
“ขอบคุณครับพี่เควิน” เทลเลอร์บอกก่อนจะสวมเสื้อเข้าไปอีกครั้ง แล้วจัดการเก็บดาบนรกานต์เข้าหน้าต่างเก็บไอเทม ผมมองดูอากัปกิริยานั่นอย่างพินิจ และก็พบว่าเจ้าลูกศิษย์นี่มีพลังเพิ่มขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว
“ได้เพลงดาบอะไรมาล่ะ”
“รอดูวันแข่งดีกว่านะครับ” เทลเลอร์ยิ้มให้แล้วบอกผม ซึ่งผมก็พยักหน้ารับรู้และไม่ติดใจอะไรอีก
“งั้นเอาเป็นว่าเรากลับหมู่บ้านนกฟินิกซ์กันเถอะนี่มันก็เย็นมากแล้ว”
“มีกิจกรรมตอนดึกมั๊ย” เอกอนถามเขาหยิบการ์ดปีกเทวดาออกมาเตรียมจะคลายผนึกเพื่อใช้
“มีสิ” ผมบอกอย่างมาดมั่นแล้วตีสีหน้าแบบมีเลศนัยอีกครั้ง “ถึงเวลาไปทัศนาจรกองทัพนกฟินิกซ์แล้ว”
สิ้นคำพูดของผมทั้งเอกอน เทลเลอร์ และเวียร่าทำหน้าตกใจในทันที แม้กระทั้งไคน์ที่ไม่ค่อยแสดงอาการอะไรแล้วยังทำหน้าเอื่อมระอาอย่างเห็นได้ชัด
“นี่นายยังไม่ลืมอีกเหรอ” เอกอนกล่าวออกมาในที่สุด สีหน้าที่ดูประหลาดใจนั้นมันทำให้ผมรู้สึกขัดๆ ยังไงก็ไม่รู้
“ผมไม่มีวันลืมเรื่องที่ทำให้ตัวเองต้องกลายเป็นตัวประหลาด ในดงกองทัพสติแตกหรอกนะ” แล้วคำพูดที่ดูเหมือนจะดังกึกก้องไปทั่วภูเขานั่น มันก็ทำให้ทั้งเอกอนกับเทลเลอร์ต้องมองหน้ากันแทบจะในทันที
“ชินแล้วสินะเทลเลอร์”
“ซะที่ไหนละครับพี่เอกอน”
+++++++++++++++++++++++++
“นี่มันอะไร”
คำสุดท้ายของเทลเลอร์ขึ้นเสียงสูงจนแสบแก้วหู เมื่อสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของผู้ที่ได้ชื่อว่าอันดับที่ 5ของปัจจุบันคือกองทัพนกฟินิกซ์ที่เกรียงไกรกำลังจะเต้นเพลงจังหวะชะชะช่าอย่างขะมักเขม้น ในโดมฝึกที่มีขนาดจุคนได้ถึง 3000 คน
“โอ้ว!...เป็นเกียรติยิ่งนักที่ท่านแม่ทัพมาตรวจตราการฝึกของพวกเรา ข้ามีนามว่าเบนนี่เป็นหัวหน้าหน่วยที่ 4 ครับผม”
จู่ ๆ ผู้ที่แนะนำตัวเองว่าเบนนี่ ก็โผล่มาจากที่แห่งใดก็ไม่ทราบ เขามาพร้อมกับชุดรัดติ้วสีม่วงที่แนบเนื้อจนเห็นสรีระที่ชัดเจน แถมยังเต้นบันเล่หมุนไปมารอบตัวพวกเราด้วย และการโผล่มาแบบนั้นของเขาก็ทำให้เทลเลอร์ถึงกับอยากจะอ้วกแตก เอกอนอยากจะโดดน้ำตาย เวียร่าปิดหน้าหนี ไคน์ทำสีหน้าผะอืดผะอม ส่วนผมน่ะเหรอไมเกรนกินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“หยุดเถอะ” เป็นคำสั่งที่ไร้อำนาจสิ้นดี เพราะดูเหมือนเจ้าตัวประหลาดที่กำลังหมุนติ้วๆ รอบที่สองไม่ได้ฟังผมเลยแถมยังพูดต่อไปแบบเออออเองอีกต่างหาก
“เพื่อเป็นการต้อนรับท่านแม่ทัพคนใหม่และสหายของท่าน เรามาเต้นเพลงช้างน้อยให้ท่านดูเป็นขวัญตากันเถิด”
“โอ้ว! เย”
เสียงตอบรับที่ดังกระหึ่มที่ราวกับจะไปออกรบเพื่อชาติ แต่แท้จริงแล้วกำลังจะทำเรื่องบัดสีระดับบันลือโลก เพราะอะไรนะเหรอก็ลองนึกภาพเอาเองละกัน ว่าทหารที่เอาไว้ออกรบนับ 3000นายกำลังจะเต้นเพลงช้าง พระเจ้าช่วย...ให้มันได้อย่างนี้สิ
“อย่านะ” เทลเลอร์พรวดพราดร้องห้ามแต่ดูเหมือนจะสายไปเสียแล้ว เพราะผู้เป็นหัวหน้าหน่วยที่ 4กำลังบรรเลงเพลงอย่างตั้งใจ ท่ามกลางหางเครื่ององอาจเกรียงไกรนับ 3000 นาย
...ช้าง ช้าง ช้าง น้องเคยเห็นช้างหรือปล่าว...
เบนนี่เริ่มร้องเพลงขึ้น แล้วทหารนับ 3000 นายก็โยกย้ายสะโพกซ้ายทีขวาทีอย่างพร้อมเพรียงกัน
...ช้างมันตัวโตไม่เบา จมูกยาว ๆ เรียกว่างวง...
เมื่อถึงท่อนนี้ทหารทั้งหมดก็ยื่นมือข้างขวาออกมาแล้วทำท่างวงช้าง ก่อนจะหันข้างแล้วโก่งตัวน้อย ๆ พร้อมกับส่ายหัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู
...มีเขี้ยวใต้งวง เรียกว่างา...
ทหารเริ่มเปลี่ยนท่าอีกครั้ง พวกเขาหันหน้ามาทางพวกผมแล้วยกมือทั้งสองที่ชี้นิ้วออกมาทำเป็นงา จากนั้นก็ยกแนบไว้ที่ใต้คาง
...มีหูมีตาหางยาว...
บทเพลงจบลงพร้อม ๆ กับท่าที่ยกมือแบะออกเป็นหูทั้งสองข้างแล้ว แล้วตีมันพับ ๆ สองสามที
“เอาผมออกไป” เทลเลอร์โหยหวนขึ้นมาทันใด แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจเลยแม้แต่คนเดียว เพราะผมและคนอื่น ๆ ก็มีอาการเดียวกันหมด นั่นก็คือขายขี้หน้าระยะสุดท้าย
“เป็นไง” ผมถามสั้น ๆ กับเอกอน ในขณะที่คิ้วข้างขวาผมก็กระตุกกันถี่ยิบ
“สุโค่ย” เป็นคำชมที่ผมกะไว้แล้ว
“นี่แหละเหตุผลที่ผมไม่อยากเป็นแม่ทัพ นี่ยังเหลืออีกกองทัพหนึ่งนะ ไปดูมั๊ยล่ะ” สิ้นคำพูดผมทั้งเอกอน เทลเลอร์ ไคน์และเวียร่า ก็ตะโกนด้วยเสียงอันดังก้องอย่างพร้อมเพรียงกันราวกับนัดกันไว้ก่อนหน้า
“ไม่ไปเด็ดขาด!”