ตอนที่ 51 ชิ้นส่วนความทรงจำ
“ยืนยัน โมบิทจดจำข้อมูลเรียบร้อยเตรียมการรับมือหากเกิดการคลุ้มคลั่ง” โมบิทตอบรับต่อสิ่งที่แอนดรูว์ได้พูดไปน่าเสียดายแอนดรูว์ไม่ได้คิดเหมือนโมบิท
“สถานการณ์ของวิเวียนไม่เหมือนของเดโม่ในตอนนั้นหรอกนะอันนั้นมันเด็ก ๆ ฉันกลัวว่าจะไม่ใช่แค่คลุ้มคลั่งระดับนี้อาจเกิดการระเบิดของพลังงานมหาศาล”
“ยืนยัน เตรียมเครื่องดูดพลังงานเพิ่มเติมเพื่อช่วยลดความเสียหายเบื้องต้น”
แอนดรูว์ส่ายหน้ากับวิธีรับมือของโมบิทแต่นั่นเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ เพราะในเรื่องนี้ส่วนใหญ่มีแค่เขากับลูน่าที่เข้าใจดีสิ่งที่เขาจะช่วยได้ในตอนนี้ คืออวยพรให้วิเวียนผ่านพ้นมันไปได้
“ภาพสะท้อนกลายเป็นความจริงไม่ใช่สิ่งเสมือนหวังว่า เธอจะค้นพบตัวเองเจอและไม่ได้รับผลกระทบ”
.
.
.
.
“ทำไม เราผิดอะไร”หญิงสาวเผ่าเงือกถามเสียงสั่น ร่างท่อนบนเปลือยเปล่าเต็มไปด้วยบาดแผล ช่วงล่างเกล็ดบนหางเธอมีรอยตัดอยู่หลายรอยเธอจ้องมองยักษ์สามเขาสีฟ้าตัวใหญ่ตรงหน้า
หวิ้ววววว! สายลมพัดผ่าน คลื่นริมหาดเลือนหาย
“ผิด? เจ้าไม่ผิด มันผิดที่ความดื้อรั้นและอ่อนแอ” ยักษ์สามเขาสีฟ้าเงื้อดาบใหญ่สายตาหญิงสาวเผ่าเงือกมีแต่ความรู้สึกไม่ยินยอม
“เราใช้ชีวิตสงบยังบุกรุก ฆ่าฟันพวกเรา...”
ฉวับ!
“มอบเจ้าตัวน้อยในเผ่ามาแต่แรกพวกเจ้าคงได้ไปสบาย ไม่ต้องทรมาน” ยักษ์สามเขาสีฟ้ามองหัวของหญิงสาวเผ่าเงือกกลิ้งตกลงไปบนผืนทราย ก่อนคลื่นจะพัดเลือดของเธอกระจายไปทั่วผืนน้ำ
“แม่จ๋า”เงือกตัวน้อยกรีดร้อง ร่างส่วนหนึ่งของเธอโผล่ออกมาจากโขดหินที่อยู่ใกล้ ๆ
“อยู่นั่นเองเจ้าตัวน้อย” ยักษ์สามเขาสีฟ้ายกยิ้ม สายตามันเหลือบเห็นเงือกหนุ่มตัวหนึ่งกำลังดึงตัวเงือกน้อยกลับสู่ผืนน้ำฉับพลันมันขว้างดาบใหญ่ไปยังทิศทางของเงือกหนุ่ม
หวี๊ด! ดาบใหญ่พุ่งเฉียดใบหน้าเงือกน้อย ปักเข้ากลางอกเงือกหนุ่มตกลงไปในผืนน้ำเลือดสีแดงฉานไหลกระจายในผืนน้ำพร้อมกับฟองผุดขึ้นมาช่วงสั้น ๆ
กรี๊ดดดดดดดดด
เงือกน้อยกรีดร้องเสียงดังก้องน้ำเสียงเธอเศร้าหมอง หยดน้ำตาไหลอาบแก้ม
สายตาเธอมองร่างยักษ์สามเขาสีฟ้าตรงหน้ายื่นมือขวามาคว้าตัวเธอก่อนยื่นมือซ้ายลงผืนน้ำ ดึงดาบใหญ่ขึ้นมาพร้อมเงือกหนุ่มที่ใกล้สิ้นใจ
ควับ!
ยักษ์สามเขาสีฟ้าสะบั้นดาบสุดแรงแยกร่างเงือกหนุ่มที่ติดอยู่กับดาบใหญ่เป็นสองส่วนวินาทีนั้นเงือกน้อยก็กรีดร้องแล้วหมดสติไป
พี่จ๋า!~
.
.
แบร๋ว! หวู้วววววววววววววววว
เสียงหมาป่าเห่าหอนก้องสะท้อนในป่ากว้างดวงจันทร์มรกตสามดวงสาดแสงเรืองรองส่องผืนป่า เมฆบางเบาเคลื่อนตัวบดบังแสงจันทร์
ในผืนป่าร่างเงาสีดำขนาดใหญ่เคลื่อนตัววูบไหวไล่ตามร่างเงาขนาดเล็กด้านหน้าในระยะกระชั้นชิด สองร่างเงาเคลื่อนผ่านต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่าอย่างพลิ้วไหวการไล่ล่าในราตรีไร้สิ้นสุดยังไม่อาจรับรู้ถึงจุดจบ
ยิ่งเวลาผ่านไปความเร็วของร่างเงาทั้งสองเริ่มลดลง เสียงหอบหายใจดังลอยไปตามสายลมเย็นยามราตรีที่พัดผ่าน
พรุบ!
ร่างเงาขนาดเล็กพุ่งผ่านพุ่มไม้ร่างเงาขนาดใหญ่พุ่งตามไปในทิศทางเดียวกันช่วงเวลานั้นร่างเงาขนาดใหญ่ต้องหยุดชะงักเมื่อตัวมันผ่านพ้นพุ่มไม้
เบื้องหน้าเป็นทุ่งหญ้าโล่งแสงจันทร์ส่องทั่วพื้นที่เผยให้เห็นทุกอย่างชัดเจน ตรงหน้ามันมีกระต่ายเขาเกลียวไร้ขนหน้าตาน่าเกลียดนับสิบตัว เตรียมพุ่งจู่โจมใส่หมาป่าร่างใหญ่ที่พึ่งรู้ว่าหลังพุ่มไม้เหยื่อที่มันล่ากำลังรอดักฆ่ามันอยู่
แอ๋ว หู้ววววววววววววว
หมาป่าหอนเสียงหลงมันหันหลังกลับไปทางพุ่มไม้ ก่อนใส่เกียร์หมาสุดชีวิต หนีฝูงกระต่ายอัปลักษณ์สุดอันตรายที่กำลังวิ่งเข้าหาหวังใช้เขาเกลียวเสียบมันให้กลายเป็นรูพรุน
ชั่วพริบตาจากผู้ไล่ล่ากลายเป็นผู้ประสบภัยหมาป่าวิ่งหนีสุดชีวิต ไม่ว่ามันจะเหนื่อยล้าหรือหิวโหยมันไม่สามารถลดความเร็วลงได้ ไม่งั้นมันจะกลายเป็นซากศพ
หมาป่าเพิ่มความเร็ววิ่งเบี่ยงไปซ้ายทีขวาที เคลื่อนตัวผ่านต้นไม้เหมือนกระต่ายที่ถูกมันไล่ล่าทางฝูงกระต่ายยิ่งไล่กวดมันมาติด ๆ ทำให้ความพยายามสลัดฝูงกระต่ายไร้ผล
ในช่วงจังหวะความเร็วหมาป่าลดลงกระต่ายตัวหนึ่งที่ใกล้ถึงตัวหมาป่าเตรียมพุ่งเต็มกำลังเหมือนกำลังหวังให้เขาเกลียวของมันทะลวงรูก้นหมาป่า
น่าเสียดายก่อนกระต่ายตัวนั้นจะได้ทำอะไรมีหมาป่าอีกตัวหนึ่งพุ่งตัวมาจากไหนก็ไม่รู้ งับคอมันกลางอากาศเลือดสีชมพูสาดกระจาย ร่างกระต่ายในปากหมาป่าดิ้นรนอยู่ไม่นานขาหลังของกระต่ายก็กระตุกสองสามทีก่อนมันจะแน่นิ่งไป
สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลให้ฝูงกระต่ายหยุดชะงักหมาป่าที่วิ่งหนีมาหันกลับมาเผชิญหน้า ในเวลาเดียวกันหมาป่าอีกหลายตัวพุ่งเข้าจู่โจมกระต่ายทั้งฝูง เจ้าหมาป่าที่ถูกไล่ล่ามาก็เข้าผสมโรงด้วย
กระต่ายเขาเกลียวทั้งฝูงจึงถูกฝูงหมาป่ารุมขย้ำกลายเป็นอาหารอันโอชะในราตรีนี้
แบร๋วฮู้ววววววววววววววววววววว
หมาป่าที่ทำหน้าที่ล่อลวงฝูงกระต่ายชูคอหอนเสียงดังก้องป่า หมาป่าตัวอื่น ๆ เริ่มหอนตาม
เสียงหอนประสาน สร้างความหวาดกลัวให้สิ่งมีชีวิตในผืนป่าแห่งนี้แต่หมาป่าทั้งฝูง ไม่มีทางรู้เลยว่า เถาวัลย์แห่งความตายกำลังคืบคลานเข้ามาหาพวกมันและฝูงกระต่ายเขาเกลียวจะกลายเป็นอาหารมื้อสุดท้าย
.
.
กลางทะเลทรายสีแดงร้อนระอุบนฟ้าไร้เมฆมีดวงอาทิตย์สีขาวขนาดเล็กสองดวงสาดส่อง อุณหภูมิในทะเลเทียบเท่าพื้นผิวดาวฤกษ์มีลมร้อนพัดผ่านทะเลทรายเป็นระยะ
ลาเมียกลุ่มหนึ่งพร้อมด้วยฝูงสัตว์ต่างดาวเดินทางไปตามเนินทรายทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เหมือนกำลังอพยพไปที่ไหนสักแห่ง เพื่อหลบหนีสภาพอากาศอันเลวร้าย
ทั้งลาเมียและฝูงสัตว์ต่างดาวเดินทางไม่มีท่าทีว่าจะหยุดพัก ของเหลวในถุงหนังสักหยดยังไม่มีใครดื่มกินบางครั้งจะมีสัตว์ต่างดาวล้มลงและตายกลางทางลาเมียทั้งกลุ่มจะหยุดเดินทางและแล่เนื้อ เก็บเลือดของสัตว์ต่างดาว
ทุกส่วนที่มีค่าจะถูกลาเมียเก็บไปทั้งหมดเหลือทิ้งไว้เพียงโครงกระดูกให้ฝูงสัตว์ต่างดาวแทะกินตัวละคำสองคำจนไม่เหลืออะไรทิ้งไว้
การเดินทางอันแสนยาวนานดำเนินต่อไปฝูงสัตว์ต่างดาวล้มตายลงไปเรื่อย ๆ นานครั้งจะมีลาเมียล้มตาย ซึ่งลาเมียก็ถูกเก็บทุกส่วนที่มีค่าโดยลาเมียที่ยังมีชีวิตไม่ต่างไปจากสัตว์ต่างดาว
บางครั้งบางคราวลาเมียบางตัวจะเอาชิ้นเนื้อมากินดื่มเลือดเล็กน้อยพอให้มีแรงเดินทางต่อ
ไม่รู้ว่าเดินทางมายาวนานแค่ไหนลาเมียทั้งกลุ่มเหลืออยู่ทั้งหมดแค่สี่ตัวกับเสบียงจากซากศพเล็กน้อยทั้งหมดเดินทางไปจ้องมองกันสลับไปมา เหมือนกำลังคัดเลือกผู้อ่อนแอให้กลายเป็นอาหาร
การเดินทางอันแสนโหดร้ายดำเนินต่อไปไม่มีสิ้นสุดลาเมียที่ถูกเลือกถูกรุมฆ่า ตัดหัว ถลกหนัง เฉือนตัดชิ้นเนื้อไม่มีลาเมียตัวไหนสนใจว่าจะเป็นเพศผู้หรือเพศเมีย พวกมันต่างอยากมีชีวิตรอด ฆ่าเผ่าพันธุ์เดียวกันได้แบบไร้ความรู้สึก
ความโหดร้ายไม่รู้จบยิ่งนานยิ่งยืดยาว จนเหลือเพียงลาเมียเพศผู้และเพศเมียอย่างละตัวไม่รู้ว่าลาเมียเพศเมียแข็งแกร่งกว่าเพศผู้หรือเพศผู้เริ่มหมดเรี่ยวแรงเพศเมียจึงจับเพศผู้หักแขน กดร่างลงบนพื้นทราย ก่อนรัดพันเพศผู้ด้วยหาง
“เผ่าพันธุ์จะอยู่รอดต้องมีการเสียสละ” ลาเมียเพศเมียพูดจบ ก็เริ่มผสมพันธุ์กับลาเมียเพศผู้อยู่นานกว่าจะลงมือสังหารเพศผู้และเก็บไว้เป็นเสบียง
ท่าทางลาเมียในตอนนี้ดูอ่อนแรงมันดื่มเลือดเล็กน้อยและเดินทางต่อไป เดินทางต่อไปพร้อมกับความอ่อนแรงเดินทางต่อไป ต่อไป......
.
.
ณ ดาวเคราะห์สีเขียวดวงหนึ่ง
บนดวงดาวมีต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์เจริญเติบโตงอกงามตามพื้นผิวยังมีสายน้ำเส้นเล็กไหลผ่านทุกหนทุกแห่งใต้ดินมีแร่ธาตุเกือบทุกชนิดผสมรวมกันสภาพอากาศเต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และออกซิเจนเรียกได้ว่าดาวเคราะห์ดวงนี้เป็นสรวงสวรรค์ของเหล่าพืชพรรณทุกชนิดไม่ว่าเป็นต้นหญ้าหรือว่าต้นไม้ใหญ่
บนดาวเคราะห์ดวงนี้ยังมีสิ่งมีชีวิตหน้าตาประหลาดมากมายช่วยส่งเสริมระบบนิเวศให้เหมาะสำหรับสิ่งมีชีวิต
ขณะวัฏจักรทุกอย่างในดาวเคราะห์ดวงนี้ดำเนินต่อไปอย่างราบรื่นได้มีเมล็ดพันธุ์จากนอกโลกตกลงสู่ผืนดิน
ทันทีที่เมล็ดพันธุ์ตกถึงพื้นตัวเมล็ดก็ฝังตัวลงดินและงอกรากในเวลาไม่นาน ไม่รู้ว่าด้วยความแตกต่างหรือเป็นพืชจากนอกโลกที่วิวัฒนาการมานาน
เมล็ดที่งอกรากเริ่มดูดซับสารอาหารและน้ำจำนวนมาก ไม่กี่วันดอกไม้ได้โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน
สารอาหารในดินจำนวนมากเริ่มหายไปส่งผลให้พืชพรรณโดยรอบเริ่มเหี่ยวเฉา ระหว่างการสังเคราะห์ดอกไม้นั้นยังปลดปล่อยกลิ่นหอมดึงดูดสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กให้เข้ามาใกล้
เมื่อเหล่าสิ่งมีชีวิตเข้ามาใกล้ดอกไม้จะปล่อยกลิ่นบางอย่างให้สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจ้องมองไม่ขยับไปไหน สุดท้ายก็ล้มตายและกลายเป็นปุ๋ยให้กับดอกไม้
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกแมลงหรือสัตว์ต่างล้มตายต่อเนื่อง ดอกไม้เองก็โตวันโตคืนจนมีขนาดใหญ่
ผ่านไปสักพัก พืชพรรณโดยรอบก็กลายเป็นซากและกลายเป็นสารอาหารให้ดอกไม้รากของดอกไม้ยังเริ่มแผ่ขยายออกไปส่งผลให้ในรัศมีสิบเมตรเหลือเพียงดอกไม้งดงามเบ่งบานท่ามกลางความว่างเปล่าที่เริ่มขยายตัว
ดอกไม้นั้นโตมาถึงจุดที่เริ่มวิวัฒนาการพอมันวิวัฒนาการสำเร็จ ลำต้นมันดูแข็งแรงยิ่งกว่าไม้ยืนต้น ดอกไม้หกกลีบมีสีสันสดใสส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณรอบลำต้นมันยังมีเถาวัลย์ห้าเส้นแผ่กระจาย ราวกับรอให้เหยื่อเข้ามาใกล้
ในช่วงเวลานี้ตรงพื้นที่ว่างเปล่าเริ่มมีต้นหญ้าและดอกไม้งอกเงย สร้างความกลมกลืนให้กับต้นไม้โดยรอบหากสิ่งมีชีวิตตัวไหนไม่สังเกตให้ดีและหลงเข้ามาใกล้มันคงต้องกลายเป็นอาหารของดอกไม้นั้น
สิ่งมีชีวิตในดาวเคราะห์ดวงนี้ไม่มีทางรับรู้ได้เลยว่า ต้นไม้ที่จะสร้างหายนะให้กับดวงดาวและสิ่งมีชีวิตที่หลงเข้ามาในดาวเคราะห์อีกนับไม่ถ้วน ได้เริ่มเติบโตอย่างช้า ๆอยู่ในผืนป่าแห่งนี้