(*จากบทกวีซู่ซือเปรียบเปรยถึงความฮึกเหิมพร้อมรับมือศัตรู)
เมืองหยุนหนาน
แปดวันให้หลังเรือโดยสารชำรุดลำหนึ่งก็มาจอดเทียบท่าเรือได้รับความเสียหายอย่างหนัก ใบเรือขาดรุ่งริ่ง กราบเรือแตกหัก หางเสือเรือถูกทำลายต้องซ่อมแซมขนานใหญ่กว่าจะเดินทางได้อีกครั้งทำให้กำหนดการเดินทางล่าช้ากว่ากำหนด หากไม่ใช่เพราะเรือใหญ่ลำนี้ชักธงสำนักคุ้มภัยอวี่หลงคนที่พบเห็นคงคิดว่าเป็เรือผีสิงเป็แน่
ทันทีที่เรือเทียบท่าเหล่าชนชั้นสูงบนชั้นสองก็รีบลงจากเรือมาก่อนผู้คุ้มกันกลุ่มใหญ่ที่เคยขึ้นเรือมาอย่างเอิกเกริกกลับเหลือเพียงไม่กี่คนบรรยากาศรอบตัวพวกเขาแปลกพิกล ดูอ่อนล้าอิดโรยทว่าก็ดูตื่นเต้นยินดีด้วยเช่นกันเห็นเช่นนี้ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าพบเจอเื่ใดมาแต่การหนีรอดกลับมาได้อย่างปลอดภัยกลับเป็เื่เหนือความคาดหมาย
เสียงซุบซิบดังขึ้น “สภาพเรือเป็เช่นนี้โดนปล้นมาไม่ผิดแน่ปะทะกับโจรสลัดจ้งสือแล้วยังรอดกลับมาได้ เรือลำนี้ต้องมีผู้เยี่ยมยุทธอย่างแน่นอน”
“หรือหัวหน้าผู้คุ้มกันเรือจะเป็ยอดฝีมือหากต้องเดินทางลงใต้ครั้งหน้า ข้าจะขึ้นเรือลำนี้ จะต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน”
ในสายตาคนนอกล้วนคิดกันไปเช่นนี้แต่ในใจของคนบนเรือกลับกราบไหว้ขอบคุณเซียนทั้งสองท่านที่ขี่กระบี่บินผ่านไปหากไม่ใช่ฝีมือเซียนทั้งสองท่านนั้นแล้วจะยังเป็ฝีมือของใครได้อีกบนเรือไม่มีผู้วิเศษคนอื่นอีกแล้ว
เด็กสาวที่ภาวนาเรียก ‘ฟ้าศักดิ์สิทธิ์, ดินศักดิ์สิทธิ์’คือคนที่เกิดศรัทธาต่อเทวดาฟ้าดินสุดหัวใจนางไม่กังขาแม้แต่น้อยว่าเหตุใดถึงมีเซียนมาช่วยเหลือย่อมเป็ผลมาจากการสวดภาวนาอ้อนวอนของตนเป็แน่
ผู้โดยสารกลุ่มสุดท้ายที่รอลงจากเรือคือครอบครัวสกุลซือ
ซือเฟิงหลงได้รับการรักษาระหว่างอยู่บนเรือด้วยการแช่สมุนไพรไม่นานาแก็สมานตัว การต่อสู้ครั้งนี้ประหนึ่งการขัดเกลาิัเส้นเอ็น กระดูกและเืในเบื้องต้นเท่านั้น
สำหรับซือคงผู้เป็บิดามองว่าเป็เื่ดีแต่จูหลันกลับร้องไห้จนตาแดงด้วยความสงสารบุตรชายเื่ที่ชาวเรือสรุปกันไปเองว่าเด็กชายถูกทรมานกลับเป็ความเข้าใจผิดที่ไม่ถือว่าเลวร้ายทำให้ซือคงมีเหตุผลในการขอซื้อสมุนไพรและปิดประตูไม่รับแขกเพื่อรักษาอาการาเ็ของซือเฟิงหลง
ยามนี้เมื่อเด็กชายสามารถเดินลงมาจากเรือได้ด้วยตัวเองหลายคนจึงอดเข้ามากล่าวอวยพรเขาสักคำสองคำไม่ได้ หลังจากนักเดินทางหลายคนจากไปก็มีเด็กหญิงคนหนึ่งวิ่งกลับมาในมือถือถังหูลู่เนื้อแดงฉ่ำมาด้วยด้านหลังคือสตรีออกเรือนแล้วและบุรุษวัยฉกรรจ์ ต่างวิ่งตามมาด้วยสีหน้าแตกตื่น
“พี่ชาย!”
เด็กหญิงวิ่งมาหยุดตรงหน้าซือเฟิงหลงนางหอบฮักขณะวาดมือประกอบคำพูด “ดียิ่งนักท่านหายดีแล้ว ข้าสวดภาวนาขอพรจากท่านเซียนให้ท่านหายไวๆ พอข้าสวดขอพรโจรร้ายก็หนีไป เมื่อสวดขอพรให้ท่านท่านก็หายจากอาการาเ็ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ต่อไปข้าจะเป็เด็กดีท่านแม่สอนข้าว่า คนดีฟ้าคุ้มครองท่านต้องเป็เด็กดีนะเ้าคะสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะคุ้มครองท่านอย่างแน่นอน”
ซือเฟิงหลงมองเด็กหญิงอย่างอึ้งงันเขาจำได้ นางก็คือเด็กน้อยที่พูดคุยกับมารดาในวันที่เซียนขี่กระบี่บินผ่านมาไม่คิดเลยว่าเด็กคนนี้จะยังจำเขาได้
เด็กหญิงยื่นถังหูลู่มาให้เอ่ยว่า “ข้าให้เป็ของขวัญที่ท่านหายดีถังหูลู่อร่อยมากเลยนะเ้าคะ”
มารดาบิดาของเด็กหญิงวิ่งมาถึงก็รีบขอโทษทันที“ขออภัยท่านทั้งสองลี่เอ๋อร์คงเป็ห่วงพี่ชายที่เห็นบนเรือมาหลายวันวันนี้เห็นเขาปลอดภัยดี จะจากกันแล้วจึงได้รีบวิ่งมาบอกลา”
ซือเฟิงหลงเงยหน้าขึ้นมองมารดาเห็นนางยิ้มอ่อนโยนพยักหน้าให้จึงรับถังหูลู่มา ยิ้มเอ่ยกับเด็กหญิงว่า“ขอบใจลี่เอ๋อร์มาก พี่ชายร่างกายแข็งแรง ตอนนี้หายดีแล้ว”
จูหลันยิ้มหันมาเอ่ยขอบคุณสามีภรรยาทั้งสอง “ขอบคุณท่านทั้งสองท่านเลี้ยงลี่เอ๋อร์ได้ดียิ่งนัก แม่นางน้อยเป็เด็กดีเหลือเกิน”
สตรีออกเรือนแล้วยิ้มหน้าบานมีคนเอ่ยชมบุตรสาวตนเองจะมีสักกี่คนที่ไม่รู้สึกยินดี หลังจากสนทนากันอีกเล็กน้อยทั้งสองครอบครัวก็แยกทางกัน ครอบครัวสกุลซือไปทางทิศใต้ของเมืองซึ่งเป็ที่ตั้งของตลาดช่างฝีมือในเมืองหยุนหนาน
ซือเฟิงหลงเพิ่งเคยลิ้มรสถังหูลู่เป็ครั้งแรกจึงค่อยๆ แทะชิมทีละน้อย ในหมู่บ้านซานเหออันห่างไกลของกินเล่นเช่นนี้ไม่มีขายอย่างแน่นอน เมื่อชิมไปคำหนี่งดวงตาก็เป็ประกาย เขาหันไปยื่นถังหูลู่ให้มารดาทันที“ท่านแม่ ลองชิมสิขอรับ อร่อยมากเลย”
จูหลันยิ้มเขย่ามือที่จับจูงบุตรชายเบาๆ“กินเถิด หากลูกชอบ ต่อไปจะซื้อกินบ่อยๆ ก็ยังได้”
ซือเฟิงหลงยิ้มตาหยีกัดถังหูลู่คำโตเคี้ยวแก้มป่องหันไปมองร้านรวงริมทางเดิน เมืองหยุนหนานเป็เมืองหลวงของดินแดนตะวันตกมีขนาดใหญ่กว่าเมืองอวี่เฉิงหลายเท่า สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้ามากมายผู้คนเดินจับจ่ายอย่างหนาแน่น เพื่อไม่ให้พลัดหลง สามคนพ่อแม่ลูกจึงเดินจูงมือกันไปตลอดทาง
ท่ามกลางผู้คนพลุกพล่าน จู่ๆก็มีคนเดินเข้ามาชนไหล่ซือเฟิงหลง ถังหูลู่ไม้นั้นจึงร่วงลงพื้นซือเฟิงหลงกล่าวขออภัย เพราะคิดว่าตนเองเดินไม่ดูทางแต่เมื่อหันไปมองคู่กรณีกลับเห็นเพียงแผ่นหลังของเด็กชายตัวผอมสูงคนหนึ่งเดินจากไปอย่างรีบร้อน
เด็กคนนั้นเดินแกมวิ่งเข้าไปหาบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งกำลังยืนรอเขาอยู่หน้าร้านขายยาสมุนไพร บุรุษมองเขาด้วยสายตาเ็าเอ่ยถามว่า“คนรู้จักหรือ ไม่สิ! จงใจถึงเพียงนี้คงจะเป็สตรูเก่าสินะสมควรแล้ว...”
บุรุษหันไปมองแผ่นหลังของเด็กชายที่ถูกมารดาจูงจนลับหายไปจากสายตาพลังงานรอบตัวของเด็กคนหนึ่งไม่ควรเข้มข้นจนแม้แต่ผู้ฝึกตนอย่างเขายังััได้เช่นนี้“เด็กนั้นเป็คนหมู่บ้านเดียวกันกับเ้าหรือ แล้วเหตุใดเขาไม่ถูกเลือก กลับกลายเป็เลือกเอาตัวไร้ประโยชน์ที่แม้แต่รากิญญาก็ยังไม่มีอย่างเ้ามาแทน”
เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองบุรุษสีหน้าซูบผอมที่เคยเฉยชาอยู่เป็นิจเผยประกายเหี้ยมเกรียม “ท่านหมายความอย่างไร!”
บุรุษตอบอย่างเฉยเมย “เขาอาจมีพร์ให้ฝึกตน”
คำตอบของบุรุษราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อมของเด็กชายดวงตาของเขาวาวโรจน์ มือที่จับสายตะกร้าสะพายหลังเกร็งแน่นความรู้สึกไม่ยินยอมทำให้เขาได้แต่กัดฟันแน่น
เ้าเด็กนั่นมีพร์ที่สามารถฝึกตนได้อย่างนั้นหรือ?
หากตอนนั้นมันยอมไปรับการคัดเลือกคนที่ถูกเลือกก็คงมีมันด้วย เช่นนั้น...
บุรุษมองท่าทางเหมือนอยากฆ่าคนของเด็กชายพลังงานฆ่าฟันอันเข้มข้นนี้ช่างเหมาะกับการเป็ผู้ฝึกตนสายมารยิ่งนักเพียงแต่ตนเองเป็เพียงนักหลอมโอสถเท่านั้น ต่อให้ใช้เด็กคนหนึ่งมาทดลองยาแทนแต่ก็ไม่อาจดึงเอาเจตนาฆ่าฟันของเขามาใช้งานได้
ที่แท้เด็กชายผอมแห้งราวกับลำไผ่ผู้นี้ก็คือจูเจิ้นญาติในนามของซือเฟิงหลงนั่นเองเมื่อครึ่งปีก่อนจูเจิ้นถูกสำนักเซียนฉีพาตัวขึ้นเขาไปฝึกตนแต่หลังจากตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนกลับพบว่าเขาไม่มีรากิญญาจริงๆเื่ที่เขาคือเด็กในคำทำนายล้วนกลายเป็เื่ตลก
จูเจิ้นอยู่ในสำนักเซียนฉีอย่างยากลำบากสู้ไม่ได้แม้แต่ศิษย์ฝ่ายนอกด้วยซ้ำ เฝ้ามองศิษย์ฝ่ายนอกแต่ละคนเรียนวิชาราวกับเทพเซียนหากเขาสามารถเป็หนึ่งในคนเ่าั้ได้จะเป็เช่นไรแต่ไม่ว่าจะทำยังไงตนก็ไม่อาจมีรากิญญาของผู้ฝึกตน เมื่อรู้ว่าสำนักแจกโอสถบำรุงปราณให้ศิษย์ทุกคนแม้แต่ศิษย์ฝ่ายนอกก็ยังได้รับ เขาก็เกิดความหวังเล็กๆ หากกินยามากๆก็อาจจะมีคุณสมบัติในการฝึกตนได้ ผู้ใดจะรู้ เขาจึงได้เข้าไปหาอาจารย์กู้ผู้รับหน้าที่หลอมยาสำหรับศิษย์ฝ่ายนอกเพื่อขอความช่วยเหลือ
อาจารย์กู้ไม่ได้สะบั้นความหวังของเขายอมรับตัวมาเป็ผู้ช่วยงานหลักของจูเจิ้นก็คือชิมตัวยาและสมุนไพรประหลาดรวมถึงทดลองพิษแทนอาจารย์กู้เพื่อแลกมาด้วยโอกาสในการพัฒนารากิญญา หลายเดือนมานี้ไม่ว่าจะกินตัวยาเข้าไปมากเพียงใดก็ไม่อาจพัฒนารากิญญาของผู้ฝึกตนขึ้นมาได้มากสุดก็แค่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่อพิษระดับต่ำดีขึ้นเท่านั้น
“ท่านเคยบอกว่าข้าสามารถเดินไปบนเส้นทางสายมารขอเพียงหาอาจารย์ที่เป็ผู้ฝึกตนสายมารพบ ข้าก็พอจะมีโอกาสหากข้าหาเตาหลอมโอสถคนใหม่มาให้ท่านได้ ท่านจะช่วยข้าหาอาจารย์ได้หรือไม่”
กู้โหม่ว[1]เลิกคิ้ว“เ้าหมายถึงเด็กคนนั้นหรือ?”
จู้เจิ้นพยักหน้า“เขาคือญาติผู้น้องข้าเอง ข้ารู้ว่าจะหลอกล่อเขาอย่างไร”
กู้โหม่วหัวเราะเสียงดัง หมุนกายเดินไปข้างหน้าไม่รู้ว่าในหัวกำลังคิดสิ่งใดอยู่ รอยยิ้มถึงได้เจิดจ้าเช่นนั้น
จูเจิ้นขมวดคิ้วรีบวิ่งตามไปเอ่ยถามอย่างร้อนใจว่า “คิดเช่นไร ท่านจะตกลงหรือไม่!”
“ก็ต้องรอดูก่อนว่าเ้าสามารถพาเด็กคนนั้นมาได้จริงๆหรือไม่”
[1] โหม่ว (模) ที่แปลว่าแบบอย่าง