THE ONLINE WAR ฝ่าวิกฤติออนไลน์ทะลุโลก (Episode 1)

    บทที่ 31 ทักษะใหม่ของเทลเลอร์ (ตอนที่ 3)


                    ตะวันคล้อยต่ำลง  แสงอัสดงสุดท้ายเริ่มสาดส่องผืนดินบนหมู่บ้านของประชากรนกฟินิกซ์  เป็นสัญญาณว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าราตรีกาลก็จะมาเยือนอีกครั้ง  กระนั้นภาพยามเย็นที่เป็นราวศิลปะชั้นสูง  ก็ยังตรึงตราอยู่ในใจผู้ที่มองมันอยู่ไม่เคยเปลี่ยน  แม้ว่ามันจะเกิดซ้ำ ๆ ขึ้นทุกวัน แต่ก็เป็นการซ้ำที่ทำให้ผู้มองรู้สึกอิ่มเอิบใจทุกครา...

                    “อ้าว!  เอกอนนั่งรอนานแล้วเหรอ”     ผมทักขึ้นเมื่อเห็นว่าอดีตอันดับที่ 3 กำลังนั่งจ้องมองพระอาทิตย์ที่ค่อย ๆเลื่อนลับขอบฟ้าอย่างเป็นสุข

                    “ก็สักพัก”    

                    เอกอนตอบโดยไม่ได้หันมามองผู้ถาม  เขานั่งอยู่ที่ศาลาเล็ก ๆ หน้ากระโจมผู้นำเผ่ามาได้พักใหญ่แล้ว ไม่ใช่ว่าภารกิจที่เขาไปทำมันง่ายเกินไปจนเสร็จเร็ว  แต่เป็นเพราะเขาเริ่มเหนื่อยแล้วต่างหาก  ดังนั้นศาลาไม้ที่ถูกทำอย่างลวก ๆ แต่กลับเข้ากับบรรยากาศตอนนี้  มันจึงถูกเลือกให้เป็นที่พักผ่อนของตัวเขาเอง

                    “ผมจะพาเทลเลอร์ไปรับทักษะดาบใหม่จะไปด้วยกันมั๊ย”      ผมพูดพลางเดินเข้าไปใกล้เอกอนอีกนิด ข้างหลังของผมนั้นตามติดมาด้วยลูกศิษย์จอมทึ่มและผู้ติดตามทั้ง 2

                    “ไปสิกำลังเบื่อ ๆ อยู่พอดี”      กล่าวจบเอกอนก็หันหน้ามาทางผมพร้อมกับเดินออกจากศาลามาสมทบ

                    “แล้วที่ที่รับทักษะมันอยู่ไหนล่ะครับ”      เทลเลอร์ถามแทรกขึ้นมาจากข้างหลัง

                    “ถ้ำบรรพบุรุษ”

     

                    30นาทีเต็มที่พวกเราใช้เวลาเดินทางมายังถ้ำที่ว่า โดยจำเป็นต้องออกจากหมู่บ้านนกฟินิกซ์ก่อน ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเรากลับมาอยู่ในเขตพื้นที่แห้งแล้งอีกครั้ง และทางที่ไปยังถ้ำบรรพบุรุษก็ลึกลับขนาดซอกซอยในช่องเขา   สามารถสร้างเป็นเขาวงกตได้เลย

                    “พี่รู้ได้ไงว่ามันอยู่ที่นี่”    เจ้าลูกศิษย์จอมทึ่มถามขึ้น  ขณะที่สายตาไล่ไปตามอุโมงค์มืดเบื้องหน้าอย่างไม่ไว้ใจ

                    “พี่เคยมาทำภารกิจน่ะ”     

                    “งั้นก็แสดงว่าพี่ได้รับทักษะดาบที่นี่มาแล้ว”

                    “เปล่าภารกิจเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับทักษะดาบหรอก  อีกอย่างตอนที่พี่มาพี่มีทักษะดาบอยู่แล้ว  จึงไม่อยากได้เพิ่มอีกมันยุ่งยากเวลาใช้”     เทลเลอร์พยักหน้ารับรู้

                    “แล้วจะเอาไงต่อล่ะ  ต้องเข้าไปด้วยมั๊ย”   เป็นเอกอนที่ถาม 

                    “ไม่หรอก NPCที่อยู่ในนั้นไม่ค่อยต้อนรับแขกเท่าไหร่”

                    “งั้นก็หมายความว่า”  เทลเลอร์ทำหน้าเอ๋อแล้วชี้มือไปที่ตัวเอง  “ผมต้องเข้าไปคนเดียว”

                    “ถูกต้อง  พี่นำทางมาให้แล้ว  ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับเธอแล้วล่ะเทลเลอร์”       เจ้าลูกศิษย์เริ่มกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น  พลางทำสีหน้าหวาด ๆ เวลามองทางเข้าถ้ำ  ที่ดูเหมือนมันจะมืดมิดจนไม่มีที่สิ้นสุด

                    “ไปสิ”     ผมดุนหลังให้อีก เมื่อเห็นว่าเทลเลอร์ยังทำท่าทางเหมือนไม่อยากจะเข้าไปจนใจจะขาด    “ของดีมันไม่ได้ตั้งอยู่ในที่ที่ให้เอามาได้ง่ายหรอกนะ”    

                    ในที่สุดเจ้าลูกศิษย์ก็ยอมจำนน   เขาหันมามองหน้าผมราวกับว่าจะสั่งเสีย  ก่อนจะค่อย ๆ เดินคอตกเข้าไปในถ้ำอย่างเชื่องช้า  กระทั่งลับสายตาของพวกผมไปในที่สุด

                    “แล้วจะทำอะไรดีละทีนี้”     เอกอนถามเหมือนขอความเห็น ซึ่งผมก็ได้แค่นิ่งคิดอยู่เงียบ ๆ   จนกระทั่งมีอะไรบางอย่างดึงกระตุกที่ขากางเกงผมเบาๆ เป็นการสะกิด

                    “พี่ค่ะ...พี่ค่ะ....ช่วยหนูหน่อยนะคะ”     

                    ผมหันไปตามเสียงเรียกก็พบว่าเป็นเด็กน้อยผมยาวสีน้ำตาลเข้ม  อยู่ในชุดกระโปรงยาวสีครีมอ่อน  ที่มีดวงหน้าจิ้มลิ้มดูน่ารักน่าหยิกเป็นที่สุด  แต่มันไม่ใช่ประเด็นเพราะที่สำคัญกว่าคือเธอมาอยู่กลางภูเขาแบบนี้ได้ยังไง

                    “เอกอน”    ผมหันมามองเพื่อนร่วมทีมอย่างเข้าใจในความหมาย  มันเป็นการรู้โดยอัตโนมัติว่า  เด็กคนนี้คืออะไรและมันก็แทบจะในทันทีที่เอกอนเอ่ยตอบออกมา

                    “ภารกิจลับ”

    ++++++++++++++++++++++++++

                    น่าแปลกทั้งที่ปากทางข้างนอกถ้ำดูมืดมิดแต่พอเดินเข้ามาได้สักพัก  ข้างในถ้ำกลับค่อย ๆ สว่างไสวขึ้น  ราวกับใครเอาตะเกียงมาจุดไว้ก็ไม่ปาน   แต่ถ้าหากมองดูดี ๆ ก็จะพบสาเหตุที่ทำให้ถ้ำแห่งนี้สว่างนั่นก็คือ  ละอองแสงสีฟ้าอ่อน ๆ ที่เปล่งอย่างเรืองรองและค่อยๆ ลอยผุดขึ้นมาจากบนพื้นถ้ำอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งเทลเลอร์ต้องขอยกย่องในจินตนาการของผู้ออกแบบจริง ๆ   เพราะมันสวยจนเหมือนกับตัวเขาหลุดเข้ามาในอีกมิติหนึ่งเลยทีเดียว    และถึงแม้จะมีหินงอกหินย้อยเหมือนดั่งเช่นถ้ำอื่นๆ แต่มันก็ถูกประดับไปด้วยละอองสีฟ้าที่ว่า ที่มันเหมือนกับจะไม่หายไปไหนแต่เกาะติดกับผนังถ้ำได้

                    “สวยจริงๆ ”    เทลเลอร์อุทานอย่างเคลิบเคลิ้ม  แล้วมองบรรยากาศรอบข้างอย่างนึกหลงใหล  จนลืมความกลัวในตอนต้นไปโดยปริยาย   แถมยังเดินลึกเข้าไปในถ้ำอย่างไม่รู้ตัวอีกด้วย

                กึก!

                    เทลเลอร์ชะงักฝีเท้าเดินไม่ใช่เพราะว่าเขาสะดุดอะไรแต่เพราะ   มาถึงที่หมายแล้วต่างหาก และที่รู้ว่ามาถึงก็เพราะว่าNPC ที่เป็นผู้จะถ่ายทอดทักษะดาบให้เขากลับนอนหลับตาพริ้มอยู่บนโขดหินก้อนใหญ่   แต่นั้นไม่ได้ทำให้เทลเลอร์แปลกใจเท่ากับว่าNPC ที่พูดถึงเป็นผู้หญิง  แถมเป็นผู้หญิงที่สวยเอามาก ๆ ด้วย ซึ่งแม้ตัวเขาจะอยู่ข้างล่างแต่ดวงหน้าของเธอที่มีเอกลักษณ์   มันก็เด่นชัดจนแม้จะอยู่ไกลก็สามารถสัมผัสถึงได้  และยิ่งรอบตัวเธอในตอนนี้นั้นรายล้อมไปด้วย   ละอองสีฟ้าระยิบระยับด้วยแล้ว   มันทำให้เทลเลอร์ถึงกับหลงใหลในทันทีที่เห็น

                    “มีผู้มาเยือนถิ่นข้าหรือนี่  เผ่าพันธุ์มังกรปฐพีสินะ”    ร่างที่อยู่บนโขดหินกล่าวเพียงเบา ๆ   แต่มันกลับดังก้องไปทั่วถ้ำอย่างมีอำนาจ  จนทำให้เทลเลอร์สะดุ้งและตื่นจากพวังค์ที่แอบมองหน้าของเธอแล้วจินตนาการ

                ฟุบ!  วูบ!

                    จู่ ๆ ร่างของเธอก็กลายเป็นละอองฝุ่นหายไป  ก่อนจะพบอีกทีเมื่อเธอปรากฏขึ้นที่ข้างหลังเทลเลอร์แล้ว  แถมยังโอบกอดเขาจากข้างหลังจนเจ้าตัวรู้สึกสะท้านวาบ   และยิ่งเธอเลื่อนมือไล่ไปตามหน้าอกของเขาเบา ๆ  ก็ทำให้เทลเลอร์ถึงกับใบหน้าแดงซ่านอย่างไม่รู้สาเหตุ   แล้วดูเหมือนเธอจะค่อย ๆ หายใจรดที่ต้นคอของเขาด้วย  ซึ่งมันทำให้เทลเลอร์ตัวแข็งทื่อไปในบันดล   ไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่เคยถูกอิสตรีแตะต้องหรอก แต่เพราะเธอมาอย่างกะทันหันจนตัวเขาตั้งตัวไม่ทันต่างหาก

                    “แถมเป็นบุรุษหนุ่มด้วย”

                ฟุบ!  วูบ!

                    เธอพูดกระซิบด้วยเสียงอันเบา  จากนั้นร่างของเธอหายไปอีกครั้ง  และปรากฏลงตรงเบื้องหน้าของเทลเลอร์  ซึ่งนั่นทำให้เขาถึงกับต้องถอนหายใจวาบ  และส่ายหน้าตัวเองแรง ๆ เพื่อขับเลือดที่มันขึ้นหน้า  จนแดงซ่านไปหมดให้อยู่ในสภาพเดิม

                    “มีธุระอะไรกับข้า”         เธอเริ่มกล่าวด้วยวาจาห้วนๆ   ซึ่งมันขัดกับใบหน้าที่หวานละมุนนั่นเป็นอย่างยิ่ง

                    “เออ...”     เทลเลอร์เริ่มติดอ่าง   “ผม..มาขอรับทักษะดาบครับ”    ในที่สุดเจ้าของฉายานักดาบมังกรคลั่ง ก็กล่าวจบอย่างยากเย็น มันเหมือนกับเขากำลังนั่งแก้ต่างความผิดให้ตัวเองเวลาเข้าห้องปกครองไม่มีผิด

                    “...”    ไม่มีเสียงอันใดเล็ดลอดออกมา  เธอกำลังมองเทลเลอร์ตั้งหัวจรดเท้า  ไม่ใช่เพราะว่าเธอจะดูถูกแต่เพราะต้องการสำรวจอะไรบางอย่างก็แค่นั้น

                    “ถอนอาภรณ์ชิ้นบนของเจ้าออกสิ”

                    “หา”       เทลเลอร์อุทานด้วยความตกใจ  เมื่อประโยคแรกหลังจากที่เขาบอกจุดประสงค์ในการมา  คือให้เขาถอดเสื้อออกต่อหน้าผู้หญิง

                    “ก...ก็ได้”     เทลเลอร์เริ่มติดอ่างอีกครั้ง  ก่อนจะค่อย ๆ แกะกระดุมเสื้อออกและถอดมันโยนลงบนพื้นข้างๆ ตัว เผยให้เห็นผิวขาวเนื้อแน่นในแบบวัยแตกเนื้อหนุ่ม   และตอนนี้หน้าเทลเลอร์ก็แดงเผือกไปด้วยความอายแกมเคอะเขินอีกครั้ง

                    “อืม...”    

                    เธอครางอย่างพอใจ   แล้ววนมือเบา ๆ ตรงหน้าของตัวเอง  สักพักจึงบังเกิดละอองฝุ่นสีขาวกลุ่มหนึ่งขึ้นมา  ที่ค่อย ๆ รวมตัวกันเป็นดาบสีขาวบริสุทธิ์  ที่สลักลวยลายด้วยสีเงินอย่างวิจิตรงดงาม  ซึ่งเทลเลอร์คิดว่ามันควรค่าแก่การตั้งโชว์มากกว่ามาใช้ต่อสู้มากกว่า   และก่อนที่เทลเลอร์จะได้ถามอะไรออกไป เธอก็คว้าดาบนั่นอย่างรวดเร็วแล้วพุ่งเข้าหาเทลเลอร์โดยทันที

                    ทักษะเพลงดาบภูผาทมิฬ      สะบั้นเขาร้อยลูก

                ตูม!

    ++++++++++++++++++++++

                    ทักษะเวทย์แห่งแสง   ศรศักดิ์สิทธิ์

                ตูม!

                    “ให้ตายเถอะ...ไอ้เราก็นึกว่าเป็นภารกิจลับ  ที่ไหนได้ให้ฆ่างูดำตัวเดียวเนี้ยนะแถมระดับ 8อีกต่างหาก”  เอกอนบ่นอย่างเสียไม่ได้  แต่เขาก็ใช้ทักษะซัดจนมอนเตอร์ที่พูดถึงจนเป็นแสงหายไป และค่าประสบการณ์ที่ระบบแจ้งถึงก็น้อยนิดจนเขาอยากจะแขวนคอให้รู้แล้วรู้รอด

                    “อ่ะ...นี่ของเธอ”       เอกอนยื่นสร้อยสีทองวาววับที่ได้จากการดรอปมอนเตอร์เมื่อครู่ ซึ่งเป็นไอเทมภารกิจและก็เป็นของที่หนูน้อยหน้าตาบ้องแบ้วนี่ต้องการด้วย  อันที่จริงความยากของภารกิจนี้ไม่ได้อยู่ที่มอนเตอร์ระดับ 8 หรอก  แต่อยู่ที่เจ้างูดำนี่มันหาตัวยากต่างหาก  แล้วกว่าจะหากเจอก็ปาไปตั้ง 2 ชั่วโมงเต็ม ๆ

                    “ขอบคุณค่ะ”      เด็กสาวกล่าวด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มแล้วร่างของเธอก็ค่อย ๆ เลือนหายไป  พร้อมกับเสียงของระบบที่บอกกับเอกอนว่า  เขาได้น้ำยาเพิ่มพลังป้องกัน  1000 จุดเป็นเวลา 1 ชั่วโมงจำนวน  2 ขวด

                    “ได้อะไรล่ะ”     ผมถามเมื่อเห็นว่าเอกอนกำลังทำหน้าราวกับโลกจะแตก

                    “น้ำยาล้างเล็บ"        เอกอนตอบประชดซึ่งผมก็ได้แค่หัวเราะน้อยๆ เท่านั้น

                    “เอาเถอะอย่างน้อยนายก็จะได้เอาไปล้างให้ภรรยาไง”

                    “ยังไม่มีเควิน”       แล้วผมก็หัวเราะให้อีกระลอกก่อนจะชวนเอกอนเดินกลับไปที่ถ้ำบรรพบุรุษอีกครั้ง  เพราะตอนเราหาเจ้างูดำนั้นเดินออกมาไกลพอดู   ซึ่งถ้าเป็นคนที่ไม่เคยมาพวกเขาเหล่านั้นได้หลงกันแน่นอน  

                    “น่าจะเสร็จแล้วนะ”      

                    ผมเปรยขึ้นเบา ๆ ระหว่างที่เดินอยู่   และทันทีที่เดินไปถึงถ้ำก็เห็นร่างของลูกศิษย์ตัวเองค่อยๆ เดินออกมาอย่างอืดอาด แถมออกมาในสภาพที่ต้องเรียกว่าฟัดกับสุนัขทั้งฝูงมา  ซึ่งเนื้อตัวนั้นไม่ต้องพูดถึงมอมแมมจนเป็นพี่ขอทานได้เลย  ยิ่งบวกกับผมที่ยุ่งเหยิงและมือซ้ายถือเสื้อมือขวาถือดาบด้วยแล้ว  นี่มันคนบ้าชัด ๆ

                โครม!

                    ร่างของเทลเลอร์ล้มครืนลงอย่างหมดแรง ดีที่ผมไปรับไว้ทันไม่งั้นได้คะมำจนสภาพเยินอีกแน่นอน   ผมค่อยๆ พยุงร่างของเจ้าลูกศิษย์ขึ้นแล้วถามเบา ๆ

                    “เป็นอะไรมากมั๊ย”

                    “ไม่ครับ...โหมหนักไปหน่อย”         

                    คำพูดที่เล็ดรอดออกมานั้นไร้ซึ่งเรี่ยวแรงสิ้นดี มันแหบพร่าและเหนื่อยอ่อนราวกับว่าพึ่งไปปีนเขาแล้ววิ่งลงมาก็ไม่ปาน   ตอนนี้ผมเริ่มชักนึกสงสารขึ้นมาอีกแล้ว  นี่ผมส่งเทลเลอร์ไปเจอกับอะไรล่ะเนี้ย  แล้วยัยนั่นก็น่าจะเพลา ๆ มือบ้างนะ   นี่คงจะซัดซะเต็มกำลังละสิ

                    “เอาเถอะงั้นกลับไปที่หมู่บ้านก่อนละกัน”     ผมกล่าวได้แค่นั้นก็เปิดหน้าต่างเก็บไอเทมขึ้นมา แล้วหยิบน้ำยาเพิ่มพลังชีวิตระดับสูงกรอกเข้าปากของเทลเลอร์อย่างทุลักทุเล  จนกระทั่งลูกศิษย์ของผมเริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นมาอีกครั้ง  แล้วบาดแผลกับรอยเปื้อนที่มอมแมมก็ค่อย ๆ เลือนหายไป   จากนั้นสีหน้าก็ดูดีขึ้นมาอีกครั้ง

                    “ขอบคุณครับพี่เควิน”      เทลเลอร์บอกก่อนจะสวมเสื้อเข้าไปอีกครั้ง  แล้วจัดการเก็บดาบนรกานต์เข้าหน้าต่างเก็บไอเทม  ผมมองดูอากัปกิริยานั่นอย่างพินิจ  และก็พบว่าเจ้าลูกศิษย์นี่มีพลังเพิ่มขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

                    “ได้เพลงดาบอะไรมาล่ะ”

                    “รอดูวันแข่งดีกว่านะครับ”        เทลเลอร์ยิ้มให้แล้วบอกผม ซึ่งผมก็พยักหน้ารับรู้และไม่ติดใจอะไรอีก

                    “งั้นเอาเป็นว่าเรากลับหมู่บ้านนกฟินิกซ์กันเถอะนี่มันก็เย็นมากแล้ว”

                    “มีกิจกรรมตอนดึกมั๊ย”     เอกอนถามเขาหยิบการ์ดปีกเทวดาออกมาเตรียมจะคลายผนึกเพื่อใช้

                    “มีสิ”      ผมบอกอย่างมาดมั่นแล้วตีสีหน้าแบบมีเลศนัยอีกครั้ง   “ถึงเวลาไปทัศนาจรกองทัพนกฟินิกซ์แล้ว”

                    สิ้นคำพูดของผมทั้งเอกอน  เทลเลอร์ และเวียร่าทำหน้าตกใจในทันที  แม้กระทั้งไคน์ที่ไม่ค่อยแสดงอาการอะไรแล้วยังทำหน้าเอื่อมระอาอย่างเห็นได้ชัด

                    “นี่นายยังไม่ลืมอีกเหรอ”     เอกอนกล่าวออกมาในที่สุด  สีหน้าที่ดูประหลาดใจนั้นมันทำให้ผมรู้สึกขัดๆ ยังไงก็ไม่รู้

                    “ผมไม่มีวันลืมเรื่องที่ทำให้ตัวเองต้องกลายเป็นตัวประหลาด   ในดงกองทัพสติแตกหรอกนะ”      แล้วคำพูดที่ดูเหมือนจะดังกึกก้องไปทั่วภูเขานั่น  มันก็ทำให้ทั้งเอกอนกับเทลเลอร์ต้องมองหน้ากันแทบจะในทันที

                    “ชินแล้วสินะเทลเลอร์”

                    “ซะที่ไหนละครับพี่เอกอน”

    +++++++++++++++++++++++++

                    “นี่มันอะไร”

                    คำสุดท้ายของเทลเลอร์ขึ้นเสียงสูงจนแสบแก้วหู   เมื่อสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของผู้ที่ได้ชื่อว่าอันดับที่ 5ของปัจจุบันคือกองทัพนกฟินิกซ์ที่เกรียงไกรกำลังจะเต้นเพลงจังหวะชะชะช่าอย่างขะมักเขม้น  ในโดมฝึกที่มีขนาดจุคนได้ถึง 3000 คน   

                    “โอ้ว!...เป็นเกียรติยิ่งนักที่ท่านแม่ทัพมาตรวจตราการฝึกของพวกเรา  ข้ามีนามว่าเบนนี่เป็นหัวหน้าหน่วยที่ 4 ครับผม”   

            จู่ ๆ ผู้ที่แนะนำตัวเองว่าเบนนี่    ก็โผล่มาจากที่แห่งใดก็ไม่ทราบ    เขามาพร้อมกับชุดรัดติ้วสีม่วงที่แนบเนื้อจนเห็นสรีระที่ชัดเจน  แถมยังเต้นบันเล่หมุนไปมารอบตัวพวกเราด้วย   และการโผล่มาแบบนั้นของเขาก็ทำให้เทลเลอร์ถึงกับอยากจะอ้วกแตก  เอกอนอยากจะโดดน้ำตาย   เวียร่าปิดหน้าหนี    ไคน์ทำสีหน้าผะอืดผะอม   ส่วนผมน่ะเหรอไมเกรนกินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

                    “หยุดเถอะ”      เป็นคำสั่งที่ไร้อำนาจสิ้นดี  เพราะดูเหมือนเจ้าตัวประหลาดที่กำลังหมุนติ้วๆ   รอบที่สองไม่ได้ฟังผมเลยแถมยังพูดต่อไปแบบเออออเองอีกต่างหาก

                    “เพื่อเป็นการต้อนรับท่านแม่ทัพคนใหม่และสหายของท่าน เรามาเต้นเพลงช้างน้อยให้ท่านดูเป็นขวัญตากันเถิด”

                    “โอ้ว!  เย”       

                    เสียงตอบรับที่ดังกระหึ่มที่ราวกับจะไปออกรบเพื่อชาติ    แต่แท้จริงแล้วกำลังจะทำเรื่องบัดสีระดับบันลือโลก   เพราะอะไรนะเหรอก็ลองนึกภาพเอาเองละกัน  ว่าทหารที่เอาไว้ออกรบนับ 3000นายกำลังจะเต้นเพลงช้าง   พระเจ้าช่วย...ให้มันได้อย่างนี้สิ

                    “อย่านะ”     เทลเลอร์พรวดพราดร้องห้ามแต่ดูเหมือนจะสายไปเสียแล้ว  เพราะผู้เป็นหัวหน้าหน่วยที่ 4กำลังบรรเลงเพลงอย่างตั้งใจ ท่ามกลางหางเครื่ององอาจเกรียงไกรนับ 3000 นาย

                ...ช้าง  ช้าง ช้าง   น้องเคยเห็นช้างหรือปล่าว...

                    เบนนี่เริ่มร้องเพลงขึ้น  แล้วทหารนับ 3000  นายก็โยกย้ายสะโพกซ้ายทีขวาทีอย่างพร้อมเพรียงกัน

                ...ช้างมันตัวโตไม่เบา   จมูกยาว ๆ เรียกว่างวง...

                    เมื่อถึงท่อนนี้ทหารทั้งหมดก็ยื่นมือข้างขวาออกมาแล้วทำท่างวงช้าง   ก่อนจะหันข้างแล้วโก่งตัวน้อย ๆ พร้อมกับส่ายหัวอย่างน่ารักน่าเอ็นดู

                ...มีเขี้ยวใต้งวง เรียกว่างา...

                    ทหารเริ่มเปลี่ยนท่าอีกครั้ง  พวกเขาหันหน้ามาทางพวกผมแล้วยกมือทั้งสองที่ชี้นิ้วออกมาทำเป็นงา  จากนั้นก็ยกแนบไว้ที่ใต้คาง

                ...มีหูมีตาหางยาว...

                    บทเพลงจบลงพร้อม ๆ กับท่าที่ยกมือแบะออกเป็นหูทั้งสองข้างแล้ว  แล้วตีมันพับ ๆ สองสามที

                    “เอาผมออกไป”      เทลเลอร์โหยหวนขึ้นมาทันใด   แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจเลยแม้แต่คนเดียว  เพราะผมและคนอื่น ๆ   ก็มีอาการเดียวกันหมด  นั่นก็คือขายขี้หน้าระยะสุดท้าย

                    “เป็นไง”    ผมถามสั้น ๆ กับเอกอน  ในขณะที่คิ้วข้างขวาผมก็กระตุกกันถี่ยิบ

                    “สุโค่ย”     เป็นคำชมที่ผมกะไว้แล้ว 

                    “นี่แหละเหตุผลที่ผมไม่อยากเป็นแม่ทัพ  นี่ยังเหลืออีกกองทัพหนึ่งนะ  ไปดูมั๊ยล่ะ”         สิ้นคำพูดผมทั้งเอกอน  เทลเลอร์ ไคน์และเวียร่า ก็ตะโกนด้วยเสียงอันดังก้องอย่างพร้อมเพรียงกันราวกับนัดกันไว้ก่อนหน้า

                    “ไม่ไปเด็ดขาด!”

     


    คล้ายกับเรื่องTHE ONLINE WAR ฝ่าวิกฤติออนไลน์ทะลุโลก (Episode 1) ที่คุณอ่าน