ตอนที่ 9
บทแห่งเด็กชายในหุบเขา
หมู่บ้านลัวะ
คณะเดินทางจากหมู่บ้านในหุบเขาทั้งห้า เร่งฝีเท้าเต็มที่ั้แ่เริ่มต้น เส้นทางรอบเชิงดอยภูคานั้น เป็เส้นทางที่ทุกคนล้วนคุ้นเคยดี เนื่องเพราะเป็เส้นทางเดียวกับที่ชาวบ้านใช้เก็บหาของป่า แต่ทว่าเส้นทางขึ้นสู่ยอดดอยภูคานั้น จะต้องเดินผ่านเทือกเขาสูงสลับกับที่ราบแอ่งหุบเขา จึงต้องอาศัยความชำนาญ และพละกำลังในการเดินขึ้นลงเขามากขึ้น
แสนสามารถก้าวเดินตามผู้ใหญ่ทั้งสี่คนไปได้อย่างติดๆ แม้ว่าทั้งสี่คนนั้นจะเร่งฝีเท้าเดินอย่างต่อเนื่อง มาั้แ่เช้าจนตะวันจะตรงหัวแล้วก็ตาม ทำเอาผู้ใหญ่ทั้งสี่คน แอบทึ่ง ในพละกำลังของเด็กชายวัยแปดขวบเศษคนนี้ไม่ได้
“ไอ้แสน เอ็งนี้แรงดีเกินตัวเหมือนกันนะเนี่ย” อินเอ่ยขึ้น
[เผ่ามนุษย์: เพศชาย]
[อายุ: 21 วงรอบดวงอาทิตย์]
[ระดับพลังขั้นที่ 2]
-พลังกาย: 17 /20
“ดูเหมือนจะแรงดีกว่าเอ็งเสียงด้วยซ้ำนะไอ้อิน ข้าเห็นนะว่าเอ็งเริ่มหอบซะแล้ว ขายขี้หน้าเด็กมันมั้ยล่ะเอ็ง ฮ่า ฮ่า!” จั๋นพูดแล้วก็หัวเราะ
[เผ่ามนุษย์: เพศชาย]
[อายุ: 23 วงรอบดวงอาทิตย์]
[ระดับพลังขั้นที่ 3]
-พลังกาย: 27 /30
“นั่นสิ อุ๊ยคำให้เอ็งกินอะไรมาวะ ไอ้แสน ถึงได้มีเรี่ยวแรงดีอย่างกับคนหนุ่มอย่างนี้” สิงห์ผาพูด
[เผ่ามนุษย์: เพศชาย]
[อายุ: 25 วงรอบดวงอาทิตย์]
[ระดับพลังขั้นที่ 4]
-พลังกาย: 37 /40]
แสนยิ้มแฉ่งแทนคำตอบ แม้ร่างจะชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ แต่ก็ยังก้มหน้าก้มหน้าตาเดินต่อไป
[ระดับพลังขั้นที่ 5]
-พลังกาย: 17 /20
-พลังปราณจิต: 30/30
[-พลังแฝง: วิริยะ: 30 - กล้าหาญ: 30
-ตรวจจับการเคลื่อนไหว: 10]
เมื่อเดินไปได้สักระยะ สิงห์คำก็สั่งให้ทุกคนหยุด “พวกเราพักกินข้าวกันก่อนดีกว่า เดินกันมานานจนเลยเพลแล้ว” เขาเอ่ยขึ้น
[เผ่ามนุษย์: เพศชาย]
[อายุ: 49 วงรอบดวงอาทิตย์]
[ระดับพลังขั้นที่ 6]
-พลังกาย: 57/60
[-พลังแฝง: อำนาจรอยสัก: --]
ทั้งห้าคนพากันนั่งพักหลบแดดอยู่ในร่มเงาไม้ ก่อนจะหยิบข้าวเหนียว และปลาแห้งที่เตรียมมาแจกจ่ายแบ่งกันกิน
หนานสิงห์คำ เป็คนแรกที่สังเกตเห็นว่า มีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ในพุ่มไม้ไม่ไกลนัก เขาลุกยืนพรวดขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับตวัดมีดดาบที่พกอยู่ที่เอวออกมา
“ทุกคนระวัง! มีอะไรแอบอยู่หลังพุ่มไม้นั่น!” ทุกคนที่เหลือล้วนตอบสนองตามทันที
พุ่มไม้ที่สั่นไหวนั้น ค่อยๆ แหวกเปิดออก ร่างใหญ่สีเหลืองสลับดำก้าวย่างเดินออกมาช้าๆ
“เสือ!!!” อินร้องขึ้นอย่างใ
ชายหนุ่มทั้งสามคนะโถอยห่างออกไป พลางคว้าหน้าไม้ที่สะพายไหล่ขึ้นเตียมเล็ง
สิงห์คำ เร่งบริกรรมคาถา ก่อนจะเป่าพ่นใส่ตัวเพื่อปลุกอำนาจรอยสัก เขายกดาบก้าวออกไปเบื้องหน้า ตรงเข้าหาเ้าเสือโคร่งร่างใหญ่
“ช้าก่อนลุงหนาน!” แสนเข้ามาขวาง “เสือตัวนี้มากับฉัน”
“!!!” สิงห์คำทำหน้างุนงง
“เสือตัวนี้เป็เพื่อนฉันเองจ้ะลุง มันชื่อว่าเ้าลาย... มันไม่ทำร้ายใครหรอกจ้ะ” แสนว่า
“เอ็งว่ายังไงนะ ไอ้แสน! เอ็งเป็เพื่อนกับเสือรึ?” สิงห์คำพูดขึ้น
แล้วแสนก็เล่าถึงเื่ราวของเ้าลายให้ทุกคนได้ฟัง...
“ที่แท้เ้าเสือตัวนี้ก็คือ เสือกินคนเมื่อสามปีก่อนนั้นเอง...” สิงห์คำพูดพลางชำเลืองมองเ้าลาย ที่กำลังไถหัวคลอเคลียกับตัวของแสนอยู่
“เถรท่านมีบารมีมากเหลือเกิน ถึงขนาดปราบเสือดุร้ายตัวนั้น ให้กลายเป็เสือเชื่องๆ ได้”
“แล้วเอ็งแน่ใจนะไอ้แสน ว่ามันจะไม่หันมางับหัวพวกเราเข้า” จั๋นถามขึ้นอย่างระแวง
“ฉันรับรองเลยจ้ะ อ้ายจั๋น เ้าลายมันเชื่องมาก แถมยังฟังภาษาคนรู้เื่อีกด้วย ฉันคิดว่า ที่มันตามพวกเรามา ก็อาจเป็เพราะ เถรท่านสั่งมันไว้ก็ได้”
แล้วแสนก็สังเกตเห็น “เอ๊ะ! ที่คอเ้าลายมีสร้อยแขวนอยู่ด้วย นี่มัน... เหมือนหินที่เถรเ้าให้ลุงกับฉันไว้เลย” แสนพูด
สิงห์คำมองดูก็เห็นจริงตามแสนว่า “สงสัยที่ไอ้แสนพูดมาจะเป็เื่จริง เถรท่านคงเห็นเ้าลายนี่เป็เหมือนลูกศิษย์อีกคน จึงได้แขวนหินข้าวตอกพระร่วงที่คอให้มัน”
“อย่างนี้ก็หมายความว่า ไอ้เสือนี่ก็จะไปกับพวกเราด้วยอย่างนั้นรึ... ไอ้แสน! เอ็งบอกมันเลยนะว่า อย่ามาเดินอยู่ข้างหลังข้า ข้าเสียวมันจะนึกหมั่นเขี้ยวขย้ำหัวเอา บรื๋ออ...!” อินว่าพลางทำท่าขนลุก
หลังจากพักจนหายเหนื่อย และหายตื่นเต้นกันแล้ว พวกเขาก็ออกเดินทางกันต่อ ่แรกเ้าลายก็ออกเดินไปพร้อมกัน แต่สักพักมันก็ผลุบหายเข้าข้างทางเป็ระยะ ก่อนจะโผล่ออกมายืนดักรออยู่ข้างหน้า จนเมื่อขบวนของคนทั้งห้าตามมาทัน มันก็ผลุบหายเข้าข้างทางไปอีก
พวกเขาทั้งห้าคนหนึ่งเสือ ต่างเดินทางขึ้นดอยกันอย่างราบรื่น และรวดเร็ว ยิ่งเมื่อมีเ้าลายคอยกรุยทางนำไปด้วยแล้ว ก็ยิ่งไม่ต้องห่วงว่า จะบังเอิญไปเจอเข้ากับสัตว์ดุร้ายตัวอื่นอีก เพราะบรรดาสัตว์ทั้งหลาย ล้วนหลีกห่างขบวนเดินทางนี้ เนื่องจากกริ่งเกรงในตัวของเสือโคร่งใหญ่...
เดินกันมาจนใกล้เวลาเย็น คณะเดินทางนี้ก็เข้าใกล้เขตหมู่บ้านของชาวลัวะเต็มที
“น่าแปลกนะพ่อ... ข้าว่าเราเข้ามาใกล้หมู่บ้านลัวะมากแล้วนะ ทำไมไม่เห็นพวกเขาบ้างเลยสักคน อย่างน้อยก็น่าจะมีคนมาเก็บผักเก็บหญ้าตามชายป่ากันบ้าง ดูอย่างกับว่า ไม่มีหมู่บ้านอยู่แถวนี้เลย” สิงห์ผาตั้งข้อสังเกต
“อืม... พวกเขาอาจจะอยู่ในไร่อีกด้านของดอยก็เป็ได้ ระยะนี้ พวกเขาก็ต้องเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตเหมือนกับพวกเาาวหุบเขา” สิงห์คำคิดในแง่ดี
[เปิดระบบ: ตรวจจับการเคลื่อนไหว]
* * *
[ไม่พบการเคลื่อนไหวในรัศมี 10 วา]
* * *
“จริงอย่างที่อ้ายสิงห์ผาบอก ในระยะยี่สิบวานี้ ไม่มีคนอยู่เลยจริงๆ จ้ะลุง” แสนพูดขึ้น
“เอ็งรู้ได้ไงวะ ไอ้แสน” อินพูด “ข้าว่า ชาวบ้านเขาอาจจะเห็นเ้าลายของเอ็งมันผลุบๆ โผล่ๆ อยู่แถวนี้ พวกเขาก็เลยหลบเข้าไปในหมู่บ้านกันหมดแล้วก็ได้”
“ที่ไอ้อินพูดมาก็มีเหตุผล...” สิงห์คำเอ่ย “อีกเดี๋ยวถึงหมู่บ้านก็รู้เองล่ะว่ามันเป็ยังไง ใกล้ถึงแล้ว ไอ้แสน เอ็งคอยดูอย่าให้เ้าลายโผล่ออกมาล่ะ ประเดี๋ยวชาวบ้านจะพลอยใกันใหญ่”
แล้วไม่นานพวกเขาก็เริ่มมองเห็นซุ้มประตูหมู่บ้าน ถัดจากซุ้ม เป็กลุ่มบ้านเรือนของชาวลัวะร่วมยี่สิบหลัง มันเป็บ้านไม้ยกพื้นสูง หลังคาลาดชัน คลุมด้วยใบตองตึงจนเกือบจรดถึงพื้นดิน บ้านปลูกเว้นระยะห่างตามแนวสันเขา ที่ว่างรอบบ้านแต่ละหลังดูสะอาดสะอ้าน แต่กลับมีบรรยากาศน่าวังเวง
หนานสิงห์คำ หยุดเท้าลงที่หน้าซุ้มประตูไม้ แหงนหน้าเคร่งเครียดขึ้นมอง้าของซุ้ม ซึ่งมีไม้ไผ่สานเป็รูปรัศมี 8 แฉกแขวนไว้
“มีอะไรหรือพ่อ?” สิงห์ผาเอ่ยถาม
“ตาแหลวแปดแฉก! มันเป็เครื่องหมายห้ามคนภายนอก และภูติผีเข้าสู่หมู่บ้าน... ข้าเคยได้ยินว่า พวกชาวลัวะจะติดไว้เวลาเกิดเื่ร้ายแรง อย่างเช่นมีโรคระบาดเกิดขึ้น”
“หรือว่าที่เถรเ้ากังวลใจ ก็เพราะรู้ว่าที่หมู่บ้านแห่งนี้มีโรคระบาด” แสนพูด
“คงต้องลองถามจากคนในหมู่บ้านถึงจะรู้ความ” สิงห์คำพูด
“ถ้าเขาไม่ให้คนนอกเข้าไป แล้วจะถามกันยังไงล่ะ พ่อหนาน” จั๋นเอ่ยขึ้น “มองเข้าไปก็ไม่เห็นใครสักคน หรือจะลองะโเรียกดูมั้ย?”
เมื่อสิงห์คำพยักหน้าเห็นด้วย จั๋นจึงะโขึ้นเสียงดัง
“วู้วว!... มีใครอยู่มั้ย พวกข้ามาจากหมู่บ้านที่เชิงดอย มีธุระมาถามไถ่เล็กน้อย... มีใครอยู่บ้างมั้ย? โผล่หน้าออกมาหน่อยจ้า....”
ภายในหมู่บ้านยังคงเงียบเชียบ แต่ก็เริ่มมีเสียงการเคลื่อนไหวดังขึ้นเล็กน้อยในตัวบ้าน
“ข้าได้ยินเสียงคนว่ะ ไอ้จั๋น มีคนอยู่ในบ้านแน่ๆ เอ็งลองเรียกดูอีกทีสิ” อินพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น
“วู้ววว!!... ออกมาคุยกันหน่อยเถอะจ้า พวกข้ามากับพ่อหนานสิงห์คำหัวหน้าหมู่บ้าน... ถ้ามีคนอยู่ ก็โผล่หน้าออกมาหน่อยเถอะจ้า...”
เสียงเคลื่อนไหวดังขึ้นอีก ไม่นานก็เงียบเสียงลง แล้วอีกไม่กี่อึดใจต่อมา ก็มีเงาร่างหนึ่งแง้มฝาเรือนโผล่หน้ามองออกมามองจากในบ้านใกล้ๆ อินเห็นเข้าก็รีบโบกมือไหวๆ ทักทาย แต่ร่างนั้นก็ผลุบหายหลบหน้าเข้าไปทันที
“อะไรวะ? หรือว่าคนในหมู่บ้านนี้จะเป็โรคขี้อาย ถึงได้ไม่ยอมออกมาคุยกับพวกเรา” อินพูด
หนานสิงห์คำมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความแปลกใจ แต่แล้วก็ปรากฏร่างล่ำสันของชายคนหนึ่ง เดินตรงเข้ามาจากด้านในของหมู่บ้าน
ชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้จนเห็นว่า เขาเป็ชายวัยกลางคน ดูอายุไล่เรี่ยกับหนานสิงห์คำ แต่มีรูปร่างเตี้ยกว่าเล็กน้อย
“สมัง?” สิงห์คำเอ่ยขึ้นเมื่อจำได้
“สิงห์คำ! เป็เ้าจริงๆ รึ?” ชายร่างสันทัดเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าไม่แน่ใจ “หรือว่า จะเป็ผีป่าผีดอยแปลงกายมาหลอกข้า!”
“ข้าสิงห์คำตัวจริง... ถ้าไม่เชื่อเ้าลองจับดูก็ได้ว่าข้าเป็คนไม่ใช่ผี” สิงห์คำยื่นมือออกไปให้จับ
ชายชื่อ สมัง ค่อยๆ เอื้อมมือมาจับ พอได้ััเนื้อตัวอุ่น ก็ยิ้มขึ้นอย่างดีใจ “เป็คนจริงๆ เป็เ้าจริงๆ สิงห์คำ!”
“พวกเราออกมาได้แล้ว พวกนี้เป็คนจริงๆ ออกมากันเถอะ” เขาหันหลังไปะโ
อีกครู่เดียวก็มีคนก้าวโผล่ออกมาจากบ้านแต่ละหลัง ทั้งหมดล้วนแต่มีสีหน้าหวาดระแวง
“เกิดอะไรขึ้นกับหมู่บ้านของเ้ารึ ทำไมทุกคนถึงได้ดูหวาดกลัวเยี่ยงนี้... มีโรคระบาดรึ?” สิงห์คำเอ่ยถาม
สมังส่ายหน้า “ไม่ใช่โรคระบาดหรอก แต่เป็ ผีป่า! ตั้งหากเล่า”
“!!!”
“ผีป่า! เื่มันเป็มายังไง?”
“ก่อนอื่น พวกเ้าเข้ามาในหมู่บ้านกันก่อนเถอะ ตอนนี้ก็ใกล้โพล้เพล้แล้ว หากยังอยู่นอกเขตตาแหลวจะไม่ปลอดภัยเอา นี่โชคยังดีที่พวกเ้ามาถึงที่นี่ก่อนค่ำ หากมืดลงแล้ว ต่อให้รู้ว่าเป็เ้า ข้าก็คงไม่กล้าออกมารับ”
แล้วทั้งห้าคนก็ถูกเชื้อเชิญให้ก้าวเข้ามาในตัวหมู่บ้าน ก่อนที่สมังจะพาทุกคนเดินไปยังบ้านของเขา ซึ่งอยู่ถัดเข้าไปด้านใน ชาวลัวะทุกคนต่างมองตามหลังคนทั้งห้าไปด้วยสายตาที่ระแวงระวัง
‘อะไรกันนะที่ทำให้พวกเขาดูหวาดกลัวเยี่ยงนี้... มันจะเกี่ยวข้องกับเื่ที่ทำให้เถรเ้ากังวลใจหรือเปล่านะ” แสนคิดขึ้นในใจ
........…………
..........................