“เอ้า รอบนี้ขอหมดแล้ว ชน!”
ประโยคเด็ดที่สังหารใจผู้กล้ามานักต่อนัก เป็เื่ปกติที่ว่าการที่ดื่มเหล้าจะส่งผลให้คนคนหนึ่งหรือมากกว่านั้นจะแปลงร่างจากรูปแบบของคนธรรมดาเข้าสู่ความเป็ผู้กล้าอย่างเต็มตัว
“ฮัลโหล”
“ป่ะ คืนนี้เบาๆ”
“อีกละ เมื่อวานก็กิน อ่าส์...” เสียงถอนหายใจที่เบื่อหน่าย
“พนักงานเสิร์ฟร้านนั้นอะดิ เมื่อวานทำกูเสียอาการหนัก วันนี้กูจะตั้งใจ”
เขายิ้มกริ่ม
“มีใครบ้าง...อย่าบอกนะว่าเซ็ทเดิม”
นึกภาพย้อนไปคืนเมื่อวาน ณ สถานบันเทิงแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ร้านนี้เป็ร้านที่มีชื่อเสียงประจำจังหวัดมีลูกค้าเต็มทุกโต๊ะเป็ประจำทุกวันบางวันถึงกับต้องจองไว้ล่วงหน้า ไม่เช่นนั้นแล้วต้องมาเสียเที่ยวเป็แน่
ระหว่างที่แมนชายหนุ่มรูปร่างกำยำผิวเข้มผมสั้นเตียน ในชุดกึ่งออกกำลังกายแสดงถึงการพร้อมใช้งานกล้ามเนื้อเสมอทุกสถานการณ์ กำลังรวบรวมความกล้าที่จะทำการเข้าไปจีบพนักงานสาวสวย
ความกล้าจะสูงที่สุดเมื่อยามเมาได้ที่ เขากล่าวแบบนั้นขณะถูกเพื่อนร่วมโต๊ะดูแคลนในความขลาด
เฟิร์สชายหนุ่มรูปร่างพอๆ กันต่างที่ผิวขาวเหลือง และการแต่งตัวสุดสบายที่พร้อมนอนหลับได้ทุกที่ทุกเวลาหลับตาส่ายหน้าให้กับความปอดแหกซึ่งขัดกับรูปลักษณ์ภายนอกที่พร้อมลุย
“ไปเลย เดี๋ยวคนอื่นตัดหน้านะ” เฟิร์สหลับตาแล้วเบ้ปากแนะนำส่งๆ
“กูขอดูดีๆ ก่อน เผื่อแฟนเขามานั่งเฝ้าเขาทำงาน” แมนมองไปรอบๆ ร้าน
ตึ้ง! เสียงทุบโต๊ะดังขึ้น เสียงแก้วและขวดกระทบกันโครงเคลง
“ไอ่แมน! มึงไปรึยัง! ไอ่อ่อน!” เสียงตะคอกแหบๆ ดังจากข้างหลัง
หันกลับมาที่โต๊ะพบกับชายร่างเล็กผิวเข้ม หน้าแดงก่ำเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์
“ใช่มะ แมนมันกาก เก่งแต่กับผู้ชาย ดูเพื่อนมึงสิเจมส์”
“ใจเย็นทุกคน กูขอเมาอีกนิดนึง”
“ไปเลยเพื่อน จะได้เลิกบ่นเื่โสด”
แก้วสามใบบนโต๊ะถูกเติมเครื่องเดิมลงจนเต็ม
“ชน! ยกแก้วนี้หมดมงลุกไปหาเขาเลยนะ! ชน!” เจมส์ลุกจากที่นั่งชูแก้วขึ้นสูง
ที่ร้านแห่งเดิม โต๊ะตัวเดิมแต่ความเงียบเริ่มคืบคลาน เสียงดนตรีเริ่มเลือนรางลงทีละน้อยผู้คนเริ่มทยอยกลับกันแทบจะหมด นอกจากเ้าของร้านที่นับเงินอยู่หลังเคาน์เตอร์กับพนักงานร้านที่จับกลุ่มนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือ ทางด้านลูกค้ามีเพียงชายหนุ่มท่าทางว่างจัดสามคนกำลังปะทะแก้วในมือกันอย่างดุเดือดไม่สนใจสิ่งอื่นโดยรอบโดยรอบ บรรยากาศเหมือนลานประลองหมู่ที่เหลือผู้รอดชีวิตเพียงสาม ต่างมีกองเชียร์ขบวนใหญ่กึกก้องภายในใจ แต่เหมือนผู้เหลือรอดจะเริ่มแข้งขาอ่อน การดวลคงยุติลงในไม่ช้า
“โธ่เอ้ย สรุปว่าเขามีแฟนแล้ว” เฟิร์สตบไหล่แมนเบาๆ ในใจคิดไว้แล้วเชียวว่าต้องผิดหวังตามเคย
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยปนเห็นใจคละคลุ้ง
“อ่าส์! กูไม่ไหวละ ขอมาลูบหลังให้หน่อยคนนึงดิ” เจมส์ลุกขึ้นจากเก้าอี้ กวาดสายตาไปยังสมาชิกร่วมโต๊ะทุกคน
“อ่อนแอจังวะ เอ่อ กูขอด้วยคนนึง ลูบหลัง” เฟิร์สลุกขึ้นจากเก้าอี้บิดี้เี
ด้วยร่างกายที่สูงทำให้บดบังแสงจากหลอดไฟเล็กน้อยกวาดสายตาไปยังสมาชิกร่วมโต๊ะทุกคนเช่นเดียวกัน
“ปะ! กูก็อั้นมานานละ” แมนกล่าวพร้อมหยิบกระดาษทิชชูที่วางบนโต๊ะมาทั้งกล่อง
“ขี่หลังหน่อย ี้เีเดิน”
“ไม่โว้ย!”
จากนั้นสามคนเดินกอดคอกัน โซเซชนทุกโต๊ะที่เดินผ่าน กว่าจะถึงประตูคงมีแต่รอยฟกช้ำ ทั้งสามเดินไปยังที่จอดรถข้างหลังร้าน นอกจากลานโล่งว่างเปล่าแล้วบริเวณรอบๆ ก็เป็หญ้ารกสูงราวกับป่าขนาดย่อม
“เห้ยๆ ตรงนี้ๆ พื้นเลียบดี ไม่น่ามีใครเห็นด้วย ไอ่เจมส์มานี่!” แมนยืนปักหลักบนพื้นราบลานจอดรถะโเรียกเจมส์ที่กำลังเดินเซอีกนิดเดียวจะหลงเข้าไปในป่า
“มาๆ รีบทำให้เสร็จ ก่อนออกมากูสั่งรออีกขวดละ” เจมส์พูดน้ำเสียงหนักแน่น ก้มหน้ามองพื้นเดินย้อนกลับมา แต่ไม่สบตาเพื่อนทั้งสอง
“มึงนี่...ทำไรไม่ปรึกษาเพื่อนอีกละ”
มือล้วงกระเป๋าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ไม่มีการแจ้งเตือนข้อความใดๆ มีเพียงเลขบอกเวลาเที่ยงคืนตรง
“อะไรวะเนี่ย...แล้วจะกลับยังไงวะ...คงจะได้จอดนอนข้างทางอีกละ” เฟิร์สตบหน้าตัวเองเบาๆ ท่าทางอาการเซ็งสุดๆ
เพราะครั้งหนึ่งทั้งสามนัดกันออกมาดื่มโดยไม่มีวาระพิเศษใดทั้งสิ้น มีเพียงคำชักชวนเพียงแค่ว่า” วันนี้เบาๆ” หลังเสร็จกิจก็รู้ตัวว่าร่างกายนี้ช่างควบคุมได้ยากยิ่งนักเหมือนแรงดึงดูดของโลกเพิ่มขึ้นสามเท่า สนามแม่เหล็กกำลังดูดสมอง ความรู้สึกราวกับต่อสู้ท้าทายธรรมชาติ ไม่ต้องพูดถึงเื่การขับรถ เป็ผลให้ทั้งสามต้องค้างคืนกันในรถที่จอดไว้ข้างทางจนถึงเช้า
“เอ้าลุย! แล้วไปสู้กันต่อ!” สามเสียงกล่าวขึ้นพร้อมกัน โดยไม่สบตากันสักนิด
ทั้งสามยืนกอดคอกันเป็รูปสามเหลี่ยมแล้วก้มหน้าย่อตัวลงเล็กน้อยมือกวัดแกว่งลูบหลังให้เพื่อนที่ยืนอยู่ข้างๆ ไม่นานก็มีของเหลวสีทองไหลนองเต็มพื้นสะท้อนเงาของจันทร์เพ็ญ
ทันใดนั้นภาพรอบตัวก็มืดลง ความดำมืดไร้ขอบเขตขว้างขวางราวกับล่องลอยอยู่บนอวกาศแต่หากไร้ซึ่งภาพของหมู่ดาว แมน เฟิร์ส เจมส์ อยู่ในสภาพล่องลอยท่ามกลางความมืด ทันใดนั้นก็มีแสงสีขาวสว่างวาบปรากฏขึ้นเบื้องหน้าทั้งสามคน
“เช้าแล้วเหรอวะ เห้ย พวกมึงตื่นๆ” แมนขยี้ตามองไปรอบๆ แล้วเขย่าตัวเพื่อนทั้งสอง
“รีบไปไหนวะ ขออีกหน่อย” เฟิร์สลืมตาเพียงครึ่งหนึ่งส่งเสียงยานคราง ขณะที่เจมส์ยังคงหลับอยู่
“เราโดนลักพาตัวเหรอวะ” แมนท่าทีร้อนรน แต่ยังคุมสติไว้อยู่
“ก็แย่ละ ใครจะเอาผู้ชายสามคนไปทำอะไร” เฟิร์สเอามือล้วงกางเกงแล้วเกายุกยิก
ทันทีที่สิ้นเสียง แสงสีขาวก็เปลี่ยนเป็รูปร่างของหญิงสาวผิวขาวกระจ่างใส ผมสั้นสีทอง หน้าตาน่ารัก ในชุดสีขาวปลิวไสวทั้งที่ไม่มีลมพัด
“เห้ยๆ ผีสาวสวยว่ะ เอาละไงใครไปเล่นพิเรนทร์อะไรไว้” แมนกล่าวพร้อมมองไปยังเจมส์ที่ตอนนี้กำลังเริ่มกรน
แต่ก็ไม่สามารถละสายตาจากความงามของหญิงสาวเบื้องหน้าได้เช่นกัน
“กูไม่เกี่ยวนะบอกไว้ก่อน” เฟิร์สทำเสียงเฉื่อยชา
“ใจเย็นค่ะ ฉันไม่ใช่ผี แต่เป็เทพธิดาค่ะ พวกคุณโชคดีได้รับเลือกจากทางเราให้ทำภารกิจสำคัญ” เทพธิดาคนสวยกล่าวอย่าสง่างาม ด้วยน้ำเสียงหวานละมุน
ปั้ง! เฟิร์สตบหน้าแมนไปหนึ่งครั้ง
“เออ..เจ็บมือว่ะ...ไม่ได้ฝัน”
ใบหน้าแมนแดงเป็ริ้ว
“ทำไม ทำไมเป็พวกเรา” แมนก้าวออกมาข้างหน้า เพื่อจะมองเทพธิดาได้ชัด มือพลางลูบรอยแดงบนหน้าเบาๆ
“เมื่อสักครู่พวกคุณอยู่ระหว่างถอดจิตขณะทำพิธีกรรมสามเหลี่ยม ทางเราเห็นความมุ่งมั่นของทั้งสามคน เลยได้ข้อสรุปในการตัดสินใจเลือกพวกคุณค่ะ”
“ไม่อ่ะ ี้เี ขออยู่แบบนี้แหละ” เฟิร์สตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ปฏิเสธไม่ได้ค่ะ ทางเราก็ตั้งใจไว้แล้ว ว่ายังไงพวกคุณก็ต้องทำ”
“มัดมือชกนี่หว่า ไม่ยุติธรรมเลย” เฟิร์สเกาพุงห้าวไปฝอดใหญ่
ด้วยท่าทางที่ดูไม่ใส่ใจบวกกับการตอบคำถามเหมือนขอไปที เหมือนกับการจุดไฟสู้งานในตัวเทพธิดาขึ้นมา
โดยปกติแล้วเทวดาหรือเทพธิดานั้นมักไม่ให้ความสนใจแก่มนุษย์ที่ประพฤติตัวแย่ ยิ่งพวกขี้เมาด้วยแล้วถ้าเป็เทพธิดาตนอื่นคงไม่แม้แต่ชายตามองเป็แน่
“ถ้าทำภารกิจสำเร็จ เทพเ้าจะให้พรคนละหนึ่งข้อนะคะ จะขออะไรก็ได้”
“เหมือนในเกม...ในการ์ตูน...อะไรพวกนั้นน่ะเหรอ?”
“ใกล้เคียงค่ะ”
การที่ผู้ถูกเลือกเข้าใจสถานการณ์ว่าต้องพบเจอกับอะไร เป็การดีที่ไม่ต้องอธิบายอะไรให้ยืดยาว
“ถ้าหนีไม่ได้ ก็งต้องตามนั้นแหละ” แมนส่งสายตาไปยังเฟิร์ส กะพริบตาเป็สัญญาณ
ทันใดนั้นเหมือนมีประจุไฟฟ้าที่มองไม่เห็น เชื่อมโยงระหว่างสมองของทั้งสอง
ด้วยความที่ทั้งสองเป็เพื่อนกันมาั้แ่สมัยมอปลายจนถึงตอนนี้ก็เข้ายี่สิบสี่แล้ว การซิงโครทางความคิดนั้นไม่ใช่เื่ยากสำหรับพวกเขา ยิ่งตกอยู่ในภาวะพิสดารเช่นนี้จึงปลุกให้ประสาทััรวมถึงคลื่นสมองทำงานเพิ่มขึ้นสองเท่า ก่อให้เกิดเป็พลังมิตรภาพเพื่อการเอาตัวรอด
“ถ้างั้น เราจะได้อะไรบ้าง พวกพลังวิเศษหรืออุปกรณ์อะไรทำนองนี้ ขอเลือกเองได้ไหม” เฟิร์สกล่าวอย่างจริงจัง
ท่าทางเอาจริงเอาจังของเฟิร์สในตอนนี้หาโอกาสดูได้ยากยิ่งนัก
“ใช่ๆ ถ้าได้ของไม่ถนัดไปใช้ งานก็เสร็จยากนะ” แมนเสริม
“เชิญเสนอมาได้เลยค่ะ” เทพธิดายังคงยิ้มแย้ม
“มึงก่อนเลย กูขอคิดแป๊บ เดี๋ยวคิดเผื่อไอ่เจมส์ด้วย” เฟิร์สลงนอนหนุนแขนกระดิกเท้าให้แล้วเริ่มใช้ความคิด
“ไม่รีบไปไหนใช่ไหมครับ คุณเทพธิดา” แมนทำสายตาเ้าเล่ห์
“มีเวลาเต็มที่ค่ะ ที่นี่เป็มิติพิเศษ อยู่เหนือกาลเวลา”
“ป่ะ งั้นนอนคนละงีบก่อน”
“ฝันดีเพื่อน”
รอยยิ้มของเทพธิดาหายไป สายตาเริ่มมองแรง
“ฮ่าๆ หยอกๆ ครับ แล้วมีขอบเขตหรือข้อจำกัดในการเลือกไหม” แมนจ้องเทพธิดาเป็มัน ตาไม่กะพริบ
“อุปกรณ์หนึ่งชิ้นและพรวิเศษหนึ่งอย่าง ค่ะ ยกเว้นเป็ะไม่ได้ ล่องหนไม่ได้ บินไม่ได้ เป็จอมพลังไม่ได้ อ่านใจไม่ได้ พลังจิตไม่ได้ หยุดเวลาหรือย้อนเวลาไม่ได้ อ้อแล้วก็ขอเงินทองไม่ได้ ค่ะ”
“ดักทางไว้ซะหมดเลย งั้นขอ ร่างกายที่ ไม่ง่วง ไม่หิว ไม่เหนื่อย ไม่เจ็บ ไม่ป่วย”
“ไม่ได้ค่ะ นั่นเข้าข่ายะ”
“กูคิดออกละ ขอลัดคิวก่อนนะ ผมขอสเตตัสทุกอย่างเต็ม” เฟิร์สแทรกขึ้นมา
“ทุกอย่างไม่ได้ค่ะ” เทพธิดารีบสวนกลับ
“งั้นขอสเตตัสทางด้านเวทมนตร์เต็มสูงสุด กับตำราเวทมนตร์ที่มีเวทย์หลากหลายสามารถอัปเดตตัวเองได้ตลอด”
“คำขอของคุณเฟิร์ส อนุมัติค่ะ ได้รับเป็ทักษะเวทมนตร์สูงสุด กับหนังสือสเปลเดลี่ฉบับลิมิเต็ด อัปเดตตัวเองได้”
การที่เลือกทักษะสูงสุดเพื่อง่ายต่อการศึกษาและใช้งานเวทย์ในตำรา เพื่อผลลัพธ์อันสูงสุด เฟิร์สจึงคิดว่าจะเป็ประโยชน์อย่างมากในการเอาตัวรอด
“ของเจมส์ ขอปืนที่ปืนอานุภาพสูงระดับท๊อป กับที่พักสุดหรูหนึ่งหลัง” เฟิร์สขอแทนเจมส์ที่หลับอยู่
ไม่ว่าภารกิจของเทพธิดาจะยากเพียงใด เฟิร์สคิดว่าสำคัญที่สุดคือที่นอนและคิดว่าเจมส์คงยินดีที่ได้พรข้อนี้
“คำขอของคุณเจมส์อนุมัติค่ะ ปืนใหญ่ทรูก็อด กับบ้านพักสุดหรูริมทะเลสาบเฟอร์นิเจอร์ครบพร้อมเข้าอาศัยค่ะ”
เดิมทีเจมส์เป็คนที่ชื่นชอบในเื่ของอาวุธต่างๆ และมีบุคลิกเด่นคือความโผงผางเสียงดังการที่ได้รับปืนใหญ่คุณภาพสูงและบ้านพักนั้นจึงเป็ทางเลือกที่เฟิร์สคิดว่าดีที่สุดสำหรับเหตุการณ์ข้างหน้าไม่รู้ว่าจะได้พบอะไรบ้าง
“คนสุดท้ายแล้วสินะ ผมขอ ชุดเกราะในตำนาน และสเตตัสทางกายภาพเต็ม” แมนกล่าวอย่างมั่นใจ
“คำขอของคุณแมน อนุมัติค่ะ ทักษะทางกายภาพสูงสุด กับก็อดเบรฟสูท”
จากนั้นสิ่งของวิเศษต่างๆ ที่ขอพรจากเทพธิดาก็ปรากฏข้นในมือของทุกคน เจมส์นอนกอดปืนใหญ่ที่ทำจากโลหะสีขาวขนาดยาวเกือบเท่าตัวคน เฟิร์สได้หนังสือนิตยสารบางๆ มาหนึ่งเล่ม แมนได้กล่องสะพายหลังใบใหญ่ภายในบรรจุชุดเกราะสีทองอร่าม
“เอาล่ะ ทุกคนได้พรกันครบแล้ว ตั้งใจทำภารกิจให้สำเร็จนะคะ ภารกิจคือปราบจอมมารให้ได้ คุณมีสามคนดังนั้นต้องปราบจอมมารสามคนนะคะ เอาล่ะขอให้มีความสุขในต่างโลกค่ะ” เทพธิดาคนสวยพูดอย่างรวดเร็ว จนไม่มีช่องว่างให้แทรกพอพูดจบก็แว๊บหายไปในพริบตา
ทันทีที่เทพธิดาหายไปความมืดรอบตัวก็กลายเป็สีขาวสว่างวาบ เป็ความสว่างที่แย้งกับการมองเห็น
“เดี๋ยวครับ! อย่าเพิ่งไป!” แมนวิ่งเข้าไปยังตำแหน่งที่เทพธิดายืนอยู่ก่อนหน้า
ความสว่างจางหายไป กลับสู่สภาวะปกติ เจมส์ที่กำลังงัวเงียเมาขี้ตา แมนกับเฟิร์ส ยืนตัวแข็งอึ้งกับภาพตรงหน้า ป้ายสลักหินอ่อนผืนใหญ่ตั้งสูงเหนือศีรษะของพวกเขาระบุไว้ว่า “เชียงใหม่ มิดเดิ้ลเอจ” เบื้องหน้าเป็เมืองมีลักษณะคล้ายกับเกมแนวผจญภัยแฟนตาซี ทั้งรูปร่างของสิ่งปลูกสร้าง การแต่งกายของผู้คนในเมืองล้วนถูกถอดแบบมาจากยุคกลาง บ้างก็เป็อัศวิน บ้างก็เหมือนแม่มด บ้างเป็นินจา มีแม้กระทั่งคนครึ่งสัตว์ ณ ที่แห่งนี้ กลุ่มคนที่แปลกที่สุดคือสามคนที่ยืนมองป้ายหน้าทางเข้าเมือง
“หุ้ว เซ็ง! ลืมถามชื่อเทพธิดาคนสวยซะได้” แมนเตะฝุ่นเบาๆ
“ไอ่หน้าหมี” เฟิร์สเดินมาตบไหล่แมนจากข้างหลัง
ทั้งสองมองไปรอบๆ ในระยะสายตาพบว่าผู้คนในเมืองนั้นใช้ภาษาไทยในการสื่อสารทั้งพูดและเขียน ต่างแค่รูปลักษณ์ภายนอกของวัตถุและสิ่งมีชีวิตราวกับต้องมนต์สะกดของพระเ้า หากจะมีับินโฉบบนฟ้าก็คงไม่แปลกนัก
อย่างน้อยการที่สื่อสารกับผู้อื่นได้เข้าใจ ก็ทำให้อะไรหลายๆ อย่างง่ายขึ้น
“อะไรวะเนี่ย! มึงสองคนพากูมาที่ไหนเนี่ย” เจมส์ส่งเสียงดังหลังได้สติ
“เราต้องไปปราบจอมมารว่ะเพื่อน” แมนทำเสียงเข้ม
“จอมมารอะไรของมึง! รถกูอยู่ไหน กูมีงานเช้า!” เจมส์โวยวาย
“เรามาต่างโลกว่ะ เหมือนในการ์ตูน แต่โคตรของจริง” เฟิร์สเสริม
“ตายๆ กูตายแล้วเหรอ! พวกมึงก็ตายเหรอ! หรือว่าเราทำรถชน?”
“เขาบอกว่า ตอนเรากอดคอกันอ้วก พวกเราทำพิธีบางอย่าง”
“จอมมารมันอยู่ไหน รีบไปหวดเลย” คณะที่เจมส์กำลังจะจุดบุหรี่สูบ
ทันใดนั้นนั้นเจมส์ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นในลักษณะปืนใหญ่วางทับร่าง
“โอ้ย! เจ็บ ปืนใหญ่นี่โคตรจะหนักเลย มาเอาออกให้หน่อย” เจมส์ร้อง
เห็นดังนั้นแมนก็เดินก้มลงไปหยิบปืนใหญ่ออกมาอย่างง่ายดาย ดูเหมือนว่าเจมส์ยังไม่มีพละกำลังมากพอจะพกพามันในตอนนี้
“ไหนมาดู สิ๊” เฟิร์สเอามือแตะที่ปืนใหญ่ปรากฏจอภาพเวทมนตร์โปร่งแสงลอยขึ้นมา
ทรูก็อดแคนน่อน ประเภทอาวุธ:ระยะไกล ชนิด:ปืนใหญ่
ระดับที่้า:เอส
พลังโจมตี:รุนแรงมาก ความคล่องตัว:แย่มาก ระยะโจมตี:ไกลมาก
คำแนะนำ:อานุภาพภาพขึ้นอยู่กับฝีมือและพลังใจ และสเตตัส สามารถใช้ร่วมกับผู้อื่นได้
“อย่าบอกนะว่า กูระดับเริ่มต้น แบบกากสุด?” เจมส์พ่นควันคลุ้ง
“คิดว่าใช่” เฟิร์สเกาจมูก
“ต้องใช่แน่” แมนเสริม
“เห้ย! อย่าเอาขี้มูกมาเปื้อนของของกูนะ!” เจมส์ร้อง
จากนั้นทั้งสามก็เดินทางไปยังบ้านพักที่ได้ขอพรเอาไว้ ตำแหน่งของบ้านถูกเขียนไว้ในกระดาษซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงของเจมส์ ระบุชื่อ “บ้านไม้ซุง หมู่บ้านยีสต์”
ทั้งสามเดินเท้าไปยังทางทิศตะวันออกของเมืองตามหาบ้านร่วมสองชั่วโมง เนื่องจากไม่คุ้นเคยกับเส้นทาง แม้ว่าสภาพอากาศ ภูมิประเทศต่างๆ แม่น้ำ ูเา เหมือนกับเมืองเดิมที่พวกเขาเคยอาศัยอยู่ไม่ผิดเพี้ยน
“โอ้วนั้น บ้านไม้ซุง...แถวนี้มีเพื่อนบ้านสาวสวยมั้ยน้า...”
ภาพเบื้องหน้าพบกับบ้านสองชั้นสร้างจากไม้ซุงตั้งหันหลังให้ริมแม่น้ำบริเวณบ้านโดยรอบเป็หญ้าเขียวชอุ่ม ชุมชนแถบนั้นมีต้นไม้ขึ้นอยู่มากมีบ้านคนอยู่รอบประมาณสิบหลังจากระยะสายตา
“ท่าทางหลับสบายดีแฮะ”
เจมส์วิ่งโถมเข้าไปจูบบ้านเป็คนแรก” นี่สินะของที่กูใช้งานได้จริง!”
จากนั้นแมนเดินสำรวจรอบๆ บ้าน พบว่าภายในบ้านชั้นล่างมีห้องนั่งเล่นกว้างขวาง ห้องนอนสองห้อง ห้องครัว ห้องเก็บของ ห้องน้ำสองห้อง ชั้นบนมีระเบียงยาว ห้องนอนสามห้อง ห้องน้ำสองห้อง มีอุปกรณ์ ตู้ เตียง โต๊ะ โซฟา เครื่องครัวของใช้ ครบทุกอย่าง ขาดอย่างเดียวคือไฟฟ้า ราวกับว่าในโลกนี้ไม่มีการใช้ไฟฟ้าและเครื่องจักร
จากการตกลงของทั้งสามสรุปได้ว่าเจมส์ได้นอนห้องกว้างที่สุดสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้สวยที่สุดเนื่องจากพรข้อนี้เป็ส่วนของเจมส์ เจมส์จึงมีสิทธิมากที่สุดขณะอยู่ภายใต้ชายคานี้ ตรงข้ามห้องของเจมส์คือห้องเฟิร์ส ถัดมาด้านข้างคือห้องของแมน
ที่ระเบียงชั้นสองเฟิร์สใช้เวลาหลังจากจัดที่จัดทางแบ่งเครื่องใช้กันเรียบร้อยแล้ว นั่งศึกษาหนังสือที่เขาได้รับจากเทพธิดาอย่างละเอียด พบว่ามีแค่สี่สิบหน้ากับเวทย์ยี่สิบบทเท่านั้น
“อะไรวะเนี่ย ไหงมีแค่นี้!” เฟิร์สร้องะโขึ้น
“อะไรๆ มีอะไร” แมนที่อยู่สนามหญ้าข้างล่างะโขึ้นมาถาม
“ไอ่หนังสือนี่ดิ กูว่าเหมือนนิตยสารกิ๊กก๊อกมากกว่า มีแต่เวทย์แบบวิธีก่อเสกไฟพื้นฐาน วิธีเสกลมพื้นฐาน วิธีปัดเป่าผีเบื้องต้น มีแต่ของแนวเนี๊ยะ จะไปสู้จอมมารได้ไงวะ”
“ก็มึงบอกหนังสือที่มีเวทย์หลากหลาย นี่ไงมาเป็คู่เมือลูกเสือเลย แต่ที่บอกว่าอัปเดตได้ เดี๋ยวคงอัปเดตไปเรื่อยๆ เองแหละ”
“ว่าแต่วันนี้เอาจะกินอะไรยังวะ!” เจมส์ะโแทรกขึ้นมาจากข้างล่าง
“ลืมคิดเลย ไม่มีเงินด้วย” เฟิร์สเกาพุงไม่มีท่าทีทุกข์ร้อนใดๆ
“เห้ย! เฟิร์ส มีเวทย์เร่งพืชโต หรือเสกของกินไหม”
“เออมี มีของน่าสนใจ”
แล้วทั้งสามคนก็มารวมกันที่ตลิ่งริมน้ำหลังบ้าน แม่น้ำเส้นนี้ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาและกว้างหลายร้อยเมตรทั้งสองฝั่งริมน้ำมีคนนั่งตกปลาอยู่ประปราย
“อย่าบอกนะจะตกปลา” เจมส์เอามือปังแดดสะท้อนจากผิวน้ำปากคาบบุหรี่
เฟิร์สท่องเวทย์ในหนังสือจำได้ขึ้นใจ แบมือชูขึ้นไปข้างหน้าหลับตาท่องมนต์เป็ภาษาประหลาดฟังไม่รู้ความ ทันใดก็มีลมแรงหมุนรอบตัวส่งผลให้ผิวน้ำกระเซ็นรวมเป็คลื่นใหญ่ แมนกับเจมส์ต้องไปหลบหลังต้นไม้ ลมแรงจนทั้งสองลืมตาแทบไม่ขึ้น
“มันจะพัดเอาให้ปลากระเด็นขึ้นมาเหรอวะ!” เจมส์ะโสู้เสียงลม
“กูก็ไม่รู้!” แมนะโตอบ
เสียงร่ายมนตร์หยุดลง คลื่นลมกลับมาสงบ เกิดแสงสว่างวาบปรากฏเพียงปูขนาดมหึมาใหญ่พอๆ กับบ้านทั้งหลัง ร้องเสียงแสบแก้วหูเสียงฝืดแหลมของมันเหมือนกับเสียงขูดน้ำแข็ง ก้ามของมันแหลมคมหากถูกหนีบเพียงครั้งเดียว ได้ลาโลกใหม่ใบนี้อีกแน่
“เห้ย อะไรวะเนี่ย! นี่เพิ่งจะมาโลกใหม่ จะให้เปลี่ยนโลกเลยเร๊อะ!” เจมส์ร้องเสียงหลง
“มึงทำไรลงไปเนี่ยไอ่เพื่อนรัก” แมนขยับถอยออกมาทีละนิด
“คาถาเพิ่มขนาด เวอร์ชันอัดพลังเวทย์ขั้นสูงสุด ปูตัวนี้มาถูกจังหวะพอดี อันที่จริงอยากได้กุ้งมากกว่า” เฟิร์สก้มต่ำพลางยิ้มแห้ง
ทันใดนั้นเ้าปูั์เริ่มอาละวาดเหวี่ยงก้ามที่ใหญ่พอกับรถยนต์ ฟาดไปรอบๆ ขาแหลมๆ ก็เริ่มก้าวเกินทิ้มแทงลงพื้น แมน เฟิร์ส เจมส์ วิ่งหนีกันคนละทิศคนละทางในสภาพวงแตก
“เผามันเลยเพื่อน ใช้คาถาจุดไฟอัดเวทย์เต็มร้อยเลย!” แมนะโบอกเฟิร์ส
“เหมือนมานาจะหมดแล้วว่ะ เกิดมาเพิ่งเคยใช้ อัดรวดเดียวหมดเลย” เฟิร์สตอบไปวิ่งไป
“เห้ย! ออกไป ไปห่างบ้านกู!” เจมส์หยิบก้อนหินปาใหญ่กระดองปู แต่ไม่มีดาเมจเลยสักนิด
ระหว่างเฟิร์สกับเจมส์วิ่งไล่จับกับปูั์ที่หลังบ้าน แมนก็เข้าไปในบ้านแล้วกลับออกมาพร้อมปืนใหญ่ของเจมส์ซึ่งเป็อาวุธชิ้นเดียวที่พวกเขามีในตอนนี้
ครั้นให้ใส่ชุดเกราะที่ได้รับมาแมนคิดว่าคงจะไม่ทันการณ์ เฟิร์สกับเจมส์ต้องตกเป็อาหารปูก่อนแน่ๆ
“เจมส์เพื่อนรัก! ยืมปืนแป๊ปนะ!” แมนะโบอกขณะเล็งปืนใหญ่
“ไม่ๆๆ กูยิงเอง” เจมส์รีบวิ่งข้นไปหาแมนพร้อมเล็งปืนไปยังเ้าปู
เช๊ะ- ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เอ้า! เห้ย! ทำไมยิงไม่ออก กูใส่พลังใจเต็มร้อยแล้วนะเห้ย!”
“เปล่าหรอก ระดับมึงจะยังไม่ถึง ฝืนไม่ได้จริงๆ ...เจอนี่หน่อยสาวน้อย”
เปรี๊ยง! มีลำแสงเส้นเล็กๆ พุ่งจากปลายลำกล้อง ไปเฉียดขาปูั์ เกิดรอยไหม้เล็กๆ
“ไม่โดนแฮะ กูมีแต่เสตัสกายภาพ ขาดพลังเวทย์กับความแม่นยำ” แมนบ่นพึมพำ
“แมนมึงประคองปืนไว้ กูยิงเอง ถึงจะเหลือน้อยแต่ยังไงเวทย์กูก็สูงกว่า” เฟิร์สวิ่งเท้ามาสมทบ
สามคนกอดคอกันอีกครั้ง แมนถือปืนเล็ง เฟิร์สเตรียมเหนี่ยวไก เจมส์หายใจรดต้นคอคอยเอาใจช่วย
“เจมส์ขยับไปหน่อย มันแทงหลังกู” แมนกระซิบ
เสี้ยววินาทีที่ทั้งสามรวมใจเป็หนึ่ง ก่อให้เกิดพลังแห่งมิตรภาพอันยิ่งใหญ่ เพียงในเสี้ยวเวลานั้นเอง
“ยิง!”
ตู้ม!! เส้นลำแสงสีม่วงขนาดใหญ่พุ่งตรงเข้าใส่กระดองของปูั์ทะลุเป็รูโหว่ แล้วลงไปกองกับพื้น
ทุกอย่างกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ที่ปกติจริงๆ
แมนเพิ่งจะรู้ตัวว่าเขาสามารถใช้เพียงมือเปล่าโค่นต้นไม้ใหญ่ได้ และฉีกท่อนไม้ใหญ่ให้กลายเป็ท่อนซุงได้เหมือนฉีกขนมปัง
เฟิร์สใช้เรี่ยวแรงที่เหลืออันน้อยนิดร่ายเวทย์สร้างกองไฟเล็กๆ ที่หน้าบ้าน
ในที่สุดทั้งสามก็ผ่านวันแรกในต่างโลกไปด้วยมื้อค่ำจากปูั์ จากเหตุการณ์นี้ทำให้ทั้งสามเบื่อเนื้อปูไปอีกนาน
ตึง! ตึง!
รุ่งเช้าของวันถัดมา เสียงเคาะประตูดังขึ้นเป็เสียงแรกของบ้านไม้ซุง แมนลุกงัวเงียแคะขี้ตาลุกมารับแขกรายแรกของบ้าน ในใจพลางคิดว่าเพื่อนบ้านนี่มาสายๆ ก็ไม่มีใครว่าหรอกนะ
“ครับผม สวัสดีรับ” แมนทักทายอย่างสุภาพ
เบื้องหน้าของแมนคือหญิงสาวยาวสีเขียงเข้ม ในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้มสวมเกราะอ่อน ท่าทางกระฉับกระเฉง
“เข้าเื่เลยนะ ชั้นคือตัวแทนของหน่วยสันติบาลเชียงใหม่ มิดเดิ้ลเอจ”